เชียงใหม่ขึ้นที่1 ต่อเนื่องสองวัน
‘แม่สาย’ ฝุ่นพิษเกินค่ามาตรฐานถึง 9 เท่า สูงกว่าคำแนะนำองค์การอนามัยโลก 32 เท่า จุดความร้อนในเมียนมามากถึง 1.2 หมื่นจุด ส่วนไทยกว่า 4 พันจุด ‘เชียงใหม่’ คุณภาพอากาศแย่สุดที่สุดในโลกอันดับ 1 ติดต่อกัน 2 วัน หมอกควันพิษปกคลุมเมือง มองดอยสุเทพไม่เห็น ระทึกกลางดึกเกิดไฟป่าใกล้วัดที่เชียงดาว ทั้งเจ้าอาวาส พระลูกวัด ชาวบ้านระดมดับไฟป้องกันไม่ให้ลุกลามเข้าวัด
เมื่อวันที่ 26 มี.ค. ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศว่า จากการตรวจวัดค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือพีเอ็ม 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง พบค่าฝุ่น 10-486 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ค่ามาตรฐานไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม. โดย พบเกินค่ามาตรฐานใน 21 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงราย จ.เชียงใหม่ จ.น่าน จ.แม่ฮ่องสอน จ.พะเยา จ.ลำพูน จ.ลำปาง จ.แพร่ จ.อุตรดิตถ์ จ.สุโขทัย จ.พิษณุโลก จ.ตาก จ.กำแพงเพชร จ.พิจิตร จ.เพชรบูรณ์ จ.บึงกาฬ จ.หนองคาย จ.เลย จ.นครพนม จ.มุกดาหาร และจ.อุบลราชธานี
ขณะที่ภาคเหนือตรวจวัดได้ 50-486 มคก./ลบ.ม. เกินมาตรฐาน 28 พื้นที่ สูงสุดที่ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย 486 มคก./ลบ.ม. ส่วนภาคตะวันออก เฉียงเหนือเกินค่ามาตรฐาน 6 พื้นที่ สูงสุดที่ ต.บึงกาฬ อ.เมือง จ.บึงกาฬ 277 มคก./ลบ.ม. ด้านภาคกลางและตะวันตก ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี เช่นเดียวกับภาคตะวันออก อยู่ในเกณฑ์ดีมาก ส่วนกทม.และปริมณฑลอยู่ในเกณฑ์ดี
กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง คพ. รายงานผลคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นวันที่ 27 มี.ค. ถึงวันที่ 2 เม.ย. ว่าวันที่ 27 มี.ค.เป็นต้นไปสถานการณ์ในพื้นที่กทม.และปริมณฑลมีแนวโน้มดีขึ้นเป็นลำดับ เนื่องจากสภาพอากาศเปิดมากขึ้น เพดานการลอยตัวอากาศสูงขึ้น ประกอบกับลมทางใต้ที่กำลังแรงช่วยพัดพาฝุ่นละอองออกจากพื้นที่ ส่วน 17 จังหวัดภาคเหนือมี แนวโน้มที่ควรเฝ้าระวังในพื้นที่ตอนบน โดยเฉพาะจังหวัดที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน
ด้านสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือจิสด้า รายงานข้อมูลจากดาวเทียมซูโอมิ เอ็นพีพี ว่าไทยพบจุดความร้อนสูงขึ้นกว่าเดิมมากถึง 4,376 จุด แบ่งเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 2,103 จุด ป่าสงวนแห่งชาติ 1,502 จุด พื้นที่เกษตร 364 จุด พื้นที่ชุมชน 196 จุด พื้นที่ส.ป.ก. ละริมทางหลวง 18 จุด จังหวัดที่พบจุดความร้อนมากที่สุดคือแม่ฮ่องสอน 609 จุด น่าน 439 จุด และกาญจนบุรี 322 จุด ขณะที่ประเทศเมียนมาพบจุดความร้อนสูงสุดถึง 12,581 จุด ตามด้วยลาว 8,535 จุด กัมพูชา 744 จุด เวียดนาม 720 จุด และมาเลเซีย 31 จุด
นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า วันที่ 26 มี.ค. เวลา 11.00 น. พบค่าฝุ่น พีเอ็ม 2.5 สูงถึง 480 มคก./ลบ.ม. ใน พื้นที่ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย สูงกว่าค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของประเทศไทย 9 เท่า และสูงกว่าคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก 32 เท่า นอกจากนี้ยังพบอีก 11 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย น่าน พะเยา แพร่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน บึงกาฬ หนองคาย และนครพนม มีค่าฝุ่นอยู่ในระดับที่มีผล กระทบต่อสุขภาพ มากกว่า 91 มคก./ลบ.ม.
อธิบดีกรมอนามัยกล่าวว่า ขอให้ประชาชนเฝ้าระวังและดูแลสุขภาพตนเอง 1.ลดระยะเวลา หรืองดออกนอกอาคาร โดยไม่จำเป็น หากออกนอกบ้านให้สวมหน้ากากป้องกันฝุ่น 2.งดออกกำลังกายกลางแจ้ง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคทางเดินหายใจ และโรคหัวใจ 3.อยู่ในบ้าน ปิดประตูหน้าต่าง ให้มิดชิด หากทำห้องปลอดฝุ่นได้ ให้อยู่ในห้องปลอดฝุ่น 4.ดูแลสุขภาพเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว สังเกตอาการ หากอาการรุนแรง เช่น แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ให้รีบพบแพทย์ และ 5.งดการเผา และช่วยสอดส่องป้องกันไม่ให้มีการเผาในชุมชน

ดับไฟป่า- เจ้าหน้าที่ป่าไม้ระดมสกัดไฟป่าที่กำลังลุกไหม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ ต.แม่คง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ไม่ให้ลุกลามไปยังพื้นที่ใกล้เคียง ขณะที่หลายจังหวัดในภาคเหนือยังเจอปัญหาฝุ่นพิษวิกฤตหนัก เมื่อวันที่ 26 มี.ค.
สำหรับสถานการณ์ในจังหวัดต่างๆ จ.เชียงใหม่ พบมีเหตุลักลอบจุดไฟเผาป่าต่อเนื่องกระจายทั่วทั้งจังหวัด ส่วนใหญ่ อยู่ในพื้นที่ตอนเหนือของจังหวัด ที่ อ.เชียงดาว 29 จุด อ.ไชยปราการ 19 จุด อ.สะเมิง 11 จุด อ.แม่แตง 7 จุด ทำให้เกิดกลุ่มควันจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ยังคง เร่งเดินเท้าเข้าดับไฟป่าบนดอยสูง จุดไหนที่เข้าไม่ได้จะใช้เฮลิคอปเตอร์ขึ้นบิน โปรยน้ำดับไฟ ขณะที่เว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รายงานที่โรงเรียนบ้านออน อ.เชียงดาว ค่าฝุ่นสูงถึง 502 มคก./ลบ.ม. ทำให้ยังคงแสบตา แสบจมูก แม้กระทั่งตอนอยู่ในบ้านยังได้ผลกระทบ
ส่วนตัวเมืองเชียงใหม่ ยังถูกปกคลุม ไปด้วยหมอกควัน ทัศนวิสัยการมองเห็นไม่ดี มองไม่เห็นดอยสุเทพ ขณะที่เว็บไซต์ไอคิวแอร์ยังจัดอันดับให้เชียงใหม่เป็นอันดับ 1 เมืองที่มีคุณภาพอากาสแย่ที่สุดในโลก ติดต่อกันเป็นวันที่ 2
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้เมื่อ กลางดึกวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา เกิดไฟป่าไหม้รุนแรงที่ป่าสงวนฯ อ.แม่ออน และขยายวงกว้าง เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เจ้าหน้าที่ อุทยานฯ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และอาสาสมัครดับ ไฟป่าระดมกำลังช่วยกันดับไฟจนควบคุมไว้ได้
ขณะเดียวกัน เกิดไฟป่าไหม้ลุกลามเข้ามาใกล้วัดปางมะกง ต.ปิงโค้ง อ.เชียงดาว พระครูเกษมจริยานุกูล เขมจารี หรือ ครูบาโลงศพ เจ้าคณะตำบลปิงโค้ง และ เจ้าอาวาสวัด พร้อมด้วยพระลูกวัด และญาติโยมต้องช่วยกันดับไฟเพื่อไม่ให้ลุกลามเข้ามาในบริเวณวัด เพราะพระวิหาร ศาลาเพิ่งก่อสร้างเสร็จ ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมงจึงควบคุมได้ และต้องเฝ้าระวังตลอด ทั้งคืน เพื่อไม่ให้ไฟป่าปะทุขึ้นมาอีก
นายชลิต ทิพย์คำ นายอำเภอแม่ออน กล่าวว่าประชาสัมพันธ์เสียงตามสาย ทุกหมู่บ้าน ตั้งรางวัลนำจับ 20,000 บาท สำหรับผู้เผาป่า มีความผิดต้องโทษจำคุก 2 ปี และเสนอจุดติดตั้งกล้องวงจรปิด ในป่าจุดที่เกิดการเผาไหม้ หรือไฟป่าบ่อย

เกิน 9 เท่า – สภาพหมอกควัน ฝุ่นพิษปกคลุมหนาทึบทั่วตัวเมือง อ.แม่สาย จ.เชียงราย เกินมาตรฐานถึง 9 เท่า ทำให้ทัศนวิสัยการมองเห็นต่ำมาก ทั้งยังส่งผล กระทบต่อประชาชน ทำให้แสบตา แสบจมูก ต้องสวมหน้ากากอนามัยป้องกันไว้ตลอด เมื่อวันที่ 26 มี.ค.
ส่วน จ.เชียงราย โดยเฉพาะตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา อ.แม่สาย ค่าฝุ่นพิษเพิ่มสูงมาก ส่งผลให้พื้นที่ ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย ติดกับ จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศ เมียนมา วัดค่าฝุ่นได้มากถึง 486 มคก./ลบ.ม. ทัศนวิสัยในการมองเห็นลดลงต่ำมากไม่ถึง 1 กิโลเมตร หมอกควันปกคลุมหนาแน่นไปทั่วบริเวณ ชาวบ้านต้องอยู่แต่ในบ้าน สวมหน้ากากอนามัย บางคนเริ่มมีอาการคันตามผิวหนัง แสบตา แสบจมูก เนื่องจากยังมีการเผ่าป่าในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเฝ้าระวังตลอดแนวไม่ให้ลุกลามเข้ามาฝั่งไทย แต่ทำให้เกิดฝุ่นปลิวไปทั่วบริเวณ
สำหรับการดำเนินคดีเกี่ยวกับการเผาในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา มีทั้งสิ้น 15 คดี แบ่งเป็น 1.จับกุมผู้กระทำผิด 5 คดี แม่สรวย 2 คดี อ.เมือง อ.แม่ลาว อ.พาน อำเภอละ 1 คดี 2.ร้องทุกข์กล่าวโทษ ยังจับตัวไม่ได้ 10 คดี อ.เมือง 4 คดี อ.เชียงของ 2 คดี อ.เวียงแก่น 2 คดี อ.เวียงชัย 1 คดี อ.เวียงเชียงรุ้ง 1 คดี
ส่วนอาสาสมัครมูลนิธิกระจกเงา สาขาเชียงราย พร้อมด้วยทีมอาสาสมัครดับไฟป่า และชาวบ้านยังคงเข้าไปดับไฟป่าในพื้นที่ป่าชุมชนบ้านห้วยขม ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย ไฟป่ายังคงลุกไหม้พื้นที่หลายจุดติดต่อกันมานานถึง 3 วันแล้ว แม้พยายามทำแนวกันไฟเพื่อจำกัดรัศมีการเผาไหม้ แต่ก็มีหลายจุดที่ไฟข้ามแนวลุกลามไปไหม้ยังจุดอื่นๆ โดยทางอาสาสมัครและมูลนิธิกระจกเงาต้องดับไฟกันเอง เนื่องจากไฟไหม้หลายจุด หน่วยงานภาครัฐและเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าไม่เพียงพอ
นายวราดิศร อ่อนนุช รองผวจ.เชียงราย ปฏิบัติราชการแทนผวจ.เชียงราย ออกหนังสือด่วนแจ้ง 18 อำเภอเฝ้าสถานการณ์ไฟป่า ยกระดับควบคุมการเผา ดับไฟ และจัดทำแนวกันไฟ โดยให้เพิ่มความถี่ ลาดตระเวน หากพบไฟป่าให้รีบดับทันที แจ้งกำนันผู้ใหญ่บ้าน ประสานผู้นำจิตวิญญาณชาวบ้านไม่ให้ชี้นำ หรือชักจูงให้เผาตามความเชื่อ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด
ขณะที่นายรังสรรค์ บุศย์เมือง ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนบน จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่าใช้เครื่องบินเกษตร 2 ลำ ขึ้นปฏิบัติการทำฝนหลวงในพื้นที่ เป้าหมาย 26 พื้นที่ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาหมอกควันและไฟป่า เน้นไปยังพื้นที่ป่าไม้ตอนเหนือของ จ.เชียงใหม่ ต่อขึ้นไปยังพื้นที่ อ.เมืองเชียงราย และพื้นที่การเกษตร อ.แม่สาย ก่อนกลับมาทำฝนหลวงทาง ตอนใต้ของพื้นที่ป่าไม้ อ.ลี้ จ.ลำพูน รอยต่อพื้นที่ป่าไม้ อ.แม่ทา จ.ลำพูน และ อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ก่อนไปทำฝนหลวงต่อพื้นที่การเกษตร อ.วังเหนือ จ.ลำปาง