หนูอยู่โคราช-ท็อปสุพรรณ ชิงหมายเลขเด่น-จำได้ง่าย บิ๊กป้อมแจงไม่ประชันดีเบต พปชร.ฮึ่ม‘แบม-ตะวัน’ป่วน

เปิดรับสมัครวันนี้ ส.ส.ระบบเขตทั่วประเทศ ผู้นำพรรคแห่ให้กำลังใจลูกทีม ร่วมลุ้นชิงเบอร์ ทั้ง บิ๊กตู่-รทสช. ป้อม-พปชร. จุรินทร์-ปชป. อิ๊ง-พท. ส่วน‘อนุทิน-สุวัจน์’ ปักหลักโคราช‘ท็อป’นำขบวนสุพรรณบุรี ‘ประวิตร’ ร่ายยาว ไม่ร่วมเวทีดีเบต ชี้การพูดเก่งไม่ใช่ตัววัดประสิทธิภาพผู้นำ แต่พร้อมคุยส่วนตัวทุกคน พปชร.ฮึ่ม ‘ตะวัน-แบม’ ป่วนปราศรัย ขอร้องเวทีใครเวทีมัน หากมีเรื่องเสนอ-ร้องเรียนให้มาที่พรรค นิด้าโพลชี้คนปากน้ำ เชียร์ ‘อุ๊งอิ๊ง’นั่งนายกฯ ‘พิธา-ประยุทธ์’ตามมาห่างๆ ส่วนพรรคการเมืองเลือกเพื่อไทยนำลิ่วทั้งส.ส.เขต-ปาร์ตี้ลิสต์

เริ่มแล้ว!เปิดรับสมัครส.ส.
เมื่อวันที่ 2 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดรับสมัครเลือกตั้งส.ส.แบบแบ่งเขต ในวันที่ 3 เม.ย. เป็นวันแรก ไปจนถึงวันที่ 7 เม.ย. ซึ่งในกทม. เปิดรับสมัครที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) ดินแดง ส่วนการรับสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) และการรับแจ้งรายชื่อ ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมือง เปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 4-7 เม.ย. ที่ห้องบางกอก อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เขตดินแดง ส่วนในต่างจังหวัดเปิดรับสมัครตามสถานที่กกต.จังหวัดประกาศ เริ่มตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น

พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รองผู้บัญชา การตำรวจนครบาล รับผิดชอบดูแลงานความมั่นคงและการดูแลการรับสมัคร เลือกตั้งส.ส.บริเวณศูนย์เยาวชนกรุงเทพ มหานครไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง กล่าวว่า ตำรวจได้เตรียมกำลังตำรวจดูแลรักษาความปลอดภัยบริเวณโดยรอบศูนย์เยาวชน 35 นาย กำลังกองร้อยควบคุมฝูงชน 1 กองร้อยหรือประมาณ 170 นาย โดยจะดูแลความปลอดภัยพื้นที่โดยรอบร่วมกับเทศกิจของกรุงเทพมหานคร ส่วนพื้นที่ด้านในจะเป็นพื้นที่รับผิดชอบของทางกรุงเทพฯ ซึ่งจัดกำลังของเทศกิจเข้ามาดูแลรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อย จากการข่าวของฝ่ายสืบสวนยังไม่พบว่าจะมีกลุ่มผู้ชุมนุมที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรับสมัครเลือกตั้งหรือกลุ่มที่ก่อความวุ่นวายจะเข้ามาในพื้นที่ดังกล่าว แต่ได้จัดกำลังดูแลในพื้นที่ไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนการดูแลการจราจร เบื้องต้นได้จัดกำลัง เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรของสน.ดินแดงและกำลังตำรวจจราจรของกองบังคับการตำรวจจราจร เข้ามาช่วยดูแลการจราจรบริเวณหน้าศูนย์เยาวชนกรุงเทพฯ ไทยญี่ปุ่น บริเวณถนนมิตรไมตรีและถนนวิภาวดีรังสิต

เชื่อว่าการรับสมัครในวันที่ 3 เม.ย. จะส่งผลการจราจรต่อถนนหลายจุด จึงขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางถนนมิตรไมตรีตลอดทั้งเส้น และหลีกเลี่ยงถนนวิภาวดีรังสิต ในช่องทางคู่ขนานที่จะมุ่งหน้าเข้าไปที่ใต้ด่วนดินแดง ตั้งแต่ช่วงเช้าไปจนถึงช่วงเที่ยง

‘บิ๊กตู่’นำรทสช.จับเบอร์
ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรครวมไทย สร้างชาติ (รทสช.) ว่า ในวันที่ 3 เม.ย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะแคนดิเดต นายกฯ รทสช.อันดับ 1 และประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรคการเมือง พร้อม นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้ารทสช. แคนดิเดต นายกฯ รทสช.อันดับ 2 และแกนนำพรรค จะนำผู้สมัครส.ส.กทม. ทั้ง 33 เขต ไปยังศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานครไทย-ญี่ปุ่น เพื่อสมัครและจับสลากเบอร์ โดยทั้งหมดจะเดินทางถึงเวลาประมาณ 07.00 น. ภายหลังเสร็จสิ้นการสมัครแล้ว พล.อ.ประยุทธ์และคณะเดินทางไปยังวัดพระศรีรัตน ศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว ภายในพระบรมมหาราชวัง เพื่อสักการะพระแก้วมรกต จากนั้นมาสักการะศาลหลักเมือง เมื่อเสร็จสิ้นแล้ว ผู้สมัครทั้งหมดแยกย้ายกันลงพื้นที่ ส่วนคณะผู้บริหารของรทสช. ขึ้นรถขบวนแห่เคลื่อนไปตามถนนหลักสำคัญ

ส่วนวันที่ 4 เม.ย. พล.อ.ประยุทธ์จะนำทีม ส.ส.บัญชีรายชื่อ ไปสมัครที่อาคาร ไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพ มหานคร ดินแดง เช่นกัน เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้ผู้สมัครของพรรค

‘บิ๊กป้อม’ให้กำลังใจพปชร.
นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า วันที่ 3 เม.ย.เวลา 08.00 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพปชร. จะไปให้กำลังใจผู้สมัคร ส.ส. กทม. ของพรรค ส่วนวันที่ 4 เม.ย. เวลา 08.00 น. พล.อ.ประวิตรจะนําคณะเพื่อไปยื่นเอกสารสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และแคนดิเดตนายกฯ ซึ่งพรรคเป็นผู้เสนอชื่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในส่วนของผู้สมัคร ส.ส.กทม. ตั้งแต่เวลา 06.00 น. นายสกลธี ภัททิยกุล หัวหน้าทีมกทม. และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค พร้อม ผู้สมัครส.ส.กทม. ทั้ง 33 คน ไปรวมตัวที่โรงแรม Princeton (ตรงข้ามทางเข้า กทม. 2) ก่อนเดินทางโดยรถกอล์ฟไฟฟ้า ในเวลา 06.15 น. เพื่อไปสถานที่สมัคร

เวลา 08.00 น. พล.อ.ประวิตรและคณะทั้งหมดเคลื่อนตัวเข้าด้านในสนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง และเมื่อการสมัครเสร็จสิ้นลง ในเวลา 11.00 น.ผู้สมัคร ส.ส.กทม. จะเดินทางถึงศาลหลักเมืองกรุงเทพ มหานคร เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึก และแยกย้ายลง พื้นที่

ปชป.นั่งรถอีวีลดฝุ่น
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ดูแลกทม.เปิดเผยว่า วันจันทร์ที่ 3 เม.ย. เวลา 05.00 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ตนและแกนนำพรรคจะนำผู้สมัคร ส.ส. กทม. ปชป. ทั้ง 33 คน เดินทางจากที่ทำการพรรคด้วยรถบัสพลังงานไฟฟ้า หรือรถ EV ไปสมัครรับเลือกตั้ง คาดว่าจะถึงสถานที่สมัครรับเลือกตั้งเวลา 06.00 น. และ หลังจากสมัครเสร็จแล้ว ผู้สมัครจะไปศาลหลักเมือง และวัดพระศรีรัตน ศาสดาราม (วัดพระแก้ว) เพื่อสักการะพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) จากนั้นจะเดินทางกลับพื้นที่เขตเลือกตั้งเพื่อเดินหน้าหาเสียงอย่างเต็มรูปแบบ หลังจากได้เบอร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ส่วนวันสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ วันที่ 4 เม.ย. นายจุรินทร์ จะนำผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อไปสมัครด้วยตัวเอง

‘หนู’ปักหลักนครราชสีมา
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 3 เม.ย.จะไปที่อาคารยิมเนเซียม สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.นครราชสีมา เพื่อให้กำลังใจและพบปะประชาชน ที่มาให้กำลังใจผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.นครราช สีมา ทั้ง 16 เขตเลือกตั้ง การทำงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ภท.พูดแล้วทำ มีผลงานเป็นรูปธรรมจำนวนมาก ซึ่งเราเข้าสู่สนามเลือกตั้งครั้งนี้ ด้วยการนำเสนอนโยบายที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชนแน่นอน

ทั้งนี้ หลังการสมัครเสร็จสิ้น นายอนุทินและคณะผู้สมัครรับเลือกตั้ง จะไปสักการะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี และศาล หลักเมือง จ.นครราชสีมา เพื่อขอพรต่อ สิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย

‘สุวัจน์’ยึดฐานโคราช-‘กรณ์’ไปมู
ขณะที่พรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรค และผู้บริหารพรรค ผู้สมัครส.ส.ทั้ง 16 เขต ไปสักการะอนุสาวรีย์ท่านท้าวสุรนารี ในเวลา 07.00 น. เสร็จแล้วเดินทางไปยังสถานที่รับสมัครรับเลือกตั้ง หลังรับสมัครจะมาทำพิธีสักการะอนุสรณ์สถานพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ที่สำนักงานใหญ่พรรคชาติพัฒนากล้า เสร็จแล้วปล่อยขบวนรถแห่ของผู้สมัครส.สทั้ง 16 เขตเพื่อเดินทางเข้าไปยังตัวเมืองในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา และเวลา 11.15 น. สักการะศาลหลักเมือง และอนุสาวรีย์

ส่วนในกทม. ตั้งแต่เวลา 06.30 น. นาย กรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พร้อมแกนนำ ได้แก่ นาย อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค นายวรวุฒิ อุ่นใจ รองหัวหน้าพรรค นายเอราวัณ ทับพลี รองเลขาธิการพรรค นายวรนัยน์ วาณิชกะ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค พร้อมผู้สมัครส.ส.กทม. 33 คน เดินทางถึงศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง เมื่อสมัครเสร็จ ในเวลา 13.28 น.นายกรณ์ จะพาลูกพรรคไปปฏิบัติการ “เศรษฐกิจ สายมู” ที่ศาลท้าวมหาพรหม เอราวัณ แยกราชประสงค์ เพื่อขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้ประสบความสำเร็จในสนามเลือกตั้ง ปี 2566

‘ท็อป’เอาฤกษ์ที่สุพรรณฯ
ด้านนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา(ชทพ.) กล่าวว่า วันที่ 3 เม.ย. ตนพร้อมด้วยนาย ประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรค นำทีมผู้สมัครส.ส.แบบเขตของจ.สุพรรณบุรีไปสมัคร โดยเวลา 05.00 น. ที่พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ ทำพิธีบวงสรวงสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เวลา 05.45 น. ออกเดินทางไปยังวัดป่าเลไลยก์ เวลา 06.19 น. กราบนมัสการหลวงพ่อโตวัดป่าเลไลยก์ เวลา 06.39 น. กราบขอพรเจ้าพ่อหลักเมือง และ 07.09 น. กราบขอพรอนุสาวรีย์นายบรรหาร ศิลปอาชา นายกฯคนที่ 21 อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย และเวลา 07.19 น. เดินทางไปยังสถานที่รับสมัคร ที่มหาวิทยาลัยสวนดุสิตสุพรรณบุรี

ส่วนการรับสมัครส.ส.เขตในกทม. เวลา 07.30 น. นายนิกร จำนง ประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์พรรคพร้อมด้วย นายสันติ กีรนันท์ รองหัวหน้าพรรค เป็นคนนำผู้สมัคร ส.ส.กทม.ของพรรค ไปที่อาคารกีฬาเวสน์ สนามกีฬาไทยญี่ปุ่นดินแดง

สำหรับวันรับสมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ 4 เม.ย. ตนพร้อมด้วยนายประภัตรจะนำ รายชื่อผู้สมัครไปยังห้องบางกอก อาคาร ไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพ มหานคร ดินแดง โดยนัดรวมตัวกันที่พรรค เวลา 05.00 น. เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำพรรค ก่อนออกเดินทางพร้อมกันจากพรรคไปยังสถานที่รับสมัคร

‘อิ๊ง’นำทัพพท.ลุ้นหมายเลข
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 3 เม.ย. แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) นำโดย นายชัยเกษม นิติสิริ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง นายภูมิธรรม เวชยชัย นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด ประธานคณะกรรมการประสานงานด้านการเมืองพื้นที่กรุงเทพฯ พร้อมด้วย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย จะนำผู้สมัคร ส.ส.กทม. ทั้ง 33 เขตของพท.ไปรับสมัคร ส.ส.กทม. โดยคณะจะเดินทางโดยขบวนรถเมล์ EV จากพรรคไปถึงศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่นประมาณ 06.20 น. ขณะที่น.ส.แพทองธารจะเดินทางมาถึงศูนย์เยาวชน ไทย-ญี่ปุ่นฯ ประมาณ 07.30 น.

หลังจากรับสมัครเสร็จแล้ว น.ส. แพทองธารพร้อมคณะจะเดินทางด้วยรถเมล์ EV ไปไหว้ศาลหลักเมืองเวลาประมาณ 11.00 น. จากนั้นผู้สมัครแต่ละเขตแยกย้ายไปแห่เบอร์ตามเขต

ส่วนวันที่ 4 ม.ย. ที่รับสมัครส.ส.บัญชีรายชื่อเป็นวันแรก นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย น.ส.แพทองธาร และแกนนำพรรค จะไปให้กำลังใจผู้สมัคร และลุ้นหมายเลข ซึ่งส.ส.บัญชีรายชื่อ จะเป็นหมายเลขเดียวกันทั่วประเทศ

ไหว้ย่าโม – นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ที่ปรึกษาของนายกฯ และแกนนำพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) นายจำลอง ครุฑขุนทด รองหัวหน้า รทสช. นำผู้สมัครส.ส.นครราชสีมา ทั้ง 16 เขต มากราบไหว้สักการะขอพรย่าโม สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง เพื่อความเป็น สิริมงคล ที่อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี(ย่าโม) นครราชสีมา เมื่อวันที่ 2 เม.ย.

‘แรมโบ้’มั่นใจยึดอีสานเกิน 20
เมื่อเวลา 11.30 น. ที่อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) นครราชสีมา นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ที่ปรึกษาของนายกฯ และ แกนนำรทสช. พร้อมนายจำลอง ครุฑ ขุนทด รองหัวหน้า รทสช. นำผู้สมัครส.ส 16 เขต จ.นครราชสีมา มากราบไหว้ สักการะขอพรย่าโม สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้าน คู่เมือง เพื่อความเป็นสิริมงคลในหน้าที่ การงาน จากนั้นได้เดินเท้าลอดซุ้มประตูชุมพล มุ่งหน้าไปศาลหลักเมืองและถือโอกาสพบปะทักทายพร้อมประชาสัมพันธ์แนะนำตัวผู้สมัครกับผู้ประกอบการค้าและพี่น้องประชาชนในย่านธุรกิจโคราช

นายเสกสกลกล่าวว่า มั่นใจในพื้นที่อีสาน ทั้ง 133 เขต จะมีส.ส.รทสช.มากกว่า 20 ที่นั่ง ส่วน 16 เขต ของ จ.นครราชสีมา ผู้สมัครทุกคนมีคุณภาพ ความรู้ความสามารถโดยตั้งใจอาสาเป็นตัวแทนขอทำงานรับใช้พี่น้อง ประชาชน ตนมั่นใจในสนามเลือกตั้ง สามารถต่อสู้ได้อย่างแน่นอน สิ่งสำคัญทุกคนขยันลงพื้นที่หาเสียงอย่างขยันขันแข็งตั้งแต่ปี่กลอง ยังไม่ทันตี ตนขอพรย่าโม ดลบันดาลใจ พี่น้องชาวโคราช ช่วยกันสนับสนุนให้ รทสช.สร้างเซอร์ไพรส์อีกครั้ง

ก้าวไกลเปิด100ชื่อปาร์ตี้ลิสต์
เวลา 11.00 น. ที่พรรคก้าวไกล(ก.ก.) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค แถลงเปิดรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พร้อมเปิดตัวเว็บไซต์ก้าวไกล เลือกตั้ง66 ชื่อ moveforwardparty.org เพื่ออำนวยความสะดวกเกี่ยวกับข้อมูลเลือกตั้งให้กับประชาชน โดยมีข้อมูลผู้สมัครส.ส.เขต ส.ส.บัญชีรายชื่อตามลำดับ และนโยบาย 300 นโยบาย

สำหรับผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่น่าสนใจ อาทิ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ลำดับ 1, นายชัยธวัช ตุลาธน ลำดับ 2, น.ส. ศิริกัญญา ตัณสกุล ลำดับ 3, นายเซีย จำปาทอง ลำดับ 4, นายอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล ลำดับ 5, นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ลำดับ 7, นายรังสิมันต์ โรม ลำดับ 8, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ลำดับ 11 เป็นต้น

นายพิธากล่าวว่า สโลแกนนโยบายของพรรคคือ การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต จึงเป็นสาเหตุว่า การเมืองดีได้ต้องสร้างประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชน ดังนั้นบัญชีรายชื่อของก.ก.จะมีนักกฎหมาย นักสิทธิมนุษยชน ทุกคนที่ต่อสู้เพื่อปวงชนท้องถิ่น และพี่น้องที่สู้เพื่อเสรีภาพสื่อ กองทัพ การปฏิรูประบบยุติธรรม ส่วนปากท้องดี มองว่าสังคมต้องดีด้วย จึงจำเป็นต้องมีบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ มีผู้พิการ มีพี่น้องชาติพันธุ์ มีคนที่ต่อสู้เพื่อสิทธิสำหรับพี่น้องที่พลัดถิ่น และบุคคลไร้สัญชาติ รวมถึงการต่อสู้เรื่องสิ่งแวดล้อมและรัฐสวัสดิการ ที่ดิน สิทธิเด็ก ผู้ป่วยระยะสุดท้ายและการตายดี ซึ่งเป็นเรื่องเศรษฐกิจล้วนๆ

โต้โปลิตบูโร-หวังทะลุ 30 คน
หากจะมีอนาคตได้ต้องคิดเกี่ยวกับ เรื่องเศรษฐกิจเมืองเศรษฐกิจชนบท ถ้าต้องการมีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องซอฟต์เพาเวอร์ บิ๊กดาต้า โดยเฉพาะพลังงานใหม่ นักศึกษาที่มีหัวก้าวหน้า ศิลปิน ผู้กำกับ ช่างภาพ ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคมสมัยใหม่ และภาพทั้งหมดเป็นภาพที่เป็นเป้าหมายสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ ระบบบัญชีรายชื่อที่มาจากการ คัดสรรใหม่ สอดรับกับความท้าทายในประเทศไทยปัจจุบัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า การจัดลำดับส.ส.บัญชีรายชื่อมีข้อครหาว่ามีการโปลิตบูโร นายพิธากล่าวว่า คำถามนี้มีอยู่ 2 ขยัก ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง คนที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโดยเฉพาะ เป็นระดับผู้บริหารในอุตสาหกรรมค้าปลีก ผู้บริหารองค์กรในภาครัฐ เกี่ยวข้องกับแบงก์ชาติ ลำดับบัญชีรายชื่อเป็นไปตามกระบวนการสรรหาที่มีการรับฟังมาก่อนหน้านี้จากคณะกรรมการสรรหาผู้สัมภาษณ์ ทีมงานจังหวัด และพนักงานพรรค รวมถึงกรรมการบริหารพรรค ซึ่งเป็นจุดแข็งของก.ก.

เมื่อถามถึงการตั้งเป้าได้เก้าอี้ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายพิธากล่าวว่า ตั้งเป้าต้องให้ทะลุ 30 คน ซึ่งต้องพยายามอย่างเต็มที่จะใช้เวลาที่เหลืออยู่กับว่าที่ผู้สมัครใหม่ในการขยายฐานเสียงในเรื่องต่างๆ เช่น เรื่อง สิ่งแวดล้อมเศรษฐกิจ และการศึกษา ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้เห็นได้ชัดว่าสัดส่วนส.ส. บัญชีรายชื่อ มีสัดส่วนลดลงจาก 150 คนเป็น 100 คน จึงมีการแข่งขันต่อสู้มากขึ้น ซึ่งปาร์ตี้ลิสต์ที่จัดลำดับมานั้นเลือกมาแล้วส่วนหนึ่งจะเป็นครม.ของนายพิธา

เปลี่ยน – นายพันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ หรือ ‘นอท’ หัวหน้าพรรคเปลี่ยน แถลงโชว์นโยบายพรรค ชูเพิ่มลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 เป็น 200 ใบ พร้อมเปิดตัวผู้สมัครส.ส. ที่พรรคเปลี่ยน อาคาร SSP Tower 1 เอกมัย กทม. เมื่อวันที่ 2 เม.ย.

‘นอท’ชู 3 นโยบายเรือธงสู้ศึก
เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ทำการพรรคเปลี่ยน อาคาร SSP Tower 1 เอกมัย กทม. นายพันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ หรือ นอท หัวหน้าพรรคเปลี่ยน แถลงเปิดตัวนโยบายพรรค พร้อมกับผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ และส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 9 คน จากทั้งหมด 8 จังหวัด ประกอบด้วย อุตรดิตถ์ ร้อยเอ็ด ปัตตานี สระบุรี ตรัง ลพบุรี ภูเก็ต และกาญจนบุรี

นายพันธ์ธวัชเปิดเผยว่า วันนี้ขอประกาศความมั่นใจและความพร้อมในการสู้ศึกเลือกตั้ง 2566 ด้วย 3 นโยบายหลัก 5 นโยบายรอง โดย 3 นโยบายหลัก ได้แก่ นโยบายเรือธงแรก คือ หวยโอกาส ที่จะสร้างเศรษฐีสองทาง โดยจะเพิ่มรางวัลที่ 1 จำนวน 200 ใบ และพิมพ์สลากเพิ่มอีก 100 ล้านฉบับ รวมเป็น 200 ล้านฉบับ เพื่อรองรับความต้องการของประชาชน และแก้ปัญหาลอตเตอรี่ราคาแพง ซึ่งจะได้เงินเข้ารัฐเพิ่ม 5.5 หมื่นล้านต่อปี โดยนำไปต่อยอด 1.ธนาคารโอกาส 4 หมื่นล้าน ต่อไป ปล่อยดอกเบี้ยเงินกู้ 1% เพื่อเพิ่ม เงินทุนให้คนทำมาหากิน 2.กองทุนเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยเพื่อคนพิการ 3,000 ล้าน ต่อปี 3.เงินอุดหนุนการศึกษา ผู้พิการระดับ ปวช. 350 ล้านต่อปี และ 4.กองทุนพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุและผู้พิการ 2,000 ล้านต่อปี

นโยบายเรือธงที่สอง คือ ส่งลูกหลานกลับบ้านด้วยงานออนไลน์ ทำให้งานออนไลน์ สร้างรายได้ที่มั่นคง อยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ โดยจะยกเว้นภาษีเงินได้บุคคล สำหรับคนทำงานออนไลน์ ที่มีรายได้ ไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อปี และคนทำงานออนไลน์รับสิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม 3 ปี และมีเอกสารจดทะเบียนใช้สมัครประกันสังคม มาตรา 39 นโยบายนี้ จะช่วยเหลือลูกหนี้สรรพากร ตั้งศูนย์เจรจาหนี้ภาษี, Hair Cut หนี้ภาษีย้อนหลัง และลดเบี้ยปรับ 15% ต่อเดือนลงครึ่งหนึ่ง พร้อมเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้คนไทย โดยการเก็บภาษีแพลตฟอร์มต่างประเทศ เต็มอัตรา 10% ซึ่งจะสร้างได้เข้ารัฐมากกว่า 4,280 ล้านบาทต่อปี

อยู่ฝั่งปชต.-ร่วมงานซีกข้างมาก
นโยบายเรือธงที่สาม คือ เปลี่ยนชีวิตคนกลางคืนและอาชีพอิสระ ด้วยโอกาสการทำมาหากินที่เท่าเทียม ทั้งคนกลางคืน ฟรีแลนซ์ ไรเดอร์ พ่อค้าแม่ค้า หาบเร่แผงลอย จะแก้ไขกฎหมายให้อาชีพ Sex Worker และ Onlyfans ถูกกฎหมาย จะจัดโซนให้สถานบันเทิงเปิดได้ถึงตี 4 โดย จะผลักดันให้ทุกอาชีพอิสระ เข้าระบบ ภาษี มีเครดิต มีระบบประกันสังคม ได้รับสิทธิ์รักษาพยาบาล สิทธิสวัสดิการต่างๆ เท่าเทียมกับคนทำงานปัจจุบัน

ส่วน 5 นโยบายรอง 1.กลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ จะผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียม มีสิทธิแต่งกายตามเพศสภาพ ทั้งนักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ, 2.กลุ่มผู้สูงอายุ เพิ่มรายได้ด้วยงานออนไลน์ ส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยี และผลักดันเอกชนจ้างงานผู้สูงอายุ เพื่อลดหย่อนภาษี, 3.กลุ่มนักกีฬา ส่งเสริมการแข่งขันลีกกีฬาในประเทศโปร่งใสไม่หมกเม็ด ผลักดันลีกทุกระดับจากระบบเยาวชนสู่อาชีพ ส่งเสริมสวัสดิการนักกีฬาในวันที่นักกีฬาต้องเกษียณ และจะถ่ายทอดสดทุกนัดที่นักกีฬาไทยแข่งขัน, 4.กลุ่มผู้ต้องขัง ลดนักโทษ ยาเสพติด เพิ่มสวัสดิการให้ผู้ต้องขัง ให้ความอุปการะเด็กที่เกิดในเรือนจำ และส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ผู้พ้นโทษ ได้ฝึกอาชีพสุจริต และ 5.สนับสนุนแหล่งท่องเที่ยวเมืองรอง

พรรคเปลี่ยน จะเป็นพรรคเล็กที่ใหญ่ที่สุด แต่จะทำเรื่องใหญ่ เรื่องที่เปลี่ยนชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้นอยาก “เปลี่ยนประเทศ ไทยต้องใช้นอท” การมาตั้งพรรคการเมือง ตนทำจริงๆ ไม่กลัวอะไร ที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งเฉพาะ 8 จังหวัด เพราะเวลาน้อย ในการจัดตั้งสาขา 4 ภาค ซึ่งตอนแรกมีคนติดต่อมาเยอะมาก แต่ ไม่ได้รับทุกคน ส่วนเป้าหมายเลือกตั้ง อยากได้ 3 ล้านเสียง ในวันเปิดรับสมัคร อยากได้เบอร์ 7 เพราะทำงาน 7 วัน ไม่มีวันหยุด ยืนยันว่าอยู่ฝั่งประชาธิปไตย จะร่วมงานกับพรรคที่มีเสียงข้างมาก ส่วนเรื่องคดีความไม่กังวล

เชฟป้อม – พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ใช้เวลาว่างวันหยุดทำอาหารกลางวัน สวมบทเชฟจับตะหลิวโชว์ฝีมือปรุงเมนูกุ้งผัดกระเทียม รับประทานกับทีมงานใกล้ชิด เมื่อวันที่ 2 เม.ย.

‘บิ๊กป้อม’ลั่นไม่ขึ้นเวทีดีเบต
วันเดียวกัน เพจเฟซบุ๊ก พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพปชร. โพสต์ข้อความเกี่ยวกับการดีเบต ว่า ดีเบต” หรือ “ไม่ดีเบต” ว่า ยอมรับว่าประเทศควรจะมีผู้นำ ที่มีความรู้ความสามารถที่สุด เพื่อให้เป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพที่สุด ในการนำพาประเทศ สู่การพัฒนาให้เจริญรุ่งเรือง บริหารจัดการให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี

ประเด็นที่คิดว่าน่าจะนำมาแลกเปลี่ยนกัน คือ ผู้นำที่มีประสิทธิภาพตามความหมายดังกล่าว วัดด้วยอะไร ในความเป็นจริงคือ ระหว่าง ความคิด คำพูด และการ กระทำอันเป็นสิ่งที่มนุษย์ใช้สื่อสารกับคนอื่น กับสังคม กับโลกภายนอกนั้น คำพูด เป็นเครื่องมือสื่อสารที่สะท้อนความเป็นจริงของความรู้ความสามารถได้น้อยที่สุด เพราะ “คนพูดเก่ง” สามารถพูดในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้เป็น แม้กระทั่งไม่เคยคิด ได้ง่ายๆ เพียงแค่คิดขึ้นเฉพาะหน้าว่าพูดอย่างไรจะเป็นประโยชน์กับตัวเอง แล้วใช้ศิลปะพูดโน้มน้าวให้คนฟังเชื่อ

ผู้นำที่พูดไม่เก่ง ดีเบตไม่ดี อาจจะมีความรู้ความสามารถเหมาะสมกับความเป็นไปของประเทศในปัจจุบันมากกว่าก็เป็นได้

ตัวอย่างของประเทศไทยในอดีตคือ ฯพณฯ ท่าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ หรือหากมองให้กว้างออกไป ผู้นำที่ทำ ให้ประเทศจีนเจริญรุ่งเรืองก้าวขึ้นสู่มหาอำนาจ อย่างท่านประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ก็ไม่ต้องแสดงความสามารถที่เหนือกว่าด้วยการดีเบตกับใคร อาจจะเพราะด้วยเหตุที่ การพูดไม่ใช่การแสดงที่ดีที่สุดว่าใครมีความรู้ความสามารถ มีประสิทธิภาพกว่าใคร ทำให้ผู้นำในหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ หรือเล็กลงมา ไม่จำเป็นต้องวัดประสิทธิภาพผู้นำด้วย การดีเบต

ชี้ผู้นำดี-ไม่ได้วัดที่พูดเก่ง
ยิ่งในยุคสมัยที่ทุกคนมีช่องทาง สื่อถึงประชาชนได้มากมาย การสื่อสาร ความคิด คำพูด การกระทำ เพื่อแสดงความรู้ ความสามารถ และประสิทธิภาพสามารถทำได้ตามช่องทางที่เหมาะสมกับความถนัดของ “ผู้อาสามาเป็นผู้นำของแต่ละคน โดยไม่จำเป็นต้องแข่งขันเอาชนะกันว่าเป็นผู้มีความสามารถในการโต้เถียงเก่งกว่า

ยิ่งไปกว่านั้นคือ ผู้นำที่มีวุฒิภาวะย่อมรู้ว่าในสังคม ในวัฒนธรรมของประเทศที่แตกต่างกันนั้น มีมากมายหลายเรื่องหากนำมาเป็น “ประเด็นโต้เถียงกัน” ยิ่งสร้างปัญหาเพิ่ม หรือขยายปัญหาให้บานปลายไปไม่รู้จบ ผู้นำที่ตระหนักถึงการแสดงออกที่เหมาะควรกับความเป็นไปของประเทศ ควรแสดงออกในการกระตุ้นให้ “ทุกฝ่าย” มีสติในการนำสังคมไปอยู่กับการเอาชนะคะคานกันด้วยการโต้เถียงในช่วงหาเสียงเลือกตั้งที่เข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ นี้

ผมได้ทราบข่าวมาว่ามีพิธีกรรายการทีวีชื่อดังระดับประเทศท่านนึง ได้ประกาศเชิญชวนผมกลางอากาศ ให้ผมไปออก ดีเบต รู้สึกปลาบปลื้มเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับความปรารถนาดีที่ท่านส่งมาถึง แต่อย่างที่บอกแล้ว ผมเลือกที่จะสื่อสารกับทุกท่านด้วยวิธีที่ผมคิดว่าผมสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

“ผมยินดีอย่างยิ่งที่จะพบปะกับทุกท่านเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ความคิดความเห็นกัน แต่ขอเป็นแบบพูดคุยส่วนตัว พร้อมเสมอสำหรับทุกท่าน ก่อนหน้านี้ได้แลกเปลี่ยน พูดคุยกับสื่อมวลชนที่ติดต่อมา บางท่านแล้ว สำหรับท่านอื่นๆ รอเวลาที่ท่านว่างอยู่เช่นกันขอบคุณที่ระลึกถึง” พล.อ. ประวิตรระบุ

สั่งพปชร.ห้ามใช้ความรุนแรง
รายงานข่าวเปิดเผยว่า จากกรณี “ตะวัน” น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ และ “แบม” น.ส.อรวรรณ ภู่พงษ์ นักกิจกรรมอิสระ พร้อมพวกเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อทวงถามเรื่องมาตรา 112 ที่เวที ปราศรัยของพปชร. ใต้สะพานพระราม 8 เมื่อวันที่ 1 เม.ย.จนเกิดเหตุปะทะกัน

พล.อ.ประวิตรได้กำชับแกนนำพรรค รวมทั้งผู้สมัคร ส.ส.ทุกคนว่า ห้ามใช้ความรุนแรงอย่างเด็ดขาด หากกลุ่มผู้ประท้วงเข้ามาในพื้นที่หาเสียง ให้เชิญมาพูดคุยทำความเข้าใจ เพราะต้องรักษาบรรยากาศที่ดีไว้ และรอประชาชนตัดสินผ่านการเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ค.นี้ “ใครทำผิด- ทำถูก สังคมพิจารณาได้ แต่สมาชิกพรรคอย่าทำผิดกฎหมาย และอย่าใช้ความรุนแรง”

‘ชัยวุฒิ’ฮึ่มกลุ่มป่วนเวทีปราศรัย
นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รองหัวหน้าพปชร. ให้สัมภาษณ์ว่า มีน้องๆ บางกลุ่มเข้ามาแจกใบปลิว และจะเข้ามาร่วมเวทีพปชร. ซึ่งทำไม่ได้ เพราะนี่เป็นเวทีหาเสียงของพปชร. ซึ่งเราขออนุญาตกกต.ตามกฎหมาย ที่เป็นกระบวนการตามประชาธิปไตย ไม่ควรมาป่วน เวทีใคร เวทีมัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า เกรงจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้กับเวทีอื่นอีกหรือไม่ นายชัยวุฒิกล่าวว่า น่าเป็นห่วง สมมติฝ่ายนี้มาโจมตีเวทีพรรคนี้ เดี๋ยวฝั่งนี้ไปโจมตีเวทีพรรคอื่นบ้างก็ไม่จบ ประชาธิปไตยเดินหน้าไม่ได้ ถึงบอกว่า อยากให้ทุกคนก้าวข้ามความขัดแย้ง เราหาเสียงกันตรงไปตรงมา ไม่มีใครเอาเปรียบกัน ทำแบบนี้ถือว่าเอาเปรียบเรา ถ้าฝั่งเราแค้นเคืองไปเอาคืนก็วุ่นวายอีก ถ้าอยากแสดงออกในเรื่องที่เขาข้องใจ ก็ไปจัดเวทีของเขา ซึ่งจัดกันตลอดอยู่แล้ว มี โซเชี่ยลมีเดียก็ไปทำของตัวเอง ไม่ต้องมายุ่งกับเรา แต่เลือกตั้งเสร็จแล้วค่อยมาคุยกัน ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาคุยกันเรื่องความขัดแย้งของเขา มันไม่เหมาะ

ต่อข้อถามว่า จะแจ้งความหรือไม่ นายชัยวุฒิกล่าวว่า เท่าที่ทราบทางฝ่ายกฎหมายรวบรวมพยานหลักฐานอยู่ ดูว่าถ้าเข้าองค์ประกอบก็จะไปแจ้งความ โดยหลักการ การที่เราหาเสียง จัดเวทีปราศรัย หรือทำกิจกรรมการเมืองในช่วงเลือกตั้งมีกฎหมายคุ้มครองอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้มีการกลั่นแกล้ง หรือป่วน ให้ทุกคนได้หาเสียงอย่างเต็มที่ ประชาธิปไตยก็ต้องรับฟังความคิดเห็น ทุกคน อย่ามาป่วนกัน ถ้าคุณอยากจะพูดอยากจะแสดงความคิดเห็นก็ไปเวทีของคุณ วิธีใครวิธีมัน จะได้ไม่ขัดแย้งกัน

เมื่อถามว่า จากนี้ไปจะมีการป้องกันอย่างไรบ้าง นายชัยวุฒิกล่าวว่า อาจต้องเพิ่มการ์ดผู้หญิง เพราะคนที่มาประท้วงเป็น ผู้หญิง หากให้ผู้ชายไปกั้นผู้หญิงก็ดูไม่ดี

แนะยื่นเรื่องที่ทําการพรรค
ด้านนายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพปชร. กล่าวว่า กรณีดังกล่าวไม่เหมาะสม เนื่องจากเวทีปราศรัยหาเสียงของพรรคไม่ใช่สถานที่รับเรื่องความคิดเห็นอะไร การไปยื่นเรื่องในลักษณะดังกล่าวทำให้เกิดปัญหา เป็นลักษณะผิดที่ผิดทาง ดังนั้นถ้าทำให้ถูกที่ถูกทาง ก็หมดเรื่อง

สำหรับประชาชนไม่ว่ากลุ่มไหน หากมีเรื่องจะร้องทุกข์ มีความเดือดร้อน หรือต้องการเสนอนโยบาย สามารถติดต่อมายื่นที่ทําการพรรคได้ โดยประสานงานมาที่ตนในฐานะรองหัวหน้าพรรค จะมารับเรื่องและหารือกัน หากกลุ่มตะวัน-แบม ยังสนใจที่จะยื่นเรื่อง ขอให้ติดต่อมาที่ตน จะได้พูดคุยกัน เพราะแนวทางของพปชร. เน้นเรื่องก้าวข้ามความขัดแย้ง หลักสำคัญคือจะต้องมีการพูดคุยเพื่อหาแนวทางร่วมกันในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง พปชร.เปิดกว้างสำหรับการรับฟังความคิดเห็น ทั้งหลาย

ส่วนเรื่องที่ผ่านไปแล้ว ถือเป็นบทเรียนสำหรับทุกเวทีปราศรัย ไม่ใช่แค่ของพปชร. เวทีปราศรัยไม่ใช่เวทีที่จะมารับเรื่องอะไรต่างๆ ย้ำว่าถ้าจะเสนอนโยบายหรือความคิดเห็นต่างๆ ให้ไปที่พรรคการเมืองนั้นๆ โดยเฉพาะพปชร. ยินดีต้อนรับเพื่อพูดคุยทุกเรื่องอย่างยิ่ง

เมื่อถามว่า หากมีผู้มายื่นเรื่องเกี่ยวกับมาตรา 112 ก็ยินดีใช่หรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า ไม่พูดถึงว่ายื่นเรื่องอะไร แต่ในฐานะที่เราเป็นพรรคการเมือง เปิดรับฟังความคิดเห็นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับนโยบาย ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน หรือความคิดเห็นต่างๆ ไม่ได้หมายความว่าเราปิดกั้นอะไรทั้งสิ้น ส่วนที่รับฟังแล้วเราจะเห็นด้วยหรือไม่ เป็นเรื่องของอีกกระบวนการหนึ่ง

‘พิธา’ว้ากยอมรับไม่ได้
นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หัวหน้าชทพ. กล่าวว่า คงต้องขอความเห็นใจ และทำความเข้าใจกับประชาชนว่า แน่นอนเรามีทั้งคนที่เรารัก มีพรรคที่เราชอบ แต่ ในช่วงการเลือกตั้ง เป็นช่วงเวลาที่ทุกพรรคการเมืองมีสิทธิที่จะหาเสียง ชอบหรือไม่ชอบอย่างไรวันที่ 14 พ.ค.2566 จะเป็นวันตัดสิน ขอให้ทุกคนไปใช้สิทธิกันในวันนั้น การเตรียมการปราศรัย อย่าเพิ่งไปคิดเยอะถึงสิ่งที่ไม่ดีที่อาจเกิดขึ้น เรามีเจตนาดี ทุกพรรคการเมืองมีเจตนาดี ในการที่จะเอาชนะหัวใจของพี่น้องประชาชน ดังนั้นหากเกิดเหตุขอให้แจ้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือมีการรักษาความปลอดภัยให้รัดกุมในเบื้องต้นก่อน

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าก.ก. กล่าวถึงการปะทะกันที่เวทีปราศรัยพปชร. ว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับบุคลากรจากพปชร.หรือไม่ได้เกิดขึ้น มองว่า เป็นเรื่องที่ทุกพรรคการเมือง รวมถึงก.ก.เวลามีเวทีปราศรัยอาจจะมีคนที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยมาพูดคุยหรือตั้งคำถามอย่างมีวุฒิภาวะ

สำหรับก.ก.พยายามเปิดพื้นที่ ซึ่งเวทีปราศรัยถือเป็นเวทีของพรรคการเมือง เราต้องมีการควบคุมการพูดคุย หลังจากนั้นจะมีการพูดคุยหรือการตั้งคำถามกันก็ได้ ซึ่งเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่พล.อ. ประวิตร พยายามพูดมาตลอดในเรื่องการก้าวข้ามความขัดแย้ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นไปตามที่พูด

โพลชี้ปากน้ำเลือก‘อิ๊ง-พิธา’นายกฯ
เมื่อวันที่ 2 เม.ย.ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “คนสมุทร ปราการ เลือกพรรคไหน” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 22-23 มี.ค. จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในจ.สมุทรปราการ กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,100 หน่วยตัวอย่าง

จากการสำรวจถึงบุคคลที่คนสมุทร ปราการจะสนับสนุนให้เป็นนายกฯ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 35.82 ระบุว่าเป็น น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พรรคเพื่อไทย อันดับ 2 ร้อยละ 21.36 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พรรคก้าวไกล อันดับ 3 ร้อยละ 13.91 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 4 ร้อยละ 5.27 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พรรคไทยสร้างไทย อันดับ 5 ร้อยละ 5.18 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส พรรคเสรี รวมไทย

อันดับ 6 ร้อยละ 4.82 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 7 ร้อยละ 4.36 นายเศรษฐา ทวีสิน พรรคเพื่อไทย อันดับ 8 ร้อยละ 2.27 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย อันดับ 9 ร้อยละ 2.18 นายกรณ์ จาติกวณิช พรรคชาติพัฒนากล้า อันดับ 10 ร้อยละ 1.18 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พรรคพลังประชารัฐ อันดับ 11 ร้อยละ 1.00 นายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย และร้อยละ 2.65 ระบุอื่นๆ ได้แก่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์

หนุนส.ส.แบ่งเขต-เพื่อไทยนำลิ่ว
สำหรับพรรคการเมืองที่คนสมุทร ปราการจะเลือกให้เป็น ส.ส.แบบแบ่งเขต พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 44.64 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 2 ร้อยละ 26.73 พรรคก้าวไกล อันดับ 3 ร้อยละ 11.18 พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 4 ร้อยละ 3.73 พรรคเสรีรวมไทย อันดับ 5 ร้อยละ 2.91พรรคพลังประชารัฐ อันดับ 6 ร้อยละ 2.45 พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 7 ร้อยละ 2.09 พรรคไทยสร้างไทย อันดับ 8 ร้อยละ 1.82 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 9 ร้อยละ 1.55 พรรคภูมิใจไทย อันดับ 10 ร้อยละ 1.27 พรรคชาติพัฒนากล้า และร้อยละ 1.63 ระบุอื่นๆ ได้แก่ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคกล้า พรรคไทยศรีวิไลย์ พรรคสร้างอนาคตไทย พรรคไทยภักดี และพรรคประชาชาติ

ส่วนพรรคการเมืองที่คนสมุทรปราการจะเลือกให้เป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 45.82 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 2 ร้อยละ 25.73 พรรคก้าวไกล อันดับ 3 ร้อยละ 11.55 พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 4 ร้อยละ 4.09 พรรคเสรีรวมไทย อันดับ 5 ร้อยละ 2.55 พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 6 ร้อยละ 2.36 พรรคไทยสร้างไทย อันดับ 7 ร้อยละ 2.18 พรรคพลังประชารัฐ อันดับ 8 ร้อยละ 1.64 พรรคภูมิใจไทย อันดับ 9 ร้อยละ 1.55 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 10 ร้อยละ 1.18 พรรคชาติพัฒนากล้า และร้อยละ 1.35 ระบุอื่นๆ ได้แก่ พรรคกล้า พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคไทยศรีวิไลย์ พรรค ไทยภักดี พรรคประชาชาติ และพรรคสร้างอนาคตไทย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน