อยากอยู่กับลูกหลาน‘สุชาติ ตัน’โผล่เวทีพท.
ตู่เย้ยแลนด์สไลด์ -ระวังไถลออกนอกเลนเจ็บตัว
นฤมลแถลงน้ำตาคลอสละลงบัญชีปาร์ตี้ลิสต์
‘ทักษิณ’ เปิดใจสื่อตปท. พร้อมกลับ มารับโทษ-ติดคุกในไทย บอก ‘อุ๊งอิ๊ง’ อย่าให้พรรคเพื่อไทยออกกฎหมายนิรโทษกรรมอีกอยากกลับมาอยู่กับลูกหลานเพราะติดคุกโลกกว้างมา 16 ปีแล้ว เพื่อไทยเปิดตัว 33 ผู้สมัคร กทม. ขอแลนด์สไลด์ตั้งรัฐบาล ‘สุชาติ ตันเจริญ’ โผล่ร่วมเวทีด้วย รทสช.เปิดแคนดิเดตนายกฯ-ผู้สมัครส.ส.ทั่วประเทศวันนี้ ‘บิ๊กตู่’ จัดวันลางานราชการ ลุยหาเสียงทันที เย้ยพรรคแลนด์สไลด์ ระวังเจ็บตัวเพราะสไลด์ออกนอกเลน ‘บิ๊กป้อม’ ตั้งกรรมการ 5 ชุด สู้เลือกตั้ง ‘นฤมล’ ปาดน้ำตา แถลงถอนตัวลงสมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ อ้างต้องการเสียสละให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสเข้ามาทำงาน ยันไม่ได้น้อยใจถูกจัดอยู่อันดับ 20 ‘สันติ’ ยันไม่สะเทือนพรรค ‘อนุทิน’ ย้ำพร้อมเป็นนายกฯ เอง ถ้าภูมิใจไทยได้ส.ส.เยอะสุด
‘ตู่’ยังไม่ตัดสินใจปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1
เมื่อเวลา 09.35 น. วันที่ 24 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ก่อนเป็นประธานในพิธีมอบรางวัล รัฐวิสาหกิจ ดีเด่นปี 2564 “เก้าสู่ยุควิถีใหม่ด้วยพลังรัฐวิสาหกิจไทยอย่างยั่งยืน” ผู้สื่อข่าวถามว่าเมื่อวันที่ 23 มี.ค. ในการประชุมคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) ได้ตัดสินใจลงส.ส.บัญชีรายชื่อ(ปาร์ตี้ลิสต์) ลำดับที่ 1 ของรทสช. แล้วหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ส่ายศีรษะ กล่าวว่า “ยัง ยังไม่ได้ตัดสินใจ” เมื่อถามว่าจะชวนนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง มาร่วมงานที่รทสช.ด้วยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ตอบคำถาม
ด้านนายอาคม ที่เข้าร่วมงานในพิธีมอบรางวัล รัฐวิสาหกิจดีเด่นปี 2564 ปฏิเสธตอบคำถามจะไปช่วยงานพล.อ.ประยุทธ์ ที่รทสช.หรือไม่ว่า “ไม่พูด ไม่พูด ไม่พูด” ผู้สื่อข่าวถามว่า ไม่พูดแสดงว่าไม่ปฏิเสธใช่หรือไม่ นายอาคมตอบว่า “ไม่ใช่” เมื่อถามว่า จะไปเป็นประธานที่ปรึกษารทสช.ใช่หรือไม่ นายอาคมไม่ตอบคำถาม ก่อนเดินเลี่ยงเดินออก ไปทันที
พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์หลังงาน ดังกล่าวอีกครั้ง ถึงการจะเชิญนายอาคม ร่วมงานที่รทสช. ด้วยหรือไม่ว่า เดี๋ยวรอฟังก่อน แต่ก็ช่วยงานกันอยู่แล้ว ในอนาคตคงต้องรอก่อน เพราอนาคตก็คืออนาคต วันนี้ยังมีเวลาที่ยังต้องทำงานร่วมกันอยู่ตรงนี้ ตนอยู่ในฐานะสองบทบาทต้องระมัดระวังอย่างเต็มที่ เพราะยังเป็นนายกฯ ด้วย และวันนี้อำนาจต่างๆในการรักษาการมีจำกัดมีข้อห้ามในหลายประเด็น อาจทำให้งานมีปัญหาล่าช้าไปบ้างในบางอย่าง แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการเลือกตั้งว่าใครจะเป็นรัฐบาลต่อไป “ผมไม่ได้รังเกียจใครอยู่แล้ว ก็แล้วแต่ ประเทศไทยไม่ใช่ของผม เป็นของคนไทยทุกคน”
เปิดแคนดิเดต-ลุยหาเสียง
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการปรับกลยุทธ์ลงพื้นที่หาเสียงอย่างไรบ้าง เพราะนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ประธานที่ปรึกษารทสช. ระบุว่าต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ลาราชการและไปช่วยพรรคหาเสียงมากขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตั้งใจอยู่แล้วว่าจะลาราชการและเตรียมพร้อมที่จะลาอยู่แล้ว จากนี้ต่อไปคงต้องลางานราชการมากขึ้น ในเมื่อกฎหมายกำหนดไว้เราก็ต้องลา จะฝืนไปได้อย่างไร ลงพื้นที่ก็ต้องลาไป ต่อข้อถามว่าหลังวันที่ 25 มี.ค.ที่จะมีการเปิดตัวผู้สมัครส.ส.ทั่วประเทศและเปิดแคนดิเดตนายกฯ จะมีแผนลงพื้นที่ทันทีเลยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า แผนต่างๆ เป็นเรื่องของพรรคที่วางไว้แล้ว หลังเปิดตัวในวันที่ 25 มี.ค. มีกำหนดที่จะไปหาเสียงในแต่ละพื้นที่
“ผมจะไปพูดในเรื่องที่ผมทำไปแล้ว และจะทำอะไรต่อ รวมทั้งมีอะไรที่จะทำใหม่บ้าง เราต้องแก้ปัญหาต่างๆให้ทันกับการเปลี่ยน แปลงของโลกในปัจจุบัน ทั้งรายได้ของประชาชนผู้มีรายได้น้อย จำเป็นต้องแก้ไขให้เกิดความยั่งยืน มีการพัฒนาตัวเองต่างๆ เป็นสิ่งที่เราต้องทำในการแก้ไขปัญหาเดิมๆ ให้ได้ ทั้งความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ขณะเดียวกันเราต้องเดินหน้าประเทศอีกขาหนึ่งเพื่อให้มีรายได้กลับมา เพื่อดูแลประชาชนกลุ่ม เปราะบางเหล่านี้ และพัฒนาประเทศให้มีรายได้สูงขึ้น อนาคตเราต้องทำแบบนี้ ถ้าทำเฉพาะตรงนี้อย่างเดียวแล้วไม่มองอนาคต ไม่มองส่วนประกอบทั้งหมดประเทศก็ไป ไม่ได้” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ระวังแลนด์สไลด์นอกเลน
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีบางพรรคประกาศต้องการจะแลนด์สไลด์จากจำนวน ส.ส.ของแต่ละพรรค ทางรทสช.ตั้งเป้าที่จะแลนด์สไลด์ด้วยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ทุกคนก็หวังอย่างนั้น แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับประชาชนใช่หรือไม่ แต่ไอ้คำว่าแลนด์สไลด์นั้นจะสไลด์ไปถึงไหนก็ยังไม่รู้ เพราะถ้าลงไม่ดีก็จะสไลด์ออกนอกเลนไป เจ็บตัวไปอีก ฉะนั้นผมจะ ไม่พูดว่าจะสไลด์หรือไม่สไลด์ ผมขอแค่ให้ ทุกคนเข้าใจและมองว่าประเทศไทยอยู่มาถึงวันนี้ด้วยอะไร แล้วจะอยู่ต่อไปกันอย่างไร เราต้องมีรัฐบาลที่ไว้ใจได้หรือไม่ มีรัฐบาลที่นึกถึงคนที่มีรายได้น้อยหรือไม่ พร้อมดูแลกลุ่มเปราะบางหรือไม่ และจะดูแลอย่างไร ซึ่งเราได้สตาร์ตเริ่มต้นมาแล้ว ครั้งนี้ผมพูดในนามรัฐบาลด้วย เพราะนโยบายของหลายพรรคการเมืองก็ตรงกัน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของรัฐสวัสดิการ ถ้าเราทำกันจนมากเกินไปประเทศอาจเสียหายเยอะ ทำไมเราจะไม่อยากดูแล”
ต่อข้อถามถึงความเคลื่อนไหวของนาย สมศักดิ์ เทพสุทิน และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตแกนนำพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ที่ย้ายไปสวมเสื้อพรรคเพื่อไทย (พท.) พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า อย่าไปพูดถึงเขาเลย
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพปชร. ให้สัมภาษณ์กับ มายด์-น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล แกนนำกลุ่มคณะราษฎร 2563 ที่มาพปชร. ทำข่าวในรายการ ‘มองมุมมายด์’ ของช่องเฟรนด์ทอล์ก เกี่ยวกับความคิดเห็นเรื่องรัฐธรรมนูญปี 2560 และคดีนิรโทษกรรมทางการเมืองว่า ก็ไม่เป็นไร ผู้สื่อข่าวถามว่ามีโอกาสเห็นภาพ เช่นนี้กับพล.อ.ประยุทธ์หรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ถอนหายใจพร้อมกล่าวว่า “คือการพบนั้นต้องดูว่าพบแล้วได้อะไรเข้าใจหรือไม่ ถ้าพบกันแล้วเพื่อการเมืองอย่างเดียว ผมไม่จำเป็นต้องพบใคร เพราะผมพบทุกวันอยู่แล้ว ผมไม่ได้มุ่งหวังทางการเมือง”
สิ่งสำคัญที่สุดคือประเทศชาติต้องมีกฎหมาย ถ้าเราระมัดระวังตัวไม่ทำอะไรที่ผิดกฎหมายหรือล่อแหลม ก็ไม่มีปัญหาอะไร ไม่ต้องไปวุ่นวายเรื่องการนิรโทษกรรมหรือการอะไรต่างๆ เราไม่ใช่รัฐบาลที่มาจากการอะไรก็แล้วแต่ที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ วันนี้เป็นรัฐบาลประชาธิปไตยแล้ว ทุกอย่างประชาชนเห็นแล้วว่าเราพยายามบริหารให้ดีที่สุด การบังคับใช้กฎหมายไม่ได้รุนแรงอย่างที่หลายๆ คนพูด เราระมัดระวังผ่อนผัน ป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับเด็กๆ เยาวชน อีกฝ่ายก็ออกมาบอกว่ารัฐบาลปล่อยปละละเลย ทำไมไม่ทำให้ บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อย มันมีข้อขัดแย้งจากสองส่วนนี้ แล้วตนบริหารงานมา8 ปี หรือ 4 ปีหลังตนทำให้สองฝ่ายเบาๆ ลง นี่คือสิ่งที่ทุกคนอาจจะลืมไป ไม่มีใครทำให้มันหยุดได้หรอกถ้าประชาชนไม่หยุดตัวเอง
สยบลือ-ยันมีเลือกตั้งแน่
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ตนพยายาม ประคับประคองทั้งสองข้างให้เกิดความสมดุล ขึ้นมา ขณะเดียวกันต้องดูคนที่มีส่วนได้ ส่วนเสียอื่นๆ ด้วย ซึ่งวานนี้ตนบอกแล้วว่า คนไทย ประเทศไทยเป็นหุ้นส่วนของประเทศเราทุกคน ถ้าเปรียบเทียบประเทศไทย การบริหาร รัฐบาล และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นบริษัทห้างร้านวิสาหกิจ ผู้ถือหุ้นของรัฐบาลคือประชาชนคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะยากดีมีจนเราต้องบริหารให้เขา ให้ประเทศและประชาชนของเรา นั่นคือหน้าที่ของรัฐบาลและหน้าที่ของผู้นำรัฐบาล หน้าที่ของครม.และทุกกระทรวง จึงไม่อยากให้หลายๆ ที่สร้างสิ่งดีๆ ขึ้นมา พังทลายไปทั้งหมด แน่นอนว่ายิ่งทำเยอะปัญหาก็เยอะ แต่ต้องไปดูว่าสิ่งที่ทำมาแล้วนั้นเกิดประโยชน์อะไรกับประเทศชาติและประชาชน
แน่นอนว่าถ้าตนอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรมากนัก คงไม่โดนหรือเจอปัญหาเหล่านี้ ตนก็ไม่ปวดหัวด้วย ปล่อยไป ใครอยากจะทำอะไรก็ทำไปเช่นที่เคยผ่านมา ซึ่งไม่มีผลงานเป็นรูปธรรมมากนัก ตนจำเป็นต้องพูดไม่เช่นนั้นประชาชนจะไม่เข้าใจ ฝากสื่อด้วยแล้วกัน ถ้าอยากจะทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้า ประชาชนมีอนาคต ตนไม่ได้หมายความว่าจะต้องมาชอบหรือรักตน ไม่ใช่ ประชาชนเป็นกลไกหลักในการที่จะทำให้ประเทศไทย เดินไปข้างหน้า นายกฯ และครม.เป็นแต่เพียงผู้รับสิ่งต่างๆ มาพิจารณาและดำเนินการให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศ
“วันนี้ไม่ใช่ที่จะไปแตกแยกกันอีก ไม่มีความขัดแย้งอะไรขนาดนั้น ผมไม่อยากให้นำเรื่องนี้มาหาเสียงกันมากนักในขณะนี้ นั่นคือปัญหาแล้ว เพราะเป็นการจุดชนวนขึ้นมา หลายคนมีความสุขดี ประชาชนไม่ได้เดือดร้อน และเขาอยากให้บังคับใช้กฎหมายด้วยไม่ใช่หรือ ใช่ไหม ถ้าสมมติเราอย่างนี้อย่างนั้น ปัญหาก็เกิดขึ้นมาใหม่ ฉะนั้นอย่าไปสร้างปัญหาใหม่ให้เกิดขึ้นมาอีก ปัญหาเก่าต้องแก้ด้วยความเข้าใจ แก้ด้วยความยุติธรรมให้กับเขา ไม่มีใครแกล้งหรอก ถ้าทุกคนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก็จะได้รับความยุติธรรม”พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
เมื่อถามว่าอยากให้นายกฯ สยบข่าวลือ ที่ว่าจะไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในอนาคต อันใกล้นี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่มีข่าวลือแบบนั้น ข่าวลือก็คือข่าวลือ
สวมเสื้อให้‘ศรัณย์วุฒิ-ลูกสาว’
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณี นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ อดีตส.ส.อุตรดิตถ์ ที่ได้เข้าไปขอขมา ถือเป็นสัญญาณที่ดีหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ผมเป็นสุภาพบุรุษอยู่แล้ว และผมเข้าใจดีว่าเวลาเขาทำงานในสภา ซึ่งทุกคนเห็นอยู่แล้วก็ต้องทำได้ทุกอย่าง พูดได้ทุกอย่างตามความเชื่อของเขา แต่เมื่อวานนายศรัณย์วุฒิมาขอโทษ ซึ่งผมเข้าใจบทบาทในสภา เมื่อเขาเป็นฝ่ายค้านก็พยายามค้านให้ได้มากที่สุด อาจจะเกินเลยไปบ้างผมก็ให้อภัยได้ เมื่อวานเขามาพูดว่าเขายินดีที่จะมาร่วมงานที่นี่ ไม่ได้โดนใครบังคับอะไรทั้งสิ้น แต่เขาเห็นว่าผมเป็นคนที่เชื่อถือได้จากการตรวจสอบของเขามาแล้ว มันไม่มีข้อเท็จจริงอะไรทั้งสิ้น เขาจึงอยากกลับมาและมาช่วยเราตรงนี้เพื่อให้ประเทศ ไทยเดินไปข้างหน้า ก็ให้อภัยกัน”
ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ นายศรัณย์วุฒิให้สัมภาษณ์หลังสมัครเป็นสมาชิกรทสช. ว่า ขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ และผู้บริหารพรรคที่สวมเสื้อพรรคให้ตนและลูกสาว (น.ส.รสรินทร์ ศรัณย์เกตุ) เพื่อส่งลงสมัคร ส.ส.อุตรดิตถ์ การย้ายมารทสช. เหตุผลสำคัญที่สุดคือ มีอุดมการณ์ตรงกับพล.อ.ประยุทธ์ คือ เน้นทำเพื่อประโยชน์ประเทศชาติและประชาชน อีกเหตุผลหนึ่งเห็น พล.อ.ประยุทธ์ต่อสู้กับประชาธิปไตยปล้นชาติ ประชาธิปไตยจอมปลอม เดิมไม่คิดว่าจะมาอยู่กับ พล.อ. ประยุทธ์ แต่ตนเป็นนักรบอุดมการณ์ เคยใฝ่หาแต่ประชาธิปไตย สุดท้ายหาพรรคที่เป็นประชาธิปไตยอยู่ไม่ได้ ไม่เหลือเลย ที่มีอยู่ก็จอมปลอมและผสมพันธุ์กันจนหมดแล้ว
เมื่อไม่มีขั้วประชาธิปไตย ไม่มีขั้วที่ เรียกว่าเผด็จการ หรือบางคนจะเรียกว่าอนุรักษนิยมก็แล้วแต่ สุดท้ายตนไม่สนใจขั้วไหน สนใจอยู่ขั้วประชาชน บังเอิญมีรทสช. ของพล.อ.ประยุทธ์ ที่อยู่ในภาพของความเป็นอนุรักษนิยม แต่ชัดเจนที่สุดคือ เป็นภาพ แห่งความจงรักภักดี ทำงานต่อสู้เพื่อประชาชน 8 ปี ที่พล.อ.ประยุทธ์สร้างรากฐานมา ตนอยากให้ต่อยอดอีก 2 ปี ประเทศไทยจะประสบความสำเร็จสูงมาก
พล.อ.ประยุทธ์มีเอกลักษณ์คล้ายๆ กับ ป๋าเปรม มีความซื่อสัตย์ มีความจงรักภักดี โอกาสที่เหลือ 2 ปี พล.อ.ประยุทธ์ทำอะไรได้เยอะ สุดท้ายหลังจากพล.อ.ประยุทธ์ทำงานครบ 2 ปี ผลงานและความดีที่ปรากฏขึ้นประชาชนจะแซ่ซ้อง ประชาชนจะขอให้ท่าน อยู่ต่อ นี่คือความเป็นไปได้ แต่ทั้งหมดผลงานจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ไม่ใช่วันนี้มาอยู่กับลุงตู่แล้วจะอวย ความจริงประเทศไทยคนชื่อศรัณย์วุฒิเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย เป็นคนจริงจัง ถ้าใช่ก็ใช่ ถ้าไม่ใช่ก็ไม่ใช่ไม่มีอ้อมแอ้ม การมาอยู่รทสช.ครั้งนี้ มีคนโจมตีว่าจะได้กินกล้วย ขอพูดไว้ตรงนี้ ผมไม่ได้อะไรสักอย่าง แต่ยืนยันจะทำเพื่อประเทศชาติ
นายกฯดอดชมงานหัวลำโพง
เมื่อเวลา 20.00 น. ที่สถานีรถไฟหัวลำโพง ถนนรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมด้วย นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน และน.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ร่วมงาน Unfolding Bangkok กิจกรรมจัดผลงานจัดแสดงแสงไฟ ซึ่งไปแบบส่วนตัว โดยมีนายชัชชาติ สิทธิ์พันธุ์ ผู้ว่าฯกทม.ต้อนรับ
พล.อ.ประยุทธ์ และคณะเดินเข้าไปชมคอนเสิร์ตเพลงร่วมสมัย ชมนิทรรศการ แสงไฟบริเวณชานชาลารถไฟ ชมโมเดลรถไฟ และชมการฉายภาพบนอาคารผู้โดยสารหัวลำโพง (Mapping) ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มผ่อนคลาย ชื่นชมคณะผู้จัดงานถึงความคิดสร้างสรรค์และความสามารถในการเนรมิตสถานีรถไฟเก่าให้กลับมามีชีวิตชีวา
ระหว่างเดินชมงานมีประชาชนมารุมล้อมถ่ายรูปเซลฟี่ ขอจับมือ ขณะที่พล.อ.ประยุทธ์ ยกมือทำท่าไอเลิฟยูให้ประชาชนตลอดทาง และกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า วันนี้มาส่วนตัวเพื่อชมงานที่สร้างสรรค์ และไม่ออกมากลางคืนแบบนี้นานแล้ว ไม่เกี่ยวกับการเมือง
จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นรถส่วนตัวกลับโดยที่ไม่มีรถนำขบวนหรือตำรวจติดตามอารักขา มีประชาชนตะโกนให้กำลังใจว่า “พี่ตู่ๆ” ทำให้นายกฯ ส่งยิ้มเขิน เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า “รู้สึกอย่างที่ปกติคนเรียกลุงตู่ แต่ วันนี้คนเรียกพี่ตู่” แต่พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ตอบคำถาม
‘บิ๊กป้อม’ตั้งกก. 5 ชุดสู้ศึก
ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคพลังประชารัฐว่า เมื่อวันที่ 22 มี.ค. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพปชร. ได้ลงนามคำสั่งพรรคแต่งตั้งคณะกรรมการ 5 คณะ ให้ดำเนินงานของพรรคในด้านประสานงานและสนับสนุนการดำเนินการของคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ รวมทั้งดูแลการประชุมของคณะกรรมการกำหนดยุทธศาสตร์และบริหารการเลือกตั้งพปชร. เป็นไปด้วยความถูกต้อง มีประสิทธิภาพ บรรลุตามวัตถุประสงค์ และนโยบายของพปชร.
คณะกรรมการทั้ง 5 ประกอบด้วย 1.คณะกรรมการฝ่ายอำนวยการ มีนายสันติ พร้อมพัฒน์ เป็นประธาน กรรมการ 6 คน ได้แก่ นายวราเทพ รัตนากร พล.อ.กฤษณ์โยธิน ศศิพัฒนวงษ์ นายวิเชียร ชวลิต พล.ต.อ.ธรรมศักดิ์วิชชารยะ นายชาญกฤช เดชวิทักษ์ นายณรงค์โยธนัง 2.คณะกรรมการฝ่ายกฎหมาย มีนายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นประธาน กรรมการ 5 คน ได้แก่ นายประสาร หวังรัตนปราณี นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ นายวิเชียร ชวลิต นายภาส ภาสัทธา นายทศพล เพ็งส้ม 3.คณะกรรมการฝ่ายกิจกรรมและปราศรัยหาเสียง มีนายวิรัช รัตนเศรษฐ เป็นประธาน กรรมการ 10 คน ได้แก่ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า นายสนธิรัตน์ สนธิ จิรวงศ์ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง นายอภิชัย เตชะอุบล นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ นาย นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ นายวราเทพ รัตนากร นายสกลธี ภัททิยกุล นางวลัยพร รัตนเศรษฐ
4.คณะกรรมการฝ่ายจัดทำนโยบาย มี นายอุตตม สาวนายน เป็นประธาน นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ และนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เป็นที่ปรึกษา กรรมการ 7 คน ได้แก่ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ นายวราเทพ รัตนากร พล.ต.อ.ธรรมศักดิ์ วิชชารยะ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นายชาญกฤษ เดชพิทักษ์ นางวลัยพร รัตนเศรษฐ นายบุรินทร์ สุขพิศาล และ5.คณะกรรมการฝ่ายกลยุทธ์การเมือง มีนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็นประธาน กรรมการ 8 คนได้แก่ นายวิรัช รัตนเศรษฐ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ นายวราเทพ รัตนากร นายอันวาร์ สาและ นายวิเชียร ชวลิต นายสกลธี ภัททิยกุล
เป็นที่น่าสังเกตว่าคณะกรรมการทั้ง 5 ชุด ไม่ปรากฏชื่อนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค ซึ่งก่อนหน้านี้ถือว่ามีบทบาทสำคัญในพปชร.มาตลอด แต่กลับปรากฏชื่อบุคคลที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่พปชร.ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาหลายคน
‘แหม่ม’น้ำตาคลอสละชิงส.ส.
เมื่อเวลา 09.50 น. ที่พรรคพลังประชารัฐ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพปชร. แถลงข่าวด้วยน้ำตาคลอว่า การเลือกตั้งเมื่อ ปี 2562 แหม่มได้รับโอกาสจากผู้บริหารพรรคให้ได้ลงสมัครส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 5 เป็นผู้หญิงคนเดียวใน 10 ลำดับแรก โดยที่ไม่ได้ร้องขอจากท่านใดเลย แต่เป็นความเมตตาล้วนๆ ของผู้บริหารพรรค ณ ขณะนั้น ที่เห็นเราทุ่มเททำงานให้พรรคตั้งแต่ยังตั้งไข่เมื่อม.ค.2561 ทั้งที่แหม่มเป็นหน้าใหม่ทางการเมือง ไม่ใช่เด็กบ้านใหญ่ การเลือกตั้งครั้งนี้ จึงอยากเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ทางการเมืองได้เข้ามาอยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับต้นๆ บ้าง จึงได้แสดงความจำนงต่อคณะกรรมการสรรหาและผู้บริหารพรรคว่าขอสละสิทธิ์ที่จะได้รับการเสนอชื่อในบัญชี ส.ส.บัญชีรายชื่อ วันนี้ทางพรรคจึงจะมีการพิจารณาบัญชี รายชื่อกันใหม่อีกครั้ง
พูดเสมอว่า ถึงเวลาพปชร.ต้องผลัดใบ ให้พลังใหม่ได้เข้ามาทำงาน ครั้งนี้อาจจะได้ผลัดหนึ่งใบ ได้เห็นพลังใหม่หนึ่งใบผลิดอกออกผล ครั้งหน้าอาจจะได้ผลัดเพิ่มอีกหลายใบ ต้นไม้ใหญ่ต้นนี้จึงจะเติบโตอย่างเข้มแข็ง และสวยงาม สำหรับแหม่มการทำงานการเมือง คือ การเสียสละ ไม่ใช่การเอาชนะ และไม่ใช่การยึดติดในตำแหน่ง เรื่องนี้ได้แจ้งพล.อ.ประวิตร แล้ว ท่านไม่ได้คัดค้าน ท่านระบุว่าตามใจ
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะยังอยู่กับพปชร.หรือไม่ นางนฤมลกล่าวว่า จะช่วยงานอย่างอื่น เพราะมีความรับผิดชอบกับบุคคลที่พาเข้ามาทำงานกับพรรค และเสียใจที่ไม่สามารถทำให้ทุกคนได้สมหวังในการลงรับสมัครเลือกตั้ง ที่เป็นผลมาจากการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ และเกิดพื้นที่ทับซ้อนที่ทำให้เกิดผลกระทบ ตนยังช่วยงานสนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้สมหวัง วันนี้ยังเป็นแม่ทัพในกทม.และขึ้นเวทีปราศรัยได้ ไม่มีใครห้าม
ต่อข้อถามถึงกระแสข่าวว่าสาเหตุเป็นเพราะลำดับบัญชีรายชื่อ จากอันดับต้นๆ ตกไปอยู่ลำดับที่ 20 ทำให้ไม่พอใจ นางนฤมลกล่าวว่า ไม่มี การประชุมพรรค วันที่ 22 มี.ค. มีชื่อตนอยู่ในลำดับตามนั้นจริงๆ แต่เมื่อมองลำดับ 20-30 อันดับแรก ไม่เห็นคนรุ่นใหม่ที่ตั้งใจทุ่มเททำงานให้พรรค จะมีโอกาสเข้ามาทำงาน ถ้าเราไม่ถอยไม่เสียสละ คนรุ่นใหม่จะไม่มีทางเข้ามาได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นางนฤมลแถลงข่าว มีแกนนำพรรค อาทิ นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรค และพล.อ.กฤษณ์โยธิน ศศิพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ยืนฟังตลอดการแถลงโดยไม่ได้แสดงความเห็นใดๆ
‘สันติ’เผยจัดครบบัญชีผู้สมัคร
เวลา 14.30 น. นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง เลขาธิการ พปชร. และประธานคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส. ให้สัมภาษณ์หลังประชุมคณะกรรมการ สรรหาฯ ว่า ขณะนี้บัญชีส.ส.แบบแบ่งเขต 400 เขต และแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน จัดทำเสร็จสิ้นแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะนําเข้าสู่ที่ประชุมตัวแทนสาขาประจําจังหวัด เพื่อจัดทำไพรมารีโหวต แล้วจะส่งกลับมาที่คณะกรรมการสรรหา เพื่อตรวจสอบอีกครั้งใน ช่วงบ่ายวันที่ 28 มี.ค. เพื่อดูว่าใครมีความเห็นอย่างไรในขั้นสุดท้าย จากนั้นจะนำเข้าที่ประชุมกก.บห. เพื่อให้ความเห็นชอบว่าจะมีการปรับเปลี่ยนหรือไม่ รวมถึงสรุปเคาะบัญชีรายชื่อ และชื่อแคนดิเดตนายกฯ ว่าจะมีกี่คน และมีใครบ้าง ยืนยันว่าแคนดิเดตนายกฯ ยังเป็นพล.อ.ประวิตร คนเดียวอยู่ แต่จะมีเพิ่มเติมหรือไม่ ต้องรอกก.บห.ด้วย ทุกอย่างจบใน วันนั้น ก่อนที่จะเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครทั้งหมด ในวันที่ 30 มี.ค.
ผู้สื่อข่าวถามกรณีที่นางนฤมลขอสละสิทธิ์ หลังจากมีชื่อปรากฏอยู่ในปาร์ตี้ลิสต์อันดับที่ 7 ในบัญชีฉบับแรก นายสันติกล่าวว่า ออกก็ออกไป พรรคไม่ได้เสียหายอะไร โดยเลื่อนชื่อขยับขึ้นมา ถ้ามีใครเจ็บป่วย ต้องมีการเลื่อนขึ้นไป แต่ถ้าเป็นผู้สมัครเขตต้องเปลี่ยน เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้เสียหายอะไร ใครอยากจะออกก็ออก แต่ใครอยากจะเข้า เข้าไม่ได้แล้ว เพราะเวลากระชั้นและจะทำไพรมารีโหวตแล้ว คนที่พรรคคัดสรรจะเป็นคนที่มีศักยภาพ เป็นทีมที่ช่วยพรรคทำงานสารพัด ไม่ได้เอาคนที่ลอยไปลอยมา มาทํางาน ทุกคนทุ่มเทให้กับพรรค เพียงแต่จะออกสื่อมากหรือน้อย
ต่อข้อถามว่า มีข้อสังเกตว่าบุคคลที่อยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับต้นๆ เป็นกลุ่มที่อยู่บ้านใหญ่ และใกล้ชิดแกนนำพรรค นายสันติกล่าวว่า ถ้าพูดแบบนี้ถามว่าผิดไหม พวกเราต้องช่วยกันส่งเสริม เพราะบ้านใหญ่เหล่านั้น สามารถดูแล ส.ส.ให้เป็นที่ชื่นชอบและเป็นความหวังของประชาชน ได้มายกจังหวัด แสดงว่ามีศักยภาพ แล้วจะให้พรรคทิ้งขว้างได้อย่างไร พรรคจึงต้องจัดอะไรให้กับคนพิเศษในแต่ละจังหวัด ดังนั้นจะมาบอกว่าบัญชีอันดับต้นเป็นของบ้านใหญ่ ไม่ได้ ต้องถือว่าจังหวัดนั้นเป็นเอกภาพ อย่าไปดูถูกประชาชนในจังหวัดนั้น เมื่อเขามาอยู่กับเราก็ต้องรักและให้เกียรติเขา นอกจากนั้น พรรคต้องดูคนที่มีความเชี่ยวชาญ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ดูแลคนรุ่นใหม่ ดูแลทุกช่วงวัย สตรี ผู้สูงวัย
ไม่สะเทือนไร้‘นฤมล’
ผู้สื่อข่าวถามว่ารายชื่อทั้ง 100 คน และ 400 เขต จะไม่มีเปลี่ยนแล้วใช่หรือไม่ นายสันติกล่าวว่า เราเลือกสรรแต่คนที่มีศักยภาพ เป็นคนที่ประชาชนจะให้การสนับสนุน ดังนั้นบัญชีรายชื่อทั้ง 100 คน ตอนนี้คงเปลี่ยนไม่ได้แล้ว แต่หากใครป่วยหรือลาออกก็เลื่อนขึ้นมา สำหรับการทำไพรมารีโหวต ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็จะไม่แก้ เพราะยุ่งยากมาก
เมื่อถามว่านางนฤมลขอสละสิทธิ์ ได้มาพูดคุยกับนายสันติก่อนหรือไม่ นายสันติกล่าวว่า จะมาปรึกษาตนทำไม เพราะไม่ได้เป็นอะไรกัน ต่อข้อว่าในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ในพรรค นายสันติกล่าวว่า “เขาใหญ่กว่าผมอีก เลขาฯพรรค คือคนใช้ของคนในพรรค ถือเป็นแม่บ้านพรรคที่ต้องคอยดูแล ลูกร้อง ยังต้องเข้าไปโอ๋เลย” เมื่อถามว่าจะเข้าไปโอ๋นางนฤมลหรือไม่ นายสันติกล่าวว่า เขาไม่มาหา ใครจะโอ๋ ทําไมไม่บอกให้เขามาคุยกับตน
ผู้สื่อข่าวถามว่าจริงๆ แล้วในบัญชีรายชื่อนางนฤมล อยู่ในอันดับที่เท่าไร นายสันติกล่าวว่า ชื่อก็สลับไปสลับมา ต้องจัดกันไป ท้ายที่สุดก็ลงตัว สําหรับตนอย่าคิดว่าอยากจะอยู่ลำดับใด เพราะโดนบังคับต่างหาก จะเห็นได้ว่าตนไม่มีเสียงเลย ต่อข้อถามว่าเท่ากับไม่มีชื่อนางนฤมลในบัญชีรายชื่อแล้วใช่หรือไม่ นายสันติ กล่าวว่า ลืมดู บัญชีมีตั้ง 100 คน จำชื่อไม่ได้แล้ว ถ้าเบอร์ 1 จำได้แน่ เบอร์ 2 จำไม่ได้แล้ว เมื่อถามว่า การที่นางนฤมลแถลงข่าวแสดงเจตนารมณ์แบบนี้ ไม่น่าจะมีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อแล้วใช่หรือไม่ นายสันติ กล่าวว่า “ใช่ ก็เธอบอกว่าเธอจะออกจากบ้านแล้ว”
โดดร่มหาเสียงกทม.
เมื่อเวลา 18.00 น. ที่ศูนย์เยาวชนหลักสี่ การเคหะท่าทราย กทม. พรรคพลังประชารัฐ จัดเวทีปราศรัยย่อยโซนกรุงเทพฯ เหนือ “พลังใหม่ พลังกรุงเทพ พลังประชารัฐ” โดยกำหนดการมีแกนนำพรรค อาทิ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิก นายสกลธี ภัททิยกุล หัวหน้าทีมว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม. นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานยุทธศาสตร์การเมือง ปราศรัยช่วยผู้สมัคร กทม.
เมื่อถึงเวลาเปิดเวที นางนฤมลไม่ได้ ปรากฏตัว โดยไม่ได้แจ้งให้นายสกลธี รับทราบเมื่อสอบถามไปที่นางนฤมล ระบุว่าป่วยจากอาการท้องเสีย จึงทำให้ไม่สามารถ มาร่วมงานได้
นายสกลธีให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อวันที่ 13 มี.ค.ที่ผ่านมา ยังมีการพูดคุยถึงการปราศรัยบนเวทีกันอยู่ แต่เมื่อสักครู่ระหว่างนั่งรถมาที่เวทีปราศรัย นางนฤมลติดต่อมาและแจ้งว่า ไม่สบายมาก ต้องไปโรงพยาบาลตนก็ให้กำลังใจไป ผู้สื่อข่าวถามถึงการแถลงข่าวไม่ลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ของนางนฤมล นายสกลธี กล่าวว่า ได้ยินมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 มี.ค.และติดตามดูการแถลงข่าว แต่ในส่วนของพื้นที่กทม.เชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบในการทำงาน เพราะไม่ว่าตนหรือนางนฤมล จะอยู่ในพรรคหรือไม่ ระบบที่วางไว้สามารถดำเนินต่อไปทุกอย่างถูกวางไว้อย่างชัดเจน จบหมดแล้ว
เมื่อถามถึงผู้สมัคร ส.ส.กทม.ที่นางนฤมลชักชวนเข้ามาร่วงงาน จะมีผลกระทบหรือไม่ นายสกลธีกล่าวว่า ช่วงเริ่มต้นที่ทำงาน ได้มีการพูดคุยกับผู้สมัครทั้ง 33 เขต เป็นปกติที่ผู้สมัครจะมีการแตกต่างของที่มา แต่เมื่อรวมกันแล้วขอให้เป็นทีมเดียวกัน ไม่ว่าใครจะอยู่หรือไม่ ทีมกทม.ของพรรค จะเดินต่อไปได้ เพราะทุกคนกำลังใจดี
เวลา 20.00 น. นางนฤมล ให้สัมภาษณ์ว่า ต้องขอโทษแกนนำพปชร. รวมถึงว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม.ของพรรคทุกคน ที่ไม่ได้ไปช่วยปราศรัย เนื่องจากเมื่อเวลา 16.00 น.ได้เกิดอาการปวดท้องและท้องเสียอย่างหนัก จึงไปโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์ เพิ่งจะได้รับยา มาทาน และได้แจ้งนายสกลธี ก่อนเริ่มเวทีปราศรัยทราบแล้ว ตอนนี้เกิดกระแสข่าวลือไปในทิศทางต่างๆ ยืนยันว่าจะอยู่ช่วยงาน พปชร.รวมถึงผู้สมัครทุกคนของพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้ต่อไป จะไม่มีการย้ายพรรค และการเปิดเวทีปราศรัยย่อย ในวันที่ 31 มี.ค. จะไปร่วมด้วยอย่างแน่นอน
‘หนู’แจงวงกินข้าว‘พี่ป้อม’
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.)ให้สัมภาษณ์กรณีนายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพปชร.ระบุว่า ในวงกินข้าวมื้อเที่ยงที่มูลนิธิป่ารอยต่อฯ เมื่อ 22 มี.ค. นายอนุทินพร้อมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร หากการเลือกตั้งสมัยหน้าพรรคไหนได้ส.ส.มากกว่า จะหนุนคนนั้นเป็นนายกฯ ว่า ภท.ชัดเจน หากได้ส.ส.มาเป็นอันดับหนึ่ง ก็พร้อมเป็น นายกฯ เอง
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการตกลงกันหรือไม่ ว่าจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร เป็นนายกฯ หากใครมีคะแนนส.ส.มากกว่ากัน นายอนุทินกล่าวว่า ในวงกินข้าวไม่ได้พูดกันจริงจังขนาดนั้น และจะไปตกลงกันจัดตั้งรัฐบาลก่อนได้อย่างไร เพราะยังไม่มีการเลือกตั้งเลย จะจัดตั้งรัฐบาลต้องฟังเสียงของพี่น้องประชาชนหลังเลือกตั้งก่อนเป็นสิ่งสำคัญสุด ตนคิดว่าในวงกินข้าว มีการพูดหยอกเย้าเฮฮากัน ไม่ควรเอามาพูดในที่สาธารณะ
ซัดคนปล่อยข่าวเสียมารยาท
ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทินให้สัมภาษณ์อีกครั้งถึงกรณีที่มีภาพไปทานข้าวกับพล.อ.ประวิตร ถึง 2 ครั้ง ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด เป็นการดีลตำแหน่งนายกฯ กันจริงหรือไม่ว่า ไม่มี เป็นเรื่องที่พูดไปเรื่อย เฮฮาระหว่างกินข้าว ไม่ใช่เป็นการพูดอย่างเป็นทางการ คนที่อยู่บนโต๊ะอาหารไม่ควรนำเรื่องที่พูดคุยกัน ออกมาพูด เพราะเรื่องนี้ไม่มีอะไรที่เป็นทางการเลย
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในวงกินข้าวพูดจริง หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เป็นการพูดแซวๆ บนโต๊ะอาหาร เรื่องการเจรจาตำแหน่งนายกฯ ยังไม่ถึงเวลา และภท.พูดมาเสมอว่า พรรคเกรงใจพี่น้องประชาชน จะทำอะไรให้นึกถึงผลการเลือกตั้ง ดังนั้นต้องให้รับทราบผลการเลือกตั้งก่อน ถึงจะดำเนินกิจกรรมว่าจะไปทิศทางไหน ตนมีความชัดเจนเสมอ ส่วนเรื่องบนโต๊ะอาหารนั้น ถ้าพูดให้ถูก ใครที่อยู่ใน ขั้วรัฐบาล ใครได้เสียง มากที่สุดก็เป็นนายกฯ ไป เราพูดกันแค่นี้ แล้วก็หัวเราะ แต่ตนไม่ได้พูด มีแค่ส่ายหัว ผลกๆ แต่ที่ไป มีคนไปออกรายการ แล้วแอบอ้างเรื่องแบบนี้ ตัวเองคิดว่าเสียมารยาท
ต่อข้อถามว่า ภาพที่ออกมาถี่ขึ้น เป็น นัยยะทางการเมืองหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ทำไมทุกคนต้องคิดว่าจะกินข้าวกันไม่ได้ และภาพที่ถูกเผยแพร่ออกมาจากคนภายในนั้น ตนไม่เข้าใจ ขอให้พิธีกรสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งเลิกพูดว่าตัวเองเป็นคนถ่าย เพราะไปกันแค่สามคน คือตน นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เลขาธิการภท. และนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี รองหัวหน้าภท. ซึ่งเราทั้งสามคนอยู่ในรูปทั้งสิ้น แสดงว่ารูปดังกล่าวไม่ได้มาจากฝ่ายตน แต่ใครจะถ่ายหรือเผยแพร่นั้น ตนไปบ้านท่าน ตนไม่มีปัญหาอะไร หากซีเรียสจริงๆ คงพูดคุยกันแล้วว่าอย่าให้มีการถ่ายภาพ แต่ตนไปตรงๆ ไม่เคยปฏิเสธ ยิ่งใกล้เลือกตั้ง เขาก็ต้องการข้อมูลของเรา เราก็ต้องการข้อมูลของเขา จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย อะไรที่เปิดเผยได้ เราจะเปิดเผย
ยันพร้อมนั่งนายกฯเอง
ต่อข้อถามว่าเรื่องกระแสข่าวดีล 4 พรรค จัดตั้งรัฐบาลทั้งพปชร. ภท. พรรคประชา ธิปัตย์ (ปชป.) และพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) นั้น นายอนุทินกล่าวว่า ยังไม่มีอะไรที่เป็นทางการว่าจะเอาแบบนี้
เมื่อถามถึงการวิจารณ์ว่าเดี๋ยวเข้าหาลุงตู่ เดี๋ยวเข้าหาลุงป้อม นายอนุทินชี้แจงว่า ตนเรียกทั้งสองคนว่าพี่ทั้งคู่ ทั้งสองท่านอายุมากกว่า การที่ตนไปพบนายกฯ เมื่อ 11 โมงเช้าวันที่ 22 มี.ค.เข้าไปเพื่อกราบอวยพรวันเกิดตามประเพณีที่ดีของคนไทย
ตนเป็นรองนายกรัฐมนตรี และเป็นหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล ไม่อาจเดินสวน แล้วตะโกนแฮปปี้เบิร์ธเดย์ได้ แต่ต้องไปอย่างเป็นทางการ และให้กำลังใจซึ่งกันและกัน และได้เรียนท่านด้วยว่า เดี๋ยวตนจะขออนุญาตไปทานข้าวกับพล.อ.ประวิตร เพราะนัดกันไว้ ทุกอย่างเป็นเรื่องที่เปิดเผย ซึ่งเป็นการกินข้าวตามปกติ ส่วนที่มีกระแสข่าวว่านายเนวิน ชิดชอบ จะมากินข้าวกับพล.อ.ประวิตรในครั้งหน้านั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มี
เมื่อถามว่า ยินดีหรือไม่ที่จะให้พล.อ. ประวิตรเป็นนายกฯ นายอนุทินกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ได้มีการพูดคุยกัน ใครได้เสียงมากที่สุดคนนั้นเป็นนายกฯ เป็นกติกาสากล หากภท.ได้มากที่สุด ภท.ต้องได้เป็นนายกฯ เพราะถ้าเราได้เสียงมากแล้วจะเอาตำแหน่งไปให้คนอื่น จะไปมองหน้าประชาชนได้อย่างไร
ปชป.ติวเข้มผู้สมัครอีสาน
ที่โรงแรมปัญจะดารา จ.นครราชสีมา นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ประธานคณะกรรมการ นโยบายปชป. บรรยายติวเข้มด้านนโยบายของพรรคในการเลือกตั้งปี 2566 ให้กับว่าที่ผู้ลงสมัครส.ส.ภาคอีสาน กว่า 70 เขต โดยเน้นนโยบาย 8+8 ที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ได้ประกาศไว้แล้ว
นายพิสิฐกล่าวว่า วิกฤตการณ์ต่างๆ ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย ทั้งเศรษฐกิจที่ขยายตัวช้า การลงทุนต่ำ เงินเฟ้อ การขาดดุลทางการคลัง โดยมีสาเหตุที่เป็นเรื่องเรื้อรัง การขาดวินัยทางการเงินการคลัง ผลกระทบจากโควิด-19 รวมถึงการมีหนี้ของบรรดาข้าราชการและประชาชนที่ประสบปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง ส่งผลให้รายรับไม่พอรายจ่าย ดังนั้นว่าที่ผู้ลงสมัคร ส.ส.ขอให้เชื่อมั่นว่านโยบายของปชป.อยู่บนพื้นฐานความรับผิดชอบ ไม่ก่อให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง ขอย้ำว่าตนไม่เห็นด้วยกับการจัดทำนโยบายแบบปั๊มเงินโดยไม่มีความรับผิดชอบ
สำหรับรายละเอียดนโยบายของปชป. เพื่อให้ว่าที่ผู้สมัครส.ส.ได้เข้าใจ และสามารถนำนโยบายไปสื่อสารกับประชาชนได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วนในการหาเสียงเลือกตั้ง อาทิ นโยบายธนาคารหมู่บ้าน ชุมชนแห่งละ 2 ล้านบาท เพื่อยกระดับจากกองทุนหมู่บ้านให้มีสถาบันทางการเงินทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้ธนาคารที่ตั้งขึ้นมาดำเนินการอย่างมีเสถียรภาพ มีความยั่งยืนในอนาคต นโยบายปลดล็อก กบข. และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้ซื้อบ้านได้ เพื่อให้สมาชิกในกองทุนสามารถจัดหาที่อยู่อาศัย รวมถึงการใช้หนี้สินที่เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย ลดภาระของสมาชิกของกองทุน ดังนั้นขออวยพรให้ว่าที่ผู้ลงสมัครทุกคนประสบความสำเร็จในการ เลือกตั้งครั้งนี้
ชทพ.ทัวร์ว้าวกาฬสินธุ์
เมื่อเวลา 16.30 น. พรรคชาติไทยพัฒนา จัด ‘ทัวร์ว้าว ไทยแลนด์ ม่วนชื่นโฮแซว รับฟังเฮ็ดจริง” เวทีแรก ที่ อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ เพื่อช่วยนายประภาส ยงคะวิสัย ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กาฬสินธุ์ เขต 5 หาเสียง มีประชาชนมาร่วมฟังหลายพันคน ท่ามกลางอากาศที่ร้อนถึง 38-40 องศา
นายอนุรักษ์ จุรีมาศ อดีตส.ส.ร้อยเอ็ด รองหัวหน้าชทพ. กล่าวปราศรัยว่า ก่อนอื่นต้องขอโทษประชาชนที่จัดเวทีปราศรัยท่ามกลางอากาศร้อน ต้องโทษ พล.อ.ประยุทธ์ ที่มายุบสภาฤดูร้อน ทำไมไม่ยุบสภาตอนฤดูหนาว สโลแกนของ ชทพ. คือรับฟังปัญหา แล้วทำจริง ไม่ได้ขายฝัน ขอให้เชื่อตนตนอยู่ ชทพ. มาตลอด ถ้าประชาชนมีปัญหาสามารถสะท้อนผ่านนายประภาสมาเลยเราทำจริง เลือกตั้งที่จะมาถึงให้เข้าคูหากานายประภาส
นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค ปราศรัยว่า วันเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ค. มาเลือกคนที่เรารัก คือ เลือกนายประภาส และเลือกชทพ.ได้หรือไม่ เพราะเวลาเราเลือก ส.ส.เข้าไป ต้องการให้เข้าไปทำงาน ไม่ใช่มาทอดทิ้งในพื้นที่ คนชอบบอก ชทพ.เลือกตั้งทีไรจะเป็นรัฐบาลทุกที ถามหน่อยว่ามีพรรคไหนจะเลือกเข้าไปเป็นฝ่ายค้าน อยากเป็นรัฐบาลกันทั้งนั้น
พรรคอื่นจะเป็นรัฐบาลหรือไม่ตนตอบ ไม่ได้ แต่วันนี้ไปลองฟังโพลต่างๆ ดู มีการฟอร์มรัฐบาลมีพรรคนั้นพรรคนี้ มีหลายสูตรออกมาเหลือเกิน แต่ทุกสูตรที่คำนวณออกมามี ชทพ.ทุกสูตรเลย ดังนั้น ถ้าจะเลือก ส.ส.เข้าไป ให้เลือก ส.ส.ที่เป็นฝ่ายรัฐบาล ไม่ใช่เข้าไปตบยุง ตนไม่ได้ดูถูกฝ่ายค้าน เพราะสำคัญไม่แพ้กัน มีอำนาจหน้าที่ถ่วงดุล ตรวจสอบการทำงาน แต่ถ้าให้ดีเป็นรัฐบาล ดีกว่า เพราะสามารถทำงานให้ชาวกาฬสินธุ์ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

เพื่อกรุงเทพ – นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวฯ ร่วมเปิดตัวผู้สมัครส.ส.กรุงเทพฯทั้ง 33 เขต ที่ Stadium One จุฬา ซอย 6 เมื่อวันที่ 24 มี.ค.
พท.โชว์ผู้สมัครกทม.-‘สุชาติ’โผล่
เมื่อเวลา 17.30 น. ที่สเตเดียม วัน (จุฬา ซอย 6) พรรคเพื่อไทย จัดกิจกรรม “คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อคนกรุงเทพ” เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม. 33 เขต มีแกนนำพรรคเข้าร่วมอย่างคึกคัก นำโดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำพรรค มีประชาชนมาให้กำลังใจเต็มพื้นที่ลานกิจกรรม
เป็นที่น่าสังเกตว่า นายสุชาติ ตันเจริญ อดีตรองประธานสภา คนที่ 1 ที่มีกระแสข่าวลาออกจากพปชร. มาร่วมพท. ได้มาร่วมกิจกรรมด้วย ถือเป็นการเปิดตัวร่วมงานกับพท.อย่างเป็นทางการ โดยเดินขึ้นเวทีพร้อมกับน.ส.แพทองธาร และนายเศรษฐา โดยมีนายคชาภา ตันเจริญ พิธีกรชื่อดัง เป็นพิธีกรดำเนินรายการ
นพ.ชลน่านกล่าวว่า 8 ปีที่เราทนทุกข์ทรมาน วันที่ 14 พ.ค.จึงเป็นวันกำหนดชะตาประเทศและพวกเราทุกคน พี่น้องต้องตัด สินใจให้เด็ดขาด ถ้าไม่เด็ดขาด ประเทศแตก เพราะ พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นนายกฯ ต่อ 310 เสียงจึงเป็นหมุดหมายสำคัญ ขอให้เลือกผู้สมัคร ส.ส.กทม.ไม่น้อยกว่า 20 เสียงขึ้นไป และขอให้เลือกพท.กทม.ให้แลนด์สไลด์ ทั้ง 33 เขต
ขอแลนด์สไลด์-ได้ตั้งรัฐบาล
ด้านน.ส.แพทองธารกล่าวว่า พท.ขอคิดใหญ่ เปลี่ยนกทม.จากเมืองหลวงประเทศไทย เป็นเมืองหลวงของคนไทยทุกคน กรุงเทพฯ ต้องเป็นเมืองแห่งโอกาส ให้คนรุ่นใหญ่เข้ามาช่วยกันขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ผลักดันให้เยาวชนพร้อมแข่งขันในเวทีโลก ที่จะสร้างรายได้ให้ครอบครัวและตัวเองให้มีชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี เราจะพัฒนาคุณภาพชีวิต ลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าเหลือ 20 บาทตลอดสายทันที เพิ่มโรงพยาบาลขนาดใหญ่ให้ครบ 50 เขต แก้ปัญหาฝุ่น pm2.5 ในระยะยาว ปัญหาน้ำท่วม จะเร่งศึกษาสร้างเกาะและเขื่อนรอบกรุงเทพฯ โดยจะศึกษาละเอียดและประหยัดที่สุด แผนของเราจะใหญ่ขึ้นตอบโจทย์คนทุกรุ่นทุกวัย การเจริญจะถูกรัดด้วยความมั่นคงและมั่งคั่งของคนกรุงเทพฯ กทม.จะใหญ่พอสำหรับพี่น้องทุกคน
นายเศรษฐากล่าวว่า วันนี้ตนมีเป้าหมายสำหรับกรุงเทพฯ ใน 3 มิติ คือจะเป็นมหานครแห่งเศรษฐกิจของเอเชีย ทลายระเบียบที่ไม่มีประโยชน์ กำจัดคอร์รัปชั่นให้คนทั่วโลกอยากเข้ามาลงทุนที่กรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆ จะเป็นมหานครที่หลากหลายทางความคิดและวัฒนธรรม เราต้องเปิดกว้างเปิดรับความแตกต่าง รัฐบาลพท.จะไม่รับการลิดรอนสิทธิ ทำให้กรุงเทพฯ เป็นที่จัดงานระดับโลก จัดงานเวิลด์ไพรด์ในปี 2028 ให้ได้ เราจะสร้างมหานครแห่งความเท่าเทียมที่ทุกคนเท่ากัน รัฐบาลพรรคพท.จะเข้ามากอบกู้วิกฤตทำให้เสียงทุกคนเท่ากัน
“ขออวยพรให้ทุกท่านได้รับเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ เข้าไปทำหน้าที่ในสภา เพื่อให้ส.ว. 250 คนได้ทำตามฉันทามติของประชาชน สนับสนุนให้พท.ได้จัดตั้งรัฐบาล ทำให้ความหวังของคนกรุงเทพฯ เป็นจริง แล้วส่งต่ออนาคตที่ดีกว่าให้ลูกหลานทุกคน” นายเศรษฐากล่าว
‘โทนี่’เปิดใจสื่อยุ่น-พร้อมติดคุก
วันเดียวกัน สำนักข่าวเกียวโดของญี่ปุ่นรายงานว่า นายทักษิณ ชินวัตร ประกาศว่าเขาพร้อมที่จะรับโทษจำคุกในไทยแลกกับการที่จะได้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับครอบครัว ไม่ว่าผลการเลือกตั้งทั่วไปในไทยที่กำหนดจะมีขึ้นในวันที่ 14 พ.ค.นี้ จะออกมาจะเป็นอย่างไรก็ตาม
นายทักษิณ ซึ่งขณะนี้อยู่ในกรุงโตเกียวกล่าวว่า กำลังพิจารณาช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเดินทางกลับประเทศไทย ซึ่งอาจเป็นภายในปีนี้หลังการเลือกตั้ง และพร้อมที่จะรับโทษจำคุก โดยหวังว่าจะยื่นอุทธรณ์ในบางคดี หลังจากใช้ชีวิตลี้ภัยในต่างประเทศมาหลายปี ถูกขับออกประเทศหลังการรัฐประหารในปี 2549 และออกจากประเทศไทยในปี 2551 เพื่อไม่ต้องเผชิญหน้ากับโทษในคุก
“ตอนนี้ผมติดคุกใหญ่มา 16 ปีแล้ว เพราะพวกเขากีดกันไม่ให้ผมอยู่กับครอบครัว ผมทรมานมามากพอแล้ว ถ้าผมต้องไปทนทุกข์ในคุกเล็กอีกก็ไม่เป็นไร แม้มันไม่ใช่ราคาที่ผมจำเป็นจะต้องจ่าย แต่ผมยอมจ่ายเพราะผมอยากอยู่กับหลานๆ ผมควรใช้เวลาที่เหลือในชีวิตกับลูกๆ หลานๆ ผมบอกกับลูกสาวว่าอย่ายอมให้พท.ผลักดันให้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ผม เพราะมันไม่จำเป็น คนที่ต่อต้านผมจะไม่พอใจ และกฎหมายต้องมีไว้สำหรับคนทุกคน ไม่ใช่เพื่อคนคนเดียว ไม่เหมือนรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาเพื่อให้ทหารสามารถครองอำนาจอยู่ต่อไป”
การกลับมารับโทษจำคุกไม่ถือเป็นการทรยศต่อผู้สนับสนุนที่ต่อสู้เพื่อตนทั้งในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มา และในการชุมนุมที่เกิดขึ้นมากมาย เพราะตนไม่ได้ยอมรับว่าตนเองทำผิด แต่เป็นเพราะอคติของระบบในอดีตที่รังแกเขา แต่ตอนนี้อายุมากแล้ว ถึงเวลาแล้วที่จะใช้ชีวิตที่เหลือกับลูกๆ “ผมอยากกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัว พวกเขาและผมต่างทนทุกข์กันมามากแล้ว”
ส่วนการเลือกตั้งครั้งนี้ นายทักษิณมั่นใจว่า พท.จะชนะการเลือกตั้งโดยได้เสียงข้างมากอย่างแน่นอน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรมเปิดตัวผู้สมัครส.ส.กทม. ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามน.ส.แพทองธาร ถึงการให้สัมภาษณ์ของนายทักษิณ แต่น.ส.แพทองธาร ไม่ตอบคำถาม
‘พิธา’ฉะขั้วอำนาจนัดกินข้าว
ที่สวนสาธารณะเทศบาลเมืองแหลมฉบัง จ.ชลบุรี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล(ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ว่า จากความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เต็มไปด้วยการ ย้ายพรรคย้ายขั้ว นัดคุยนัดกินข้าวระหว่าง ขั้วต่างๆ ยิ่งแสดงให้เห็นว่ายังมีขั้วอำนาจที่ต้องการแช่แข็งประเทศไทยต่อไป เป็น การเมืองแบบที่ก.ก.ไม่ได้สนใจ และทำให้ เห็นว่าก.ก.มาถูกทางแล้วในการปิดสวิตช์ 3 ป.
ที่น่าผิดหวังไปมากกว่านั้นคือการที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ยังคงให้สัมภาษณ์ว่าการรัฐประหารจะไม่เกิดขึ้นถ้าไม่จำเป็น สำหรับตนแล้วการรัฐประหารในวันนี้ต้องไม่มีคำว่า “ถ้า” อีกแล้ว การรัฐประหารต้องไม่เกิดขึ้นอีกไม่ว่าจะในกรณีใดทั้งสิ้น “การรัฐประหารจะหมดไปหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคนไทยจะปรองดองกันหรือไม่ เพราะ ทุกสังคมมีความขัดแย้งกันอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติ แต่เราต้องใช้กระบวนการรัฐสภาและประชาธิปไตยมาแก้ไขปัญหาต่างหาก การพูดแบบนี้จึงเป็นตรรกะที่วิบัติมาก”

ไทยประดิษฐ์ – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ทดลองเล็งอาวุธปืนที่พัฒนาโดยศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธฯ และสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ก่อนการประชุมสภากลาโหม ที่กระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 24 มี.ค.
‘บิ๊กตู่’ไฟเขียวหาเสียงเขตทหาร
เมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์หลังเป็นประธานการประชุมสภากลาโหม ถึงกรณีกองทัพถูกจับตาเรื่องความเป็นกลางทางการเมืองว่า ได้มีการแถลงไปแล้ว พูดไปแล้ว ว่าต้องสนับสนุนกระบวนการประชาธิปไตยในเรื่องการเลือกตั้ง และการจะเข้าไปหาเสียงในหน่วยทหารก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร ต้องให้ทุกพรรคการเมือง ไม่ใช่พรรคใดพรรคหนึ่ง ไม่มีการได้เปรียบเสียเปรียบกัน หลักการมีเท่านั้นเอง
ผู้สื่อข่าวถามว่าช่วงนี้ต้องมีระยะห่างจากผู้บัญชาการเหล่าทัพชั่วคราวหรือไม่ เพราะใกล้เลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า คนละเรื่องกัน โตเป็นผู้ใหญ่ขนาดนี้แล้ว ไม่ต้องมาสอน ไม่ต้องมาบอกอะไรกันมากมาย รักกันดีทุกคน ไม่มีปัญหา นั่นเรื่องของการเมือง ทหารต้องเข้มแข็ง เพื่อที่จะสร้างอนาคตของเรา ความรักความสามัคคีของเหล่าทัพ เมื่อถามว่ามีการ จับจ้องว่าทหารจะเอียงไปทางนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “มีแต่เธอที่คิดแบบนั้น”
ด้านพ.อ.วันชนะ สวัสดี รองโฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงว่า ในการประชุมสภากลาโหม พล.อ.ประยุทธ์กำชับให้หัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เน้นย้ำให้หน่วยงานในกำกับสนับสนุนการจัดการเลือกตั้งส.ส. ตามแนวทางที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด รวมทั้งกำชับกำลังพลในสังกัด ให้ปฏิบัติราชการในหน้าที่ด้วยการวางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัด
มีรายงานข่าวว่า ในการประชุม พล.อ.ประยุทธ์ มีอาการเนือยๆ นิ่งๆ ไม่ได้หยอกล้อ ผบ.เหล่าทัพ เหมือนที่ผ่านมา และกล่าวตอนหนึ่งในการประชุมว่า การทำงานบริหารราชการแผ่นดิน หลายเรื่องใช้เวลาทำมาหลายปี แต่ยังไม่เห็นผล ทั้งๆ ที่สั่งการไปแล้ว แต่ยัง ไม่คืบหน้า ขอให้ช่วยกันขับเคลื่อนให้สำเร็จต่อไป