เหตุอากาศร้อน อุปกรณ์ใช้งานเดินเครื่องหนัก
เดือนหน้าขึ้นอีกค่าเอฟที ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าเตรียมช็อกบิลเรียกเก็บ-ควักเงินจ่ายเพิ่ม เนื่องจาก กกพ.ปรับขึ้นค่าไฟเป็นอัตราเดียว งวดพ.ค.-ส.ค.นี้ ส่งผลให้ค่าไฟประเภทบ้านที่อยู่อาศัยปรับขึ้นอีก 0.05 บาทต่อหน่วย ขณะที่ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม ฯลฯ จะปรับลดลง 0.56 บาทต่อหน่วย ด้าน กฟน.เผยสาเหตุค่าไฟแพงทั้งๆ ที่ใช้ไฟเท่าเดิม สาเหตุจากอากาศร้อนอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น เครื่องใช้และอุปกรณ์ไฟฟ้าต้องทำงานหนักกว่าเดิม ทำให้ราคาไฟพุ่งแพงกว่าที่เคยจ่าย
เมื่อวันที่ 18 เม.ย. สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ในงวด เดือนพ.ค.-ส.ค.2566 กกพ.มีมติเห็นชอบ ค่าเอฟทีเป็นอัตราเดียวกันสำหรับบ้านที่อยู่อาศัย และผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ เท่ากับ 98.27 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 4.77 บาทต่อหน่วย โดย กกพ.พิจารณาหนังสือ ยืนยันจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ถึงความเหมาะสมของอัตราค่าไฟฟ้า 4.77 บาทต่อหน่วยแล้ว
สำหรับค่าเอฟที งวดเดือนม.ค.-เม.ย.2566 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยอยู่ ในระดับ 93.43 สตางค์ต่อหน่วย หรือเฉลี่ยรวม ที่อัตรา 4.72 บาทต่อหน่วย ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่น (ได้แก่ ประเภทธุรกิจ อุตสาหกรรม บริการ) อยู่ที่ 154.92 สตางค์ต่อหน่วย หรือเฉลี่ยที่ 5.33 บาทต่อหน่วย
แต่สำหรับในงวดใหม่ที่เริ่มตั้งแต่เดือน พ.ค.-ส.ค.2566 ที่เป็นอัตราเดียวนั้น ทำให้ค่าไฟ ประเภทบ้านที่อยู่อาศัยปรับขึ้นอีก 0.05 บาทต่อหน่วย ขณะที่ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม ฯลฯ จะปรับลดลง 0.56 บาทต่อหน่วย
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ ภายหลังเป็นประธานประชุมคณะรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงราคาค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นจนประชาชน เดือดร้อนว่า ก็ต้องไปดูสาเหตุก่อนว่าแพงเพราะอะไร หลายอย่างขึ้นอยู่กับต้นทุนการผลิต การบริหาร มีอะไรซับซ้อนอยู่ในนั้นหลายอย่าง ถ้ามองว่าค่าไฟ ค่าแก๊สมันแพง ขอให้ลดลงเท่านั้นเท่านี้ ก็ต้องไปดูว่าทำได้หรือไม่ ถ้าทำได้ไม่ต้องห่วง ตนทำให้หมด การบริหารมันมีหลายคณะ และเป็นเรื่องการประกอบการภาคธุรกิจ มันมีสัญญา ค่าผูกพัน ค่าผูกมัด หลายอย่างต้องเป็นไปตามนั้น และหลายอย่างก็ทำกันมานานแล้ว ฉะนั้นสิ่งใหม่ที่เราทำคือการปรับพลังงานรูปแบบใหม่ที่จะทำ อย่างไร จะใช้พลังงานที่ถูกลง หาแหล่งพลังงาน หมุนเวียน พลังงานทดแทนใหม่ ซึ่งเราเริ่มมาแล้วพอสมควร วันหน้าเราต้องไปดูภาคครัวเรือนว่าจะใช้พลังงานแสงอาทิตย์อย่างไร แต่ต้องยอมรับว่าบางพื้นที่สร้างพลังงานหมุนเวียน ไม่ได้ เขาไม่อยากให้สร้าง มันมีผลกระทบ เพราะธุรกิจก็คือธุรกิจ รัฐบาลพยายามไม่ทำ ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ และเสียเปรียบกัน
“เราไปดูต่างประเทศเขา ค่าพลังงาน ค่าแก๊ส ค่าน้ำมันของเขาราคาเท่าไหร่กันตอนนี้ แต่อย่าไปเปรียบเทียบกับประเทศที่มีแหล่งน้ำมันของตัวเอง เราต้องหาจากแหล่งประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมันก็มีค่าการตลาด มันไม่ใช่ว่าถูกเป็นพิเศษ มันไม่ใช่ แต่เราต้องไม่ขาดแคลน และต้องหาพลังงานอื่นมาทดแทน” นายกฯ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงหน้าร้อนของทุกปี หลายคนที่เห็นบิลค่าไฟฟ้าผิดปกติไปจากเดิม ค่าไฟฟ้าในเดือนมีนาคม 2566 สูงขึ้นทั้งที่ใช้ไฟฟ้าเท่าเดิม เครื่องใช้ไฟฟ้าจำนวนเท่าเดิม ตัวเดิม แต่ทำไมในบิลค่าไฟฟ้าจึงระบุว่า “จำนวนหน่วยไฟฟ้า” ที่ใช้เพิ่มขึ้น ยกตัวอย่างบ้านหลังหนึ่งไม่มีคนอยู่อาศัย แต่เสียบปลั๊ก ตู้เย็นทิ้งไว้ 1 เครื่อง เดือนกุมภาพันธ์ระบุจำนวนการใช้ไฟฟ้า 67 หน่วย แต่พอมาเดือนเมษายนกลับเพิ่มขึ้นเป็น 82 หน่วย อุณหภูมิสูง เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทำความเย็นก็ทำงานหนัก
ด้านการไฟฟ้านครหลวง (MEA) อธิบายปรากฏการณ์ “หน่วยไฟ” เพิ่มว่า หากตรวจสอบแล้วหน่วยไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ทั้งใช้ไฟฟ้า เท่าเดิม ก็ไม่ต้องสงสัย เพราะสาเหตุหลัก จะมาจากเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะเครื่องทำความเย็นประเภทต่างๆ จะ “กินไฟเพิ่ม” เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ถึงแม้ว่าจะใช้เท่าเดิมทั้งจำนวนชิ้น และระยะเวลาการเปิดใช้ก็ตาม
เนื่องจากหลักการทำงานของเครื่องใช้ไฟฟ้า ประเภทนี้ จะพยายามทำความเย็น หรือทำอุณหภูมิให้เท่ากับที่เราตั้งค่าไว้ แต่พออากาศร้อนขึ้น เครื่องไฟฟ้าเหล่านี้ต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อรักษาระดับอุณหภูมิให้เท่าเดิมนั่นเอง ส่งผลให้แอร์หรือตู้เย็นทำงานหนัก คอมเพรสเซอร์ทำความเย็นจะทำงานตลอดโดยไม่ตัดเลย ถึงใช้เวลาเท่าเดิม อย่างไรอัตราการใช้ไฟฟ้าก็เพิ่มร้อนขึ้น 1 องศา ค่าไฟพุ่ง 3%
ดังนั้น ลองเทียบบิลค่าไฟฟ้าง่ายๆ โดยย้อนไปดูหน่วยการใช้ไฟฟ้าเดือนธันวาคม 2565 ซึ่งขณะนั้นอุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศ จะอยู่ที่ 18-23 องศาเซลเซียส และมาเดือนมีนาคม ที่บางวันอุณหภูมิเพิ่มขึ้นไป 38-40 องศาเซลเซียส ต่างกันถึง 20 องศาเซลเซียส ซึ่งหากคำนวณง่ายๆ ตามสูตรของการไฟฟ้า ที่ได้ทดสอบการทำงานของแอร์ 1 ตัว ขนาด 12,000 บีทียู เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส จะทำให้อัตราการกินไฟเพิ่มขึ้นประมาณ 3%
อธิบายแบบละเอียดคือ การทดสอบ ตั้งเครื่องปรับอากาศอุณหภูมิภายในห้องที่ 26 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิภายนอกห้อง 35 องศาเซลเซียสต่อเนื่อง จะใช้ไฟฟ้าเฉลี่ย 0.69 หน่วยต่อชั่วโมง แต่หากอุณหภูมิภายนอกห้องเพิ่ม 6 องศา เป็น 41 องศาเซลเซียสต่อเนื่อง เครื่องปรับอากาศดังกล่าวจะใช้ไฟฟ้าเฉลี่ย 0.79 หน่วยต่อชั่วโมง หรือเครื่องปรับอากาศจะใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 14%
ทั้งนี้ จากผลการทดสอบดังกล่าว หากคำนวณเป็นค่าไฟฟ้าในอัตราเฉลี่ยหน่วยละ 3.9 บาท จะพบว่าการใช้พลังงานไฟฟ้าของเครื่องปรับอากาศ ในขณะที่อุณหภูมิภายนอกห้อง 35 องศาเซลเซียส จะทำให้เสียค่าไฟฟ้าประมาณ 2.69 บาทต่อชั่วโมง ขณะที่การใช้พลังงานไฟฟ้าของเครื่องปรับอากาศ ในขณะที่ อุณหภูมิภายนอกห้อง 41 องศาเซลเซียส จะทำให้เสียค่าไฟฟ้าประมาณ 3.08 บาทต่อชั่วโมง
จากค่าไฟฟ้าที่แตกต่างกัน หากสมมติการใช้งานเครื่องปรับอากาศเป็นระยะเวลา 8 ชั่วโมงต่อวัน นาน 30 วัน จะพบว่าการใช้เครื่องปรับอากาศที่อุณหภูมิภายนอกห้อง 35 องศาเซลเซียส จะมีค่าไฟฟ้าประมาณ 646 บาท และการใช้เครื่องปรับอากาศที่อุณหภูมิภายนอกห้อง 41 องศาเซลเซียส จะมีค่าไฟฟ้าประมาณ 739 บาท ซึ่งมีราคาสูงกว่าเดิม 93 บาท ต่อการใช้เครื่องปรับอากาศ 1 เครื่อง ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่าเดือนมีนาคม-เมษายน อุณหภูมิค่าไฟจะร้อนแรงขึ้นไปขนาดไหน
สำหรับคำแนะนำในการประหยัดค่าไฟคือ ประชาชนต้องหมั่นล้างแอร์ปีละ 2 ครั้ง และเพิ่มการเปิดพัดลมช่วยทำให้อุณหภูมิต่ำลง แอร์จะทำงานหนักน้อยลง
รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ครั้งที่ 15/2566 (ครั้งที่ 843) เมื่อวันที่ 22 มี.ค. 2566 มีมติรับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) และได้พิจารณากรณีศึกษาการปรับค่าเอฟทีขายปลีกสำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนพ.ค.-ส.ค.2566 มีมติเห็นชอบค่าเอฟทีเป็นอัตราเดียวกันสำหรับบ้านที่อยู่อาศัยและผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ (ได้แก่ ประเภทธุรกิจ อุตสาหกรรม บริการ) เท่ากับ 98.27 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยเรียกเก็บรวมอยู่ที่ 4.77 บาทต่อหน่วย โดย กกพ. ได้พิจารณาหนังสือยืนยันจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศไทย (กฟผ.) ถึงความเหมาะสมของอัตราค่าไฟฟ้า 4.77 บาทต่อหน่วย ประกอบแล้วด้วย
ทั้งนี้ ค่าไฟอัตราใหม่ที่จะเริ่มเก็บในอัตรา 4.77 บาทต่อหน่วย มีผลตั้งแต่บิลค่าไฟ งวดเดือนพ.ค. 2566 ถือเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้น ต่อเนื่องจากงวดก่อนหน้านี้ในเดือนม.ค.-เม.ย.2566 เก็บเรียกเก็บในอัตรา 4.72 บาทต่อหน่วย ท่ามกลางอุณหภูมิหน้าร้อนปีนี้ที่ทะลุ 40 องศาเซลเซียสกันแบบรายวัน คนจึงใช้เครื่องปรับอากาศและพัดลมมากขึ้น ทำให้หลายคนต้องมีภาระจ่ายค่าไฟจากทั้งการใช้ไฟที่เพิ่มขึ้นและอัตราที่แพงขึ้นไปตามๆ กัน
โดยความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นนั้น จะเห็นได้จากปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นตามไปด้วย โดยปี 2566 นี้ ปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสูด (พีก) เกิดขึ้นแล้ว 3 ครั้ง โดยครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 มี.ค.2566 เวลา 15.43 น. เกิดพีก 31,054.6 เมกะวัตต์ ครั้งที่ 2 วันที่ 4 เม.ย.2566 เวลา 15.28 น. เกิดพีก 31,495.5 เมกะวัตต์ และครั้งที่ 3 วันที่ 6 เม.ย.2566 เวลา 20.52 น. เกิดพีก 32,963 เมกะวัตต์ แต่ละบ้านจึงใช้เครื่องปรับอากาศและพัดลมคลายร้อนพร้อมกัน จนทำให้เกิดไฟพีก
นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการ กกพ. ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า จากการประชุม กกพ.ในการพิจารณาค่าเอฟทีในงวดเดือน พ.ค.-ส.ค. 2566 เป็นการประมาณการค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นโดยอ้างอิงจากข้อมูลจริงเฉลี่ยในเดือนม.ค.2566 หากการดำเนินการจริงมีการเปลี่ยนแปลงไปจากค่าประมาณการ ดังกล่าว กกพ. จะนำส่วนต่างค่าใช้จ่ายมาปรับปรุงการคิดค่าเอฟทีในรอบต่อๆ ไป ตามหลักเกณฑ์การคำนวณค่าเอฟที
ทั้งนี้ กรณีการเรียกเก็บค่าไฟงวดใหม่เดือนพ.ค.-ส.ค.นี้ เฉลี่ยที่ 4.77 บาทต่อหน่วย กกพ.ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นและรวบรวมประเด็นสรุปตามเสียงประชาชนส่วนใหญ่ 30% ที่เห็นด้วยค่าเอฟทีที่ 98.27 สตางค์ต่อหน่วย โดยจะจ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้างให้ กฟผ.รวม 6 งวด งวดละ 22,781 ล้านบาท หรืองวดละ 34.90 สตางค์ต่อหน่วย เพื่อให้ กฟผ. ได้รับเงินคืนครบภายใน 2 ปี กำหนดชำระครบเดือนเม.ย.2568 เป็นเงิน 136,686 ล้านบาท โดย กฟผ. จะต้องบริหารภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงแทนประชาชนจำนวน 113,905 ล้านบาท ทำให้ค่าไฟฟ้า (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.77 บาทต่อหน่วย
ขณะที่มีประชาชน 15% เห็นด้วยกับค่าเอฟที 293.60 สตางค์ต่อหน่วย คิดเป็นอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยรวม 6.72 บาทต่อหน่วย โดยมีกำหนดจ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้างภายใน 1 งวด และเงินเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงของ กฟผ. ทั้งหมด หรือเงินภาระต้นทุนคงค้าง สะสมเดือนก.ย.2564-ธ.ค.2565 จำนวน 150,268 ล้านบาท จะทำให้ค่าไฟฟ้า (ไม่รวมภาษี มูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 6.72 บาทต่อหน่วย
ส่วนประชาชนอีก 10% เห็นด้วยกับค่าเอฟที 105.25 สตางค์ต่อหน่วย กำหนดจ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้างให้ กฟผ. ภายใน 5 งวด งวดละ 27,337 ล้านบาท หรืองวดละ 41.88 สตางค์ต่อหน่วย เพื่อให้ กฟผ. ได้รับเงินคืนครบภายในเดือน ธ.ค. 2567 และเงินทยอยเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงที่คาดว่าจะคงเหลือจากเดือนม.ค.-เม.ย. 2566 จำนวน 136,686 ล้านบาท บางส่วน (เงินภาระต้นทุนคงค้างสะสมเดือนก.ย.-ธ.ค. 2565 โดย กฟผ. จะต้องบริหารภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงแทนประชาชนจำนวน 109,349 ล้านบาท ทำให้ค่าไฟฟ้า (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.84 บาทต่อหน่วย