ซ้อมเกือบแท้ง ทบ.เต้นสั่งสอบ โทษสถานหนัก
สาววัย 30 อุ้มท้อง ร้องโดนสามีทหารยศนายสิบ ร.21 ชลบุรี ทำร้ายจนเกือบแท้งลูก ‘กัน จอมพลัง’ พาเข้าร้องกองทัพบก สาวเผยคบมา 5 เดือนยังดี จน ต.ค.2565 เริ่มทำร้ายครั้งแรก ล่าสุด ก.พ.2566 โดนทำร้ายขณะตั้งครรภ์ 3 เดือน จนถุงน้ำคร่ำแตกเกือบแท้ง ยังตามมาง้อคืนดีแต่ไม่ยอมเลิกหญิงคนใหม่ ตัดสินใจเข้าแจ้งความ ผู้ใหญ่ในค่ายทหารโทร.ขอให้จบเรื่อง เกรงไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งยังมีทหารมาเจรจาไกล่เกลี่ยและวนเวียนที่บ้าน ด้านทนายยืนยันจะดูแลผู้เสียหายจนถึงที่สุด ระบุถ้า ไม่รักอย่าทำร้าย ผู้หญิงไม่ใช่กระสอบทราย ทัพภาค 1 เสียใจเหตุกำลังพลทำร้ายหญิง มีครรภ์ ตั้งกรรมการสอบสวน ลงโทษทางวินัย วอนทุกฝ่ายตระหนักผลกระทบด้านจิตใจ
เมื่อวันที่ 29 มี.ค. ที่กองบัญชาการ กองทัพบก นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ “กัน จอมพลัง” พานางสาวเอ (นามสมมติ) อายุ 30 ปี ผู้เสียหาย มาติดตามความคืบหน้า หลังถูกอดีตสามีทหารยศสิบเอกทำร้ายร่างกายขณะตั้งครรภ์ 3 เดือน จนซี่โครงร้าว น้ำคร่ำแตก เลือดออกในช่องคลอดเกือบแท้งลูก
นางสาวเอเผยว่าคบหากับทหารนายหนึ่งยศสิบเอก อยู่ค่ายนวมินท์ กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ จ.ชลบุรี ซึ่งทักเข้ามาจีบทางออนไลน์ และเริ่มคบหากันช่วงเดือนมิถุนายน 2565 ในช่วงแรกดีกับตนทุกอย่าง ดูแล อย่างดี จึงตัดสินใจย้ายไปอยู่กับแฟนที่แฟลตในค่ายทหาร จ.ชลบุรี ช่วง 5 เดือนแรก ไม่มีพฤติกรรมรุนแรงทำร้ายร่างกาย แต่มักหึงหวงตนอยู่ตลอด จนเริ่มโดนทำร้ายร่างกาย ครั้งแรกในช่วงเดือนตุลาคม 2565 ไปกินข้าวกับแฟน ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ช่วงที่ตนไปเข้าห้องน้ำแฟนมีอาการมึนเมาคิดว่าตนออกไปโทร.คุยกับผู้ชายคนอื่น จึงหึงหวงลากตนไปทุบตี จากนั้นพาขึ้นรถกลับทันที พอมาถึง ที่พักในค่ายทหารก็พาตนขึ้นห้องนอนทำร้ายจนพอใจถึงหยุด ตนตกใจมากเหมือนแฟนควบคุมสติไม่อยู่

ผัวซ้อม – ‘กัน จอมพลัง’ พาหญิงสาววัย 30 ปี ตั้งท้อง 3 เดือน เข้าร้องกองทัพบกถูกสามี ที่เป็นทหารยศสิบเอก ซ้อมทำร้ายจนเกือบแท้งลูก แจ้งความดำเนินคดีแต่คดี ไม่คืบและมีผู้ใหญ่ในค่าย ทหารพยายามไกล่เกลี่ย ไม่ให้เอาเรื่อง ที่บก.ทบ. เมื่อวันที่ 29 มี.ค.
นางสาวเอกล่าวต่อว่าตอนที่โดนทำร้าย แม่ของแฟนก็อยู่ด้วย พอตนขอร้องให้ช่วย พาไปโรงพยาบาลก็ไม่มีใครพาไปทั้งที่ตน เดินแทบไม่ไหว พอแฟนได้สติก็มาขอโทษแล้วทำร้ายตัวเอง จากนั้นพาตนไปโรงพยาบาล ระหว่างที่หมอกำลังตรวจแฟนยืนคุมอยู่ ตลอด ตนจึงโกหกบอกกับหมอว่าลื่นล้ม หมอวินิจฉัยว่ากระดูกซี่โครงร้าวและมีรอยฟกช้ำตามตัว นอนเป็นไข้ 3-4 วัน แต่สุดท้ายก็ยอมให้อภัยแฟน ต่อมาเดือนพฤศจิกายน 2565 โดนทำร้ายร่างกายครั้งที่ 2 ขณะที่ตนกำลังคุยโทรศัพท์เรื่องงานกับลูกค้าอยู่ดีๆ แฟนไม่พอใจเข้ามาทำร้ายร่างกายทุบตีซ้ำอีก ครั้งนี้ตนบาดเจ็บกระดูกซี่โครงใต้ราวนมร้าว เบ้าตาเขียว มีรอยช้ำตามตัว เช้าวันต่อมาตนเดินทางไปทำงานที่ญี่ปุ่น แฟนโทร.มาขอโทษ ตนก็ให้อภัย
นางสาวเอบอกอีกว่าเดือนธันวาคม 2565 โดนทำร้ายร่างกายครั้งที่ 3 ตอนไปดูคอนเสิร์ตด้วยกัน แฟนมีอาการหึงหวง ใช้โทรศัพท์ฟาดมาที่หน้า โดนจมูกเลือดกำเดาไหลและยังด่าว่ากลางงานคอนเสิร์ต แต่ให้อภัยเหมือนเดิม ต่อมาเดือนมกราคม 2566 โดนทำร้ายร่างกายครั้งที่ 4 ตนไปงานวันเกิดเพื่อน แฟนไม่พอใจด่าเพื่อน พอตนถามว่าทำไมถึงด่าเพื่อนแบบนั้น แฟนกลับบอกว่า “ถ้าเลือกเพื่อน ต้องรับแทนเพื่อน” พอกลับมาถึงโรงแรมก็เข้ามาทำร้าย หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นพบว่าตนเริ่ม ตั้งครรภ์แล้ว จนเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2566 โดนทำร้ายร่างกายครั้งที่ 5 ขณะตั้งครรภ์ได้ 3 เดือน แฟนมีอาการหึงหวง ขอดูโทรศัพท์ ตนก็ให้ไป พอตนดูคืนบ้างเพราะจับได้ว่า แฟนนอกใจมีผู้หญิงคนใหม่ แต่แฟนไม่พอใจ จับตนเหวี่ยงลงเตียง ท้องไปกระแทกขอบเตียงทำให้น้ำคร่ำแตก และยังเหวี่ยงตนขึ้นเตียง กระโดดทับท้องพร้อมกับบีบคอ พอตนวิ่งหนีออกมาได้ขอร้องให้คนในแฟลตช่วยแต่ไม่มีใครช่วย จากนั้นแฟนตามมาดึงตนเข้าห้องและทำร้ายร่างกายซ้ำอีก พอแฟนควบคุม สติตัวเองได้ก็พาไปที่โรงพยาบาลชลบุรี ทางโรงพยาบาลตรวจชีพจรเด็กเห็นว่าปลอดภัย แต่มีสภาวะครรภ์ไม่แข็งแรง จึงให้กลับมาพักที่บ้าน พอกลับมาแฟนก็ไล่ตนออกจากบ้าน
“ทุกครั้งที่โดนทำร้ายร่างกาย แฟนจะทุบตีจนกว่าจะพอใจ ไม่สนใจว่าตนจะเลือดออก เจ็บหนักขนาดไหน พออ้อนวอนแล้วก็โดนทุบตีเหมือนเดิม โดยแฟนใช้การฝึกของทหารนำมาใช้กับตนที่บ้าน และยังบอกว่าสิ่งที่ ตนโดนยังเทียบไม่ได้ เพราะตอนฝึกทหาร ตัวเองโดนหนักกว่านี้ คนทำชั่วต้องได้รับ บทลงโทษ” นางสาวเอกล่าวและเผยต่อว่า จากนั้นตนก็ย้ายมาอยู่กับน้องสาวที่ จ.ชลบุรี ประมาณ 2 สัปดาห์ แฟนก็โทร.มาง้อตลอด ขอให้กลับไปอยู่ด้วย แต่พอกลับไปแฟนยอมรับว่ามีแฟนใหม่แล้ว ตนพยายามบอกว่าถ้าอยากเป็นครอบครัวให้เลิกคุยกับผู้หญิง คนอื่น แต่แฟนไม่ยอม ตนจึงเดินทางกลับ ไปอยู่กับน้องสาวและตัดสินใจแจ้งความดำเนินคดี
นางสาวเอเผยว่าหลังจากนั้นมีผู้ใหญ่ ในค่ายทหารโทร.มาขอให้ตนจบเรื่อง โดยบอกว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย พูดคุยกันได้ ไม่ต้องถึงขั้นไปแจ้งความ เพราะมีบทลงโทษเบื้องต้น สั่งขังแฟน 30 วัน พอมารู้ทีหลังว่าแฟนไม่ถูกลงโทษตามที่ผู้ใหญ่บอก เนื่องจากขณะที่โดนขังยังทักมาหา ทำให้กลัวไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงตัดสินใจขอความช่วยเหลือจาก กัน จอมพลัง
ทางด้าน กัน จอมพลัง กล่าวว่าหลังจากที่ตนเข้าไปช่วย มีผู้ใหญ่เข้ามาพูดคุยเจรจา เสนอจะรับผิดชอบช่วยเหลือเยียวยา พูดคุย ข้อตกลงกันที่สโมสรทหารกองทัพบก ระบุรายละเอียดว่าสามารถดำเนินคดีทางกฎหมายกับทหารได้เต็มที่ จะจ่ายค่ารักษารวมถึง ค่าทำขวัญให้ และจะพักราชการทหารนายนี้ระหว่างรอดำเนินคดี เมื่อถูกดำเนินคดีแล้วจะไล่ออกจากราชการ หลังจากนั้นเมื่อทวงถามเอกสารข้อตกลงถูกบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด พบว่าในข้อตกลงเรื่องการพาผู้เสียหายไปรักษาร่างกาย ทางหน่วยงานได้พาผู้เสียหายไปที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง แต่กลับพาไปห้องผู้ป่วยจิตเวช โดยบอกว่าเป็นโรคซึมเศร้ารุนแรง จนผู้เสียหายติดต่อตนมาถึงได้ย้าย ไปพักห้องวีไอพี
กัน จอมพลัง กล่าวต่อว่าหลังจากนั้นหน่วยงานส่งนักสังคมสงเคราะห์เข้าพูดคุย บังคับให้ผู้เสียหายเขียนจดหมายข้อตกลงใหม่ซึ่งรายละเอียดเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ให้ระบุว่า “หากมีการรับเงินเยียวยาแล้วจะไม่สามารถดำเนินคดีกับนายทหารคนดังกล่าวได้” นักสังคมสงเคราะห์คนนี้บอกว่า “ให้รับเงินไปจะได้จบๆ กำขี้ดีกว่ากำตด” เมื่อผู้เสียหายทักท้วงว่าข้อตกลงไม่เหมือนเดิม นักสังคม สงเคราะห์กลับฉีกกระดาษนั้นต่อหน้า ผู้เสียหาย อ้างว่าผู้เสียหายพูดคุยตกลงกันยาก หลังจากนั้นตนและทีมงานจึงรีบไปพาตัว ผู้เสียหายออกจากโรงพยาบาลทันที โดยพาไปตรวจร่างกายอีกโรงพยาบาล แพทย์วินิจฉัย ว่าผู้เสียหายมีความเครียด แต่ไม่ได้เป็นโรค ซึมเศร้ารุนแรงและไม่ได้มีปัญหาจิตเวช มีเอกสารหลักฐานใบรับรองแพทย์ชัดเจน
กัน จอมพลัง กล่าวด้วยว่าหลังจากตนพาตัวผู้เสียหายมาดูแล มีทหารมาวนเวียนที่บ้านผู้เสียหายจนทำให้ครอบครัวรู้สึกไม่ปลอดภัย ทำให้ตนสงสัยว่าพฤติกรรมของนายทหารที่มาพูดคุยทำข้อตกลงรวมถึงพฤติกรรมของนักสังคมสงเคราะห์ผิดปกติหรือไม่ หรือมีการช่วยเหลือกันเองในหน่วยงาน และเมื่อไม่นานมานี้มีผู้ใหญ่คนหนึ่งซึ่งไม่ได้บอกว่าเป็นคนของหน่วยงานไหน ติดต่อตนเข้ามาบอกว่าอย่าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ อาจไม่ได้รับความปลอดภัย ตนมองว่าหากต้องตายที่มาช่วย ผู้หญิงและเด็กในครรภ์ 3 เดือน ก็ให้รู้ไป
น.ส.อังศวีร์ วัตน์รุจิกร ทนายความ เผยว่าในส่วนของคดีความสามารถเรียกร้องตามสิทธิ์ได้เต็มที่ ทั้งทางคดีอาญาและแพ่ง ในส่วนคดีอาญาจะนำไปพิจารณาตามกระบวนการของทหารซึ่งกระบวนการพิจารณาเหมือน ศาลอาญาทั่วไป “ยืนยันว่าจะดูแลผู้เสียหาย ให้ดีที่สุดในด้านกระบวนการยุติธรรม ตนพร้อมดำเนินการทันทีเพราะเป็นผู้หญิงด้วยกัน อยากบอกว่า ผู้หญิงถ้าจะรักก็รัก ถ้าไม่รัก ก็อย่าทำร้าย เพราะผู้หญิงไม่ใช่กระสอบทราย” น.ส.อังศวีร์กล่าว
วันเดียวกัน กองทัพภาคที่ 1 ชี้แจงเป็นเอกสารข่าวว่าหน่วยต้นสังกัดของกำลังพล ดังกล่าวช่วยเหลือผู้หญิงคนดังกล่าวซึ่งอยู่ ด้วยกันฉันสามีภรรยากับกำลังพลโดยการ รับรู้ของญาติทั้งสองฝ่ายด้วยการนำเข้า รักษาตัว ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2566 พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวน โดยลงโทษทางวินัยกำลังพลขั้นต้น ด้วยการจำขังจำนวน 30 วัน โทษสถานอื่นอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ สำหรับคดีทำร้ายร่างกายซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัวของคู่กรณีนั้น หน่วยได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดำเนินคดี ให้เป็นไปตามกฎหมาย ในเรื่องการขอคืนรถจักรยานยนต์ ซึ่งฝ่ายหญิงต้องการให้กำลังพลคืนให้นั้น หน่วยดำเนินการส่งคืนตามความต้องการแล้วเมื่อวันที่ 25 มีนาคม ที่ สภ.ชลบุรี ทั้งนี้หน่วยต้นสังกัดและกำลังพลจะประสานคู่กรณีเพื่อเยียวยาด้วยความเหมาะสม เพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับคู่กรณีอย่างที่สุด ขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่กำลังพลแก้ปัญหาโดยใช้ความรุนแรงต่อบุคคลในครอบครัว ซึ่งหน่วยต้นสังกัดดำเนินการลงโทษฐานผิดวินัยทหาร ขณะเดียวกันพร้อมประสานความช่วยเหลืออย่างเหมาะสมตามกฎหมายเพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และจะติดตามความ คืบหน้าทางคดีให้เป็นไปตามกฎหมาย กำชับให้หน่วยต้นสังกัดอำนวยความสะดวกทั้งปวง ในการคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้นให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย อย่างไรก็ตามเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องที่อ่อนไหว การดำเนินการใดทุกฝ่ายต้องตระหนักถึงผลกระทบทางด้านจิตใจ และสภาวะทางสังคมอย่างรอบด้าน