แก๊งตุ๋นเล่นแชร์พันล. เหยื่อทั่วปท.กว่า2พัน แต่ติดจริงสูงสุด20ปี 7ลูกน้องรอด-ยกฟ้อง

ศาลพิพากษาจำคุก12,640 ปี ‘แม่มณี’ กับแฟนหนุ่ม ร่วมตุ๋นเหยื่อเล่นแชร์ หลอกลวงให้ผลตอบแทนเกินจริง มีผู้หลงเชื่อกว่า 2,500 ราย มูลค่าเสียหายกว่า 1,300 ล้านบาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษลงกึ่งหนึ่ง แต่กฎหมายกำหนดคงจำคุกสูงสุดไม่เกิน 20 ปี ส่วนอีก 7 จำเลยเป็นลูกจ้างแม่มณี พยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะลงโทษได้ ศาลสั่งยกฟ้อง

เมื่อวันที่ 10 พ.ค. ที่ศาลอาญา ศาลอ่าน คำพิพากษาคดีแชร์แม่มณี ตามที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ฟ้องน.ส.วันทนีย์ หรือเดียร์ ทิพย์ประเวช, นายเมธี หรือบอส ชิณภา สามีน.ส.วันทนีย์, นายปิยะ หรือเป้ คีรีสุวรรณกุล, น.ส.พรสวรรค์ หรือฝ้าย ภูอินอ้อย, น.ส.ธวัลรัตน์ ทิพย์ประเวช แม่น.ส. วันทนีย์, น.ส.วิไลวรรณ หรือมิ้น หงษ์ประชาทรัพย์, น.ส.นิตยา หรือโบว์ พินนอก, นายบริภัทร เข็มรัตน์ และนายปิยะเศรษฐ์ ธิโสภา ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-9 ตามลำดับ ในความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน

คำบรรยายฟ้องระบุว่าเมื่อวันที่ 9 มี.ค.2562 ถึงวันที่ 30 ต.ค.2563 ต่อเนื่องกัน จำเลยทั้ง 9 บังอาจร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างวาระ โดยจำเลยที่ 1 และ 4 เจตนาทุจริตหรือโดยการหลอกลวงได้บังอาจร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยใช้โปร แกรมเฟซบุ๊กประกาศให้ประชาชนทั่วไปมาร่วมออมเงิน หรือร่วมลงทุนกับจำเลย โดยจะได้ผลตอบแทนมากกว่าปกติเป็นพิเศษ โดยมีแผนการตลาด หรือรูปแบบการลงทุนจัดแบ่งออกเป็นวง จำนวนการลงทุนวงละ 1,000 บาท จะได้รับผลตอบแทน 930 บาทต่อหนึ่งวง เมื่อครบกำหนด 9 เดือน นับแต่วันที่ลงทุน หรือวันที่ฝากเงินมายังบัญชีที่แจ้ง โดยผู้ลงทุนจะได้รับเงินที่ลงทุนพร้อมผลตอบแทนกลับไปจำนวนวงละ 1,930 บาท

ต่อมาจำเลยที่ 1 และ 4 กับพวก เปลี่ยนเป็นการลงทุนระยะสั้นอีกหลายระบบหลายครั้ง ซึ่งข้อความดังกล่าวล้วนเป็นเท็จ ความจริงแล้วจำเลยที่ 1 และ 4 กับพวก ไม่ได้จัดให้ออมเงิน หรือร่วมลงทุน โดยได้รับผลตอบแทนมากกว่าปกติดังกล่าวแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นอุบายให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินเงินทองจากประชาชนผู้ถูกหลอกลวงเท่านั้น จนเกิดความเสียหาย 2,533 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,376,215,359 บาท โดยให้อัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึง จ่ายได้ ตั้งแต่อัตราร้อยละ 1,116 ถึงร้อยละ 3,040.45 ต่อปีอันเป็นเท็จ ซึ่งการกู้ยืมเงินตามกฎหมายดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงิน ตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้มีอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3.50 ต่อปีเท่านั้น

คำบรรยายฟ้องระบุอีกว่า โดยพวกจำเลยนำเงินดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตนโดยทุจริต และเป็นการกู้ยืมเงินจากผู้ให้กู้ยืมเกิน 10 คน ซึ่งมีจำนวนเงินกู้ยืมรวมกันตั้งแต่ 5,000,000 บาทขึ้นไป อันมิใช่การกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน ตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน การกระทำ ของจำเลยทั้ง 9 เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน เหตุเกิดที่ทุกแขวงและเขต กรุงเทพ มหานคร ทุกตำบลและอำเภอ จังหวัดอื่นๆ เกี่ยวพันกัน จำเลยที่ 1-2 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานแล้ว เห็นว่าฝ่ายโจทก์มีผู้เสียหาย และ เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ เบิกความยืนยันทำนองเดียวกันว่าจำเลยที่ 1-2 ร่วมกันมีพฤติการณ์โฆษณาหลอกลวงประชาชน และผู้เสียหายจำนวนมากให้มาร่วมลงทุน โดยโอนเงินผ่าบัญชีธนาคารจำเลยทั้ง 2 ส่วนจำเลยที่ 3-9 เป็นลูกจ้างของจำเลย ไม่มีส่วนรู้เห็นการกระทำผิด พิพากษาว่าจำเลยที่ 1-2 ร่วมกันกระทำผิดตามฟ้อง จริงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งเป็นบทหนักสุด จำนวน 2,528 กระทง จำคุกกระทงคนละ 5 ปี รวม 12,640 ปี จำเลยรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุก 5,056 ปี 15,168 เดือน อย่างไรก็ตาม กฎหมายคงจำคุกได้ไม่เกิน 20 ปี จึงจำคุกจำเลยที่ 1-2 ไว้คนละ 20 ปี และให้จำเลยทั้ง 2 ชดใช้เงินแก่ผู้เสียหายพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยที่ 3-9 พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยได้ พิพากษายกฟ้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานงานว่า ทันทีที่ศาลอ่านคำพิพากษาจบ จำเลยส่งเสียงกรีดร้องดีใจกอดคอร้องไห้แสดงความยินดีแก่กัน โดยมีญาติที่มาให้กำลังใจร้องไห้ด้วยความดี ขณะที่ญาติจำเลยที่ยกฟ้องกล่าวว่าดีใจศาลยกฟ้อง ให้ความเป็นธรรม เพราะเป็นแค่ลูกจ้างเท่านั้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน