เชียร์สนั่นพารากอน 9พรรค-โชว์วิสัยทัศน์ ยังบลัด-ขุนศึก-แม่ทัพ ชิงปล่อยของเฉียบคม

เวทีดีเบต ‘มติชน- เดลินิวส์’ ธีม ‘สงคราม 9 พรรค เดอะ ลาสต์ วอร์’ สุดมัน รอบขุนศึกประจัญบานเดือด ‘วินท์’ รวมไทยสร้างชาติ ตอบคำถามปมเห็นด้วยหรือไม่ไล่คน ชังชาติออกนอกประเทศ ลั่นบ้านเมืองมีขื่อมีแป ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ด้าน ‘ศิธา’ ขอบางพรรคเลิกใช้มุขใส่ร้ายพรรคอื่นชังชาติหาเสียง ส่วน ‘ณัฐวุฒิ’ ชี้ไม่มีใครชังชาติ แต่อยากไล่คนยึดอำนาจออกจากรัฐบาล ขณะที่รอบขุนศึก-แคนดิเดตนายกฯ ก็มันหยด ‘คุณหญิงหน่อย’ ประกาศปิดสวิตช์รัฐประหาร เชื่อฝ่ายประชาธิปไตยชนะเลือกตั้ง ขณะที่ “หมอมิ้ง” ลั่น ฝ่ายปชต.ต้องชนะให้ได้เสียงข้างมาก เชื่อ 3 แคนดิเดตนายกฯ พท. ไม่ว่าใครก็เป็นนายกฯ ได้ ส่วน ‘พิธา’ ชูนโยบาย 100 วันแรก – 1 ปีแรก – สมัยแรก หากเป็นรัฐบาล ชี้ ‘ก้าวไกล’ คือทางรอด ไม่หวั่นโดนสาดโคลน พร้อมสู้ด้วยความจริงใจ-สร้างสรรค์

มติชน-เดลินิวส์จัดดีเบตใหญ่
เมื่อวันที่ 2 พ.ค. เวลา 12.00 น. ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้า สยามพารากอน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ มติชนxเดลินิวส์ ร่วมจัดดีเบตเป็นครั้งแรกในเวที “สงคราม 9 พรรค THE LAST WAR” โดยยกทัพพรรคการเมืองชั้นนำครั้งยิ่งใหญ่ ทั้งขุนพลเลือดใหม่ (Young blood) ขุนศึกตัวตึง- ตัวเก๋า และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประชันนโยบายเพื่อนับถอยหลังเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

ผู้บริหารทั้ง 2 สื่อพร้อมหน้า
ทั้งนี้ มีผู้บริหารเครือมติชน นำโดย นายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) นายวรศักดิ์ ประยูรศุข รองประธานกรรมการ น.ส.ปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการ นายจำลอง ดอกปิก บรรณาธิการ กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชน นายนฤตย์ เสกธีระ บรรณาธิการบริหารมติชน และนายสุริวงค์ เอื้อปฏิภาน บรรณาธิการอำนวยการ และบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ข่าวสด

สำหรับผู้บริหารเครือเดลินิวส์ นำโดยนางประพิณ รุจิรวงศ์ นางสิริวรรณ พันธุ์ปรีชากิจ และนายปารเมศ เหตระกูล กรรมการบริหารหนังสือพิมพ์เดลินิวส์และเดลินิวส์ออนไลน์ เข้าร่วมงานพร้อมหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศภายในงานว่า ผู้ที่จะร่วมดีเบตจากพรรคการเมืองที่จะขึ้นดีเบตรอบแรก คือเวที “ Young blood วัดอนาคต” ได้มาซักซ้อมความพร้อมตั้งแต่เวลา 11.30 น. เพื่อเตรียมขึ้นเวทีในเวลา 12.30 น.

ส่วนบรรยากาศภายนอกห้องจัดงานได้มีกองเชียร์ และแฟนคลับของแต่ละพรรคการเมืองมาให้กำลังใจ ทั้งนี้จัดพื้นที่และป้ายแบ๊กดร็อปขนาดใหญ่ บริเวณทางเข้าเพื่อให้กองเชียร์และแฟนคลับได้ร่วมแสดงออกและเชียร์ผู้ร่วมดีเบตของพรรคตัวเอง

ดีเบตยังบลัด – ผู้สมัครส.ส.จาก 9 พรรค น.ส.สิริลภัส กองตระการ พรรคก้าวไกล, น.ส.วิเวียน จุลมนต์ พรรคชาติพัฒนากล้า, ดร.อาชวิทธิ์ เจิงกลิ่นจันทน์ พรรคชาติไทยพัฒนา, นายปณิธาน ประจวบเหมาะ พรรคไทยสร้างไทย, นายเมธี อรุณ พรรคประชาธิปัตย์, นายระพีพัฒน์ สุเมธโชติเมธา พรรคพลังประชารัฐ, น.ส.สกาวใจ พูนสวัสดิ์ พรรคเพื่อไทย, นายอิทธิเดช สุพงษ์ พรรคภูมิใจไทย และนางรัดเกล้า สุวรรณคีรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมดีเบต ‘Young blood วัดอนาคต’ ในเวที ‘สงคราม 9 พรรค THE LAST WAR’ จัดโดยเครือมติชนร่วมกับเดลินิวส์ ที่รอยัล พารากอนฮอลล์ สยามพารากอน เมื่อวันที่ 2 พ.ค.

‘เมธี ลาบานูน’แจงเหตุร่วมปชป.
จากนั้น เวลา 12.30 น. เข้าสู่รอบที่ 1 เวที “Young blood วัดอนาคต” รายชื่อตัวแทนพรรค ประกอบด้วย น.ส.สิริลภัส กองตระการ พรรคก้าวไกล หรือ หมิว ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 14 พรรคก้าวไกล, น.ส.รัดเกล้า สุวรรณคีรี ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 33 พรรครวมไทยสร้างชาติ, นายเมธี อรุณ ผู้สมัคร ส.ส.นราธิวาส เขต 2 พรรคประชาธิปัตย์, น.ส.สกาวใจ พูนสวัสดิ์ ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 13 พรรคเพื่อไทย, นายอิทธิเดช สุพงษ์ ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 15 พรรคภูมิใจไทย, นายปณิธาน ประจวบเหมาะ ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 23 พรรคไทยสร้างไทย, นายอาชวิทธิ์ เจิงกลิ่นจันทน์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 20 พรรคชาติไทยพัฒนา, น.ส.วิเวียน จุลมนต์ ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 8 พรรคชาติพัฒนากล้า และนายระพีพัฒน์ สุเมธโชติเมธา ส.ส.กทม. เขต 25 พรรคพลังประชารัฐ

ลูกไตรรงค์ป้องบิ๊กตู่ทำงานจริง
น.ส.รัดเกล้า สุวรรณคีรี ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 33 พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า คำถามที่ได้ยินทุกครั้งแทบจะทุกวันในการลงพื้นที่ว่าวันนี้เป็น วันเลือกตั้ง และช่วงการหาเสียง เจอหน้าคุณทุกวันเลย แต่เมื่อคุณเป็นส.ส.แล้ว จะเห็นหน้าคุณอีกหรือไม่ คำตอบคือเนเน่ขอมาเพื่อเป็นคำตอบที่แตกต่าง มาเพื่อเป็นข้อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่านักการเมือง ในความฝันมีอยู่จริง จะใช้เฟซบุ๊กไลฟ์ไปด้วย เหตุผลที่ใช้เฟซบุ๊กไลฟ์ เพื่อให้ทุกคนเห็นการทำงานที่โปร่งใส เพราะเชื่อว่าคนไทยถวิลหานักการเมืองที่เปิดเผยมากขึ้น ไม่มีหมกเม็ด

“คำถามที่ว่าทำไมต้องรทสช. ทำไมต้องเป็นลุงตู่ ดินฉันขอเดาใจ ขออ่านใจ พ่อ แม่ พี่น้อง ในนี้ก่อนเลย โคตรเบื่อ 8 ปีไม่เห็นประเทศไทยจะเจริญขึ้น ประเทศไทย คนไทยมีแต่ลำบาก ถูกต้องหรือไม่ บอกเลยว่าเข้าใจทุกคน และเข้าใจด้วยว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ทุกคนมีความคิดเห็นที่เหมือนกัน เป็นไปไม่ได้ที่เนเน่จะทำให้ทุกคนเห็นเหมือนกัน เพราะความจริงมีหลายมุม อยู่ที่ว่าเลือกที่จะมองมุมไหน แต่ขอให้ทุกคนเปิดใจรับฟังข้อมูลกันสักนิด เคยฟังเพลงนี้หรือไม่ “พูดไม่ค่อยเก่ง แต่รักหมดใจ” เพลงนี้ลุงตู่พูดไม่ค่อยเก่ง ตรงนี้ยอมรับ แต่เป็นคนทำจริง แล้วทำด้วยใจที่รักชาติจริงๆ ทำแบบไม่เลือกปฏิบัติ ต้องบอกว่า 8 ปีที่เราพูดถึง มีห่วงเวลาที่หายไปนั่นคือช่วสงเวลา 3 ปีของวิกกฤตโควิต ที่หลายประเทศล้ม แต่ประเทศไทยไม่ล้ม เพราะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้ช่วงเวลานั้นพลิกโครงสร้างพื้นฐาน และพล.อ.ประยุทธ์คือคนที่ทำจริง ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ” น.ส.รัดเกล้ากล่าว

‘หมิว’ลั่นพรรคส้มสู้เพื่อชาวบ้าน
น.ส.สิริลภัส กองตระการ พรรคก้าวไกล หรือ หมิว ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 14 พรรคก้าวไกล กล่าวว่า ตนเคยเห็นความเหลื่อมล้ำ ที่ชีวิตจริงที่ยิ่งกว่าละครที่เคยเล่นมา ตนเคยเป็นพิธีกรรายการหนึ่งได้เห็นเด็กที่หลุดจากวงจรการศึกษาเพียงเพราะว่าที่บ้านไม่มีเงินส่ง เราเกิดคำถามว่าทำไมภาษีที่จ่ายไปถึงรองรับสวัสดิการถ้วนหน้า สาธารณูปโภค การศึกษา สาธารณสุข ที่ดีให้กับคนไทยไม่ได้ ตอนตนเป็นนักแสดงได้ออกมาเคลื่อนไหว เราทำได้แค่พูดได้ดังกว่าชาวบ้าน แต่ถ้าได้ก้าวเข้าไปเป็นส.ส.ในสภา ตนมั่นใจว่าจะสามารถเป็นตัวแทนประชาชน พูดให้ทรงพลัง พูดให้ปัญหาความลำบากปากท้องของประชาชนเข้าไปถึงในสภา ให้ผ่านนิติบัญญัติ ผ่านกฎหมายนโยบายให้คนไทยมีชีวิตที่ดี ที่ควรจะมีและดีกว่านี้ได้ ในส่วนเรื่องของนโยบายเรา ชู การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต การเมืองดี เริ่มโดยการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ปฏิรูปกองทัพ ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร และรัฐโปร่งใสไร้กลโกง ประชาชนต้องเข้าถึงข้อมูลของรัฐได้ การจัดซื้อจัดจ้างต้องมีการรับรู้โดยประชาชนโดยตลอด และการเลือกตั้งผู้ว่าทุกจังหวัด กระจายความเจริญ ในส่วนปากท้องดี เรามีเรื่องรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าตั้งแต่เกิดจนแก่ การขึ้นค่าแรงทุกปีเริ่มต้นทันที 450 บาท และปากท้องดี มีอนาคต คือการสร้างงานซ่อมประเทศ สนับสนุนหวยเอสเอ็มอี

น.ส.สิริลภัสกล่าวว่า ก้าวไกลมีจุดยืนที่ชัดเจน “เราไม่จับมือกับลุง มีเราไม่มีลุง มีลุงไม่มีเรา” เรามีดีเอ็นเอของคนธรรมดาที่หวังแค่มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น และเหตุผลที่ทำไมต้องเลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลเป็นนายกรัฐมนตรี อยากให้ลองจินตนาการดู หากได้นายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศเราจะเดินหน้าไปทางไหน หากเราได้ไปยืนในเวทีโลกประเทศไทยจะทรงพลังขนาดไหน

“สุดท้ายนี้ขอฝากทุกท่านว่า พวกไอส้มมันเป็นนักสู้ เราจะสู้และชนทุกต้นตอปัญหา ไม่ว่าจะเกิดอะไร ไม่ว่าจะเกิดอุปสรรคอะไรก็แล้วแต่ พวกส้มจะสู้ ไม่ได้สู้เพื่อตัวเอง แต่ชัยชนะครั้งนี้ถ้าพวกเราได้มาจะเป็นชัยชนะของประชาธิปไตยและประชาชนทุกคน” น.ส.สิริลภัสกล่าว

‘อ๋อม สกาวใจ’ชี้คสช.อาชญากร
ต่อมาน.ส.สกาวใจ พูนสวัสดิ์ ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 13 พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนออกมาเรียกร้องคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนทั้งในเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียมกัน แต่จุดยืนทางการเมืองของตนคือประชาธิปไตยเต็มใบ 100 เปอร์เซ็นต์ รัฐประหารคืออาชญากรรม คนทำรัฐประหารคืออาชญากร ไม่ต้องมีนิรโทษกรรม และไม่กำหนดระยะเวลา เราควรที่จะนำคนทำรัฐประหารมาดำเนินคดีไม่ว่าจะกรณีใดๆ ก็แล้วแต่ เพราะการทำรัฐประหารดึงประเทศให้ถอยหลัง คนที่มาทำรัฐประหารใช้กำลังเยี่ยงสัตว์ป่าทางการเมืองที่ดีเราจะต้องฟังกัน เห็นต่างกันได้ พูดคุยกันได้ ประชาธิปไตยรัฐสภา เป็นทางออกของผู้มีอารยธรรม

น.ส.สกาวใจกล่าวต่อว่า แจงจูงใจที่ทำให้ตนมาทำงานการเมืองเพราะปัญหาของประชาชน และตนก็เป็นประชาชนคนหนึ่งที่ทองเห็นปัญหาและเห็นตรรกะที่บิดเบี้ยงมาตลอดเวลา และปัญหาที่เกิดขึ้นมาตลอดระยะเวลา 8-9 ปีสิทธิของประชาชนถูกลิดรอน คนที่เห็นต่างจากรัฐบาลถูกยัดเยียดว่า ชังชาติ ตนก็โดนยัดเยียดคำว่าชังชาติ เพียงเพราะออกมาวิพากษ์วิจารณ์การเมือง ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่ไม่เอาไหน ทำงานไม่ได้ ล้มเหลว เราอยากเห็นชาติและบ้านเมืองที่ดีส่งต่อให้ลูกแล้ว แต่เราเกลียดรัฐบาลที่บริหารงานอยู่ รัฐบาลที่พูดนโยบายแล้วทำไม่ได้เลย เมื่อเราพูดไม่ได้ ตนจึงลงมาทำงานการเมือง และถ้าตนได้เป็นส.ส.สิ่งที่จะผลักดันมากที่สุดจะผลักดันนโยบายพรรคเพื่อไทยในทุกๆ นโยบาย และที่จะผลักดันมากเป็นพิเศษคือเรื่องสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมกัน

น.ส.สกาวใจกล่าวต่อว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดการบริหารบ้านเมือง จำเป็นต้องให้คนที่มีประสบการณ์ในการบริหารองค์กรใหญ่ และประสบความสำเร็จในองค์กรนั้นมา นำความรู้ความสามารถมาเพื่อบริหารประเทศ เพราะประเทศไทยไม่ใช่สนามเด็กเล่น เราไม่ต้องการคนที่เข้ามาลองผิดลองถูกได้อีกต่อไปแล้ว เราต้องการคนที่มีประสบการณ์จริงและต้องการคนที่ประสบความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ และแคนดิเดตนายกฯ ของเพื่อไทยทุกคนเหมาะสมที่สุด

ดีเบตครั้งประวัติศาสตร์ – น.ส.ปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการมติชน, นายปราปต์ บุนปาน รองกรรมการผู้จัดการมติชน, นางประพิณ รุจิรวงศ์, นางสิริวรรณ พันธุ์ปรีชากิจ และ นายปารเมศ เหตระกูล ผู้บริหารเดลินิวส์ ถ่ายภาพร่วมกับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและตัวแทนจาก 9 พรรคการเมือง ที่เข้าร่วมดีเบตครั้งประวัติศาสตร์ เวที ‘สงคราม 9 พรรค THE LAST WAR’ จัดโดย เครือมติชนร่วมกับเดลินิวส์ ที่รอยัล พารากอนฮอลล์ สยามพารากอน กทม. เมื่อวันที่ 2 พ.ค.

รอบ 2 คึกเวทีขุนศึกประจัญบาน
จากนั้นเวลา 14.00 น. เข้าสู่รอบสอง เวที “ขุนศึก ประจัญบาน” โดยบุคคลสำคัญในแต่ละพรรคร่วมประชันประเด็นหลักที่พรรคใช้หาเสียง อธิบายเหตุผลในการเลือกใช้กลยุทธ์-นโยบายในช่วงโค้งสุดท้าย พร้อมดีเบตโต้แย้งกับตัวแทนจากพรรคการเมืองต่างๆ ทั้งในประเด็นการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม พบกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าและผู้ช่วยหาเสียงพรรคก้าวไกล, นายเกียรติ สิทธีอมร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9 พรรคประชาธิปัตย์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผอ.ครอบครัวเพื่อไทย, นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง กทม.พรรคภูมิใจไทย, น.ต.ศิธา ทิวารี แคนดิเดต นายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย, นายชาติชาย พยุหนาวีชัย กรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ พรรคชาติไทยพัฒนา, นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า, นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และนายวินท์ สุธีรชัย ทีมเศรษฐกิจพรรครวมไทยสร้างชาติ

ทั้งนี้ รูปแบบของการดีเบตมีการแบ่งพรรคการเมืองออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 3 พรรค กลุ่ม 1 ประกอบด้วย พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคไทยสร้างไทย และพรรคเพื่อไทย กลุ่ม 2 ประกอบด้วย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนากล้า และพรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่ม 3 ประกอบด้วย พรรคก้าวไกล พรรคพลังประชารัฐ และพรรคภูมิใจไทย

ให้ตอบคำถามปมไล่คนชังชาติ
จากนั้นพรรคการเมืองกลุ่มแรกประกอบด้วย นายวินท์ สุธีรชัย ทีมเศรษฐกิจพรรครวมไทยสร้างชาติ น.ต.ศิธา ทิวารี แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย ได้ตอบคำถามแรก ซึ่งถามว่าเห็นด้วยหรือไม่กับแนวคิดไล่คนชังชาติออกนอกประเทศ

นายวินท์ สุธีรชัย ทีมเศรษฐกิจพรรครวมไทยสร้างชาติกล่าวว่า ประเทศไทยมีขื่อมีแป ไม่เช่นนั้นก็เกิดความวุ่นวาย เราอยู่ในกฎหมายที่ทุกคนต้องทำตาม แต่ถ้าใครเป็นกบฏถือว่ามีโทษสูงสุดประหารชีวิต พรรครวมไทยสร้างชาติมีความเป็นประชาธิปไตย หรือว่าเราอยากเป็นเหมือนประเทศสิงคโปร์หรือไม่ มีคนด่า นายกฯ ก็ติดคุก ในห้องนี้มีคนด่านายกฯ เต็มไปหมด แต่ไม่มีใครติดคุก หากเราไม่มีประชาธิปไตย เราคงไม่ต้องออกหาเสียง เพราะเราเป็นประชาธิปไตย จึงมีการเลือกตั้งในครั้งนี้

‘ศิธา’ฟาด-เลิกใช้มุขนี้เสียที
จากนั้นน.ต.ศิธา ทิวารี แคนดิเดตนายกฯ พรรคไทยสร้างไทยกล่าวว่า ตนเป็นคนที่ติดตามข่าวสารทางอินเตอร์เน็ตอย่างละเอียด เวลามีการกล่าวหาว่าใครชังชาติ เขามักจะตอบว่าไม่ได้ชังชาติแต่เขาชังมึง การที่จะไปบอกว่าใครคนใดคนหนึ่งชังชาติเพื่อคะแนนเสียงให้ตัวเอง ตนเปรียบเทียบตลอดว่าการทำให้ตัวเองดีขึ้น โดยเหยียบหัวคนอื่นให้ต่ำลง บอกพรรคนี้ชังชาติพรรคนี้ล้มเจ้า ตนกลัวว่าคนที่ออกไปเลือกตั้ง 37 ล้านเสียง เกิดมี 10 ล้านเสียง เลือกพรรคที่ชังชาติหรือล้มเจ้าแบบนั้นคงไม่ใช่ ตนยืนยัน ในฐานะที่เคยเป็นทหาร ตนสวนสนามสาบานตน มีความจงรักภักดี และเชื่อว่าทุกพรรคยึดมั่นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉะนั้น มุขพวกนี้เลิกเสียที คนที่เป็นผู้ใหญ่อีกไม่กี่วันก็ล้มหายตายจาก ถ้าไม่คุยกับเด็กวันนี้ คุณตายไปเด็กไม่มาคุยด้วยแล้ว ถ้ารักชาติด้วยเหตุผลจะทำให้ชาติไทยสถาพรยืนยงได้ตลอดไป ถ้าอยากให้ประเทศไทยยืนยงต่อไปก็อย่าหาเสียงแบบนี้เลย

น.ต.ศิธากล่าวต่อว่า ถ้าประเทศไทยมีประชาธิปไตยแบบสิงคโปร์ป่านนี้เจริญไปเยอะแล้ว เพราะไม่มีทหาร ไม่มีอาวุธปืน ที่เป็นภาษีประชาชนมายึดอำนาจของประชาชนไป การเมืองที่บอกว่าเป็นประชาธิปไตยแบบยึดอำนาจเข้ามา แต่งตั้งองค์กรอิสระของตัวเองเข้าไปหมด ยัดส.ว. 250 คนไปเลือกนายกฯ แทนประชาชน แบบนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย ใครบอกจะก้าวข้ามความขัดแย้งแบบนี้ ถ้าเสนอมาอีกตนก็จะเสนอก้าวฟาดความขัดแย้งอีกที

‘ณัฐวุฒิ’ชี้คนไทยอยากไล่คสช.
ต่อด้วยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทยกล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการอ้างว่าเป็นคนชังชาติ เพราะไม่มีคนไทยคนไหนชังชาติ แต่อยากไล่คนยึดอำนาจออกจากรัฐบาล ประชาชนคือเจ้าของประเทศที่แท้จริง พรรคเพื่อไทยจะร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน อยู่ใน กฎกติการะบอบประชาธิปไตย ให้กองทัพอยู่ภายใต้ประชาชน และหากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งแบบชนะขาด เราไม่เหยียบย่ำคนแพ้ แต่ให้คนแพ้ยอมรับความพ่ายแพ้ ปืนไม่ได้มีความหมายถ้ากองทัพไม่ได้รับใช้ประชาชน

นายณัฐวุฒิกล่าวอีกว่า ประชาธิปไตยไม่ได้ชี้วัดแค่ด่านายกฯ แล้วไม่ติดคุก แต่คณะรัฐประหารไม่เคยติดคุกมากกว่า หากพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลเราจะรื้อกฎหมาย ระบุว่าการรัฐประหารเป็นกบฏ ไม่มีอายุความ ชดใช้ในสิ่งที่ทำไป ตนไม่เชื่อคำพูดก้าวข้ามความขัดแย้งแบบลอยๆ เพราะคนที่พูดอยู่ในกระบวนการความขัดแย้งทั้งสิ้น

แจงแจกเงินหมื่นในเป๋าดิจิทัล
จากนั้นเป็นคำถามที่สอง ถามว่ารัฐควรให้เงินช่วยเหลือประชาชน โดยช่วยเฉพาะกลุ่มคนที่ยากจนลำบากหรือช่วยเหลือแบบถ้วนหน้าเท่าเทียม น.ต.ศิธากล่าวว่า ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องนี้ต้องดูว่ารัฐมีความจำเป็นต้องใช้เงินหรือไม่ 8-9 ปีที่ผ่านมายึดอำนาจไปแล้วเอาหนังแกะมาคลุมว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตย แต่ประชาชนทุกข์ยากแสนสาหัส ประเทศชาติย่ำแย่จากวิกฤตการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจโลก วิกฤตโควิด-19 ประเทศไปไม่ได้ เมื่อเป็นแบบนี้จำเป็นต้องมีเงินที่เป็นยาแรงลงไปหาพี่น้องประชาชน เมื่อจำเป็นต้องใช้จึงแล้วแต่มุมมองแต่ละคนแต่ละพรรค ซึ่งทุกนโยบายของทุกพรรคการเมืองมีความจำเป็นให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้อีกครั้ง

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีเป้าหมายการใช้เม็ดเงินในโครงการกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท ที่จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่สุดในประเทศไทย มีนโยบายอุดหนุนเงินครอบครัว ขยายการเติบโตเศรษฐกิจ ส่งเสริมการลงทุน จากภายประเทศและต่างประเทศ ให้คนตัวโต ตัวเล็ก ตัวกลาง ให้ทุกคนได้เดินไปข้างหน้าด้วยกัน ทุกวันนี้สภาพเศรษฐกิจไม่ได้เกิดจากไม่มีงบประมาณ แต่เกิดจากความไม่มีความสามารถ ไม่มีพลังงานในการแก้ปัญหา แล้วจะมีหน้าอยู่ต่อได้อย่างไร เราไม่ได้เอาเงินไปให้คนร่ำรวย แต่คนรัฐประหารไปยึดอำนาจจากประชาชนคนจนทำไม จับลูกหลานคนยากคนจนทำไม เอาไปเกณฑ์ทหารทำไม เราไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลเราจะไม่ทิ้งพล.อ.ประยุทธ์ กับพล.อ.ประวิตร เพราะจะดูแลด้วยเบี้ยสูงอายุ

ส่วนคำถามที่สามซึ่งเป็นคำถามสุดท้ายถามว่า นโยบายกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในรูปแบบให้เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด พรรคของท่านเห็นด้วยหรือไม่ นายณัฐวุฒิกล่าวว่า เห็นด้วยกับการกระจายอำนาจ พรรคเพื่อไทยจะให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ในจังหวัดนำร่องทันที ให้มีการบริหารท้องถิ่นด้วยคนจากท้องถิ่น ให้พวกเขาดูแลกันเอง การสร้างความเข้มแข็งกับสังคมคือ การให้อำนาจกับประชาชน เป็นอำนาจอธิปไตยของตนเองอย่างถูกทิศถูกทาง การปกครองท้องถิ่นในรูปแบบพิเศษต้องเดินไปข้างหน้า สอดรับการกระจายอำนาจ ที่สำคัญนายกฯ ที่มาจากเลือกตั้ง จะสอดประสานกับผู้ว่าฯ ทุกพื้นที่ อีกปัญหาคือการซื้อเสียงที่ทำให้ประเทศเหลวแหลก มีบางพรรคซื้อทั้งเสียง ซื้อทั้งส.ส.

ทสท.ยืนยันหนุนเลือกตั้งผู้ว่าฯ
น.ต.ศิธากล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ซึ่งเราต้องทำให้คนเดียวที่ประชาชนเลือกมาสามารถควบคุมทุกหน่วยงานของจังหวัดได้ทั้งหมด ประชาชนจะต้องเลือกผู้ว่าฯ ด้วยตัวเองได้ ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการจัดสรรงบประมาณจังหวัด และประชาชนต้องสามารถต้องเลือก ลด ปลด ย้าย นักการเมือง และข้าราชการในจังหวัดตัวเองได้ เราจะได้ไม่ต้องเห็นการส่งเงินให้ระดับนาย เพราะข้าราชการต้องทำงานเอาใจประชาชน ส่วนปัญหาว่าจะมีการซื้อเสียงนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีการแก้ไขทั้งต้นเหตุ ซึ่งผู้ว่าฯ จากการเลือกตั้งของประชาชนต้องมาแน่นอน อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งมีตัวแปรสามตัวคือ กระแส กระสุน และบ้านใหญ่ กระแสคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด หลายพื้นที่ใช้กระสุนกับบ้านใหญ่กันแรงมาก ซึ่งอุปสรรคการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ก็เป็นเช่นนั้น เราจึงต้องแก้ที่ระบบทำให้โปร่งใสการเลือกตั้งผู้ว่าฯ จึงจะเกิดขึ้นได้

โต้รทสช.เปล่าเป็นนั่งร้านใคร
นายวินท์กล่าวว่า เวลาพรรคการเมืองทุกพรรคหาเสียงว่าจะไถเงินคนรวยไปช่วยคนจน “อย่าโห่นะครับเพราะพรรคที่ท่านเชียร์อยู่เขาประกาศกันอย่างนั้นหลายพรรค” ฉะนั้น ทำไมในอดีตถึงเป็นการให้สวัสดิการถ้วนหน้าเพราะในอดีตเราไม่มีเทคโนโลยี บอกได้ว่าคนที่ลำบากอยู่ที่ไหน แต่พรรครวมไทยสร้างชาติมีส่วนร่วมในการสร้างฐานข้อมูลนั้น เราสามารถรู้ได้ว่าครอบครัวไหนลำบาก เพราะคุณอาจจะไม่รู้แต่เรารู้ โดยสร้างแอพพลิเคชั่น “เป๋าตังค์”

“แจกหมื่นนึงได้ครั้งเดียว แต่แจกผ่านลุงตู่พลัสได้เดือนละพัน 4 ปีได้สี่หมื่นแปด คนจนหายลำบากไหม ดังนั้น ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ ดีที่สุด” นายวินท์กล่าว

นายวินท์กล่าวว่า จะแจกไม่แจกก็เรื่องหนึ่ง ให้ประชาชนเป็นคนตัดสินใจ แต่พรรครวมไทยสร้างชาติไม่ได้มาเพื่อเป็นนั่งร้านให้ใคร ตนเข้ามาที่พรรคก่อนที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเข้ามาในพรรค ดังนั้น พรรครวมไทยสร้างชาติเป็นการรวมกันของคนหลายกลุ่ม ที่มีประสบการณ์และความสามารถ เรื่องที่ผลักดันเผด็จการต่อไม่เป็นความจริง ทุกวันนี้เรามีแต่รวมพลังเพื่อผลักดันประเทศต่อไป และแนวทางของเราคือการ นำเงินต่างชาติมาให้คนไทย

ชทพ.ยี้ปฏิวัติ-หนุนรธน.ใหม่
จากนั้น รอบ 2 เวที “ขุนศึก ประจัญบาน” โดยแบ่งเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 3 พรรค กลุ่ม B คือนายเกียรติ สิทธีอมร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9 พรรคประชาธิปัตย์ นายชาติชาย พยุหนาวีชัย กรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ พรรคชาติไทยพัฒนา และนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค และผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติพัฒนากล้า

โดยคำถามหมวดการเมือง ว่า ผู้มีส่วนร่วมกับการทำรัฐประหาร ควรถูกลงโทษย้อนหลังหรือไม่ และถ้าเกิดรัฐประหารขึ้นอีก พรรคของคุณจะมีจุดยืนอย่างไร

“พรรคอยากให้มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ โดยมีการแก้ไขในระบบรัฐสภาดังนั้นการแก้ไขในเรื่องของการมีบทลงโทษในการที่ใครจะทำรัฐประหาร เราควรกำหนดไว้ ถึงแม้จะมีการรัฐประหารแล้วก็มีการฉีก เราก็จะบอกว่ารัฐประหารประชาชนไม่ต้องการ จึงต้องทำให้เป็นแบบจารีตประเพณี แม้จะไม่มีการเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญแต่ประชาชนต้องยืนหยัดว่าสิ่งนี้เป็นจารีตประเพณีที่ไม่ถูกต้อง ถ้าเราคิดร่วมกันแบบนี้จากนี้ไปจะมีการรัฐประหารอีกต่อไป” นายชาติชายกล่าว

อรรถวิชช์โต้เป่านกหวีดกวักปว.
ขณะที่นายอรรถวิชช์กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสันดานล้วนๆ กฎหมายเขียนอย่างไรก็แล้วแต่ นำไปสู่การปฏิวัติได้ทั้งนั้น ทหารในต่างประเทศ ในสหรัฐ ก็มีประเด็นการโต้แย้งอย่างนี้ พอยับยั้งเหตุไม่ได้ก็เอาตำรวจมา เอาทหารเข้า แต่เขามาแล้วกลับ ของเรามาแล้วไม่กลับ นี่คือวัฒนธรรมการเมืองที่ผิด สิ่งที่สำคัญคือข้าราชการประจำ เนติบริกร ก็ทำอยู่เป็นเนืองนิจ หลาย 10 ปีที่ติดอยู่ในวังวนแบบนี้ ขอให้จบเสียที ในชีวิตตการเมืองของตนไม่เคยทำงานกับลุง 2 ลุง ตนไม่เคยทำงานด้วย เพราะทำปฏิวัติมา ซึ่งตนเป็นคนหนึ่งที่ไปเป่านกหวีด เพราะตนเชื่อ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมออกไม่ได้ มันโกง แต่ตนไม่ได้เลือกคนมาปฏิวัติ การที่มาแล้วไม่กลับ เป็นสิ่งที่ทำลายระบอบประชาธิปไตยอย่างชัดเจน แล้วการเอา ส.ว.แต่งตั้งที่ทหารแต่งตั้งมาเลือกนายกฯ คราวนี้อีก ก็เป็นเรื่องที่บัดซบอีกในวงการประชาธิปไตย ดังนั้นของให้ ส.ว.ปิดสวิตช์ตัวเองในคราวนี้ พรรคไหนที่เขาได้เสียงข้างมาก ต้องให้เขาจัดตั้งรัฐบาลก่อน ครรลองประชาธิปไตยเริ่มจากวันนี้เป็นต้นไป การหยุดรัฐประหารได้คือสิ่งที่เราต้องร่วมแรงร่วมใจกัน ทุกพรรคการเมืองถ้าเราร่วมแรงร่วมใจหยุดทำแบบนี้ได้ในอนาคตจะเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง เลือกตั้งวันที่ 14 พ.ค.เป็นวันชี้วัด

“เราต้องสร้างสิ่งที่สู้กับรัฐประหารได้อย่างเดียว มันไม่ใช่กฎหมาย เพราะเวลาเขาขึ้นมา เขาก็ฉีกทิ้ง แล้วเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ทันที มีการทำรัฐธรรมนูญชั่วคราว สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดคือ ประชาชนคิดว่าที่เขาออกมาเพราะมาต่อต้านคอร์รัปชั่นหรือ แต่เขาปฏิวัติเพราะมีความขัดแย้ง ปัญหาคือความขัดแย้งแล้วเกี่ยวอะไรกับมึง ผมว่าท่านต้องกลับกรมกอง มาทำเสร็จ ยุติเหตุแล้วกลับ นายกฯ ทุกคนพอเกิดเหตุความวุ่นวายสิ่งที่กลัวที่สุดคือทหารออกมาแล้วไม่กลับ แบบนี้ต้องแก้และสิ่งที่แก้ได้คืออารยะขัดขืนของพวกเรา” นายอรรถวิชช์กล่าว

ปชป.หารายได้โดยไม่ขึ้นภาษี
สำหรับคำถามที่ 2 หมวดเศรษฐกิจ ถามว่า พรรคของท่านจะหารายได้เพิ่มด้วยการขึ้นภาษีหรือไม่ และถ้าจะขึ้นจะขึ้นภาษีอะไร

โดยนายเกียรติ สิทธีอมร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9 พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า “ฟังคำพูดผมชัดๆ นะครับ ไม่ขึ้นภาษีเด็ดขาด” ทุกพรรคเห็นตรงกันว่าต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่พรรคประชาธิปัตย์จะเกลี่ยเงินที่มีอยู่ในระบบ ที่ไม่ได้ใช้มากระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ต้องกู้เพิ่มแต่มีเงินเข้ามาอัดฉีดในระบบก็จะโตขึ้นตามเป้าหมายการกระตุ้นเศรษฐกิจ การคิดภาษีจะต้องเป็นจังหวะที่เศรษฐกิจดี และมีเป้าหมายที่จะเกลี่ยภาษีเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์ในอนาคต ในอีก 4 ปีข้างหน้ายังไม่เห็นความจำเป็นใดๆ ในการขึ้นภาษี เราสร้างรายได้ให้ประเทศเพิ่มเติมโดยการเจรจาข้อตกลงระหว่างประเทศ คือการเพิ่มการส่งออก ลดต้นทุนที่เป็นวัตถุดิบ ทำให้สามารถแข่งขันได้ดีขึ้น

นายเกียรติกล่าวต่อว่า สิ่งที่ต้องทำคือการปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบ และต้องปฏิรูปการใช้งบประมาณ เพราะที่ผ่านมาในกระทรวงทำขึ้นมาจากข้างล่างจากคนในกระทรวงไม่ใช่จากประชาชนเรียกร้องเข้ามาต้องสะท้อนความต้องการของประชาชน ระบบราชการอุ้ยอ้ายก็ต้องแก้

ชพก.ชูโอกาสนิยมไม่ประชานิยม
ด้านนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่า เราจะทำให้ประเทศนี้เป็นโอกาสนิยม เราไม่แจกถ้วนหน้าไม่แจกเท่ากัน ตนไม่เชื่อว่าคนเท่ากัน คนคือความแตกต่าง ทุกนโยบายของพรรคคือการต่อลังขึ้นไป เราสู้กับทุนผูกขาดอย่างจริงจัง ไม่มีรับเงินจากทุนผูกขาด วันนี้ต้องดูให้แน่ “ว่าใครเป็นธานอสตัวจริง ดีดเงินทีไปพรรคนี้เป็นรัฐบาล ดีดอีกทีพรรคนี้เป็นรัฐบาล” ทุนผูกขาดเป็นหัวใจสำคัญของประเทศนี้ โอกาสนิยมไม่ใช่การแจกเงิน แต่ต้องเข้าไปรื้อโครงสร้าง หมดเวลาแล้วที่เราจะเทน้ำลงไปในถังที่ผุ

นายอรรถวิชช์กล่าวว่า การตัดสินประกาศนโยบายของพรรคชาติพัฒนากล้า ที่เป็นนโยบายโอกาสนิยมที่ไม่ใช่ประชานิยม เป็นความเสี่ยงทางการเมืองมาก เพราะทุกครั้งที่ประกาศว่าแจก กระตุ้นนโยบายเศรษฐกิจมันง่ายกว่า แต่เป็นสิ่งที่ประเทศต้องไป คนตัวเล็กต้องได้ลังสูงกว่า การแข่งขันเป็นหัวใจที่จะแก้ไขเรื่องนี้ได้ ต้องสู้กับทุนผูกขาด รัฐบาลที่ผ่านมาเข้าข้างนายทุนมากเกินไปนี้คือเหตุที่ทำให้ของแพง

ยกเลิกครูไม่ต้องทำวิทยฐานะ
ส่วนคำถามที่ 3 หมวดสังคม กรณีการปฏิรูปการศึกษาหากท่านสามารถตัดสินใจเรื่องหลักสูตรการเรียนได้ท่านจะเอาวิชาอะไรออก และเพิ่มวิชาอะไรเข้าไป โดยนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค และ ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่า สิ่งที่ชาติพัฒนากล้าจะทำคือโครงการเด็กไทย 3 ภาษา คือ จีน อังกฤษและโค้ชดิ้ง โดยรัฐจะเป็นคนสนับสนุนงบประมาณลงไปให้เรียนตรงกับครูผู้สอนภาษา ในช่วง 0-8 ขวบ เพราะโลกปัจจุบันสามารถไปค้นหาได้ แต่ต้องเข้าใจภาษาหลักที่เป็นภาษากลางของประเทศ รวมถึงเรื่องของครู ที่ขณะนี้จะปล่อยให้เด็กคิดได้ยากมาก เพราะครูต้องทำวิทยฐานะเพื่อเลื่อนขั้น ถ้าเราไปดูกระทรวงศึกษาธิการ เราจะยกเลิกไม่ให้ครูทำแล้ว และตัวชี้วัดจะต้องเป็นเด็กที่อยู่ในห้อง ส่วนวิชาที่อยากให้ยกเลิกคือวิชากระบี่กระบอง ทุกวันนี้ตนยังไม่เข้าใจว่าเรียนไปทำไมวิชานี้ และที่อยากเพิ่มคือวิชามวยไทย เพราะมวยไทยเป็นซอฟต์เพาเวอร์และส่งออกได้ โดยให้เรียนตั้งแต่ประถม เหมือนที่เทควันโดทำ

ชัยวุฒิลั่นเข้มต้องมาตรา 112
สำหรับรอบตอบคำถามของกลุ่มที่ 3 ประกอบด้วย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าและผู้ช่วยหาเสียงพรรคก้าวไกล นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และนายพุทธพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้อำนวยการเลือกตั้งกทม. พรรคภูมิใจไทย

ทั้งนี้ คำถามแรกถามว่า ท่านเห็นด้วย หรือไม่กับแนวทางการเคลื่อนไหวของนักเคลื่อนไหวอย่างแบม-ตะวัน โดย นายชัยวุฒิกล่าวว่า พรรคพลังประชารัฐไม่มีนโยบายแก้หรือยกเลิกมาตรา 112 ข้อเท็จจริงบางอย่างมีการเคลื่อนไหวที่เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับการเมือง แต่น้องๆ อาจจะถูกยุยงปลุกปั่นได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน ตนเคยถามว่าหลายคนที่เคลื่อนไหวว่าเดือดร้อนเรื่องอะไรก็ไม่มีใครตอบได้ แต่ที่มีปัญหาเพราะมีกระบวนการทางการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย บางทีก็เห็นไปขึ้นเวทีปราศรัยของพรรคก้าวไกล ทั้งคู่มาป่วนเวทีพลังประชารัฐด้วย ป่วนเสร็จก็ไปช่วยพรรคก้าวไกลหาเสียง ตนไม่อยากเอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็นทางการเมือง แต่เป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรม กระบวนการตามกฎหมาย ถ้าประชาชนเลือกท่านก็ไปแก้กฎหมายตามนโยบายของท่าน ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องหลังการเลือกตั้ง

นายชัยวุฒิกล่าวต่อว่า แม้ว่าหลักการสิทธิเสรีภาพทางประชาธิปไตยมีอยู่จริง แต่การหมิ่นประมาทอาฆาตมาดร้ายเป็นความผิด ถึงมีสิทธิเสรีภาพแต่หมิ่นประมาทก็ต้องเป็นไปตามกระบวนการตามกฎหมาย สิทธิเสรีภาพต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย สิทธิเสรีภาพมีได้ แต่ถ้าผิดกฎหมายก็ต้องถูกดำเนินคดีเช่นกัน

‘บี-ภูมิใจไทย’ก็ไม่มีเหตุต้องแก้
ด้านนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง กทม. พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายต้องไปดูว่าใครถูกรังแก และใครไปรังแก สังคมเรามีคนคิดต่างเสมอ มุมมองรัฐบาลจึงสำคัญที่ต้องเปิดพื้นที่ให้ คนเห็นต่าง และนี่คือความสวยงามของประชาธิปไตย ส่วนกฎหมายมาตรา 112 คนเรามีกฎหมายคุ้มครองกันอยู่แล้ว มีกฎหมายคุ้มครองประมุขของประเทศ น้อง 2 คนที่ถูกดำเนินคดี ถ้ามีความผิดก็ต้องดำเนินคดีกันไป ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องไปแก้ เพราะประมุขอยู่เหนือการเมืองหรือไม่

นายธนาธรกล่าวว่า สิ่งที่คนหนุ่มสาวกำลังพูดอยู่ทุกวันนี้คือความจริงที่น่ากระอักกระอ่วน เราต้องพูดว่าสิทธิเสีรภาพคือสิทธิพื้นฐานของประชาธิปไตย ดังนั้น เราต้องประกันสิทธิเสรีภาพให้พี่น้องประชาชนว่าคนที่คิดต่าง พูดต่าง เห็นต่าง ไม่มีใครสมควรติดคุกในประเทศนี้ ตนอาจจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ท่านพูด แต่ตนจะปกป้องสิทธิในการพูดของท่านด้วยชีวิตของตน เราต้องเข้าใจว่าคนรุ่นใหม่ออกมาแสดงความเห็น เพราะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่สามารถชนะใจคนด้วยกระบวนการปกติได้ จึงเอาสถาบันพระมหากษัตริย์เพิ่มคะแนนนิยมให้ตัวเอง เราเข้าใจดีว่ามีคนรักสถาบัน ท่าทีของคนหนุ่มสาวอาจทำให้ท่านขัดใจ รุนแรงไปบ้าง แต่ลองให้โอกาสเขาดู มันเป็นความจริงที่กระอักกระอ่วน แต่ถ้าเราไม่กล้าเผชิญหน้ากับปัญหานี้ ซุกใต้พรม คนรุ่นต่อไปต้องเผชิญหน้า ฉะนั้น เราจึงต้องเผชิญหน้าในคนรุ่นเราผ่านกลไกทางสภา

ธนาธรชี้ใช้ข้อมูลเท็จทำลายกัน
นายธนาธรกล่าวว่า ส่วนการที่ตนต้องดำเนินคดีฟ้องกลุ่มคนต่างๆ ไม่ใช่เพราะตนไม่เห็นด้วยกับสิทธิในการแสดงความเห็น แต่คนเหล่านี้ใช้ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงมาทำลายกันทางการเมือง หากพรรคก้าวไกลมีเสียงมากพอ หลังการเลือกตั้งเราจะเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมทางการเมือง และมาตรา 112 ให้คนหนุ่มสาว ซึ่งเขาไม่ใช่อาชญากรทำร้ายประเทศ แต่เขาหวังดีในแบบของเขา โดยจัดตั้งคณะกรรมการมาชุดหนึ่งให้ได้รับสิทธิ และหากตนได้รับสิทธิก็จะขอสละสิทธิเพื่อเผชิญหน้าทางการเมืองต่อไป

จากนั้น เป็นคำถามที่สอง ถามว่าค่าไฟแพงเป็นความผิดของนายกฯ คนไหน และมีข้อเสนอแก้ไขอย่างไร นายพุทธิพงษ์กล่าวว่า ค่าไฟที่แพงขึ้น มันแพงมาตลอด ไม่เคยลด แต่คำถามที่ต้องชี้นิ้วว่าเป็นความผิดของใคร เอาสิบนิ้วคงชี้ไม่หมด เพราะเป็นมาทั้งระบบ แต่พรรคภูมิใจไทย เคยเสนอมานานแล้วให้เอา โซลาร์เซลล์มาใช้ ช่วยประหยัดเดือนละ 450 บาท เรื่องพลังงานต้องแก้ทั้งระบบ เมื่อไหร่ที่เริ่มชี้นิ้วหาคนผิดก็ไม่ก้าวไปไหน แต่ต้องมานั่งคิดการแก้ปัญหาเพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้า

นายธนาธรกล่าวว่า ตนมีโอกาสลงไปพบประชาชนหลายพื้นที่ หลายคนไม่กังวลเรื่องค่าไฟ เพราะหม้อถูกเอาออกไปแล้ว 10 ปีที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากำลังการผลิตไฟฟ้ามากเกินความจำเป็นถึง 60% จากการเอื้อทุนพลังงานนำมาซึ่งค่าไฟที่แพงขึ้น เพราะต้องมีค่าพร้อมจ่ายในการผลิต พรรคก้าวไกลมีความกล้า และพร้อมชนกับกลุ่มทุนผูกขาด เราจะจัดสรรการใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยใหม่ เราจะยกเลิก และเปลี่ยนแปลงนโยบายการผลิตไฟฟ้าที่เอื้อประโยยชน์กับนายทุนทันที เพราะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม เราปล่อยให้กลุ่มทุน 3-4 กลุ่ม รวยจากการขายไฟจากรัฐไม่ได้ เราจะต่อสู้กับกลุ่มทุนผูกขาด พรรคก้าวไกลจะทำให้ประชาชนเห็นว่าเรายืนหยัดหลักการนี้

ขณะที่ นายชัยวุฒิกล่าวว่า เราต้องคำนึงถึงความมั่นคง เสถียรภาพ ของพลังงานที่เพียงพอ ส่วนเรื่องราคาต้องให้ความเป็นธรรมรัฐบาลในอดีต ซึ่งการสร้างโรงไฟฟ้าจะมีการศึกษาว่าแบบไหนจะมีต้นทุนถูกที่สุด ตอนนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เซ็นสัญาซื้อไฟ 5,000 เมกะวัต ค่าแก๊สก็ไม่แพงขนาดนั้น แต่วันนี้มีสงครามรัสเซีย – ยูเครน สถานการณ์เปลี่ยนค่าแก๊สสูงขึ้น วันนี้ไฟจากโซลาร์ลดต้นทุนค่าไฟได้ เราจึงมีนโยบายใช้โซลาร์มากขึ้นดังนั้น ในอนาคตเรามีนโยบายปรับค่าแก๊สด้วย ซึ่งจะทำให้ค่าไฟลดเหลือ 2.50 บาท ต่อหน่วย

“ทุกอุตสาหกรรมมีกลุ่มทุนคนไทยเติบโตขึ้นมาก มีความแข็งแกร่ง สามารถนำรายได้เข้าประเทศได้ ซึ่งทุกอุตสาหกรรมมีเจ้าพ่อวงการนั้นๆ หรือท่านจะเอาแต่กลุ่มทุนต่างชาติเข้ามา ผมจึงไม่อยากให้มองในแง่ลบ แต่อยากให้มาช่วยกันพัฒนาประเทศเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้นดีกว่า” นายชัยวุฒิกล่าว

รอบ 3 แม่ทัพ-แคนดิเดตโชว์วิชั่น
เมื่อเวลา 15.45 น. รอบที่ 3 เวที “แม่ทัพ วิสัยทัศน์และสัญญาประชาคม” โดยมี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล นายเกียรติ สิทธีอมร ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ และทีมเศรษกิจ มาแทน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ติดภารกิจงานศพบิดา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย, นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา และนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการด้านนโยบายและเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อไทย

ทั้งนี้ ได้เชิญหัวหน้าพรรคหรือตัวแทนพรรค ออกมาโชว์นโยบายของแต่ละพรรค เริ่มต้นที่นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า เราเสนอนโยบาย WOW ที่พร้อมเดินหน้ากับคนทุกเจนเนอเรชั่น การทำงานจากนี้ต้องให้คนเก่งนำพาประเทศ ให้คนเก่งในทุกแขนงเข้ามาพัฒนาประเทศ สร้างอนาคตที่จับต้องได้ แก้ไขปัญหาระบบราชการที่ใหญ่ อุ้ยอ้าย ล่าช้าเกินไป พรรคจะใช้เทคโนโลยีให้มาอยู่ในมือถือ ไม่จำเป็นต้องใช้หรือรอเอกสารที่นานเกินไป ปิดการทุจริต ลดการเรียกเงินใต้โต๊ะ มีความโปร่งใส ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกัน

นายวราวุธกล่าวอีกว่า ภายใน 3 ปีนี้ ประเทศไทยจะเจอภัยแล้งที่หนักหนา เราเตรียมพร้อมเรื่องทรัพยากรน้ำให้พี่น้องประชาชน มีความจริงจังในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการลงทุน สร้างการยอมรับ เน้นย้ำจุดยืน ในการไม่สนับสนุนความรุนแรงไม่ว่าฝ่ายใดก็ตาม ตนเดินทางมาทั่วประเทศ ไปพบปะพี่น้องประชาชน และพร้อมจะแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน

ปชป.ลั่นไม่ยกเลิกมาตรา 112
จากนั้น พิธีกรมีคำถามจากกองบรรณาธิการ โดยให้นายวราวุธทักทายและขอคะแนนเสียงจากผู้เลือกตั้งเป็นภาษาอังกฤษ นายวราวุธได้พูดภาษาอังกฤษ และแปลเป็นไทย ว่า อยากให้ทุกคนอย่าหมดหวังกับการเมืองไทย ยังมีอีกหลายคนที่ต้องการทำงาน พรรคชาติไทยพัฒนาอยากให้ประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา และขอโอกาสให้พรรคชาติไทยพัฒนาได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่

ต่อด้วยคำถามจากกองบรรณาธิการว่า คนส่วนใหญ่มั่นใจว่าพรรคชาติไทยพัฒนาจะร่วมกับฝั่งรัฐบาล และจะมีเงื่อนไขอะไรบ้างที่พรรคจะไม่เข้าร่วมกับฝั่งรัฐบาล

นายวราวุธกล่าวว่า ภายใน 90 วันในการจัดตั้งรัฐบาล จะต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่สะท้อนคนไทย 66 ล้านทั้งประเทศ รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดคือ ปี 40 ที่มีส่วนร่วมจากทุกคนทุกสาขาอาชีพ ตั้งส.ส.ร. ที่เป็นตัวแทนของคนทั้งประเทศร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่มาจากตัวแทนประชาชนอย่างแท้จริง

นายเกียรติ สิทธีอมร ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อมาแทน นายจุรินทร์ ที่ติดภารกิจงานศพบิดาที่จ.พังงา กล่าว ว่า เราให้สัญญาประชาคม ในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย วันนี้เมืองไทยยังมีความขัดแย้งกันอยู่ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืน “4 ทำ 3 ไม่” 4 ทำ คือเราจะอยู่ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น เราจะมีประชาธิปไตยที่สุจริต มีประชาธิปไตยที่ตอบโจทย์ประชาชน ท้องอิ่มด้วยนโยบายสร้างเงิน สร้างคนสร้างชาติ จะปราบปรามยาเสพติดจะเอากัญชาทางการแพทย์เท่านั้น ส่วน 3 ไม่คือ ไม่ยกเลิก 112 ไม่เอายาเสพติด ไม่เอาทุจริตคอร์รัปชั่น นี่คือจุดยืนทางการเมืองที่สำคัญ แน่นอนที่สุดปัญหาส่วนหนึ่งมาจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งเรายืนยันว่าสนับสนุนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยมี ส.ส.ร. เป็นผู้แทนของประชาชน และขอยืนยันผ่านเวทีนี้ว่าเราไม่อยากเห็นมาตรา 112 เป็นนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองเพราะสร้างความแตกแยกในประเทศไทย

แทงกั๊กไม่ปิดประตูร่วมป้อม-ตู่
ส่วนคำถามที่สอง ถามว่าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมที่จะร่วมฟอร์มทีมกับพรรคการเมืองพรรครัฐบาลเดิมหรือไม่ หากท่าทีของส.ว. ยังยืนยันสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์หรือพล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ นายเกียรติกล่าวว่า ตนไม่ตกหลุมของกองบรรณาธิการ ที่ชอบให้เราเป็นหมอดู ถามเอามันได้เรตติ้ง แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นประโยชน์กับประชาชนหรือไม่ เราต้องให้เกียรติกับประชาชน ต้องรอผลการเลือกตั้ง เมื่อเห็นผลการเลือกตั้ง เห็นจำนวนส.ส. แล้ว จะชัดเองว่าใครจะต้องดำเนินการหรือจะไปจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันอย่างไร

“ปชป.จะร่วมรัฐบาลแบบมีเงื่อนไข คือแก้รัฐธรรมนูญโดยมี ส.ส.ร.ไม่ยกเลิกการประกันรายได้ พรรคที่มีนโยบายประชานิยมสุดโต่งเราก็ไม่เอาเพราะเสี่ยงต่อประเทศ ผลักดันนโยบายพลังงาน เขตเศรษฐกิจพิเศษ เป็นต้น ส่วนเรื่ออำนาจส.ว. คิดว่าตอนนี้เมื่อเทียบกับปี 62 การเมืองเปลี่ยนไปพอสมควร ถ้าคิดว่ายังเหมือนเดิมก็คงไม่ใช่ ผมคิดว่าทุกคนที่เป็นส.ว.เป็นผู้ใหญ่แล้วมีวุฒิภาวะอยู่ระดับหนึ่ง เราต้องเคารพบทบาทในแต่ละฝ่าย ส.ว. ก็มาตามรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ ซึ่งผมไม่ชอบ นี่คือเหตุผลที่ต้องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านส.ส.ร.แต่ถึงจุดนี้ไม่มีใครเป็นหนี้ใครแล้ว ส.ว.ต้องฟังเสียงประชาชน” นายเกียรติกล่าว

สุดารัตน์ลั่นปิดสวิตช์รัฐประหาร
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า พรรคไทยสร้างไทยเราเป็นพรรคใหม่แต่หัวใจเดิม หัวใจที่รักประชาธิปไตยและเราสัญญาว่าเราจะไม่เป็นที่เหยียบยืนของเผด็จการเด็ดขาด พอกันทีกับการสนับสนุนคนที่เคยปล้นอำนาจประชาชน และเราจะชวนปิดสวิตช์รัฐประหารด้วยการแก้รัฐธรรมนูญ เราได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญในการที่จะเชิญชวนพี่น้องประชาชนมาร่วมกันแก้รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดที่ต้องไม่ได้มาจากปลายกระบอกปืนของผู้ที่มาทำรัฐประหาร แต่ต้องมาจากปลายปากกาของพี่น้องประชาชนทุกคน นอกจากนี้ เราระบุด้วยว่าต่อไปนี้จะต้องปิดสวิตช์ให้ได้ คนที่ทำรัฐประหารคือคนที่เป็นกบฏต้องได้รับโทษสูงสุด เข้าใจดีว่าเมื่อเขาเข้ามาเขาก็ฉีกทิ้ง แต่เราต้องสร้างให้เป็นจารีตและให้ทุกหน่วยงานลงสัตยาบันตั้งแต่นักการเมืองทุกพรรคการเมือง ข้าราชการ ไปจนถึงศาลว่าเราจะไม่ยอมรับ อำนาจรัฏฐาธิปัตย์อีกต่อไป

จุดยืนที่สองของเราคือปกป้องประโยชน์ของประชาชน อย่างเรื่องค่าไฟเราได้ไปดำเนินการฟ้องต่อศาลอาญาทุจริตเพื่อที่จะปกป้อง ผลประโยชน์ของประชาชนจากข้อสงสัยของเราในเรื่องของสัญญาที่ผิดปกติและเราต้องทวงคืนผลประโยชน์ของประชาชน

จุดยืนที่สามคือเราเป็นพรรคที่สู้เพื่อคนตัวเล็กและเราไม่ใช่พรรคของนายทุน เราเป็นพรรคที่จะดูแลปัญหาของพี่น้องคนตัวเล็กด้วย 3 สร้าง 2 ขจัด 1.เราต้องสร้างรายได้ให้กับประชาชนก่อนด้วยกองทุน แก้หนี้ และสร้างแต้มต่อให้กับคนตัวเล็กและเติมทุนให้กับคนตัวเล็กด้วยกองทุนสร้างไทย 3 แสนล้านบาท กองทุนนี้จะช่วย SME ที่มีอยู่ 3 ล้านกว่าราย ที่เข้าถึงถึงระบบการเงินเพียง 4 แสนราย ไม่ใช่ประเทศนี้ไม่มีเงินแต่ใช้ไม่ถูกที่ เราจึงต้องสนับสนุนให้คนตัวเล็ก พนักงาน เด็กจบใหม่ เกษตรกร SME เข้าถึงแต้มต่อ นอกจากนี้ยังมีกองทุนที่เรียกว่าเครดิตประชาชน ต้องบอกว่าเราไม่แจกบัตรคนจน เพราะเราไม่ต้องการให้ประชาชนคนไทยเป็นคนจนแต่เราจะแจกบัตรเครดิตประชาชนซึ่งจะมีวงเงินอยู่ 50,000 บาท ดอกเบี้ยเหลือเพียงร้อยละ 1 ต่อเดือน เอาไว้ล้างหนี้นอกระบบและตั้งตัวได้ กระจายโอกาสให้คนตัวเล็กได้ทำมาหากิน

มั่นใจขั้วฝ่ายประชาธิปไตยชนะ
คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวต่อว่า เราจะสร้างแต้มต่อให้กับคนตัวเล็กที่รายได้ไม่ถึง 40,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษีรวมทั้งยกเว้นภาษี SME ที่เป็นหนี้เสียในช่วงโควิด-19 และเราจะสร้างรายได้จากจุดแข็งของประเทศไทย เช่น อาหาร เกษตร การท่องเที่ยว สุขภาพ และ thainess economy จะเป็นซอฟต์เพาเวอร์ที่ยิ่งใหญ่ และภายใน 4 ปี เราตั้งเป้าหมายจะสร้างรายได้ 5 แสนล้านบาทได้อย่างแน่นอน ประเทศไทยติดกับดักรายได้ปานกลางมานานมากกว่า 30 ปี เราต้องจะสร้าง new engine ที่จะขยายฐานเศรษฐกิจไทย

“ทันทีที่เราเป็นรัฐบาลเราจะเชื่อมต่อรถไฟความเร็วสูงและรถไฟทางคู่จากเหนือลงไปถึงใต้ เราต้องกลายเป็นศูนย์กลางของการขนส่งและการเดินทางของภูมิภาคอาเซียน และภูมิภาคอาเซียนก็จะเป็นศูนย์กลางของคนทั้งโลก เราจะขายสถานที่ของเรา สมบัติที่ดีที่สุดของเราคือสถานที่ จะเชื่อมเหนือไปใต้ ตะวันออกไปตะวันตก เราจะผลักดันเพราะเราเป็นประเทศเดียวที่ขวางมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิกไว้ เราจะผลักดันอย่างเต็มที่กับโครงการคลองไทยที่จะดึงดูดการลงทุนจากคนทั้งโลกมาที่นี่ อย่างแรกที่เราจะทำเมื่อเป็นรัฐบาลคือเราจะศึกษาอย่างจริงจังและปัญหาเดียวที่เราจะไม่ทำก็คือถ้ามีผลเสียทางด้านสิ่งแวดล้อม” คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว

ต่อมา คุณหญิงสุดารัตน์ตอบคำถามที่ถามว่า จากประสบการณ์การเมืองกว่า 30 ปีคิดว่าขั้วการเมืองใดจะชนะในการเลือกตั้ง และพรรคไทยสร้างไทยจะอยู่ในขั้วไหน ว่า วันนี้ต้องบอกว่าเราพอกันทีเถอะ เราได้ประกาศปิดสวิตช์การทำรัฐประหาร ปล่อยให้ประชาธิปไตย ได้พัฒนาตัวเอง จะดีจะชั่วประชาชนตัดสินใจเอง ไม่ใช่มีคนดีมาลากปืน ลากรถถังทำรัฐประหารอีก ดังนั้นวันนี้มั่นใจว่าถ้าเราเห็นพ้องกันไม่ใช่แค่เรื่องขั้วไหนชนะอย่างเดียวแต่ต้องมาลงสัตยาบันด้วยกันว่าเราจะปิดสวิตช์การรัฐประหาร จึงจะทำให้ประชาธิปไตยของเราเบ่งบาน และเชื่อว่าฝั่งประชาธิปไตยจะชนะ เชื่อในพลังของประชาชนคนไทยทุกคน

‘หมอมิ้ง’ทวงปชต.อย่างสันติ
ส่วนนพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจและประธานคณะกรรมการนโยบาย พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า การกำเนิดพรรคเพื่อไทยเกิดขึ้นจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย เพราะเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว เมื่อเราเข้ามาเป็นรัฐบาลก็สามารถกู้วิกฤตได้ นอกจากนี้ยังฝ่าวิกฤตสึนามึ จนกระทั่งมาเป็นรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เราก็ฝ่าวิกฤตน้ำท่วมได้ ครั้งนี้ในวันที่ 14 พฤษภาคมก็จะเป็นวันที่ ทุกคนจะได้ออกมาใช้สิทธิที่เป็นประชาธิปไตย ที่จะมีอนาคตอย่างไรหรืออยู่กับสภาพเดิมที่เคยเป็นอยู่มาตลอด 9 ปี หรือจะเป็นทางเลือกใหม่ในการฝ่าวิกฤตที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหาร เป็นผลให้มีการสืบทอดอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญปี 2560 มาได้ สำหรับยุทธศาสตร์ของพรรค พท.ที่จะทวงคืนประชาธิปไตยอย่างสันติวิธี คือฝ่ายประชาธิปไตยต้องเอาชนะเสียงให้ได้มากที่สุด เพื่อไปจัดตั้งรัฐบาลป้องกันเสียงข้างน้อย และให้พรรคการเมืองต่างๆ มารวมเสียงกันได้เพื่อคานเสียงของส.ว.ได้ ซึ่งก้าวสำคัญจะเกิดขึ้นได้ต้องมีนโยบายดีๆ ตอบโจทย์พี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม เราเชื่อว่าการต่อสู้ทางการเมืองที่แท้จริงเพื่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ เราจึงเน้นการสร้างรายได้ให้คนทุกกลุ่ม ซึ่งแน่นอนว่าพลังของประชาชนต้องถูกปลดปล่อยให้มีเสรีภาพ

นพ.พรหมินทร์กล่าวต่อว่า ทุกคนคงเคยได้ยินว่าเราจะเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ตหมื่นบาทให้คนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป เหตุผลสำคัญคือการกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้ใช้ภาย 6 เดือนในรัศมี 4 ก.ม. นั่นคือการผลักประเทศไปข้างหน้า และใช้ระบบที่เป็นรัฐบาลที่จะโปร่งใสด้วยระบบดิจิทัล การคอร์รัปชั่นจะลดน้อยลง เพราะท่านสามารถตรวจสอบได้ว่าใบอนุญาตต่างๆ ได้รับการอนุมัติหรือไม่ เพราะอะไร และเชื่อว่าเราจะสร้างเศรษฐกิจได้อย่างมั่งคั่งและมั่นคงที่เท่าเทียมที่เป็นธรรม เราจะสร้างอนาคต และเราจะปิดสวิตช์ส.ว.

ทั้ง3แคนดิเดตพท.เป็นนายกฯได้
สำหรับคำถามจากกองบรรณาธิการถามว่า หากพรรคเพื่อไทย ชนะการเลือกตั้งเป็นรัฐบาล เราจะได้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี ระหว่างน.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย หรือนายชัยเกษม นิติสิริ นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า เราเสนอผู้มีความสามารถ 3 คนที่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการผลักดันประเทศให้เป็นสัญลักษณ์ว่าพรรคการเมืองของเราคือพรรคที่ไม่ได้มาด้วยบุคคล แต่มาด้วยองค์ประกอบสำคัญของคนทุกวัย องค์ประกอบ 3 คนคือหนึ่งเดียว โดยนายเศรษฐาคือองค์ประกอบของผู้ที่ประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจในการแก้ปัญหา เพราะปัญหาของประเทศวันนี้คือเศรษฐกิจที่ต้องโตขึ้น ส่วนน.ส.แพทองธารคือตัวเชื่อมระหว่าง คนรุ่นใหม่ที่เข้าใจถึงนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญสามารถเชื่อมความสัมพันธ์กับพี่น้องประชาชนได้อย่างลึกซึ้ง ขณะที่นายชัยเกษมเป็นบุคคลที่อยู่ในระบบของความยุติธรรมมาโดยตลอด แม้กระทั่งวันที่ถูกรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ท่านก็เป็นตัวแทนของรัฐบาลที่ตอบว่าเราไม่ลาออก เพราะไม่มีกฎหมายให้ลาออก จึงเป็นคำตอบที่ทำให้โดนยึดอำนาจไป ฉะนั้น แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คนของเรา คนใดคนหนึ่งสามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ทั้งหมด แต่ที่สำคัญที่สุดคือเราทำเป็นคณะ

ส่วนคำถามที่ว่า นพ.พรหมินทร์ขึ้นเวที ดีเบตแทนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยมาหลายครั้ง หมายความว่าสิ่งที่ถ่ายทอดเป็นสิ่งเดียวกับสิ่งที่แคนดิเดตตัวจริงจะพูดและจะทำในอนาคตใช่หรือไม่ และจะเป็นอย่างไรถ้าเขาไม่ได้ลงมือทำในสิ่งที่นพ.พรหมินทร์ พูด นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า พรรคของเราหัวใจคือประชาชน ปัจจัยสำคัญที่เราชนะ การเลือกตั้งทุกครั้งคือ เรามีส.ส.ที่อยู่ข้างประชาชน รับรู้ความเดือดร้อนของประชาชนเพื่อนำมาแก้ปัญหาและประกอบเป็นนโยบาย รวมถึงเรามีคณะบริหารที่มีตัวแทนที่เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คน แต่แท้จริงแล้วเราเป็นคณะใหญ่ กว่าจะมาเป็นนโยบายไม่ใช่แค่ตนคนเดียวแต่มีผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์บริหารราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะภาครัฐ เอกชน นักวิชาการต่างๆ มาระดมสมองกันกว่า 10 คณะ ยืนยันว่าเราทำงานเป็นกระบวนการ คนเหล่านี้ต่างหากที่จะประกอบเป็นรัฐบาลที่เข้มแข็งแก้ปัญหาประชาชนด้วย 3 ประการ ฉะนั้น ตนพูดอะไรก็พูดเหมือนกันทุกคน แค่นี้ข้อพิสูจน์เกิดขึ้นแล้ว บางครั้งตน น.ส.แพทองธาร และนายเศรษฐา พูดเหมือนกัน 3 เวทีโดยไม่ได้นัดหมาย สรุปว่าเราพูดจากสิ่งที่เราเห็นและทำร่วมกัน

‘พิธา’ลั่นพร้อมนั่งนายกฯตัวจริง
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ ผู้ที่อ่านหนังสือพิมพ์มติชน-เดลินิวส์ ที่ให้ความไว้วางใจตน เป็นนายกรัฐมนตรีในโพลถึง 2 ครั้งซ้อน และตนขอใช้เวทีดังกล่าวในการประกาศความพร้อมของรัฐบาลก้าวไกล ประกาศความพร้อมของนายกรัฐมนตรีตัวจริงที่ชื่อพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าจะเปลี่ยนคะแนนจากนายกโพล ให้กลายเป็นนายกฯ ตัวจริงเราต้องแสดงให้ประชาชนเห็นว่าพรรคก้าวไกล พร้อมที่จะเป็นรัฐบาลชุดต่อไปด้วยอุดมการณ์จากอดีตพรรคอนาคตใหม่

สำหรับโรดแม็ปเปลี่ยนประเทศไทยใน 100 วันแรก – 1 ปีแรก – สมัยแรก ในการปฏิรูปรัฐบาลหลังเข้าทำเนียบ ภายใต้กรอบคิด การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต สำหรับภารกิจ 100 วันแรก มี 3 ด้าน ได้แก่

1.ด้านการเมืองดี มุ่งจัดทำประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ผ่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) นิรโทษกรรมคดีการเมือง รัฐเปิดเผยงบประมาณ ด้วย AI จับโกง ห้ามใช้เงินหลวงโปรโมตตัวเองเปิดเผยการจัดซื้อจัดจ้างทุกขั้นตอน รวมถึงปลดล็อกท้องถิ่นยกเลิกกฎระเบียบกระทรวงมหาดไทยที่เป็นอุปสรรคทั้งหมด และสมรสเท่าเทียมพิจารณาต่อภายใน 60 วันผลักดันให้ผ่านสภาภายใน 100 วัน

2. ปากท้องดี กระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น นโยบาย หวยใบเสร็จ เปิดเจรจาการลงทุนเป้าหมาย แก้ไขปัญหาปากท้อง แก้สูตรคำนวณค่าไฟฟ้า ลด 70 สตางค์ เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 450 บาททันที ปลดล็อกเศรษฐกิจ เช่น ผลักดันสุราก้าวหน้า ออกโฉนดนิคมสหกรณ์ และนิคมสร้างตนเอง 6.5 ล้านไร่ รวมถึงเปิดเสรีโซลาร์เซลล์

3.มีอนาคต ปฏิวัติการศึกษา เช่น ลดงานธุรการ-เอกสารให้ครู ยกเลิกครูนอนเวร ลดอำนาจนิยมในโรงเรียน คืนศักดิ์ศรีไทยในเวทีโลก เพิ่มบทบาทใน ASEAN แก้ไขปัญหามนุษยธรรม สุขภาพดีทั้งกาย-ใจ เซ็นปลดล็อกสิทธิ์ป้องกัน HIV อย่างเท่าเทียม เพิ่มคัดกรองสุขภาพจิตในการตรวจสุขภาพประจำ บริจาคอวัยวะเชิงรุก ลด PM 2.5 ห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรเกี่ยวข้องกับการเผาทันที

เผยแผน 1 ปีแรกแก้กม.45 ฉบับ
นายพิธา ส่วนภายใน 1 ปีแรก รัฐบาลก้าวไกลพร้อมยื่นกฎหมาย 45 ฉบับทันที เมื่อสภาเปิด เพื่อพุ่งเป้าแก้ไขปัญหาประเทศ เพิ่มอำนาจทางกฎหมาย เกี่ยวกับการเมือง 11 ฉบับ สิทธิเสรีภาพ 6 ฉบับ ปฏิรูประบบราชการ 6 ฉบับ ปฏิรูปที่ดิน 8 ฉบับ บริการสาธารณะ 4 ฉบับ แรงงาน 2 ฉบับ เศรษฐกิจ 4 ฉบับ และสิ่งแวดล้อม 2 ฉบับ

ในด้านงบประมาณปีแรก สามารถรื้องบจากรัฐบาลชุดก่อน ผสมกับการจัดเก็บภาษี และแหล่งรายได้ใหม่ของรัฐ เช่น หวยบนดิน รวมเป็นงบ 2.5 แสนล้านบาท เพื่อเปลี่ยนประเทศ และจัดสรรด้านต่างๆ เช่น ขึ้นค่าแรง ส่งเสริมการศึกษา เพิ่มขนส่งสาธารณะ ป้องกันการตกหล่นจากระบบการศึกษาด้วยคูปองเปิดโลกในห้องเรียน ตรวจสุขภาพประจำปี ฟรีค่าตรวจ-ค่าเดินทาง เป็นต้น

ทั้งนี้ พรรคก้าวไกลยังปักหมุด 3 ประการ เพื่อสร้างความหวัง คือ ปลดล็อกเลือกตั้งผู้ว่าฯทุกจังหวัด เปลี่ยนระบบบังคับเกณฑ์ทหารเป็นระบบสมัครใจ รื้อฟื้นคดีสลายการชุมนุมปี 2553 เพื่อคลายล็อกหลายๆอย่าง ในการบริหารต่อไป

ด้าน 4 ปีแรก จะเป็นผลลัพธ์ของการติดกระดุมเม็ดแรก ประกอบด้วย ได้รัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ยกเลิกบังคับการเกณฑ์ทหาร เลือกตั้งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด คืนที่ดินประชาชน 10 ล้านไร่ ตำรวจอยู่ข้างประชาชน รัฐโปร่งใสไร้กลโกง สวัสดิการลดเหลื่อมล้ำ ปฏิวัติการศึกษา รถเมล์ไฟฟ้าทุกจังหวัด น้ำประปาดื่มได้ ลดค่าไฟทันที 70 สตางค์ต่อหน่วย เป็นต้น

วอนกาก้าวไกลเปลี่ยนประเทศ
นายพิธากล่าวว่า ทั้งหมดนี้ เราเห็นว่าคือทางรอดของประเทศไทยและไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป เพราะฉะนั้นถ้าท่านฝันเหมือนที่เราฝัน ขอให้เจอกันวันที่ 14 พฤษภาคม เลือกก้าวไกลให้ถล่มทลาย และเปลี่ยนประเทศไทยไปด้วยกัน

เมื่อถามว่า ขึ้นเวทีดีเบตไปแล้วกี่ครั้งคิดว่ามากที่สุดหรือไม่และจากผลโพลมติชน- เดลินิวส์ทำให้มั่นใจมากยิ่งขึ้นหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า มากที่สุดไม่สำคัญเท่าเหมาะที่สุด ในการบริหารแคมเปญเลือกตั้ง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการดีเบตเพียงอย่างเดียว ในการบริหารแคมเปญเลือกตั้ง มีอยู่ 4 ข้อสำคัญ ออนแอร์ คือการที่มาดีเบตอยู่ตรงนี้ ออนเน็ต คือการออกรายการ ออนกราวน์ คือการลงพื้นที่จริง การที่มีประชาชนเข้ามาหาเรา และถามว่า นโยบายนี้ทำอย่างไร ไม่ใช่แค่เข้ามาจับไม้จับมือ และออนไซต์

ส่วนคำถามที่ว่าผลโพลทำให้มั่นใจมากยิ่งขึ้นหรือไม่นั้น โพลเป็นสิ่งที่สำคัญแต่ไม่ใช่ทุกอย่าง แต่ที่สำคัญกว่า คือการพบปะกันตามเวทีปราศรัย

เมื่อถามว่า ถึงจุดนี้ยืนยันได้แล้วไปว่าพร้อมเป็นนายกฯ และคิดว่าจะมีใครมาขวางเส้นทางของคุณและพรรคก้าวไกลหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า ตระหนักแต่ไม่ตระหนก รู้ดีว่าจุดไฟในสายลมติดแล้ว ในเมื่อการเมืองแบบเก่าไม่สามารถกำจัดเราได้ เขาก็ฝากคนสกปรกมาให้เรา เขาก็จะเล่นวิชามารต่างๆ เหมือนที่รังแกอดีตพรรคอนาคตใหม่ แต่เราก็จะต้องสู้ด้วยความจริงใจและความสร้างสรรค์ สู้ด้วยการเมืองแห่งความหวัง การสาดโคลนไม่ช่วยอะไร เอาความมืดไล่ความมืดไม่ได้ ต้องเอาความสว่างไล่ความมืด เราต้องไม่หลงกลและมีสมาธิ ในการทำงานในช่วงโค้งสุดท้าย เดินหน้าหาเสียงอย่างเต็มที่ เพื่อมาตอบคำถามว่าพร้อมแค่ไหนสำหรับการเป็นนายกรัฐมนตรี

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน