หมอแผนไทยที่ราชบุรีหลักฐานชี้-ฆ่าล้างหนี้

ผลตรวจฟอร์จูนเนอร์คราบไซยาไนด์เต็มรถ

13 ศพแล้ว! ยังเพิ่มไม่หยุดเหยื่อสาวเหี้ยม ‘แอม ไซยาไนด์’ บิ๊กโจ๊กยันฆ่าล้างหนี้ชัดเจนจ่อหมายจับเพิ่มอีก 2-3 คน มีส่วนร่วมด้วย บุกค้นบ้านพี่สาวหมอแผนไทยที่ราชบุรี เจอยาแคปซูลต้องสงสัยอื้อ โจ๋ราชบุรีชี้จุดฝังยา แฉหลังความแตกยังใช้เงินหมื่นล่อนัดให้ไปกินข้าว แต่เด็กกลัวถูกฆ่าปิดปากเลยไปหาตำรวจแทน ตร.จ่อบุกถึงคุกแจ้งเพิ่มอีกคดีวางยาฆ่า ‘สารวัตรปู’

‘บิ๊กเด่น’คาดมีอีกหลายศพ
เมื่อวันที่ 27 เม.ย. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธานประชุม ก.ต.ช. ที่ห้องประชุม ศรียานนท์ กล่าวถึงคดี นางสรารัตน์ หรือแอม รังสิวุฒาพรณ์ ผู้ต้องหาคดีวางยาฆ่าชิงทรัพย์ น.ส.ศิริพร หรือ ก้อย ขันวงษ์ และยังเชื่อมโยงการเสียชีวิตอีกหลายคดี ว่า กำชับตำรวจดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ทราบว่ากำลังทำงานอยู่เพราะเป็นหน้าที่ของตำรวจที่ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด เพราะเป็นเรื่องที่ประชาชนและสื่อมวลชนให้ความสนใจ

ขณะที่ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. กล่าวว่า คดีนี้เป็นฆาตกรรมที่มี ผู้เสียชีวิตแล้ว 11 ราย และรอดชีวิต 2 ราย รวมมีเหยื่อ 13 ราย เชื่อว่าน่าจะมีอีก ขณะนี้ได้สั่งการให้ บช.ภาค 7 ตั้งศูนย์อำนวยการรับเรื่องร้องเรียนกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบหรือมีเบาะแสสามารถเข้ามาให้ข้อมูลกับตำรวจได้ตลอดเวลา และมอบหมายให้ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. กำกับดูแลในภาพรวมทั้งหมด พร้อมกำชับเรื่องการทำงานในการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ให้ครอบคลุมทุกมิติ รวมถึงทรัพย์สินต่างๆ ที่ได้ไปมาประกอบ เพราะเป็นคดีฆาตกรรมฆ่าไตร่ตรองหลายพื้นที่ หากใครมีญาติที่สงสัยว่าจะเกี่ยวข้องกับคดีนี้ให้มาแจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ศูนย์อำนวยการฯ ภาค 7 หรือสถานีตำรวจใกล้บ้าน เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบหาพยานหลักฐาน

“ส่วนอดีตสามีของผู้ต้องหาที่เป็นตำรวจและพี่สาวเป็นเภสัชกรต้องสอบสวนทั้งหมด คาดว่าต้องใช้เวลา จากแผนประทุษกรรม เชื่อว่าผู้ต้องหาคิดว่าใช้วิธีฆาตกรรมแบบนี้ จะไม่ถูกดำเนินคดี แต่สุดท้ายถูกจับกุมตัวได้ ส่วนการก่อเหตุจะมีผู้ร่วมขบวนการด้วยหรือไม่นั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้ รวมทั้งที่มีกระแสข่าวว่ามีการออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมขณะนี้ ยังไม่ได้รับรายงาน แต่อย่างใด จากนี้ การตรวจชันสูตรของ นิติเวช ร.พ.ตำรวจ จะตรวจอย่างเข้มข้นขึ้น และจะพิจารณาตรวจสารไซยาไนด์ในศพที่การตายผิดปกติ โดยจะเอาข้อมูลจากเคส ดังกล่าวมาเป็นข้อมูลประกอบ” ผบ.ตร.กล่าว

ป.สอบเหยื่อ-เพิ่มข้อหา
ที่บก.ป. พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. เผยว่า ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน กก.5 บก.ป. เร่งประสานไปยังนางกานติมา หรือปลา แพสอาด อายุ 36 ปี เหยื่อผู้รอดชีวิต น.ส.นิภาวรรณ หรือ ส้ม ขันวงษ์ อายุ 35 ปี พี่สาวของน.ส.ศิริพร ผู้เสียชีวิต ทราบว่าพยานรายนี้อยู่ร่วมทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุ และมีโอกาสพูดคุยกับผู้ต้องหาหลังจากเกิดเหตุด้วย และนายรพี ชำนาญเรือ แกนนำประชาชนเพื่อประชาชน ผู้พาครอบครัวผู้ตายเข้ามาแจ้งความ มาให้ปากคำเพิ่มเติมในฐานะพยาน นอกจากนี้ยังเชิญตัวสามีของเหยื่ออีกรายจากจ.มุกดาหาร ซึ่งผู้ต้องหาส่งยาแคปซูลไปให้อ้างว่าเป็นยาบำรุง แต่หลังจากรับประทานเข้าไปแล้วทำให้เสียชีวิต

นอกจากนี้พนักงานสอบสวนอีกชุดหนึ่งยังลงพื้นที่สอบปากคำแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสารพิษและสารเคมี เพื่อหารายละเอียดเกี่ยวกับความอันตรายของสารไซยาไนด์ โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับจำนวนปริมาณที่จะส่งผลให้เกิดอันตรายกับร่างกายจนถึงชีวิต ก่อนนำไปประกอบสำนวนควบคู่ผลตรวจสารพิษที่พบในร่างกายของผู้ตาย เพื่อให้สำนวนแน่นหนาจนสามารถมัดตัวผู้ต้องหาได้

“ผมมั่นใจว่าคดีนี้มีพยานหลักฐานที่แน่นหนามากพอจนสามารถจะเอาผิดกับผู้ต้องหาได้ พร้อมกันนี้ทางพนักงานสอบสวนเตรียมพิจารณาแจ้งข้อหาเพิ่มเติม ในลักษณะของ อนุข้อกล่าวหา จากเดิมที่เป็น ข้อหา “ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรอง” เพิ่มเป็น “ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองเพื่อประสงค์ต่อทรัพย์, เอาสารพิษให้ผู้อื่นบริโภค และลักทรัพย์ “ ซึ่งในข้อหาแรกนั้นมีโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิตด้วย” รอง ผบก.ป. กล่าว

เผยเหยื่อ-ไม่เชื่อป่วยจิต
ส่วนกรณีที่พี่สาวของผู้ต้องหาที่เป็นเภสัชกรจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับสารไซยาไนด์ที่ผู้ต้องหานำไปใช้ก่อเหตุหรือไม่นั้น พ.ต.อ. เอนกยืนยันว่า อยู่ระหว่างการตรวจสอบ เบื้องต้นพอจะทราบว่าผู้ต้องหาสั่งซื้อมาจากช่องทางอื่น เพราะปกติสารไซยาไนด์เป็นสารควบคุมที่นำมาใช้สำหรับงานอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป ข้อสงสัยที่ว่าจะเป็นผู้ให้คำปรึกษาเรื่องวิธีการใช้หรือไม่นั้น ต้องรอสอบสวนอีกครั้ง แต่ขณะนี้ยังไม่พบมีผู้อื่นร่วมก่อเหตุด้วย เพราะตามแผนประทุษกรรม พบผู้ต้องหาอาศัยความใกล้ชิดส่วนตัว ก่อนจะลวงมา ก่อเหตุ เรื่องนี้ต้องให้ความเป็นธรรมกับพี่สาวของผู้ต้องหาด้วย

พ.ต.อ.เอนกกล่าวถึงพฤติกรรมของผู้ต้องหาที่โหดเหี้ยมลงมือฆ่าผู้อื่นนับสิบรายจะมีความผิดปกติทางสภาพจิตหรือไม่ จากการสอบปากคำไม่พบว่า ผู้ต้องหามีอาการผิดปกติแต่อย่างใด พูดจาเหมือนคนปกติทั่วไป ทั้งนี้ ต้องรอให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง การตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ต้องหายังพบธุรกิจการรับจำนำรถยนต์ด้วย หลังจากนี้น่าจะมีอะไรที่ ตื่นเต้นมากกว่านี้

พบโยงธุรกิจสีเทา
ล่าสุดรายงานข่าวจาก บก.ป. แจ้งว่า จากแนวทางสืบสวนเจ้าหน้าที่พบพฤติกรรมนางสรารัตน์เริ่มเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจ สีเทา จำพวกปล่อยเงินกู้ รับจำนำรถตั้งแต่ช่วงที่คบหากับนายสุทธิศักดิ์ หรือแด้ สามีที่ถูกวางยาฆ่าที่ จ.อุดรธานี หลังพบหลักฐานที่ทำให้เชื่อว่านางสรารัตน์เกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทา คือรถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ทะเบียน 5กศ 7028 กทม. ที่ตรวจยึดขณะจับกุมนาง สรารัตน์ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ พบว่าใช้ป้ายทะเบียนปลอม

จากการสอบปากคำด.ต.นิติพนธ์ นุชิต อายุ 41 ปี เจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัดบช.สตม. สามีของ น.ส.สาวิตรี บุตรศรีรักษ์ หรือหนิม อายุ 40 ปี เหยื่อรายล่าสุดที่ จ.มุกดาหาร ทราบว่า ภรรยาเริ่มรู้จักกับนางสรารัตน์จากการลงทุนแชร์ ก่อนเสียชีวิตทั้งคู่ติดต่อหากันอยู่บ่อยครั้ง กระทั่งนางสรารัตน์ส่งของมาให้อ้างเป็นยาลดน้ำหนักชนิดแคปซูล เพราะขณะนั้นภรรยาเพิ่งจะคลอดลูกได้ไม่นาน ครั้งแรกที่ส่งมาไม่สามารถรับประทานได้ เนื่องจากแคปซูลยาละลาย ผู้ต้องหาจึงมีการส่งซ้ำมาให้อีกครั้ง เมื่อน.ส.สาวิตรีรับประทานและเสียชีวิตในเวลาต่อมา เหตุเกิดเมื่อวันที่ 25 พ.ย.2565 โดยใบชันสูตรพลิกศพระบุว่า มีโพแทสเซียม ในเลือดปริมาณสูงกว่าปกติ

จากหลักฐานดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่มุ่งปมสังหารไปที่เรื่องการฆ่าล้างหนี้ เนื่องจาก นางสรารัตน์ติดหนี้ผู้ตายหลายแสนบาท สอด คล้องกับพฤติกรรมคดีอื่นๆ ที่ค่อนข้างชัดเจนว่า หากผู้ต้องหาเป็นหนี้ใครมักจะ เสียชีวิตในลักษณะเดียวกัน

พาโจ๋ราชบุรีชี้จุดฝังยา
วันเดียวกัน ตำรวจกก.5 บก.ป. นำกลุ่มเยาวชนพยานสำคัญไปชี้จุดเกิดเหตุที่บ้านพักใน ต.สวนกล้วย อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ที่นางสรารัตน์จ้างวานให้นำถุงดำไปฝังดิน โดย เจ้าหน้าที่ใช้เวลาเพียงไม่นาน ก่อนจะพาตัวกลุ่มเยาวชนออกไป

ทั้งนี้ หลังจากนางสรารัตน์ก่อเหตุสังหาร น.ส.ศิริพร หรือ ก้อย เมื่อวันที่ 14 เม.ย.ที่ผ่านมา นำถุงดำมาให้กลุ่มเยาวชนนำไปฝังดินด้วยเงินค่าจ้าง 500 บาท ด้วยความสงสัยหนึ่งในพยานเปิดกล่องแล้วดมสารดังกล่าว มีอาการวิงเวียนศีรษะมึนงงไปถึง 3 วัน แต่เยาวชนยังไม่ได้นำไปฝัง พราะมัวแต่เล่นสงกรานต์จนลืม ต่อมาได้ทราบข่าวการเสียชีวิตของน.ส. ศิริพรรู้สึกผิดสังเกตจึงเปิดถุงดำดูพบกรอบป้ายทะเบียนรถ เอกสารประจำตัวของนายสุทธิศักดิ์ หรือแด้ พูนวงส์ อดีตสามีของ นางสรารัตน์ที่เสียชีวิต รวมไปถึงขวดสีขาว ฝาสีแดง ที่ฉลากมีตัวอักษรเขียนว่า UN 1680 โดยขณะนั้นกลุ่มเยาวชนไม่ทราบว่าเป็นขวดยาอะไร จึงรีบประสานญาติของนายสุทธิศักดิ์ ก่อนจะส่งมอบให้ตำรวจกองปราบฯ แล้วมา ทราบในภายหลังว่าคือสารไซยาไนด์

ต่อมานางสรารัตน์ติดต่อหากลุ่มเยาวชนอีกครั้ง พร้อมชักชวนให้ไปกินข้าวและว่าจ้างให้นำถุงดำมาคืนที่ จ.นครปฐม ด้วยเงินจำนวน 10,000 บาท แต่กลุ่มเยาวชนเกรงจะเกิดอันตรายจึงปฏิเสธไป กระทั่งนางสรารัตน์ถูกจับกุมได้ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กทม. สำหรับสิ่งของที่อยู่ในถุงดำ โดยเฉพาะขวดยาไซยาไนด์ ถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่เจ้าหน้าที่จะสามารถนำไปใช้เอาผิดกับนางสรารัตน์ ต่อไป

พ่อ‘ครูอ๊อด’ให้การตร.
ที่สภ.ดอนตูม อ.เมือง จ.นครปฐม นายไพบูลย์ สามบุญมี บิดาของ ครูอ๊อด น.ส. ผุสดี สามบุญมี อายุ 39 ปี อดีตข้าราชการครูที่เสียชีวิตในบ้านพักเมื่อวันที่ 20 พ.ย. 65 เข้าให้ปากคำต่อร.ต.อ.ศิวดล แผนตั้งต่อ รองสว.สอบสวน กรณีการเสียชีวิตของลูกสาวที่เชื่อมโยงถึงนางสรารัตน์ ว่า ลูกสาวกับผู้ต้องหารู้จักกันในวงแชร์ แต่ไม่ทราบว่ารู้จักกันอย่างไรและนานเท่าไหร่ แต่มักได้ยินลูกชื่นชมอีกฝ่ายว่าเป็นคนดี จำได้ว่าคืนที่ลูกสาวเสียชีวิตกลับบ้านดึกมาก แต่ไม่ทราบว่าไปไหน และไปกับนางสรารัตน์หรือไม่ หลังลูกสาวเสียชีวิต นางสรารัตน์ยังมาทวงถามเงินค่าแชร์เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.ปีเดียวกัน แต่ไม่ได้ให้ไปเพราะไม่ได้รับรู้มาก่อนในเรื่องการเล่นแชร์และไม่ทราบว่าจำนวนยอดเงินมีจำนวนเท่าไหร่

นายไพบูลย์ยังให้ข้อมูลอีกว่า ลูกสาวรู้จักกับ น.ส.รสจรินทร์ นิลห้อย หรือ เจ๊น้อย อายุ 43 ปี แม่ค้าร้านผักที่จ.สมุทรสาคร หนึ่งใน ผู้เสียชีวิต เพราะไปร่วมงานศพด้วย แต่ไม่ทราบว่าสนิทมากน้อยแค่ไหน และรู้จักกันได้อย่างไร

บ้านพี่แอม – พ.ต.อ.สมมาตร จันทรัตน์ ผกก.สภ.บางแพ จ.ราชบุรี นำหมายศาลเข้าตรวจค้นบ้านพี่สาว นางสรารัตน์ หรือแอม รังสิวุฒาพรณ์ ผู้ต้องหาฆ่าเชื่อมโยงการตายต่อเนื่อง 13 ศพ พบยาแคปซูลต้องสงสัย จึงตรวจยึดส่งพิสูจน์ เมื่อ 27 เม.ย.

ค้นบ้านพี่ที่ราชบุรี
พ.ต.อ.โชติช่วง ภาณุทัต ผกก.สส.ภ.จว.ราชบุรี พร้อมด้วยพ.ต.อ.สมมาตร จันทรัตน์ผกก.สภ.บางแพ พ.ต.อ.ชัชชน นราวุฒิพร ผกก.สภ.โพธาราม เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนบช.ภาค 7, สภ.โพธาราม และเจ้าหน้าที่พฐ. นำหมายค้นจากศาลจ.ราชบุรี เข้าตรวจค้นที่บ้านเลขที่ 9/7 ม.1 ต.วังเย็น อ.บางแพ จ.ราชบุรี ของน.ส.แจง (นามสมมติ) พี่สาวต่างมารดาของนางสรารัตน์หาหลักฐานเรื่องของสารไซยาไนด์ โดย น.ส.แจงเคยเป็นแพทย์แผนไทยที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เจ้าหน้าที่คาดว่าอาจจะทราบเรื่องของยาป้องกันโควิดที่ญาติของผู้เสียหายรายหนึ่งที่เคยเดินทางมาซื้อยาที่นี่ตามคำแนะนำของนางสรารัตน์ แต่หลังจากกินเข้าไปเกิดหมดสติและเสียชีวิต โดยมีญาติของผู้เสียชีวิตพามาชี้จุดที่มาซื้อยา

จากการตรวจค้นเบื้องต้นพบยาสมุนไพรพื้นบ้าน บรรจุลงในแคปซูลและขวดโหล ยังไม่มีตัวยาที่ผู้เสียหายได้แจ้งกับทาง เจ้าหน้าที่ แต่นำหลักฐานทั้งหมดที่พบส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบอีกครั้ง พร้อมทั้งจะเชิญตัวน.ส.แจงไปให้ปากคำที่สภ.บางแพด้วย

ขณะที่ชาวบ้านใกล้เคียงให้ข้อมูลว่า พี่สาวของนางสรารัตน์เคยทำงานอยู่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี ก่อนจะลาออกเพื่อมาดูแลครอบครัว ช่วงก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นางสรารัตน์จะไปมาที่บ้านหลังนี้อยู่บ่อยครั้ง

เหยื่ออื้อ 13 ศพแล้ว
ที่สโมสรตำรวจ ถ.วิภาวดีรังสิต พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. เผยความคืบหน้าว่า วันนี้พบข้อมูลผู้เสียชีวิตอันต้องสงสัยว่า ถูกนางสรารัตน์วางยาไซยาไนด์เพิ่มเติมโดยรายที่ 12 พบเหตุเกิดในปี 2563 ในพื้นที่ต.โพรงมะเดื่อ อ.เมือง จ.นครปฐม ผู้เสียชีวิตเป็นหญิง อาชีพวิศวกร ถูกพบนอนเสียชีวิตภายในห้องพัก ส่วนความสัมพันธ์รู้จักกันในปี 2563 ผ่านเพื่อนอีกคน และเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ให้นางสรารัตน์ สำหรับผู้เสียชีวิตคนนี้ แพทย์ผ่าชันสูตรพลิกศพรวมถึงการตรวจชันสูตรแยกสารเคมีเอาไว้ด้วย เพราะเป็นเหตุที่ต้องสงสัยในการตาย เนื่องจากผู้เสียชีวิตอายุยังน้อยจึงมีการชันสูตร โดยละเอียด ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานขอผลชันสูตรศพจากแพทย์

ล่าสุดจากการสืบสวน และรับแจ้งเบาะแสข้อมูล พบมีผู้เสียชีวิตถูกวางยาแล้ว รวม 13 คน และถูกวางยาพิษแต่รอดชีวิตได้ 1 คน รวม 14 คน ที่ต้องสงสัยว่าถูกนางแอมลอบวางยารายล่าสุดที่ให้ข้อมูลเป็นศพที่ 13 เป็นภรรยาของด.ต.นิติพนธ์ นุชิต ตำรวจ ตม.ในพื้นที่บึงกาฬ เข้าให้ปากคำยืนยันว่าภรรยาคือ น.ส.สาวิตรี บุตรศรีรักษ์ หรือ หนิม อายุ 40 ปี รู้จักเกี่ยวข้องกับนางแอมก่อนจะเสียชีวิต เมื่อปี 2563 ลักษณะการตายและสภาพศพคล้ายกับศพรายอื่นๆ ที่ถูกวางยา

ทั้งนี้ ด.ต.นิติพนธ์ให้การว่านางสรารัตน์ขอหยิบยืมเงิน ภรรยาจึงกู้เงินด่วนมาให้ 150,000 บาท ส่วนอีก 90,000 บาทเป็นเงินสามี จากนั้นไม่นานภรรยาซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของนางแอม เสียชีวิต ช่วงแรกไม่ติดใจสงสัย กระทั่งเกิดข่าวนางแอมวางยาพิษฆ่าเหยื่อหลาย 10 คน จึงเริ่มสงสัยว่าภรรยาอาจจะถูกวางยาพิษฆ่าปลดหนี้เช่นกัน

ชัดเจนฆ่าล้างหนี้
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวอีกว่า แนวทางการสืบสวนฟันธงว่าสาเหตุการวางยาฆ่าเหยื่อกว่า 10 คน ของนางแอมเพื่อต้องการฆ่าล้างหนี้ เนื่องจากผู้เสียชีวิตเกือบทั้งหมดเป็นเจ้าหนี้เกือบทั้งสิ้น ซึ่งนางแอมไม่มีรายได้กู้ยืมเงินจากหลายคนรวมๆ แล้วกว่าล้านบาท พอมีหนี้สินเกิดขึ้นจำนวนมาก ไม่มีเงินไปใช้หนี้ จึงมีความเป็นไปได้ว่าอาจมีคนแนะนำให้ใช้วิธีการฆ่าล้างหนี้ และฆ่าแล้วไม่ถูกจับ จึงเกิดความย่ามใจฆ่ามาเรื่อยๆ กระทั่งถูกจับ

ขณะที่ผู้รอดชีวิตยังมีเพียง น.ส.ปลา คนเดียว ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนเพื่อแสวงหาพยานหลักฐานก่อนที่จะมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม ส่วนหลักฐานที่น.ส.ปลา อ้างว่า เกิดอาการหายใจไม่ออก หลังจากทานยาสมุนไพรเป็นลักษณะแคปซูล ไปประมาณ 20 นาที ตัวแคปซูลจะเกี่ยวข้องกับแคปซูลเปล่าที่พบในบ้านพักของนางสรารัตน์หรือไม่อยู่ระหว่างการพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาตร์

ล่าสุดตำรวจอยู่ระหว่างเข้าตรวจค้นร้านขายของชำของพี่สาวนางสรารัตน์ ในพื้นที่ อ.โพธาราม เบื้องต้นมีข้อมูลว่า นางสรารัตน์เคยมารับไซยาไนด์ที่ร้านโชห่วยดังกล่าว แต่จะรับจากใคร อย่างไร อยู่ระหว่างสืบสวน ส่วนการสอบปากคำพยานแวดล้อมในวันนี้ 2 คน พบข้อมูลสำคัญจากนายกอล์ฟ (นามสมมติ) ลูกน้องคนสนิทของนายสุทธิศักดิ์ หรือแด้ อดีตสามีนางสรารัตน์ เบื้องต้นนายกอล์ฟเล่าพฤติการณ์สำคัญอันทำให้เชื่อได้ว่า นางสรารัตน์มีเจตนาตั้งใจวางแผนฆ่าสามีด้วยไซยาไนด์

บุกคุกเพิ่มคดีสารวัตรปู
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ยังเผยถึงกรณีการตายของสารวัตรปู พ.ต.ต.หญิง นิภา แสนจันทร์ สว.ฝ.6 บก.อก. บช.ก. เหตุเกิดที่หน้าองค์พระปฐมเจดีย์ ว่า ภายหลังที่ได้รับผลชันสูตรจากแพทย์ระบุว่ามีไซยาไนด์ในเลือด ล่าสุดวันนี้ศาลออกหมายจับนางสรารัตน์เพิ่มอีก 1 คดี ข้อหาฆ่า ผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน พนักงานสอบสวนจะนำหมายจับ เข้าแจ้งข้อหาต่อผู้ต้องหาภายในเรือนจำและอายัดตัวตามขั้นตอน

“ส่วนความคืบหน้าในการตรวจหาวัตถุพยานหลักฐานจากบ้านพักของนางแอม ตั้งแต่เมื่อวานที่ผ่านมา พบวัตถุพยานหลายอย่างที่ต้องสงสัย โดยเฉพาะหลอดยาและแคปซูลเปล่าจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้ได้ส่งหลอดยา ดังกล่าวให้กับตำรวจพิสูจน์หลักฐานตรวจหาสารเคมีแล้ว คดีนี้ไม่ได้ตัดจบที่นางแอม เพราะในการแสวงหาพยานหลักฐาน ขณะนี้พบเหตุต้องสงสัย ว่า อาจจะมีผู้เกี่ยวข้องอีก 2-3 คน หากพบหลักฐานที่ชี้ชัดว่าเกี่ยวข้องจะขอศาลออกหมายจับ” รองผบ.ตร.กล่าว

สำหรับประเด็นการป่วยจิตเวช พล.ต.อ. สุรเชษฐ์กล่าวว่า เบื้องต้นได้ทราบข่าวจากการให้ข้อมูลของอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ขณะนี้ได้ประสานขอข้อมูลประวัติการรักษาโรคของ ผู้ต้องหากับทางสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์แล้ว ส่วนเรื่องอาการป่วยทางจิต จะกระทบต่อการดำเนินคดีหรือไม่ ยังบอกไม่ได้ เพราะต้องรอผลประวัติการรักษาของโรคจากแพทย์ นอกจากนี้อีกประเด็นที่ต้องพิสูจน์คือการตรวจดีเอ็นเอพิสูจน์ความเป็นพ่อของเด็กในครรภ์ และตรวจสอบที่มารถยนต์โตโยต้า คันที่นางแอมขับขี่มาที่ศูนย์ราชการในวันถูกจับ เนื่องจากพบว่า มีการสวมทะเบียนรถ

“ประวัติรักษาอาการทางจิต เชื่อว่าไม่มีผลกระทบต่อคดี เนื่องจากมีหลักฐานแน่นหนา ว่านางแอมรู้เห็นทุกขั้นตอนในการกระทำความผิด เมื่อถึงชั้นสรุปสำนวนตำรวจจะสั่งฟ้องทุกข้อหาแน่นอน ส่วนการสอบปากคำเหยื่อที่รอดชีวิตจากการวางยา ซึ่งตอนนี้ยังมีเพียง 1 คน ที่รอดตายมาได้ ให้การเป็นประโยชน์ ระบุว่านางสรารัตน์มีนิสัยโอภาปราศรัย พูดจาดี คุยสนุก และคบกันไประยะหนึ่งจะขอให้ช่วยเรื่องเงิน จากนั้นถูกลอบวางยาหวังฆ่าให้ตาย แต่กลับรอดมาได้” รองผบ.ตร. กล่าว

นอนคุกวันแรกความดันดีด
วันเดียวกัน นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยถึงอาการของนางสรารัตน์หลังถูกควบคุมตัวเข้าทัณฑสถานหญิงกลาง ว่า เมื่อคืนวันที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้รับรายงานจากนางสาวโศรยา ฤทธิ์อร่าม ผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงกลาง ว่า นางสรารัตน์ ผู้ต้องขังรายใหม่ที่เข้าไปมีอาการเครียด-วิตกกังวล ความดันสูง 150-200 มิลลิเมตรปรอท พยาบาลต้องส่งตัวไปที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ในช่วงเวลา 22.00 น. แพทย์ตรวจร่างกายและให้การรักษาเบื้องต้น ก่อนส่งตัวกลับโดยไม่ได้ให้นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล

ส่วนนางสรารัตน์ได้ตั้งครรภ์ 4 เดือน แพทย์ตรวจชีพจรเด็ก พบชีพจรเด็กปกติ อาการความดันสูงหรือความเครียดไม่ได้กระทบต่อเด็กในท้อง ขณะนี้นางสรารัตน์อยู่ที่ห้องกักโรคของทัณฑสถานหญิงกลาง มี นักจิตวิทยาคอยดูแลอย่างใกล้ชิดไม่ให้ผู้ต้องขังมีอาการเครียด

ล่าสุดจากการตรวจสอบประวัติพบว่า ผู้ต้องขังเคยเข้ารับการรักษาโรคทางจิตเวช ที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์เมื่อ 5 ปีก่อน แต่ขาดการรักษาอย่างต่อเนื่องมา 2 ปี ส่วนรายละเอียดเรื่องการรักษาในขณะนั้นไม่แน่ชัด ต้องถามทางโรงพยาบาล โดยวันนี้ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ส่งจิตแพทย์มาตรวจดูอาการว่าป่วยอยู่ในขั้นไหน เพื่อทำการรักษาต่อไป อย่างไรก็ตาม ทัณฑสถานหญิงกลางมีการดูแลผู้ต้องขังที่ป่วยเป็นจิตเวชอยู่แล้ว ในกรณีนี้จะส่งจิตแพทย์ให้เข้ามาพูดคุยบ่อยครั้งในช่วงแรกก่อน

ไซยาไนด์เต็มรถแอม
วันเดียวกัน รายงานข่าวแจ้งว่า ผลการทดสอบตัวอย่างที่ตำรวจพฐ.ตรวจสอบ รถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ที่สวมป้ายทะเบียนเบียนปลอม 5 กศ 7028 กรุงเทพมหานคร ของนางสรารัตน์ กว่า 20 ตัวอย่างซึ่งส่งให้อาจารย์ ประจำภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตรวจด้วยเทคนิคไอออนโทโตกราฟฟี่ พบความชัดเจนว่าเป็นสารไซยาไนด์ บนรถของผู้ต้องหา

ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตรวจยึดกล่องไปรษณีย์ ลักษณะมีคราบผลึกสารเคมีบางอย่าง ส่งให้ตรวจยืนยันเพิ่มเติมด้วยล่าสุดทางเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจยึดกล่องไปรษณีย์ ลักษณะมีคราบผลึกสารเคมีบางอย่าง ส่งให้รศ.ดร.วีรชัย ตรวจยืนยันอีกครั้งที่มหาวิทยาลัยเกษตรฯ อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน