แจ้งจับคลินิกศัลยกรรมหน้าพัง – เมื่อวันที่ 21 เม.ย. ที่ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) น.ส.เหมียว (นามสมมติ) อายุ 42 ปี นักธุรกิจรีสอร์ตที่จังหวัดเพชรบุรี พร้อมนายเกรียงศักดิ์ พินทุสรศรี ทนายความ เดินทางเข้าพบ พ.ต.ต.เกียรติบดินทร์ วงค์งาม สว.(สอบสวน) กก.1 บก.ป. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับคลินิกเสริมความงามชื่อดังแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท รวมทั้งแพทย์ผู้ทำศัลยกรรมอีก 2 คน หลังเข้ารับศัลยกรรมแก้จมูกจนเป็นเหตุให้ใบหน้าเสียโฉม และยังพบหลักฐานด้วยว่าคลินิกดังกล่าวปลอมแปลงเอกสารเพื่อปัดความรับผิดชอบด้วย

จมูกพัง – สาววัย 42 ปี เจ้าของรีสอร์ตที่เพชรบุรี แจ้งความกองปราบฯ เอาผิดคลินิกศัลยกรรมชื่อดังย่านสุขุมวิท ผ่าตัดจมูกแก้ไขหลายครั้งจนเสียโฉมแล้วปัดความรับผิดชอบ ที่ศูนย์รับแจ้งความ บช.ก. เมื่อวันที่ 21 เม.ย.
น.ส.เหมียวกล่าวว่า เมื่อปี 2563 ตนได้เข้าทำศัลยกรรมแก้จมูกที่คลินิกดังกล่าว เพราะมีรีวิวน่าเชื่อถือจำนวนมาก ซึ่งหลังทำแล้วพบปัญหาไม่สามารถยิ้มได้ หายใจไม่สะดวก จึงต้องกลับไปแก้ ทางคลินิกให้รออย่างน้อย 6 เดือนแล้วกลับมาผ่าตัดรอบ 2 ครั้งนี้มีแพทย์ที่ผ่าตัด 2 คน คนแรกพยายามตัดซิลิโคนที่ค้ำลงมาบริเวณเหนือกระจับปากออก แต่ได้ยินว่าซิลิโคนจะล้ม แพทย์คนที่ 2 ก็เข้ามาแก้ไข แต่สุดท้ายกลายเป็นว่าซิลิโคนทะลุลงมาที่เหงือกเหนือ ฟันหน้า และเกิดพังผืดบริเวณดังกล่าว ใบหน้าผิดรูป เจ็บปวดทั่วทั้งใบหน้า ต้องติดเทปดึงรั้งช่วงแก้มขวาไว้ตลอดเวลา หายใจลำบาก ไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ ไม่สามารถออกกำลังกายได้ จนมีภาวะซึมเศร้า
“แพทย์ที่อื่นไม่รับแก้เพราะเกรงว่าจะกระทบเส้นประสาท อีกทั้งไม่มีใบเวชระเบียน ทำให้ตนเองต้องไปขอเอกสารเวชระเบียนจากคลินิกเดิม แต่คลินิกกลับปฏิเสธ ต้องไปร้องขอที่แพทยสภา เมื่อรับเอกสารมาแล้วกลับกล่าวหาว่าตนเองมีความบกพร่องบนใบหน้าอยู่แล้ว มีการนำรูปมาประกอบ บางรูปเป็นภาพขณะนอนผ่าตัด ซึ่งเชื่อว่าไม่ใช่ตนเอง มีการปลอมลายเซ็นขึ้นมา เพื่อปัดความรับผิดชอบ และไม่มีการช่วยเหลือเยียวยาใดๆ จากทางคลินิกอีกเลยมีผู้เสียหายอีกกว่า 10 คน” น.ส.เหมียวกล่าว
นายเกรียงศักดิ์กล่าวว่า ต้องการดำเนินคดีกับแพทย์และคลินิกรวมถึงผู้เกี่ยวข้อง ในข้อหา ปลอมแปลงเอกสารและใช้เอกสารปลอม รวมถึงข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมถึงจะร้องขอให้แพทยสภาเข้าไปตรวจสอบคลินิกดังกล่าวว่ามีใบอนุญาตและใบประกอบวิชาชีพถูกต้องหรือไม่
เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำผู้ร้องไว้เป็นหลักฐานก่อนเสนอให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการต่อไป