100 ชื่อ-บิ๊กเนม ‘เศรษฐา’นำทัพ เปิดเวทีสระบุรี โทนี่ขอกลับไทย ปัดไม่เกี่ยวพรรค ‘ป้อม’ลุยพิจิตร

รทสช.เปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ ‘บิ๊กตู่’ อันดับ 1 ‘พีระพันธุ์’ อันดับ 2 สุดระทึก ‘หนุ่มชู 3 นิ้ว’ ฝ่ากองเชียร์เข้าไปโวยทำรถติดหนักในเมืองทอง ‘ประยุทธ์’ ฝันยึดสภา กวาด 400 ส.ส. เป็นรัฐบาลครบ 4 ปี ชูสโลแกนใหม่ ‘ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อพลัส’ ด้าน ‘บิ๊กป้อม’ นำทัพพปชร.ปราศรัยพิจิตร ‘วิรัช’ ฟุ้งกวาด 120 ส.ส.ทั่วประเทศ ‘จุรินทร์’ หวังปชป.เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล ‘ท็อป’ ลุยเมืองร้อยเอ็ดไม่หวั่นกระแสแลนด์สไลด์ นายกฯ เมินตอบ ‘โทนี่’ อยากกลับไทยพร้อมรับโทษติดคุก ‘ธรรมนัส’ ชี้ถ้ากลับมาต้องเข้ากระบวนการยุติธรรม ฮือฮา 100 รายชื่อปาร์ตี้ลิสต์เพื่อไทย

รทสช.ติวเข้ม400ผู้สมัคร
เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ที่อาคารเดอะพอร์ทอล ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ ห้างเดอะพอร์ทอล บอลรูม ชั้น 4 เมืองทองธานี จ.นนทบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) จัดกิจกรรมใหญ่หลายรายการ เริ่มจากเวลา 10.00 น. สัมมนาผู้สมัครส.ส. 400 เขตมีผู้สมัคร ส.ส.และ แกนนำพรรคเข้าร่วมอย่างพร้อมเพียง เวลา 13.00-14.00 น. ประชุมใหญ่สามัญประจำปีประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้า รทสช. กล่าวเปิดสัมมนาว่า เรามาทำรทสช. อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค.2565 ช่วง 6-7 เดือนที่ผ่านมาฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคและคำปรามาส มีแต่คนมองว่าเราเป็นพรรคเล็กๆ ไม่มีอะไร ตนจึงบอกกับเลขาธิการพรรคและทุกคนว่าอย่าไปสนใจ เพราะเราทำตามแนวทางและอุดมการณ์ค่อยเป็นค่อยไปได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ตั้งใจทำให้ดี มีคนบอกว่าจะไปส่งผู้สมัครได้อย่างไรมีสาขาและตัวแทนพรรคเพียง 4-5 แห่งจากทั่วประเทศ แต่เมื่อต้นเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศว่า รทสช.เป็นพรรคเดียว พรรคแรกที่สามารถส่งผู้สมัครได้ทั่วประเทศ 400 คน

ให้ระวังถูกกลั่นแกล้ง
ตนไม่พูดหรอก เพราะเป็นคนที่ขี้เกียจไปนั่งเถียงกับใคร ลงมือทำเมื่อผลออกมาก็รู้เอง ผมทำงานร่วมกับทุกคนทั้งที่เปิดเผยตัวและไม่เปิดเผยตัว แต่ถึงวันนี้ปวดหัวว่าจะเอาใครลง เพราะคนจำนวนมากเหลือเกิน และทุกคนในห้องนี้จะเป็นผู้แทนของพรรคลงสู่สนามเลือกตั้ง และบอกกับประชาชนว่าบัดนี้เรากำลังมีพรรคการเมืองที่ทำงานเพื่อชาติ แผ่นดิน และประชาชนอย่างแท้จริง ทุกคนไม่ได้มาเพื่อตัวเองแต่มาเพื่อเป็นที่พึ่งให้กับประชาชน มาเพื่อสู้กับทุกปัญหา ขอเพียงการให้โอกาสไปทำหน้าที่ในสภา

“กว่าจะไปถึงวันนั้นได้จะต้องฝ่าด่านมาก ต้องผ่านการต่อสู้และเจอกับปัญหาอุปสรรค ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดาในการแข่งขันเพราะทุกคนอยากชนะ แต่จะชนะได้ต้องรู้ถึงกฎเกณฑ์และกติกาของการต่อสู้ ถ้าไม่เรียนรู้แม้จะได้รับคะแนนสูงสุดหรือชัยชนะในการเลือกตั้งและเข้าไปทำงานให้กับประชาชน แต่อาจถูกปรับให้แพ้ เพราะอาจจะมีการทำผิดกฎเกณฑ์กติกาได้ จึงขอให้ทำความเข้าใจตามกิจกรรมที่พรรคได้จัดขึ้นมานี้ รวมทั้งให้ดูฝ่ายตรงข้ามว่าทำผิดกติกาหรือไม่ และขอให้ระวังการถูกกลั่นแกล้ง” นายพีระพันธุ์กล่าว

แคนดิเดต – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เปิดตัวเป็นแคนดิเดตนายกฯ อันดับ 1 ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ขณะที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นแคนดิเดตอันดับ 2 ที่เวทีอิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 25 มี.ค.

เปิดตัว‘บิ๊กตู่’แคนดิเดตนายกฯ
เวลา 14.00 น. ที่ฮอลล์ 5 อิมแพ็ค เมืองทองธานี รทสช.จัดกิจกรรมเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส. 400 เขต และเปิดแคนดิเดตนายกฯ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก นอกจากว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.แล้วยังมีผู้สนับสนุนของแต่ละพื้นที่ได้ถือป้ายไฟป้ายเชียร์ทยอยมาร่วมงาน ซึ่งส่วนใหญ่สวมเสื้อยืดของรทสช. มีการเปิดเพลงรณรงค์หาเสียง มีเนื้อหาเชิญชวนให้เลือก ลุงตู่ และยังมีเยาวชนมาถือป้ายเต้นกันอย่างสนุกสนาน ขณะที่ภายในงานขึ้นป้ายนโยบายต่างๆ ของพรรค เช่น ปรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้เท่ากันทุกช่วงวัย 1,000 บาท/เดือน, คืน 30% เงินสะสมชราภาพผู้ประกันสังคม มาตรา 33, แก้กฎหมายได้ที่ทำกิน ไม่โดนไล่ที่ ไม่ถูกฟ้อง, บัตรสวัสดิการพลัสเพิ่มสิทธิเป็น 1,000 บาท/คน ให้วงเงินฉุกเฉิน 10,000 บาท/คน เป็นต้น

เวลา 14.10 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์รทสช. เดินทางมาถึง โดยมี นายพีระพันธุ์ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ สมาชิกพรรค ต้อนรับ และนำเข้าห้องรับรอง เวลา 14.30 น. พล.อ.ประยุทธ์เดินเข้ามายังเวทีจัดงานเพื่อร่วมกิจกรรมท่ามกลางเสียงเชียร์จากผู้สนับสนุนดังกึกก้อง

กิจกรรมเริ่มด้วยการเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ทั่วประเทศ 400 เขต โดยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการ ได้เชิญว่าที่ผู้สมัครขึ้นโชว์ตัวบนเวที ภาคอีสาน นำโดย นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ภาคเหนือ นำโดย นายจุติ ไกรฤกษ์ ภาคกลาง นำโดย นายสุชาติ ชมกลิ่น ภาคใต้ นำโดย นายชุมพล จุลใส เป็นต้น จากนั้นแนะนำทีม ผู้บริหารและทีมเศรษฐกิจรทสช. และประกาศ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค

เพ้อชนะรวด 400 เขต
พล.อ.ประยุทธ์ขึ้นกล่าวบนเวที โดยส่งสัญลักษณ์ไอเลิฟยู กล่าวว่า วันนี้เราได้สมาชิกคนที่ร่วมอุดมการณ์ของพรรค 400 คน ต้องขอบคุณทุกคนที่ตัดสินใจมาอยู่กับพวกเรารทสช. วันนี้รู้สึกตื่นเต้นพอสมควรที่ได้พบกับสมาชิกครบทั้งพรรค ส่วนใหญ่จำหน้ากันได้หมด เจอกันก็ต้องท่องชื่อตน มีข้อเสียคือ จำชื่อยากเพราะชื่อคนเยอะมาก วันนี้ทุกคนมาร่วมทำงานร่วมอุดมการณ์ทำงานในนาม รทสช. พวกเรายืนยันว่าจะปรึกษาหารือกัน ขับเคลื่อนไปด้วยกัน เพื่อให้คนทุกรุ่นทุกวัยของประเทศเดินไปข้างหน้าได้ตามวิสัยทัศน์ของพวกเรา เราต้องเดินหน้าไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน นั่นคือยุทธศาสตร์ของเรา และยุทธศาสตร์ของประเทศ คนตรงนี้จะต้องทำให้ทุกคนมีความสุข ไม่ใช่บริหารธุรกิจ ไม่แสวงหาผลประโยชน์ ต้องเป็นนโยบายที่จับต้องได้และถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ

วันนี้ยืนยันสัญญาว่าพวกเราจะทำอย่างที่ว่าโดยใช้ความรู้ประสบการณ์ที่มีอยู่แล้ว และที่นั่งจนถึงวันนี้ได้ใครทำ ใครเป็นคนบริหารมาให้ถึงวันนี้ได้ เศรษฐกิจที่เดินหน้ามาในวันนี้ได้ แม้จะเผชิญกับสิ่งที่พูดมา เรายังเดินหน้ามาได้ด้วยดี การลงทุนในประเทศขยายมากขึ้น ที่สำคัญเราจะดูแลคนมีรายได้น้อยอย่างไร ในฐานะเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ในประเทศไทยจะต้องดูช่องทางที่สามารถทำได้ ตนหวังว่าทั้ง 400 คนจะร่วมกันคิดและทำไปกับตน

“วันนี้ผมนึกไปเล่นๆ ถ้าเรามี 400 คนไปนั่งในสภาจะทำยังไง แต่เราจะไม่ทำเหมือนคนอื่นเขาทำ เราจะร่วมกันคิดร่วมกันทำร่วมทุกอย่างด้วยความบริสุทธิ์ใจใช่ไหม นั่นเขาเรียกว่าร่วมกันเราอยู่ แยกหมู่เราตาย ฉะนั้นผมเป็นคนที่พูดจาอาจจะขวานผ่าซากนิดนึง พูดไม่เพราะบ้าง แต่ผมเป็นคนจริงใจ ผมเคยบอกแล้วพวกเรามีหัวใจคนละดวง แต่ทุกคนต้องมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่เพื่อรักคน 70 ล้านทั้งประเทศ ไม่ใช่รักคนใดคนหนึ่ง ต้องรักทุกคนเท่าๆ กัน จะได้คิดออกว่าจะทำอะไรเพื่อเขา เราต้องมีหัวใจอันยิ่งใหญ่ ในเมื่อทุกคนมีความรู้มีประสบการณ์ที่หลากหลายทุกคนต่างมี เป้าหมายอันเดียวกัน เป้าหมายนั้นคือรวมไทยสร้างชาติ”

ทำแล้ว-ทำอยู่-ทำต่อพลัส
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า หลายคนลำบากมากลำบากน้อย ตนก็รับมาหมดนั่นคือความลำบากของเราของรัฐบาล ของใครก็แล้วแต่ในอนาคตวันข้างหน้านั่นคือความรับผิดชอบของเรา ซึ่งเราต่างคนต่างมี DNA เดียวกัน ข้างในรวมกันทุกเซลล์ทำนองนี้ ตนไม่ใช่หมอ เสียด้วย นี่คือ DNA มุ่งมั่นทำเพื่อบ้านเมืองประชาชนและส่วนรวมใช่หรือไม่ ตนยืนยันว่าเราจะช่วยกันทำให้รทสช.เป็นสถาบันการเมืองที่เข้มแข็ง เป็นทางเลือกหลักของคนไทยทั้งประเทศ เราต้องเป็นสายตรงสายหลักสายใหญ่ สายหลักมอเตอร์เวย์ไม่ใช่ทางผ่านของใคร ถ้าใครจะมาก็ต้องขออนุมัติขึ้นทางผ่าน ฉะนั้นตรงนี้เราจะต้องร่วมมือกันให้ได้มากที่สุด เราจะทำอะไรได้ดีได้สะดวก พรรคของเราแม้จะเป็นพรรคการเมืองใหม่ แต่ตนหน้าเก่าอยู่มาหลายปีแล้ว

ที่มาของแคมเปญหาเสียงที่เราออกไป ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ วันนี้พอเจอหน้า 400 คนพลัสเข้าไปด้วย ตนเพิ่งคิดเมื่อกี้นี้ คือต้องทำอีก เราต้องเดินหน้าร่วมกันไปให้ถูกทางประเทศไทยต้องไปต่อ ลูกหลานจะต้องอยู่ดีกินดีมากขึ้น ดีกว่ารุ่นเรายิ่งๆ ขึ้นไปด้วยการพัฒนาและอยู่ร่วมกันทั้งรัฐและประชาชน ถ้าไม่ร่วมกันมันไปไม่ได้ จะต้องร่วมมือกันทั้งหมด ก้าวข้ามความขัดแย้ง วันนี้เราต้องเน้นการเมืองสร้างสรรค์ เราจะไม่โจมตีให้ร้ายพรรคอื่น เราจะทำของเราให้ประชาชนเข้าใจ ไม่มีการแบ่งเขาแบ่งเรา เพราะประชาชนทุกเขตเลือกตั้งคือคนไทย และเราจะเป็นรัฐบาลของคนทั้งประเทศ

ฝันเป็นรบ. 4 ปี-ชู‘พีระพันธุ์’เบอร์ 2
ตนไม่ได้มุ่งหวังอะไรทั้งสิ้น ตั้งมั่นและจริงใจ หัวใจของตนคือความสุขของประชาชนคือกำไรของประเทศชาติความสุขของคนไทยคือกำไรของประเทศชาติ วันนี้ไม่ต้องการอะไรทั้งสิ้น พวกเราไม่ต้องการอะไรทั้งสิ้น รัฐบาลมีวาระ 4 ปี ซึ่งรัฐบาลตนอยู่ได้เกือบครบ ห่างไม่กี่วัน ถือว่ามีประสิทธิภาพไปได้ตลอดรอดฝั่ง ต่อเนื่องในการบริหารราชการ วันหน้าอยู่ให้มันเต็มเม็ดไปเลย 4 ปีเต็มๆ

“ความจริงผมไม่รู้มาก่อนจะเป็นแคนดิเดตเป็นเรื่องของพรรค ทุกอย่างพรรคทั้งนั้น แต่บางครั้งเขาจะเลือกพวกเราหรือเปล่าน้อ บางทีก็เหนื่อยนะ แต่ไม่เป็นไร ผมมีกำลังใจจากพวกเรา ชอบไม่ชอบก็มีบ้างไม่เป็นไร ทั้งประเทศให้โอกาสพวกเราได้เป็นตัวแทนคนไทยทั้งประเทศ ขอเรียนต่อหน้า 400 คนให้ทราบ ต่อจากการเลือกผมเป็นแคนดิเดต นายกฯ อันดับ 1 ซึ่งต้องแจ้งว่าทางพรรคได้เลือกแคนดิเดตนายกฯ คนที่ 2 ของพรรคคือนายพีระพันธุ์ (สาลีรัฐวิภาค) โอเคหรือไม่ ขอบคุณท่านทำงานหนักมาพอสมควร รัฐบาลจะต้องเข้มแข็งเคลื่อนไปข้างหน้าไม่หยุดที่เดิม ทั้งหมดจะต้องก้าวไปด้วยกัน ก้าวข้ามความขัดแย้งไม่งั้นไปไม่ได้ และเราจะไม่ทันเขา วันนี้หลายอย่างมันฟื้นมาแล้ว ฝ่ายเศรษฐกิจเราก็มีมากมายคอยเชื่อมั่นแล้วกัน” พล.อ. ประยุทธ์กล่าว พร้อมชวนให้กาบัตร 2 ใบจากพรรคนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงหนึ่งระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวบนเวทีได้พูดชื่อพรรคผิดเป็นพรรคพลังประชารัฐ แต่ไม่ได้หยุดพูดแก้ เหมือนไม่รู้ตัวว่าพูดชื่อพรรคผิด

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์เดินทางกลับ ได้มีประชาชน แฟนคลับมามอบดอกไม้ ถ่ายรูปเซลฟี่ และส่งกำลังใจให้ อีกทั้งขณะที่อยู่บนรถยนต์ส่วนตัวเพื่อเดินทางออกจากสถานที่จัดงาน พล.อ.ประยุทธ์ได้เปิดกระจกรถลงมาทักทายประชาชน ทำสัญลักษณ์มือ ไอเลิฟยูตลอดเส้นทาง และช่วงหนึ่งมีแฟนคลับวิ่งไปขอถ่ายรูปถึงกลางถนน ซึ่งการจราจรใน วันเดียวกันนี้ที่เมืองทองธานี คับคั่งและติดขัดอย่างมาก เนื่องจากมีการจัดงานมหกรรมยานยนต์และการแสดงสินค้าต่างๆ จำนวนมาก ทำให้มีรถแท็กซี่ถึงกับบีบแตรไล่

3นิ้วบุก – ชายหนุ่มชู 3 นิ้ว ฝ่ากลุ่ม ผู้สนับสนุนพรรครวมไทยสร้างชาติ เดินตรงไปยังหน้าห้องรับรอง วีไอพีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่งพักรอขึ้นเวทีเปิดตัวแคนดิเดต นายกฯ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 25 มี.ค.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 16.05 น. ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์อยู่ในห้องรับรองวีไอพี พร้อมแกนนำรทสช. หลังจากที่ประกาศ แคนดิเดต นายกรัฐมนตรีบนเวทีแล้ว ได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อมีชายวัยรุ่น รูปร่างท้วม สวมแว่นตา และสวมหน้ากากอนามัยสีดำ ใส่เสื้อยืดแขนยาวมีน้ำตาล สะพายเป้สีดำ เดินชู 3 นิ้วผ่านกลุ่มผู้สื่อข่าวและผู้สนับสนุน ที่นั่งอยู่บริเวณหน้าห้องที่ พล.อ.ประยุทธ์พักผ่อน แล้วกล่าวว่า “ไม่ได้ตั้งใจมา แต่มาแสดงจุดยืน”

ผู้สื่อข่าวถามว่า รู้ก่อนหรือไม่ว่า พล.อ. ประยุทธ์มางานดังกล่าว ชายวัยรุ่นกล่าวว่า “ไม่รู้หรอก แต่ไม่พอใจ ที่ทำให้รถติดมาก เสียค่าแท็กซี่ไป 300 บาท ไม่รู้ว่า พล.อ.ประยุทธ์มา แต่พอเห็นเลยขอแสดงจุดยืน”

ก่อนที่ชายวัยรุ่นดังกล่าวจะเดินเลี่ยงออก ไปอีกฝั่งหนึ่งของอาคาร เนื่องจากมีกลุ่ม ผู้สนับสนุนเริ่มแสดงท่าทีไม่พอใจและเดินตาม

‘ขิง’เมิน 2 พรรคโชว์จับขั้ว
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการรทสช. ให้สัมภาษณ์ถึงส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) อันดับ 1 เป็น พล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่ว่า การจัดบัญชีรายชื่อขณะนี้อยู่ในกระบวนการรวบรวมแล้วส่งไปให้สาขากับตัวแทน ไปดำเนินการประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นตามระเบียบของกกต. เมื่อส่งกลับมาแล้วก็เป็นอำนาจของ กก.บห. พิจารณาเรียงลำดับ ขณะนี้ยังไม่ได้สรุป 100% ขอให้รอเคาะบัญชีรายชื่อก็จะประกาศต่อสาธารณะได้ ส่วนต้นสัปดาห์หน้าผู้สมัครส.ส.ของพรรคจะไปสมัครกับกกต.ในวันที่ 4 เม.ย. ที่สำคัญคือ ผู้สมัครส.ส.เขต 400 เขต 400 คนทั่วประเทศมีครบถ้วนแล้ว และพร้อมแล้วที่จะเดินหน้าสู้ศึกการเลือกตั้ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองอย่างไรกับการดีลจัดตั้งรัฐบาลที่มีภาพปรากฏนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ร่วมรับประทานอาหารกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายเอกนัฏกล่าวว่า ทุกอย่างที่พูดกันอย่างนั้น อย่างนี้ ตนว่าดีที่สุดเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง ผลการเลือกตั้งออกมาก็รู้เอง เพราะการตัดสินใจเป็นของประชาชน สำหรับรทสช. เป็นพรรคใหม่ทำงานสู้กับเวลาและทำงานสู้กับตัวเอง ภารกิจสำคัญในวันนี้ไม่ใช่การไปร่วมวงทานข้าว สนทนาการเมืองกับพรรคโน้น พรรคนี้ แต่เป็นการพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่าเราคือพรรคที่จะก้าวหน้าไปสู่การเป็นสถาบันที่เป็นที่พึ่งให้กับประชาชน

พร้อมแล้ว – พรรคประชาธิปัตย์ จัดประชุมสมาชิกพรรค เพื่อรับฟังความคิดเห็นการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ กทม. โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค มั่นใจเลือกตั้งรอบนี้จะได้ส.ส.กทม. เข้าสภาแน่ ที่โรงแรม บลิซ โฮเทล ลาดกระบัง กทม. เมื่อวันที่ 25 มี.ค.

‘อู๊ดด้า’มั่นใจได้ส.ส.เพิ่ม
ที่โรงแรมบลิซ โฮเทล ลาดกระบัง กทม. คณะกรรมการยุทธศาสตร์ กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จัดประชุมสมาชิกพรรคเพื่อรับฟังความคิดเห็นการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.แบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ กทม. โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ หัวหน้าปชป.ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุม

นายจุรินทร์กล่าวว่า ปชป.จะทำไพรมารีโหวตเป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 25-27 มี.ค. แล้วจะได้ส.ส.เขตครบทั้ง 400 เขต ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 ชื่อ ด้วยความเห็นชอบของตัวแทนจังหวัดของพรรคทั้ง 77 จังหวัด ซึ่งตอนนี้ปชป.มีเสียงตอบรับดีขึ้นในทุกภาค ส่วนกทม.เป็นพื้นที่สำคัญที่หนึ่ง ตนเคยบอกว่ากรุงเทพฯ คือลมหายใจของปชป.และจะเป็นต่อไปในอนาคต คราวที่แล้วเราไม่มีผู้แทนจากกทม.เลยแต่ไม่ได้แปลว่าคนกทม.ทิ้งปชป. เพราะเรายังได้คะแนนเกินครึ่งล้านมาจากการเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร นี่เป็นสัญญาณที่ดีผ่านกระบวนการประชาธิปไตยท้องถิ่น

ส่วนปักษ์ใต้ดีขึ้นเยอะ คราวที่แล้วมี 58 เขต ปชป.ได้มา 22 เขต แม้จะหายไปหลายเขต แต่เรายังมาเป็นที่หนึ่ง และครั้งหน้าตนมั่นใจปชป.มาที่หนึ่งเหมือนเดิม ภาคอีสานเสียงตอบรับดีขึ้นมากดูได้จากการไปปราศรัยที่จ.สกลนครที่มีผู้มาฟังปราศรัยนับหมื่นๆ คน สำหรับภาคเหนือครั้งที่แล้วเราได้ส.ส.คนเดียว แต่เที่ยวหน้ามั่นใจจะได้ส.ส.เพิ่มขึ้นแน่ และภาคตะวันออกยังเป็นพื้นที่เป้าหมายของพรรคเรา อยากให้ทุกคนช่วยเลือก เราไม่ได้หวังแค่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่หวังว่าจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

หวังปชป.เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล
นายจุรินทร์ให้สัมภาษณ์ถึงการจับขั้ว เพื่อรวมเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาล นายจุรินทร์ว่า ปชป.มีหลักที่ได้ประกาศไปแล้วว่าเรายึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา ใครรวมเสียงข้างมากได้คนนั้นก็เป็นรัฐบาล ที่เหลือเป็นฝ่ายค้าน ฉะนั้นจึงขึ้นอยู่กับเสียงประชาชนหลังการเลือกตั้งว่าพรรคไหนจะได้เท่าไหร่ แล้วใครจะไปรวมกับใคร กลายเป็นเสียงข้างมากเสียก่อน ใครจะไปจับกับใครอย่างไรก็จับได้ แต่สุดท้ายประชาชนเป็นผู้ให้คำตอบ

ในการรวมเสียงข้างมากนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นที่เท่าไรรวมกับที่เท่าไร แต่อยู่ที่ว่าเมื่อรวมเสียงประชาชนทั้งหมดแล้วใครมากกว่า ฉะนั้น ไม่ว่าจะได้ที่เท่าไรก็สามารถตั้งขั้วหรือจับขั้วรวมกันเป็นรัฐบาลได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าได้รับเลือกตั้งมาเป็นที่ 1 ที่ 2 จะเป็นรัฐบาล ที่ 3 ที่ 4 เป็นฝ่ายค้าน เพราะในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว พรรคที่ได้คะแนนมาเป็นลำดับ 1 ก็เป็นฝ่ายค้าน ซึ่งเกิดขึ้นได้เพราะการรวมเสียง ดังนั้นปชป.ก็มีโอกาสที่จะได้รับเสียงที่อยู่ในระดับที่สามารถรวมเสียงกับพรรคการเมืองอื่นเพื่อตั้งรัฐบาลได้เช่นกัน

บุกร้อยเอ็ด – นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา พาแกนนำพรรคมาช่วยนายอนุรักษ์ จุรีมาศ ว่าที่ผู้สมัครส.ส.ของพรรค ออกหาเสียงพบปะชาวบ้านและพ่อค้าแม่ค้า ที่ตลาดสดทุ่งเจริญ อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ 25 มี.ค.

‘ท็อป’ ควง ‘อนุรักษ์’ บุกร้อยเอ็ด
เมื่อเวลา 07.30 น. ที่ตลาดสดทุ่งเจริญ อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) พร้อมด้วยนายอนุรักษ์ จุรีมาศ อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด เขต 1 และรองหัวหน้าพรรค ในฐานะว่าที่ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 รวมทั้งสมาชิกพรรค ลงพื้นที่หาเสียง พร้อมพบปะ พูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้า และประชาชนที่มาเดินซื้อของในตลาด ซึ่งประชาชนบางคนเชียร์ให้เป็นนายกฯ เหมือนพ่อ และบางคนระบุว่า คนแบบนี้แหละที่คนร้อยเอ็ดต้องการให้มาเป็นนายกฯ จากนั้นนายวราวุธพร้อมคณะได้เดินทางไหว้ศาลหลักเมืองต่อเพื่อความเป็นสิริมงคล

นายวราวุธให้สัมภาษณ์หลังการลงพื้นที่อีสานตั้งแต่วันที่ 24 มี.ค. ว่า คิดว่ากระแสตอบรับหลังจากประเดิมเวที จ.กาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 24 มี.ค. และวันที่ 25 มี.ค. ที่ จ.ร้อยเอ็ด มีการต้อนรับอย่างอบอุ่น เป็นกันเองจากประชาชน และตนให้คำมั่นกับพี่น้องชาวภาคอีสานว่า ชทพ.ต้องการจะปักธงในพื้นที่ภาคอีสาน ทุกคะแนนที่พี่น้องประชาชนภาคอีสานให้มานั้นจะสะท้อนกลับไปในรูปแบบการทำงานและการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องภาคอีสานทุกๆ คนอย่างแน่นอน ซึ่งธงของ ชทพ.จะยังคงโบกสะบัดอยู่ที่ จ.ร้อยเอ็ด ตลอดไปตราบนานเท่านาน

ผู้สื่อข่าวถามว่า มั่นใจแค่ไหนกับผู้สมัคร ส.ส.ภาคอีสานทั้ง 6 คน ที่มีการเปิดตัวบนเวทีปราศรัยเมื่อวันที่ 24 มี.ค. นายวราวุธกล่าวว่า พื้นที่ภาคอีสานเป็นพื้นที่ที่มีความท้าทาย แม้แต่พื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด เองก็ไม่สามารถประมาทได้ จึงขอให้ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ทุกๆ คน ทำงานอย่างเต็มที่ตั้งใจจริงและไม่ประมาท ไม่มีพื้นที่ไหนปลอดภัยและชัวร์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องมีการทำงานอย่างใกล้ชิดและติดตามงานอยู่ตลอด

เมินกระแสแลนด์สไลด์
ต่อข้อถามว่า หวั่นกระแสแลนด์สไลด์ของพรรคเพื่อไทย (พท.)หรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า ชทพ.เป็นพรรคที่ชอบว่ายทวนน้ำ จะสไลด์มาอย่างไรก็จะสวนกระแสให้จนได้ โดยมีนายอนุรักษ์เป็นขุนพลหลักมาอย่างยาวนาน ตลอด 4 ปีที่ผ่านมานั้น ได้ทำงานให้กับพี่น้องประชาชน จ.ร้อยเอ็ด มาโดยตลอด หวังว่าจะสามารถครองใจคน จ.ร้อยเอ็ดอีกครั้งหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า นอกจากภาคอีสานแล้ว ในส่วนของภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคใต้ จะขยายพื้นที่ด้วยหรือไม่ นายวราวุธกล่าวว่า เรามีผู้สมัคร ส.ส.ที่ภาคเหนืออยู่เช่นกัน แต่ยังไม่ปีกกล้าขาแข็งพอที่จะขยายไปทุกพื้นที่ แต่ในอนาคตมีผู้สนใจติดต่อเข้ามามากมาย ตนมั่นใจว่าจะสามารถปักธงภาคใต้ได้เหมือนครั้งที่ผ่านมา

เมื่อถามถึงกรณีที่พูดว่า ชทพ.อยู่ทุกสมการของการฟอร์มรัฐบาล หมายถึงพร้อมไปกับทุกขั้วหรือไม่ นายวราวุธกล่าวว่า ตนไม่ได้บอกว่าเราจะไปกับทุกขั้ว เพียงแต่บอกว่าทุกขั้วนั้นอยากจะได้ ชทพ.ทำงานอยู่ด้วย ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้ทะนงตน แต่ด้วยลักษณะในการทำงานของ ชทพ. ไม่เน้นสร้างศัตรู 4 ปีที่ผ่านมาเราทำงานกันแบบช่วยเหลือทุกๆ ฝ่าย ไม่แบ่งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน และทำงานอย่างจริงจัง ขณะนี้ยังไม่มีพรรคใดมาทาบทาม แต่มีการพูดคุยกันอยู่เสมอกับทุกพรรค

ด้านนายอนุรักษ์กล่าวถึงกรณีเป็น ส.ส. เพียงคนเดียวของ ชทพ.ในอีสานเมื่อการ เลือกตั้งครั้งที่แล้วว่า “ผมไม่รู้สึกกดดันใดๆ ตราบใดที่ยังอยู่ ชทพ. ที่มีทั้งนายวราวุธเป็นหัวหน้าพรรค ทีมงานในพื้นที่ ผมมั่นใจ ส่วนกลยุทธ์ที่จะต้องสู้ทั้งกับกระแสแลนด์สไลด์และกระแสของพรรคอื่นๆ นั้น ผมไม่ได้รู้สึกว่าผมสู้กับใคร ไม่ได้สู้กับคนอื่น เพราะผมสู้กับตัวเอง แล้วต้องทำดีกว่าเดิม ถ้าทำได้เท่าเดิมคือชนะ ฉะนั้น ต้องสู้กับตัวเอง สิ่งที่ได้รับฟังจากประชาชน จะไปแก้ไข เพราะ ชทพ.รับฟัง ทำจริงอยู่แล้ว”

เยือน2แคว – พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พร้อมแกนนำพรรคและผู้สมัครส.ส.ของพรรค ร่วมพบปะเกษตรกร ผู้นำท้องถิ่น และผู้ประกอบการ ที่โรงแรม ท็อปแลนด์ จ.พิษณุโลก เมื่อวันที่ 25 มี.ค.

‘ป้อม’ถกผู้นำท้องถิ่นพิษณุโลก
ที่โรงแรมท็อปแลนด์ จ.พิษณุโลก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพปชร.พร้อมคณะ ร่วมหารือกับตัวแทนภาคเกษตร ภาคเอกชน และองค์การบริหารส่วนจังหวัดและส่วนท้องถิ่น เพื่อรับฟังข้อเสนอและข้อคิดเห็นเรื่องการประกอบอาชีพเกษตร การค้าการลงทุน ที่ควรพัฒนาต่อเนื่อง โดยรับทราบปัญหาและจะนำข้อมูลที่ได้ในครั้งนี้ ทั้งเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิต การพัฒนาเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การศึกษา เรื่องปัญหาที่ดินทำกิน-น้ำ การสร้างงาน-สร้างอาชีพ การหาแหล่งเงินทุน ผลักดันสู่การทำนโยบาย หลังจากที่พรรคได้เป็นรัฐบาล

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง เลขาธิการพรรค ระบุว่าการยกระดับเศรษฐกิจในพื้นที่ จ.พิษณุโลก จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพัฒนาระบบคมนาคม เพื่อให้เป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าอีกแห่งหนึ่ง โดยเฉพาะการผลักดันการลงทุนระบบรถไฟรางคู่ให้เกิดขึ้นในจังหวัด เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง ลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ และยกระดับเป็นจังหวัดศูนย์กลางการขนส่งของภาคเหนือตอนล่าง สอดรับกับแนวทางของพรรค ให้ความสำคัญกับการกระจายความเจริญไปสู่ท้องถิ่น

‘วิรัช’ฟุ้งกวาด 120 ส.ส.
ที่จ.พิจิตร นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพปชร.ให้สัมภาษณ์ก่อนพปชร.ปราศรัยหาเสียงในเมืองพิจิตรถึงการประเมินตัวเลข ส.ส.หลังเลือกตั้งว่า พปชร.จะได้ ส.ส.เขต 120 เสียง ส่วนส.ส.บัญชีรายชื่อไม่ต้องพูดถึง การเลือกตั้งปี 2562 เคยถูกปรามาสว่าจะได้ 10-11% แต่พอคะแนนโหวตเตอร์ออกมา 8.4 ล้านเสียง หักปากกาเซียน พรรค อันดับ 2 ได้ 8.2 ล้านเสียง โหวตเตอร์โคราช อันดับ 1 ทุกเขต คราวนี้ขึ้นช้าแต่มั่นคง วันนี้มาขอบคุณชาวพิจิตรที่เทคะแนนให้ครั้งที่แล้วเลือกทั้ง 3 เขต กว่า 1 แสนเสียง และครั้งนี้พปชร.จะเอาคืนทั้ง 3 เขต ผู้สื่อข่าวถามว่าต้องแข่งกับเจ้าถิ่นเดิม อย่างตระกูลภัทรประสิทธิ์ ที่ย้ายไปอยู่กับภท. นายวิรัชกล่าวว่า บางทีคลื่นลูกเก่าก็ค่อยๆ หายไป คลื่นลูกใหม่ก็เข้ามา ถามตนก็ต้องพูดแบบนี้

ส่วนบทสนทนาในวงกินข้าว ระหว่างแกนนำภท. กับ พล.อ.ประวิตรนั้น ยืนยันมีการพูดว่า พล.อ.ประวิตร ต้องเป็นนายกฯ เท่านั้น นายทักษิณ ชินวัตร ยังบอกว่ายอมได้หากพล.อ.ประวิตร จะเป็นนายกฯ เห็นหรือไม่ว่าสิ่งที่เราสื่อไปก็สื่อกลับมา แล้วที่เขาบอกว่าไม่ยอม จะไม่ยอมได้อย่างไร เพราะคราวที่แล้วเอาไปให้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และยังมีสมัยก่อนที่ให้ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เป็นนายกฯ

ผู้สื่อข่าวถามกรณีที่ นายอนุทิน สอนมารยาทคนปล่อยภาพวงกินข้าวกับพล.อ.ประวิตร จนถูกเชื่อมโยงว่าเป็นการแข่งขันในจ.นครราชสีมา ระหว่างภท.กับพปชร. นายวิรัชกล่าวว่า ยืนยันว่าคู่แข่งของพปชร.ที่ จ.นครราชสีมา ทั้ง 16 เขต มีเพียงแค่พท.

บุกเมืองชาละวัน – พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวพรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วยแกนนำพรรคเปิดปราศรัยเปิดตัวว่าที่ ผู้สมัครส.ส.พิจิตรทั้ง 3 เขต อ้อนชาวบ้านเลือกพรรคพลังประชารัฐยกจังหวัด ที่วิทยาลัยเทคนิคพิจิตร เมื่อวันที่ 25 มี.ค.

‘ธรรมนัส’มุ่งหาเสียง-ไม่เร่งจับขั้ว
ที่วิทยาลัยเทคนิคพิจิตร ต.ในเมือง อ.เมืองพิจิตร จ.พิจิตร ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีต ส.ส.พะเยา พปชร. ประธานภาคเหนือ ให้สัมภาษณ์ก่อนขึ้นเวทีปราศรัย ถึงความ คาดหวังของผู้สมัครของพปชร. ในภาคเหนือ ว่า เมื่อปี 2562 จ.พิจิตรเราได้ยกจังหวัด ขณะนั้นตนดูแลจ.พิจิตรโดยตรง ฉะนั้น ครั้งนี้คงไม่ต่างกัน มั่นใจว่าจะได้ยกจังหวัดทั้ง 3 เขต ผู้สื่อข่าวถามถึงความชัดเจนของการจับมือกับพท.หลังการเลือกตั้ง ยังมีความเป็นไปได้หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า เมื่อวันที่ 24 มี.ค. ตนได้คุยกับหัวหน้าพรรคนานพอสมควร และมองว่ายังเร็วเกินไปที่จะคุยในเรื่องดังกล่าว ตอนนี้ขอมุ่งเรื่องการหาเสียงก่อน เพื่อให้ลูกพรรคมีชัยชนะให้มากที่สุด เรื่องการจับมือเป็นเรื่องอีกไกล

ต่อข้อถามว่า ที่ผ่านมา ภท.เดินสายกินข้าวกับพรรคต่างๆ เป็นการส่งสัญญาณ จับมือกันอยู่แล้ว ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า คงไม่ใช่ ส่วนตัวมองว่าตอนนี้กระแสของพล.อ.ประวิตกําลังขึ้น และตนในฐานะที่อยู่ในการเมืองมานานพอสมควร รวมถึงเป็น ผู้สมัครเองด้วย รู้จักกันทั้งนั้น ดังนั้นตนรู้ดีว่าผู้สมัครของพปชร. ไม่ว่าจะเป็นเกรดใดก็ตาม มีโอกาสที่จะเข้ามานั่งในสภาทั้งนั้น เมื่อถามว่า แสดงว่าผลโพลที่ออกมา ไม่ได้มีผลอะไรกับพรรคใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ตนมั่นใจว่าโพลที่เราทำ เราใช้ สำนักโพลที่มีมาตรฐานไม่ได้ส่งตัวอย่างแค่ 1-2 พันคน แต่ใช้หลักหมื่นคน

เมื่อถามว่า มั่นใจที่จะดันพล.อ.ประวิตร เป็นนายกฯ คนที่ 30 ได้ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “ชีวิตผมอยู่มาหลายพรรคไม่มีหัวหน้าพรรคคนไหนที่ดีเท่าพล.อ.ประวิตร ไม่ต้องดูอะไรมาก พล.อ.ประวิตรมีแต่คนมาขอทานข้าวด้วย”

มอง‘โทนี่’กลับไทย-ต้องยึดกม.
ส่วนกรณีนายทักษิณ ชินวัตร เปิดใจกับสำนักข่าวเกียวโดนิวส์ พร้อมกลับประเทศ ไทยหลังการเลือกตั้ง มารับโทษติดคุก บอกลูกอย่ายอมให้พท.ออกกฎหมายนิรโทษกรรมอีก ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ตนได้ยินเรื่องนี้มานานพอสมควร ซึ่งหากนายทักษิณกลับมาแล้วเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย ก็เป็นเรื่องที่ดี บ้านเมืองจะได้เดินหน้าต่อไปตามนโยบายของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพปชร. ที่ต้องการก้าวข้ามความขัดแย้ง

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้นายทักษิณเคยพูดว่ากลับมาอย่างเท่ๆ แต่ตอนนี้เปลี่ยนที่จะยอมกลับมารับโทษแล้ว มองเรื่องดังกล่าวอย่างไร ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ตนคิดว่าเป็นคำพูดที่จะพูดให้ดูดีหรือไม่ดูดีมากกว่า เพราะการกลับมาต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถือเป็นการหาเสียงหรือจิตวิทยาทางการเมืองหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ตนไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของนายทักษิณ แต่โดยกฎหมายแล้ว ไม่ว่ายังไงต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ต่อข้อถามว่าการออกมาพูดของนายทักษิณ ถูกมองว่าเพื่อช่วยเพิ่มคะแนนนิยมให้กับพท.มากขึ้น ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ตนกลับมองว่า คนไทยมีความรู้ทางด้านกฎหมาย แม้จะพูดให้ดูดีอย่างไร แต่คนไทยรู้อยู่แล้วว่าต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

นายกฯ เมินตอบ
ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ส่ายศีรษะ กล่าวสั้นๆว่า “เอาน่ะ”

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการรทสช. ให้สัมภาษณ์ว่า เอากันตรงๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องของนายทักษิณ ซึ่งต้องไปตอบคำถามกับประชาชน และสาธารณะเอง ว่าสิ่งที่พูดออกมา ประชาชนเชื่อหรือไม่เชื่อ ส่วนตัวตนเชื่อว่าประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่สอนเรา

สำหรับรทสช.วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคและนายพีระพันธุ์ ได้กำชับผู้บริหารพรรคและผู้สมัครทุกคนว่าให้หนักแน่น มั่นคงในภารกิจของเรา ไม่ต้องไปสนใจว่าคนอื่นจะทำอย่างไร สิ่งสำคัญวันนี้เราต้องเดินหน้าหาเสียง สื่อสารกับประชาชนนำเสนอแนวนโยบาย แนวทางการแก้ไขปัญหาจุดยืนและอุดมการณ์ของรทสช.

‘ทิพานัน’ยันมาได้ทุกเวลา
ด้านน.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สมาชิกรทสช. กล่าวว่า นายทักษิณสามารถกลับประเทศไทยได้ทุกเวลา แต่ที่ผ่านมาไม่ยอมกลับมาเอง ทั้งที่มีรัฐมนตรีและบุคคลที่เกี่ยวข้องในยุครัฐบาลทักษิณ และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับโทษจำคุกในคดีทุจริตที่เอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจและคนในตระกูลชินวัตร

ไม่ว่าจะเป็น นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินจำคุกในคดี แก้ไขสัญญาสัมปทานเอื้อประโยชน์ บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ตระกูล ชินวัตรเคยถือหุ้นใหญ่ โดยถูกศาลตัดสินจำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา จนได้รับการพักโทษ

นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรมว.มหาดไทย ถูกศาลอาญาแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบสั่งจำคุก 2 ปี กรณีสมัยเป็นรักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทยเซ็นคำสั่งราชการเกี่ยวกับเรื่องที่ดินสนามกอล์ฟและหมู่บ้านอัลไพน์ ที่เป็นของตระกูลชินวัตร

อย่าโทษกระบวนการยุติธรรม
น.ส.ทิพานันกล่าวว่า ส่วนนางเบญจา หลุยเจริญ อดีตรมช.คลัง ถูกศาลฎีกาตัดสิน จำคุก 2 ปีไม่รอลงอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ จากกรณีสมัยรับราชการอยู่กรมสรรพากร ได้ร่วมกับพวกช่วยเหลือนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวของนายทักษิณ เลี่ยงเสียภาษีอากร หรือเสียภาษีน้อยกว่าที่จะต้องเสีย ในการซื้อหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น

นอกจากนี้ยังนายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย ที่ถูกศาลฎีกาตัดสินจำคุก 18 ปี ในคดีปล่อยกู้ให้กับกลุ่มกฤษดามหานคร ที่มีการขยายผลจนมีการสอบสวนเอาผิดนายพานทองแท้ ชินวัตร และฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ แต่ศาลยกฟ้องนายพานทองแท้ในเวลาต่อมา

“นายทักษิณ ที่หลบหนีคดีไปใช้ชีวิตสุขสบายในต่างแดน กลับบอกว่าตนเองทรมานมามากแล้ว แม้มันไม่ใช่ราคาที่จำเป็นจะต้องจ่าย มันเทียบไม่ได้เลยกับการที่พวกเขาเหล่านี้ล้วนได้รับบทลงโทษติดคุกสูญเสียอิสรภาพ และต้องดิ้นรนต่อสู้คดี และไม่เคยมีสักครั้งที่นายทักษิณจะออกมาขอโทษในสิ่งที่ตนเองทำ มีแต่กล่าวโทษกระบวนการยุติธรรม” น.ส.ทิพานันกล่าว

พัฒนาโคนม – นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค พาแกนนำพรรคพบปะพูดคุยเกษตรกรผู้ประกอบการโคนม ที่สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จ.สระบุรี เมื่อวันที่ 25 มี.ค.

‘เศรษฐา’เชื่อไม่ทุบแลนด์สไลด์
ที่สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพท. กล่าวว่า เท่าที่ตนได้ฟังเป็นการแสดงความคิดเห็นของนายทักษิณ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรรค ผู้สื่อข่าวถามว่ามองการโจมตีของพรรคการเมืองอื่นๆ ในเรื่องนี้อย่างไร นพ.ชลน่านกล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดา เพราะเป็นช่วงที่มีการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง แต่ละพรรคก็พยายามหาจุดเด่นจุดด้อยของตัวเองและคู่แข่ง ประเด็นอะไรที่คิดว่าเป็นประโยชน์กับเขา ย่อมหยิบยกขึ้นมา แต่ย้ำว่านายทักษิณไม่ได้เกี่ยวข้องกับพท. เพราะไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค “ในมุมที่เขามาใส่ร้ายที่เกินขอบเขต ที่ไม่ชอบด้วยกฏหมาย เราจะดูในมุมนั้น แต่มันคือมิติในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง อย่าให้กระทบสิทธิและข้อกฎหมายแต่ละพรรค”

ด้านนายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย กล่าวว่า ฐานะที่ตนก็เป็นพ่อคนหนึ่งที่มีลูก 3 คน เห็นใจนายทักษิณที่อยู่เมืองนอกมานาน และคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอน ขณะเดียวกันตนก็เคารพในกฎหมาย ซึ่งนายทักษิณได้แสดงความคิดเห็นออกมาว่าตัวเองจะทำอย่างไรในอนาคต ตนก็เคารพการตัดสินใจของนายทักษิณ ส่วนจะกระทบต่อแลนด์สไลด์หรือไม่นั้น ตนมองเป็นความเห็นส่วนตัวของ นายทักษิณ พท.ไม่ได้เกี่ยวข้อง

“การที่นายทักษิณออกมาพูด เข้าใจว่าท่านไม่ต้องการให้ตัวเองเป็นเงื่อนไข ทั้งผู้สมัครทั้งพรรคก็ดำเนินหน้าที่ของพรรคต่อไป อย่าเอาท่านมาเป็นประเด็น อย่าเอาท่านมาเป็นเงื่อนไขของความขัดแย้ง เขาเป็นคุณพ่อที่รักครอบครัว เราให้ความเคารพ และเราก็เดินหน้าหาเสียงต่อไป” นายเศรษฐา กล่าว

ติงนักโหนอย่าใช้โจมตีพท.
น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพท. และรักษาการโฆษกพท.กล่าวว่า นายทักษิณแสดงความคิดเห็นส่วนตัวในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่อยากกลับบ้าน กลับมาอยู่กับลูกหลานในช่วงบั้นปลายชีวิต และเพื่อเข้าสู่กระบวนการกฎหมายของไทยอย่าง ถูกต้อง ที่ผ่านมาคดีต่างๆ ที่นายทักษิณถูกดำเนินคดี ล้วนเกิดจากฝั่งตรงข้ามทางการเมือง จนทำให้เกิดคำถามว่า ความยุติธรรมที่มีไว้เพื่อกำจัดฝั่งตรงข้ามจะยังใช่ความยุติธรรมหรือไม่ วันนี้หากนายทักษิณจะเดินทางกลับไทยและเข้าสู่การพิจารณาคดี ถือว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล และเป็นเรื่องดีที่จะมาพิสูจน์ตนเอง จึงไม่ควรใช้เป็นประเด็นโจมตีทางการเมือง โดยการเชื่อมโยงบุคคลอื่นในคดีอื่นๆ

วันนี้พท.มุ่งเน้น การนำเสนอนโยบาย เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในทุกกลุ่มและทุกช่วงวัย ให้ครอบคลุมทุกๆ มิติ เพราะประชาชนเชื่อมั่นในนโยบายของพท.ว่าสามารถทำได้จริง ประเทศไทยล้าหลังและถดถอยมาตลอด 8 ปี ดังนั้นการเลือกตั้งอย่างมียุทธศาสตร์คือการเลือกพท.ให้ชนะขาดแบบแลนด์สไลด์ “เหล่านักโหนทั้งหลายที่คิดใช้ประเด็นนายทักษิณโจมตีพท.ควรคิดเสียใหม่ เพราะที่ประชาชนชื่นชมและเชื่อมั่นในพท.คือนโยบายดีๆ ที่คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อคนไทยทุกคน”

ปลุกแลนด์สไลด์ต้อนรับ‘แม้ว’
เวลา 18.00 น. ที่สนามกีฬาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สระบุรี อ.เมืองสระบุรี จ.สระบุรี พรรคเพื่อไทย จัดเวทีปราศรัยใหญ่ นำโดยนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค และนายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผอ.ครอบครัวเพื่อไทย นายอดิศร เพียงเกษ คณะกรรมการยุทธศาสตร์พท. และว่าที่ ผู้สมัครส.ส.สระบุรีทั้ง 4 เขตร่วมเวที

นพ.ชลน่านปราศรัยว่า จากผลสำรวจความนิยมที่ผ่านมา พท.ได้เสียงถึง 240-260 เสียง ดังนั้นขอให้พี่น้องสระบุรีช่วยเติมเสียงให้ด้วย บอกญาติพี่น้องให้เลือกพท.ให้เกิน 310 เสียง เพื่อตั้งรัฐบาลของประชาชน จะได้ตัดสวาทขาดสิ้นซึ่งประยุทธ์ จันทร์โอชา ช่วยกันเอาประยุทธ์ออกไป ถ้าเราไม่กำจัดระบอบประยุทธ์ออกไป พี่น้องจะทุกข์ทรมาน ไร้อนาคต ประเทศชาติจะไร้ทิศทาง ดังนั้น วันที่ 14 พ.ค.เป็นวันตัดสินอนาคตของพี่น้องและประเทศชาติ รวมทั้งประยุทธ์ด้วย

นายอดิศรกล่าวว่า ตนพูดถึงนายทักษิณ มันหนักหัวใคร เพราะตนยังไม่เคยเห็นนายกฯ หรือพรรคการเมืองใด ที่ทำดีแบบนายทักษิณ วันนี้ท่านไม่ได้มา แต่ท่านถูกกระทำ จากบ้านจากเมืองไป 16 ปีแล้ว วันนี้ตนได้ฟังคำสัมภาษณ์ของนายทักษิณที่จะกลับบ้านเกิดเมืองนอนของท่านหลังจากการเลือกตั้งครั้งใหญ่นี้ ตนฟังแล้วน้ำตาไหล พท.คือแก้วตาดวงใจ คือพันธุ์พืชที่ท่านปลูกไว้

“พี่น้องต้องสนับสนุนแบบแลนด์สไลด์ทั้งแผ่นดิน ต้อนรับทักษิณกลับประเทศไทย อุ๊งอิ๊ง เศรษฐา คือแก้วตาดวงใจ พท.ต้องชนะอย่างเด็ดขาด ท่านทักษิณถึงจะเดินกลับประเทศไทยได้“ นายอดิศรกล่าว

เปิดคลิป‘อิ๊ง’อ้อนชาวสระบุรี
นายเศรษฐากล่าวว่า 8 ปีที่ผ่านมามีแต่เรื่องไม่ดี ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ เงินในกระเป๋า แต่จิตใจก็เป็นเรื่องสำคัญ เรื่องกระเป๋าตังค์เยียวยาได้ แต่เรื่องจิตใจทั้งเรื่องเพศสภาพ สมรสเท่าเทียม 8 ปีบอกจะให้แต่ก็ไม่ให้ ซึ่งพท.เห็นความสำคัญ ต้องให้สิทธิเขา ส่วนปัญหาฝุ่น pm2.5 ที่มีปัญหาก็ยังสูงกว่าจีดีพีของประเทศที่โตเพียง 2.3 เท่านั้น ดังนั้นขอให้พี่น้องเลือกพท.ให้แลนด์สไลด์ยกจังหวัดทั้ง 4 เขต เพื่อให้รัฐบาลเพื่อไทยเข้ามาแก้ปัญหา

จากนั้นทีมงานได้เปิดคลิปวิดีโอ น.ส. แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ความยาว 2.34 นาที ให้กับงประชาชนฟัง ระบุว่า วันนี้ตัวไม่ได้ไป แต่ใจอยู่ที่สระบุรี ดีใจที่พี่น้องมาร่วมเวทีมากมาย วันนี้ขอส่งเสียงไปก่อน แต่เมื่อคลอดน้องแล้วจะเดินทางไปพบพี่น้องที่สระบุรีแน่นอน ขอส่งใจไป อย่าเพิ่งโกรธกัน วันนี้พท.มาเต็มรูปแบบ เต็มทีม และในวันที่ 14 พ.ค.จะมีการเลือกตั้ง เราพร้อมมากๆ ที่จะดูแลพี่น้องประชาชน พี่น้องสระบุรีเจอปัญาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เรามีโนบายแก้ปัญหา ส่วนการขึ้นค่าแรง 600 บาทที่บอกว่าจะเพิ่มภายในปี 2570 อาจจะทำได้เร็วขึ้น แต่ขอให้พี่น้องอดใจรอ วันที่ 14 พ.ค.ขอให้พี่น้องเข้าคูหาเลือกพท.ทั้งสองบัตร

เผยโฉม100ปาร์ตี้ลิสต์พท.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทย ได้จัดทำบัญชีรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน แบ่งเป็นผู้สมัคร 2 ส่วน เป็นสัดส่วนที่เสนอชื่อโดยกก.บห. 80 คน และสัดส่วนที่เสนอชื่อด้วยการสมัครด้วยตนเองอีก 20 คน ทั้งหมดยังไม่ได้มีการจัดลำดับอย่างเป็นทางการ จากนี้จะส่งทำไพรมารี่โหวต และส่งกลับมายังกก.บห.ให้ความเห็นชอบ จากนั้นกก.บห.จะมาจัดลำดับ และจะยื่นสมัครใน วันที่ 4 เม.ย.ซึ่งเป็นวันแรกที่กกต.เปิดรับ สมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ

สำหรับ 100 คนที่เรียงตามลำดับตัวอักษร ประกอบด้วย 1.นายเกรียง กัลป์ตินันท์ 2.นายเกรียงเดช เข็มทอง 3.นายก่อแก้ว พิกุลทอง 4.รศ.ดร.กิตติ ลิ่มสกุล 5.นายกฤช เอื้อวงศ์ 6.นายขจิตร ชัยนิคม 7.นางสาวขัตติยา สวัสดิผล 8.นายจาตุรนต์ ฉายแสง 9.นาย จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ 10.นายจักริน พัฒน์ดำรงจิตร 11.นายจักรพงษ์ แสงมณี 12.ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง 13.นายชานันท์ ยอดหงษ์ 14.รศ.นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ 15.นายชุมสาย ศรียาภัย 16.นายชูศักดิ์ ศิรินิล 17.นสพ.ชัย วัชรงค์ 18.นายชัยเกษม นิติสิริ 19.นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ

20.นายณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช 21.นางสาว ณภัทรา กมลรักษา 22.ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม 23.นายดนุพร ปุณณกันต์ 24.นางสาวตรีชฎา ศรีธาดา 25.นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย 26.นาย ธงทอง นิพัทธรุจิ 27.นายธนพงศ์ ธนเดชากุล 28.นายธนวรรษ เพ็งดิษฐ์ 29.นายนิกร ซัจเดว 30.นายนิคม บุญวิเศษ 31.นายนิทัศน์ ศรีนนท์ 32.นายนพดล ปัทมะ 33.นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง 34.นางนลินี ทวีสิน 35.นายบัณจงศักดิ์ วงศ์รัตนวรรณ 36.นายประภัสร์ จงสงวน 37.นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ 38.นางประวีณ์นุช อินทปัญญา 39.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง

40.นายประสพ สารสมัคร 41.ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล 42.นายพิชัย นริพทะพันธุ์ 43.พล.อ.พิศาล วัฒนวงษ์คีรี 44.นายพิสิษฏ์ พิพัฒน์วิไลกุล 45.นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล 46.นางสาวเพ็ญชิสา หงษ์อุปถัมภ์ชัย 47.นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร 48.นายพงศกร อรรณนพพร 49.นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ 50.นายพชร ธรรมมล 51.นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด 52.นายภูมิธรรม เวชยชัย 53.นายภูวเดช นพฤทธิ์ 54.นายมานพ จรัสดำรงนิตย์ 55.นายรุ่งเรือง พิทยศิริ 56.พล.ต.ต.รังสรรค์ คชไกร 57.นายรัฐกิจ เฮงตระกูล 58.นางสาวละออง ติยะไพรัช 59.นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์

‘เมียบิ๊กกี่-ลูกธาริต’ด้วย
60.พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ 61.นายวิสาร เตชะธีระวัฒน์ 62.นายวิสิษฐ์ เตชะธีระวัฒน์ 63.นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ 64.นายวีระวัฒน์ โอสถานุเคราะห์ 65.นางวราภรณ์ ตั้งภากรณ์ 66.นายวราวุธ ยันต์เจริญ 67.ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ 68.นายศรีเมือง เจริญศิริ 69.นายสิทธิชัย กิตติธเนศวร 70.นพ.สุกิจ พรหมศิริ 71.นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ 72.นายสุชาติ ตันเจริญ 73.นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช 74.นางสาว สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล 75.นายสุทิน คลังแสง 76.นายสุธรรม แสงประทุม 77.นายสุรเกียรติ เทียนทอง 78.นายสุรชัย เบ้าจรรยา 79.นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์

80.นายสุรยุทธ์ ทวีกุลวัฒน์ 81.นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ 82.นายสุวรรณ น้ำใจดี 83.นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ 84.นายสนธยา คุณปลื้ม 85.นายสนธยา หลาวหล้าง 86.นายสมเกียรติ ตันติธนไพศาล 87.นายสมชัย อัศวชัยโสภณ 88.นายสมนาม เหล่าเกียรติ 89.นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ 90.นายสมศักดิ์ เทพสุทิน 91.นายสรพันธ์ คุณากรวงศ์ 92.นายสหัสชัย อนันตเมฆ 93.นายเอกพร รักความสุข 94.นายอุเมสนัส ปานเดย์ 95.นางสาวอุบลกาญจน์ อมรสิน 96.ดร.อดิศร เพียงเกษ 97.นายอภิยุทธ ณ กาฬสินธุ์ 98.นายอนุสรณ์ ไกรวัตตนุสรณ์ 99.นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด และ 100.นางอนงค์ ล่อใจ

ในบัญชีดังกล่าวมีรายชื่อที่น่าสนใจ อาทิ น.ส.ประวีณ์นุช อินทปัญญา ภรรยา บิ๊กกี่-พล.อ.นพดล อินทปัญญา ส.ว. เพื่อนสนิทของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพปชร., นายธนวรรษ เพ็งดิษฐ์ ลูกชาย นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ, นายสรพันธ์ คุณากรวงศ์ น้องสามี เอม-พินทองทา คุณากรวงศ์ บุตรสาวนายทักษิณ ชินวัตร

ละศีลอด – พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ และคณะ ร่วมละศีลอด ที่บริเวณกุโบร์ บ้านท่ายาง ต.นาทับ อ.จะนะ จ.สงขลา พร้อมรับฟังปัญหาจากชาวบ้านที่ถูกนายทุนเอาเปรียบอ้างกรรมสิทธิ์ที่ดินจนเกรงว่ากุโบร์จะถูกอ้างกรรมสิทธิ์และ ถูกทำลายไปด้วย

‘ทวี’ร่วมละศีลอดกับชาวมุสลิม
เมื่อวันที่ 24 มี.ค. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ และคณะ เดินทางมาร่วมละศีลอด (รับประทานอาหารมื้อแรกสำหรับผู้ถือศีลอด) ที่บริเวณกุโบร์ บ้านท่ายาง ต.นาทับ อ.จะนะ จ.สงขลา ซึ่งเป็นกุโบร์โบราณกว่า 400 ปี เกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์ปัตตานี ริมปากคลองนาทับ โดยมีชาวบ้านจำนวนหลายสิบคนมาร่วมต้อนรับ พร้อมด้วย ดร.มังโสด หมะเต๊ะ ว่าที่ผู้ลงสมัคร ส.ส.สงขลา เขต 8 และอาจารย์เบน หรือนายอับดุลเราะมัน มอลอ ผู้สมัคร ส.ส.สงขลา เขต 7

โดยก่อนการละศีลอด มีตัวแทนชาวบ้านร้องเรียนปัญหาว่าที่ดินบริเวณนี้มีนายทุนเอาเปรียบชาวบ้านมาอ้างกรรมสิทธิ์ว่าเป็นที่ดินของตนเอง จึงได้รวมตัวกันเรียกร้องสิทธิในที่ดิน ที่ผ่านมาเคยได้เรียกร้องผ่านเทศบาล อำเภอ แม้จะมีการมาทำรังวัดแล้วแต่ไม่มีความคืบหน้า ซึ่งกุโบร์แห่งนี้ทิศตะวันออกติดทะเลหลวง ทิศตะวันตกติดคลองนาทับ บริเวณโดยรอบนี้เป็นของนายทุนหมดแล้ว ชาวบ้านมีความกังวลว่ากุโบร์จะถูกอ้างกรรมสิทธิ์และถูกทำลายไป อนาคตจะไม่มีกุโบร์ให้ฝังศพอีกต่อไป ชาวบ้านจึงหวังพึ่งพรรคประชาชาติเป็นที่พึ่งสุดท้าย

พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า ตนเคยพบกระทรวงการศาสนาอินโดนีเซีย ท่านบอกว่าแม้ทั้งประเทศจะเป็นมุสลิมเกือบทั้งหมดแต่ทุกศาสนาก็มีอธิบดีเสมอกัน นอกจากนี้ อยากขอบคุณผู้ที่เขียนข้อมูลประวัติศาสตร์ของกุโบร์โบราณแห่งนี้ เป็นเอกสารที่ล้ำค่ามาก เพราะเราจะไม่สามารถหาอ่านจากเอกสารของรัฐได้เลย หรืออาจจะหาอ่านได้จากงานเขียนของ รศ.ดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา ที่ได้เขียนว่าคนมลายูใน 3 จังหวัดภาคใต้ต้องอพยพไปยังนครมักกะห์ในยุคต่างๆ เป็นเพราะอะไร ต้องขอบคุณผู้ที่เขียนประวัติศาสตร์นี้ ไว้ให้ ดร.มังโสด หมะเต๊ะ เป็น ส.ส.แล้วต้องบรรจุประวัติศาสตร์นี้เข้าไปในหลักสูตรการศึกษา

จากนั้น ทุกคนได้ร่วมกันละศีลอดที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างกุโบร์โบราณ ริมคลองนาทับ ท่ามกลางดาวเคียงเดือน ซึ่งวันนี้ถือเป็นวันที่สองของเดือนรอมฎอนที่พี่น้องมุสลิมได้ถือศีลอดพร้อมกันทั่วโลก ก่อนจะมีการละหมาดมัฆริบร่วมกันที่ศาลา และร่วมกันขอดุอาอ์ให้ ดร.มังโสดและพรรคประชาชาติได้เข้าไปทำหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎรในรัฐสภา

‘ปิยบุตร’ชี้ไม่ติดคุก-ไม่นิรโทษ
ส่วนนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊กว่า กรณีคุณทักษิณ : ไม่ติดคุก ไม่นิรโทษ ต้องลบล้างผลพวงรัฐประหาร ดำเนินคดีใหม่อย่างเป็นธรรม ประเด็นปัญหา “กลับบ้าน” ของคุณทักษิณ อยู่ในสังคมไทยมาเกือบสองทศวรรษ เมื่อไรที่มีการเลือกตั้ง เมื่อไรได้รัฐบาลใหม่จากขั้วพท. จะมีผู้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาเสมอ หากใครได้ติดตามการแสดงความเห็นของผมตั้งแต่ปี 2548/49 คงจำได้ว่า ผมไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมของพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ที่เรียกร้อง “นายกฯ พระราชทาน มาตรา 7”

ผมและเพื่อนอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ. รวม 5 คน ในเวลานั้น ได้ออกแถลงการณ์ ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ในเวลาต่อมา พวกเรายังได้แถลงการณ์แสดงความไม่เห็นด้วยและวิจารณ์การดำเนินคดีคุณทักษิณในหลายกรณี รวมทั้งคำพิพากษากรณียึดทรัพย์ด้วย หลังเหตุการณ์การสลายการชุมนุมปี 2553 พวกเราได้รวมตัวก่อตั้ง “คณะนิติราษฎร์” 18 ก.ย.2554 คณะนิติราษฎร์ เสนอข้อเสนอ “ลบล้างผลพวงรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549” ดังนี้

หนึ่ง ให้รัฐประหาร 19 ก.ย.2549 และการกระทำของ คปค. ตั้งแต่ 19 ก.ย.2549 ถึง 30 ก.ย.2549 เป็นโมฆะ

สอง ให้รัฐธรรมนูญ 49 มาตรา 36 (ซึ่งรับรองให้การกระทำทั้งหลายของคณะรัฐประหารชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย) ตกเป็นโมฆะ ทำให้การกระทำทั้งหลายของคณะรัฐประหารถูกโต้แย้งได้ว่าขัดรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

สาม ให้รัฐธรรมนูญ 49 มาตรา 37 (ซึ่งนิรโทษกรรมคณะรัฐประหาร) ตกเป็นโมฆะ ทำให้การนิรโทษกรรมรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 เป็นโมฆะ สิ้นผลไป เหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เมื่อไม่มีการนิรโทษกรรมการรัฐประหาร ทำให้การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 ยังคงมีความผิดฐานกบฏใน ราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมย่อมสามารถดำเนินคดีเอาคณะรัฐประหารมาลงโทษได้

สี่ ให้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่เป็นผลต่อเนื่องจากรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ตกเป็นโมฆะ ห้า ให้เรื่องที่อยู่ในกระบวนพิจารณา ที่เกิดจากการริเริ่มของ คตส. ยุติลง

ข้อเสนอทั้งหมดนี้ ต้องทำโดยผ่านการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หากข้อเสนอเหล่านี้สำเร็จ ผลที่ตามมาคือ ดำเนินคณะรัฐประหารได้ทันที ส่วนคดีความของคุณทักษิณและนักการเมืองอีกหลายคน ที่สืบเนื่องจากรัฐประหาร 49 ก็ไม่ได้นิรโทษหรืออภัยโทษแต่อย่างใด เพียงแต่ลบล้างคำพิพากษาเหล่านั้นทิ้ง และสามารถดำเนินคดีต่อไปตามกระบวนการปกติ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาและจำเลย

ให้ลงโทษ‘คณะรัฐประหาร’
เมื่อเข้าปี 2556 มีการเสนอร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรม “เหมาเข่ง” จนเป็นชนวนให้การชุมนุมของ กปปส.จุดติด และนำมาซึ่งรัฐประหาร 22 พ.ค.2557 ในเวลานั้น ผมและเพื่อนอาจารย์คณะนิติราษฎร์ ยืนยันว่า นิรโทษกรรม “เหมาเข่ง” แบบนี้ไม่ได้ เราเสนอร่างกฎหมายให้นิรโทษกรรมเฉพาะ ผู้ชุมนุม ในส่วนกรณีของคุณทักษิณและนักการเมืองรายอื่นๆ ที่ถูกดำเนินคดี สืบเนื่องจากรัฐประหาร 49 ต้องใช้ “ลบล้างผลพวงรัฐประหาร” มิใช่ “นิรโทษกรรม” ข้อเสนอทั้งหมดนี้ ไม่ถูกนำไปปฏิบัติ ทั้งจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทั้งจากรัฐบาลประยุทธ์

เมื่อข้อเสนอของเราไม่ถูกฝ่ายการเมืองนำไปใช้ ก็เหลืออยู่ทางเดียว คือ ลงมาปฏิบัติเอง นี่เป็นมูลเหตุสำคัญหนึ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจ ลาออกจากอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ. และมาก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ด้วยความตั้งใจว่า จะเข้าไปมีอำนาจ เพื่อทำข้อเสนอเหล่านี้ให้เป็นจริง วันนี้ ประเด็น “ทักษิณกลับบ้าน” กำลังถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง ผมยังคงยืนยันตามเดิมว่า การดำเนินคดีคุณทักษิณ โดยใช้องค์กรและกระบวนการที่เริ่มต้นจากรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ไม่เป็นธรรมต่อคุณทักษิณ

“ผมเห็นว่า จนถึงวันนี้ คุณทักษิณไม่ต้องติดคุก และเช่นเดียวกัน ก็ไม่ควรมีการตรากฎหมายนิรโทษกรรมให้คุณทักษิณด้วย แต่หนทางที่ถูกต้อง เป็นธรรมต่อคุณทักษิณ และยืนอยู่บนหลักการ คือ ลบล้างผลพวงรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ตามข้อเสนอคณะนิติราษฎร์ ที่เสนอไว้ เมื่อ 12 ปีก่อน คุณทักษิณไม่ต้องติดคุก ไม่ต้องนิรโทษกรรมคุณทักษิณ ดำเนินคดีกันใหม่อย่างเป็นธรรม เอาคณะรัฐประหาร 49/57 มาลงโทษ” นายปิยบุตรกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน