ผลสำรวจ‘มติชน-เดลินิวส์’ชี้
อจ.มธ.ดักคอ‘ยุบพรรค-ดูดงู’
ฝืนจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย

วิเคราะห์โพลเลือกตั้ง 66 ของสองสื่อใหญ่ ‘มติชน- เดลินิวส์’ นักวิชาการชื่อดัง ‘ธำรงศักดิ์’ ระบุผลโพลชี้ชัด ‘กูไม่เอามึง’ เป็นความอัดอั้นของประชาชน ชี้หมดอายุคสช.แล้ว เตือน 2 ป.พอเถอะ หวั่นทำรัฐประหารเมื่อหมดเครื่องมือ ส.ว. เชื่อชาวบ้านเลือกตั้งตามเจตจำนง เสรี ไม่สนเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์ หวั่นซื้อเสียงหนักรักษาฐานบ้านใหญ่ ด้าน ‘ประจักษ์’ ชี้ผลสำรวจอาจจะไม่สะท้อนเสียงบางกลุ่ม แต่ชี้ว่าขั้วรัฐบาลปวดหัวหนัก ดักคอสร้างสถานการณ์ยุบพรรค-ดูดงูเห่ามีแต่คนโง่เท่านั้นทำ แนะอย่าฝืนตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ระวังประชาชนจ้องทุบงูเห่าเอง สองผู้บริหาร 2 สื่อ ‘ปารเมศ’ เดลินิวส์ ชี้โพลสำเร็จเกินคาดวันที่ 14 พ.ค. วัดผลว่าประเทศจะก้าวหน้าหรืออยู่กับที่ ด้าน ‘ปราปต์’ มติชน ระบุ ผลโพล 2 สื่อยักษ์ เป็นการดับเบิลเช็ก สะท้อนความรู้สึกคน กระตุ้นคนไปเลือกตั้ง ด้าน ‘อัครพงษ์’ แห่งวิทยาลัยปรีดี พนมยงค์ฯ เผย 8 ปี ประชาชนสะสมความนึกคิด เตือนผู้มีอำนาจอย่าดูเบา อำนาจการเมืองต้อง แชร์กัน

เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ที่อาคารสำนักงานหนังสือพิมพ์มติชน ประชานิเวศน์ กรุงเทพฯ สองสื่อใหญ่ระดับประเทศ “มติชน x เดลินิวส์” ร่วมสรุปผลและวิเคราะห์ผลโพลเลือกตั้ง 2566 และฟันธงโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 2566 สะท้อนอนาคตการเมืองไทย โดยช่วงแรก ร่วมวิเคราะห์ผลเลือกตั้ง 2566 มีนายปารเมศ เหตระกูล กรรมการบริหารหนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ และเดลินิวส์ออนไลน์, นายปราปต์ บุนปาน รองกรรมการผู้จัดการสายดิจิทัลมีเดีย บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน), นายอัครพงษ์ ค่ำคูณ คณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

นายปารเมศกล่าวว่า การทำโพลครั้งนี้ถือว่า สำเร็จเกินคาด จากผลโพลคะแนนพรรคก้าวไกล เยอะมาก ก็สงสัยว่าจะเป็นคะแนนจากนิวเจน ผลปรากฏว่าไม่ใช่อย่างที่คิด ซึ่งต้องขอบคุณพันธมิตรทุกฝ่ายในการร่วมทำโพลที่ทำให้ประชาชนมีแนวทางความคิดในการเลือก ส.ส.เขต หรือ ปาร์ตี้ลิสต์ ที่ทำให้ประเทศเราจะก้าวหน้าหรืออยู่กับที่ จากผลโพลเทรนด์ คนส่วนใหญ่ต้องการความเปลี่ยนแปลง ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้งเป็นเรื่องสำคัญ พรรคการเมืองที่ทำเก่ง และทำเยอะจะได้เปรียบเยอะ พรรคไหนที่ยังทำไม่เก่งก็ต้องไปกระตุ้นทำให้มากขึ้น ซึ่งวันที่ 14 พ.ค. นี้ เราจะรู้ผลกันแล้ว

วิเคราะห์โพล – นายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานเครือมติชน, น.ส.ปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการมติชน, นายปราปต์ บุนปาน รองกรรมการผู้จัดการมติชน, นางประพิณ รุจิรวงศ์, นายนนท์ รุจิรวงศ์, นายปารเมศ เหตระกูล ผู้บริหารเดลินิวส์ ถ่ายภาพร่วมกับนายอัครพงษ์ ค่ำคูณ คณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดีพนมยงค์ฯ, รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มธ., รศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต และนายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ คอลัมนิสต์มติชนสุดสัปดาห์ ในเวทีวิเคราะห์ผลโพลเลือกตั้ง ‘มติชนxเดลินิวส์’ ที่อาคารมติชน เมื่อวันที่ 5 พ.ค.

ด้านนายปราปต์กล่าวว่า ฐานคนอ่านมติชน กับเดลินิวส์น่าจะต่างกัน แต่สิ่งที่เซอร์ไพรส์คือผลคะแนนออกมาไม่ต่างกัน ทั้งผลคะแนน ระยะห่างของคะแนน มีความสอดคล้องกันหมด เหมือนมีการดับเบิลเช็กกัน อีกจุดหนึ่งของเป้าประสงค์ในการทำโพล คือ เราเป็นสื่อ และไม่ได้ต้องการทำโพลอย่างเป็นทางการเหมือนสำนักโพลมืออาชีพ แต่ต้องการกระตุ้น ผู้อ่านและคนดูให้มีความสนใจ และอยาก มีส่วนร่วมกับการเลือกตั้ง เราได้รับทราบเจตจำนงทางการเมืองของประชาชน รวมทั้งการขยับขยายการผลิตคอนเทนต์ทางการเมืองใหม่ๆ จึงเป็นที่มาของการทำโพลและวิเคราะห์ โพลการเมือง

นายปราปต์กล่าวอีกว่า มีอีกสิ่งหนึ่งที่อยู่นอกเหนือจากคะแนนโพล และเห็นเป็นรูปธรรม อันเกี่ยวเนื่องกับการเลือกตั้ง คือ มวลชนหน้าเวที ที่มีทั้งเสียงโห่ เสียงเชียร์ของแต่ละพรรค ที่มีความรู้สึก มีความรัก ความเกลียดชัง ความหวัง ทั้งหมดส่งผลต่อการเลือกตั้ง การมองเห็น ถึงคะแนนผลโพล และมองความรู้สึกของคน นี่คือ พลังของประชาชนทั้งสิ้น

ขณะที่นายอัครพงษ์กล่าวว่า การวิเคราะห์ผลโพล เราวิเคราะห์จากคะแนนที่ได้มา และจาก 4 คำถามของโพล คือ เลือกส.ส.เขตจากพรรคใด เลือกปาร์ตี้ลิสต์พรรคใด สนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรี และส.ว.ควรโหวตเลือก แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคใด ครั้งแรก มีผู้ร่วมทำโพลกว่า 8 หมื่นคน และรอบที่ 2 กว่า 7 หมื่นคน เรามีการทำสูตรในการวิเคราะห์ โพลของมติชนกับเดลินิวส์ ซึ่งดึงเอากลุ่มตัวอย่างมาก่อน แล้วเอาความมีเหตุมีผลตามมา ซึ่งการทำโพลสะท้อนความเชื่อมั่น 95 % ความคลาดเคลื่อนมีเพียงร้อยละ 0.35 อีกทั้งโพลนี้มีผู้มีชื่อเสียง คนดัง นักการเมือง มีส่วนร่วมทำแบบสอบถาม รวมทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นโพลที่สะท้อนกระแสของการมีส่วนร่วม และผลโพลที่ออกมา ไปทางพรรคก้าวไกล

นายอัครพงษ์กล่าวอีกว่า 4 คำถามนั้น มีการ สอบถามข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ระบุชื่อ ทั้งนี้เพศชาย มีสัดส่วนกว่า 60% พนักงานบริษัทมากที่สุด ระดับการศึกษาปริญญาตรีขึ้นไปมากสุด กลุ่มรายได้ 5 หมื่นบาทขึ้นเยอะมากที่สุด โพลครั้งนี้คือ โพลของคนเสียงดัง แต่ตัวโพลที่มองไม่เห็นของคนตัวเล็กจะหา คำตอบได้จากพรรคการเมือง สุดท้ายนโยบายต่างๆ ของพรรคการเมือง ก็ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของประชาชนว่าชอบหรือไม่ กระทบต่อประชาชนหรือไม่ การเลือกตั้งในยุคดิจิทัล หรือ มาร์เก็ตติ้งดิจิทัล พรรคการเมืองต้องตามสมัย พรรคการเมืองไม่ตามกระแสออนไลน์มักไม่รอด

นายอัครพงษ์สะท้อนมุมมองอีกว่า การเสนอ ขายการเลือกตั้งเป็นของชนหมู่มาก และมาพร้อม กับความนิยม ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม 1.กลุ่มที่เอาพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย 2.กลุ่มที่ไม่เอาพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย 3.กลุ่มที่เบลอๆ ไม่รู้จะเลือกอะไร กลุ่มนี้ มีประมาณร้อยละ 20 ซึ่งจะหมุนไปตามกระแส และ 4.กลุ่มที่ Need Promotion ที่อิงตามนโยบาย สุดท้ายตนคิดว่าคำถามที่สำคัญ คือ คำถามที่เราไม่เห็นจากโพล คือโพลไม่เห็น 400 เขต แต่ละพรรคมีฐานพื้นที่อยู่แล้ว ให้แต่ละพรรคกลับไปดูฐานพื้นที่ของท่าน นั่นคือ บูมมาร์เก็ตของท่าน

“สิ่งสำคัญของโพล คือ การกระตุ้นความรู้สึกของคนให้มีส่วนร่วมกับการเลือกตั้ง มีจิตใจเป็นเจ้าของชาติ และวันที่ 14 พ.ค.นี้ ให้ออกไปเลือกตั้งกัน 8 ปีที่ผ่านมา ประชาชนสะสมความนึกคิด ผู้มีอำนาจอย่าดูเบา อำนาจต้องแชร์กัน เพราะไม่มีใครครองอำนาจอย่างยาวนาน สุดท้ายไม่แบ่งปัน คนคนนั้น จะโดนกำจัดอย่างสิ้นซาก ขณะเดียวกันคนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง อย่าไปดูแคลนคนที่ต้องการ เหมือนเดิม ให้เรามีสติกับผลที่ออกมา ผู้คนที่มาเลือกตั้งล้วนกำหนดชะตาชีวิตของชาติ” นายอัครพงษ์ระบุ

ด้านรศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ อาจารย์ ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ผลโพลที่ออกมาชี้ให้เห็นถึงกระแสสังคม ที่ไม่เอารัฐบาลเดิม ดูได้จากคะแนนนิยมของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตจากก้าวไกล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายเศรษฐา ทวีสิน จากพรรคเพื่อไทย สูงกว่าร้อยละ 85 ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยจะไม่เกิดขึ้น เพราะทำงานไม่ได้ หากต้องการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยแล้วให้ 250 ส.ว.มาหนุน ในขณะ ที่โพล ร้อยละ 82.5 ไม่ต้องการให้ส.ว.โหวตตามใจตนเอง และอยากให้พรรคอันดับ 1 ตั้งรัฐบาล หากเจตจำนงนี้ถูกมองข้ามก็ประเมิน ความโกรธของประชาชนไม่ได้ว่าจะรุนแรงขนาดไหน อาจจะเป็นการแสดงพลังครั้งที่ 3 หลังจาก 14 ตุลา 16 และพฤษภา 35 ที่อาจจะเป็นการรื้อโครงสร้างทางการเมืองทั้งหมด ดังนั้นทั้งพล.อ.ประยุทธ์และพล.อ.ประวิตร จึงต้องตระหนักว่าหากได้รับเสียงสนับสนุนน้อยก็ต้องพอ หากมีความพยายามยุบพรรคก้าวไกล บ้านเมืองก็จะลุกเป็นไฟ หรือหากคิดรัฐประหารอีก ก็ต้องตระหนักว่าทหารเองก็มีต้นทุนที่ต้องจ่าย มีค่าเสื่อมศักดิ์ศรีและบารมี

รศ.ดร.ธำรงศักดิ์กล่าวว่า ส่วนเรื่องตั้ง เชิงยุทธศาสตร์ มันสลายไปแล้ว กลายเป็นว่าพรรคก้าวไกลและเพื่อไทยต้องมีสโลแกนใหม่ คือร่วมกันแลนด์สไลด์ คนเลือกก้าวไกล เพราะไม่เอารัฐประหาร ขณะที่เลือกเพื่อไทยเพราะต้องการปากท้องดี ทั้งสองอย่างนี้ ไปด้วยกันได้ ไม่ได้แยกจากนั้นจึงเป็นเรื่องชัยชนะของฝ่ายประชาธิปไตย

รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หากดูจากผลโพลเห็นว่าคะแนนนิยมของทั้งก้าวไกลและเพื่อไทย พุ่งเกินร้อยละ 80 ทำให้สถานะรัฐบาลค่อนข้างลำบาก เพราะคะแนนห่างกันค่อนข้างมาก และยังแข่งกันเองในพื้นที่ภาคใต้ ที่มี 62 ที่นั่ง แต่แข่งกันทั้งรวมไทยสร้างชาติ ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย และหากฝืนตั้งรัฐบาล เสียงข้างน้อยที่ในประวัติศาสตร์ไม่เคยมี ก็ทำอะไรไม่ได้ และบิดเบือนเจตนารมณ์ ของประชาชน จะทำให้เกิดความไม่พอใจ ซึ่งอันตรายมาก

รศ.ดร.ประจักษ์กล่าวต่อว่าส่วนเรื่อง จะยุบพรรคเพื่อดูดส.ส. หากยุบพรรคที่ คนเลือกมา จะเกิดปฏิกิริยาแน่ และหากมีงูเห่า คราวนี้ประชาชนไปตีงูเห่าเอง ดังนั้นประเด็นคือต้องยอมรับกติกาประชาธิปไตย ถ้าแพ้เยอะ แพ้ชัดเจนก็ต้องยอมรับ และยากที่พล.อ.ประยุทธ์ จะกลับมาเป็นนายกฯ อีก ไม่ว่าจะเป็นด่าน 25 ส.ส.ที่ต้องได้ หรือควรมาเป็นอันดับ 1 ของฝ่ายรัฐบาลเดิม เนื่องจากภูมิใจไทยก็บอกแล้วว่าถ้าได้มากกว่า จะไม่ยกเก้าอี้นายกฯ ให้ ซึ่งแนวโน้มเป็นอย่างนั้น แล้วพล.อ.ประยุทธ์จะไปขอเก้าอี้นายกฯ ได้อย่างไร อีกทั้งส.ว.เองก็ไม่ได้มีเอกภาพเหมือนเดิมด้วย (อ่านรายละเอียด สกู๊ปหน้า 6)

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน