ที่ปรึกษา3มังกร ช่วงอยู่ในไทย แฉรู้ว่าบ้านรวย วางแผนลวงจีบ ประสานทูต-ล่า
ตร.หิ้วเค้นสอบสาวโอเกะ ที่ปรึกษาแก๊งมังกรโหดอุ้มฆ่าสาวจีนนักศึกษาแลกเปลี่ยน สารภาพให้คำแนะนำผ่านแช็ต เผยแก๊งโจรสืบประวัติรู้ว่าบ้านรวยวางแผนเรียกค่าไถ่ ลวงจีบตีสนิทตั้งแต่เมืองจีน ก่อนสบโอกาสตามมาก่อเหตุ ที่ไทย ตำรวจตรวจค้นบ้านต้องสงสัยเพิ่มหาหลักฐานมัดตัว ‘บิ๊กเด่น’ สั่ง ‘รองโจ๊ก’ ประสาน ทูตจีนช่วยล่าตัว
เมื่อวันที่ 3 เม.ย. พ.ต.อ.สมพล วงศ์ศรีสุนทร รองผบก.ภ.จว.นนทบุรี นำกำลังพร้อมเจ้าหน้าที่พฐ.บช.ภาค 1 และเจ้าหน้าที่ พฐ. บก.ภ.จว.นนทบุรี เข้าตรวจค้นที่บ้านเช่า ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านบางใหญ่ จ.นนทบุรี หาพยานหลักฐานเพิ่มเติมคดีกลุ่มคนร้ายชาวจีน อุ้มฆ่าน.ส.จิน ซ่าน อายุ 22 ปี สัญชาติจีน นักศึกษาแลกเปลี่ยนชั้นปีที่ 3 เอกการดนตรี มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง หลังพยายาม เรียกค่าไถ่จากพ่อของนักศึกษาสาวจำนวน 5 แสนหยวน หรือประมาณ 2.5 ล้านบาท แต่ไม่ได้รับเงินตามที่เรียกร้อง ก่อนนำศพ ไปทิ้งร่องน้ำ ในสวนบัว ริมถนนวัดต้นเชือกศาลายา ม.6 ต.บางใหญ่ จ.นนทบุรี
ทั้งนี้ จากข้อมูลที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับมา ในเบื้องต้นทราบว่า บ้านหลังดังกล่าวมีผู้หญิง คนหนึ่งมาติดต่อขอเช่าเป็นระยะเวลา 1 เดือน โดยทำสัญญาเช่าตั้งแต่วันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา จนกระทั่งคืนวันที่ 29 มี.ค. ผู้เช่าติดต่อขอคืน บ้านเช่ากับเจ้าของบ้าน อ้างต้องเดินทางกลับประเทศด่วน และขอเงินค่าเช่าที่จ่ายล่วงหน้า บางส่วนคืน โดยมีพยานยืนยันว่าในวันที่ 29 มีนาคม เวลาประมาณ 20.20 น. เห็นรถเก๋ง มาสด้าสีแดง ขับออกจากหมู่บ้านไปแล้วไม่ได้ กลับเข้ามาอีกเลย
ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านให้ข้อมูลว่า ช่วงเวลาประมาณ 3-4 ทุ่มเห็นหญิงสาวที่เสียชีวิตนั่งรถแท็กซี่เขียว-เหลืองมาลงที่หน้าหมู่บ้านเหมือนมีการนัดเจอกับใคร หลังจากนั้นรถเก๋งสีแดงขับมารับ หญิงสาวคนดังกล่าวขึ้นรถขับเข้าไปในหมู่บ้าน เมื่อเจ้าหน้าที่นำรูปของผู้เสียชีวิตให้ดูทางรปภ. ยืนยันว่าใช่หญิงสาวคนดังกล่าวแน่นอนเพราะจำได้ เนื่องจากได้สอบถามแล้ว คุยกันไม่รู้เรื่องเพราะผู้ตายพูดได้แต่ภาษาจีน ทำให้สื่อสารกันไม่เข้าใจ
ต่อมาพนักงานสอบสวน สภ.บางแม่นาง เรียกตัวหญิงสาวชาวจีนรายหนึ่งที่คาดว่า อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนร้ายชาวจีนทั้ง 3 ราย นำตัวมาสอบปากคำเพื่อหารายละเอียดเพิ่มเติม คาดว่าหลังจากสรุปสถานที่ที่น.ส.จิน ซ่าน นักศึกษาสาวชาวจีนถูกฆาตกรรม จนเสียชีวิตก่อนถูกนำศพไปทิ้งอำพรางคดี ได้แล้ว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางแม่นาง เตรียมนำหลักฐานขออำนาจศาลจังหวัดนนทบุรี อนุมัติหมายจับคนร้ายชาวจีนทั้ง 3 รายที่หลบหนี ออกนอกประเทศไปในวันที่ 30 มี.ค. ปลายทาง เฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน
รายงานข่าวแจ้งว่า คดีนี้มีจุดที่น่าสงสัยคือหายตัวไปในวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา และคาดว่า น่าจะเสียชีวิตในวันนั้น แต่การเรียกค่าไถ่เกิดขึ้น ในวันที่ 31 มี.ค. ทำให้ดูไม่น่าจะเป็นการเรียกค่าไถ่ธรรมดา สันนิษฐานว่าอาจจะทำอะไร ให้ผู้เสียหายเสียชีวิตโดยไม่ตั้งใจหรือไม่แล้วเรียกค่าไถ่ภายหลัง
จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่คาดว่า กลุ่มคนร้ายวางแผนล่วงหน้า โดยสืบประวัติผู้ตายตั้งแต่ชั้นปี 1-2 ที่เรียนที่มหาวิทยาลัย ในจีน ทราบว่าพ่อเป็นครูสอนดนตรี มีฐานะดี เข้าขั้นเศรษฐี คนร้ายจึงล่อลวงให้ผู้ตายหลงรัก และยอมคบหา 1 ใน 3 ของแก๊ง เมื่อผู้ตาย บินมาเรียนที่ประเทศไทยก็ตามมา โดยเช่าบ้าน และรถเพื่อก่อเหตุลวงผู้ตายมาพบจับตัว เรียกค่าไถ่ แต่เกิดพลั้งมือจนเสียชีวิต
หลังก่อเหตุยังติดต่อพ่อของผู้ตายที่ประเทศจีน ผ่านแอพพลิเคชั่นวีแช็ต เพื่อเรียกค่าไถ่อย่างต่อเนื่อง แต่พ่อรู้ว่าลูกสาวถูกสังหารไปแล้ว ตำรวจไทยจึงประสานตำรวจจีนวางแผนกับพ่อ ผู้ตายให้แกล้งทำเป็นไม่รู้ว่าลูกสาวตายไปแล้ว เพื่อถ่วงเวลาให้คนร้ายตายใจให้ตำรวจไทยแกะรอยจับกุม แต่กลุ่มคนร้ายไหวตัวทันหลบหนี ออกนอกประเทศไปแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 มี.ค. ขณะนี้ตำรวจไทยประสานส่งหมายจับให้ตำรวจจีนช่วยตามล่าตัว
วันเดียวกัน พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนกำลังขยายผลเพื่อให้รู้ว่าผู้กระทำผิดทั้งหมดเป็นใคร หรือมีใครเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมในครั้งนี้บ้าง ทั้งนี้ ต้องรอฟังข้อมูลจากฝ่ายสืบสวนทั้งหมดก่อน เบื้องต้นรู้ตัวผู้กระทำผิดทั้งหมดและออกหมายจับแล้ว ส่วนมูลเหตุจูงใจทราบว่า เป็นการเรียกค่าไถ่ที่มีเรื่องชู้สาวเข้ามาเกี่ยวข้อง จากการสืบสวนพบว่าคนร้ายผู้ก่อเหตุหลบหนีไปต่างประเทศ ขณะนี้จะออกหมายแดงประสาน ตำรวจจีนให้นำตัวมาลงโทษ โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ประสาน สถานทูตจีนอีกทาง เพื่อเร่งรัดการดำเนินการให้เร็วขึ้น
ที่ผ่านมามีชาวจีนก่อเหตุอาชญากรรม ในไทยค่อนข้างมาก ได้กำชับเจ้าหน้าที่ ทุกส่วนแล้ว ซึ่งไทย-จีน ทำงานร่วมกันมาตลอด และการที่ประเทศไทยมีการออกวีซ่าแบบ Visa on Arrival (VOA) ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถมารับวีซ่าที่สนามบินได้เลยนั้น ถือเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่อำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว แต่การมีคน เข้ามาท่องเที่ยวเยอะ อาจทำให้มีคนร้ายแฝงตัว เข้ามาได้ ดังนั้นต่อไปจะต้องหามาตรการ ที่เหมาะสม ทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยว และป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น และจากการสังเกตจะพบว่า คนจีนมักจะทำร้ายกันเอง ไม่เกี่ยวกับคนไทย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะนำ บทเรียนมาปรับแผนการป้องกันที่เข้มข้น ต่อไป” ผบ.ตร.กล่าว
ด้านพล.ต.ท.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร ผบช.ภาค 1 เผยว่า ล่าสุดให้พนักงานสอบสวนสภ.บางแม่นาง สอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง โดยประสานกับ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนบก.สส.บช.ภาค 1 และกก.สส.บก.ภ.จว.นนทบุรี เร่งตรวจสอบพยานหลักฐานเพิ่มเติม คาดว่าต้องใช้เวลาสักระยะจึงสามารถรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องได้ทั้งหมด ส่วนกรณีการออกหมายจับผู้ต้องหา ที่เกี่ยวข้องทั้ง 3 ราย พนักงานสอบสวนดำเนินรวบรวมพยานหลักฐานไว้แล้ว เพื่อให้ทางศาลพิจารณาอนุมัติหมายจับดังกล่าว คาดว่าจะสามารถขออนุมัติหมายจับผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องได้ภายในวันที่ 4 เม.ย.
พล.ต.ต.พีระพงศ์ วงษ์สมาน รอง ผบช.ภาค 1 เผยหลังประชุมความคืบหน้าคดี ว่า สรุปคดีนี้มีผู้ต้องหาเป็นชายชาวจีน 3 คน และหญิงไทยอีก 1 คน โดยหญิงสาวรายนี้อายุ 19 ปี ทำงานอยู่ร้านคาราโอเกะในซอยอินทามระ 45 เจ้าหน้าที่กำลังสอบปากคำ ขยายผลอยู่ โดยให้การเป็นประโยชน์ต่อคดีมาก ส่วนกลุ่มผู้ก่อเหตุเป็นชายชาวจีนทั้ง 3 คนนั้น ล่าสุดวันนี้พนักงานสอบสวนกำลังไปขออนุมัติหมายจับศาลจังหวัดนนทบุรี
สำหรับหญิงไทยอายุ 19 ปี ที่เป็นผู้ต้องหา เป็นคนให้คำปรึกษาผ่านการแช็ต โดยให้คำแนะนำว่าต้องทำอย่างไรในระหว่างการก่อเหตุ และหลังเกิดเหตุ หญิงไทยรายนี้ชายชาวจีน ไปเที่ยวและรู้จักกับสาวไทยมีการชอบพอกัน จากนั้นมีการให้เงินตอบแทนกันจากการให้คำปรึกษาหลังก่อเหตุอุ้มฆ่านักศึกษาสาวชาวจีนจนเสียชีวิตไปแล้ว โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุชายชาวจีน ทั้ง 3 คน จะถูกแจ้งข้อหาที่แจ้งได้ขณะนี้คือ หน่วงเหนี่ยวกักขัง เรียกค่าไถ่ เจตนาฆ่า ฆ่าโดย ทรมาน ซุกซ่อนทำลายศพ
พล.ต.ต.พีระพงศ์กล่าวว่า นักศึกษาผู้เสียชีวิตกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรู้จักกันมาก่อนตั้งแต่ อยู่ที่ ประเทศจีน มีความสัมพันธ์กันในระดับหนึ่ง รู้จักกันแต่ยังไม่ถึงขั้นชู้สาว กลุ่มคนร้าย มีความพยายามที่จะจีบผู้เสียชีวิต จนกระทั่งตามมาที่ประเทศไทยและติดต่อกันจนมา เกิดเหตุ ส่วนประเด็นที่ว่ากลุ่มคนร้ายจะตั้งใจเดินทางตามมาเพื่อจะก่อเหตุหรือไม่นั้น ต้องรอผลการสอบปากคำผู้ก่อเหตุถึงจะทราบ เพราะในเบื้องต้นเท่าที่ทราบกลุ่มผู้ก่อเหตุ เดินทางมาที่ประเทศไทยเป็นครั้งแรก ในรูปแบบวีซ่านักท่องเที่ยว 15 วัน ส่วนวิธีการสังหารผู้เสียชีวิตนั้นต้องดูผลจากแพทย์ยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตอีกครั้งว่าเกิดจากอะไร ทั้งบาดแผลที่เกิดจากของมีคมบาดไปจนถึงการคลุมหัวแล้วรัดคอจนขาดอากาศหายใจ