รองอ๊อฟให้การปฏิเสธไม่เกี่ยว โจ๊กเร่งปิด15คดี
‘รองอ๊อฟ’ผัวแอม โดนเพิ่มข้อหาสนับสนุนรู้เห็นเมียกระทำผิด รุดให้การตร.ภาค 7 ก่อนได้รับการปล่อยตัว ‘โจ๊ก’แจงเหตุแจ้งเพิ่ม พบเป็นคนนำกระเป๋าหรู‘ก้อย’ ไปซ่อน แต่เจ้าตัวยังปฏิเสธ เร่งสอบธุรกรรมการเงินแม่-น้องสะใภ้แอม คาดรู้ผลวันนี้ ส่งสำนวนทั้ง 15 คดีโยงแอมส่งอัยการได้ในสัปดาห์หน้า ยืนยันพบเป็นแผนประทุษกรรมเหมือนกัน ไม่เชื่อคำให้การแอมที่อ้างว่าได้ไซยาไนด์มาจากนายแด้ อดีตสามี
เมื่อวันที่ 16 พ.ค. พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. กล่าวถึงความคืบหน้าคดี นางสรารัตน์ หรือ แอม รังสิวุฒาภรณ์ ผู้ต้องหาวางยาฆ่าชิงทรัพย์ น.ส.ศิริพร ขันวงษ์ หรือ ก้อย อายุ 32 ปี ว่า วันเดียวกันได้เดินทางไปที่ตำรวจภูธรภาค 7 เพื่อเข้าแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกับ พ.ต.ท.วิฑูรย์ รังสิวุฒาภรณ์ รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.สวนผึ้ง อดีตสามีของนางสรารัตน์ ในความผิดฐานช่วยเหลือผู้อื่น มิให้ต้องรับโทษ ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย ซึ่งพยานหลักฐานในการกระทำความผิด
พ.ต.อ.เอนกกล่าวต่อว่า เหตุผลที่ต้องแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกับพ.ต.ท.วิฑูรย์ นั้น เนื่องจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สภ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี สืบพบพยานหลักฐานว่า หลังเกิดเหตุ พ.ต.ท.วิฑูรย์กับนางสรารัตน์ได้เดินทางไป ที่บ้านพ่อแม่ของ พ.ต.ท.วิฑูรย์ ที่จ.สุโขทัย เพื่อเยี่ยมเยียนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แต่ขณะนั้นนางสรารัตน์นำกระเป๋าแบรนด์เนมและทรัพย์สินของน.ส.ศิริพร ผู้ตายติดตัว ไปด้วยเพื่อนำไปซุกซ่อน ก่อนต่อมาภายหลังเกิดเปลี่ยนใจ จึงทำทีออกอุบายให้พ่อแม่ของพ.ต.ท.วิฑูรย์ส่งกลับมาให้ที่บ้านพักของพ.ต.ท.วิฑูรย์ ที่จ.นครปฐม แต่เมื่อพ.ต.ท.วิฑูรย์ได้รับของกลางแล้วกลับนำไปมอบให้กับนางสรารัตน์ ที่อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี แทนที่จะนำส่งให้กับทางตำรวจตรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน
พ.ต.อ.เอนกกล่าวต่อว่า จากนั้นจึงให้ น้องสะใภ้ของนางสรารัตน์ส่งต่อไปให้กับน.ส.แก้ว ที่บ้านพักในอ.ชะอำ จ.เพชรบุรี โดยที่น.ส.แก้วไม่ทราบว่าภายในกล่องพัสดุเป็นสิ่งของใด กระทั่งเมื่อเปิดออกดูสงสัยว่าน่าจะเป็นทรัพย์สินของผู้ตาย จึงรีบนำมามอบให้กับทางตำรวจตรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน ดังกล่าว จนนำมาสู่การตรวจสอบ และแจ้งข้อกล่าวหาแก่พ.ต.ท.วิฑูรย์ครั้งนี้
วันเดียวกัน ที่สำนักงานตำรวจภาค 7 ชุดสืบสวนร่วมกันประชุมติดตามความคืบหน้าของคดีนางสรารัตน์ หลังจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. เรียกประชุมและนำข้อมูลที่ไปสอบปากคำ 14 คดี และพยายามฆ่า อีก 1 คดี ภายในทัณฑสถานหญิงกลาง เมื่อช่วงเย็น ที่ 15 พ.ค. ซึ่งนางสรารัตน์รับสารภาพ แต่ อ้างว่านำสารไซนาไนด์ไปให้ น.ส.ศิริพร หรือก้อย ผสมกับยาเสพติดเพื่อทดลองเสพ จนทำให้เสียชีวิต และอ้างว่านำไซยาไนด์มาจากนายแด้ อดีตสามี
“วันนี้เชิญตัว พ.ต.ท.วิฑูรย์ อดีตสามีของนางแอม มารับทราบข้อกลาวหาเพิ่ม ในข้อหาทำลายพยานหลักฐาน และให้การสนับสนุนผู้ต้องหาที่กระทําความผิด โดยก่อนหน้านี้ ถูกออกหมายจับในคดียักยอกทรัพย์ และ ใช้เอกสารทางราชการปลอม นอกจากนั้น จะนำหลักฐานที่ได้เพิ่มเติมไปขอศาลจังหวัดนครปฐมออกหมายจับ ผู้ต้องหาที่ใกล้ชิดกับนางสรารัตน์ด้วย” พ.ต.อ.เอนกกล่าว
พ.ต.อ.เอนกกล่าวต่อว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญ รศ.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์ ประจําภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มารายงานผลของการตรวจสอบสารเคมีที่ตรวจยึดได้ จากการตรวจวัตถุพยานจำนวน 296 รายการ จาก 18 เคส ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว โดยประเด็นที่นางสรารัตน์อ้างว่านำ สารไซยาไนด์ให้น.ส.ก้อยใช้กับยาเสพติด พ.ต.อ.เอนกกล่าวว่า กรณีนี้ตำรวจมีการ ตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปราม ยาเสพติด ระบุว่า ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา การจับผู้ต้องหาคดียาเสพติด รวมทั้งการตรวจยึดส่วนผสมของแหล่งผลิต ทั้งยาบ้า เฮโรอีน และไอซ์ ยังไม่เคยพบว่ามีไซยาไนด์เป็น ส่วนผสมกับยาเสพติด ซึ่งสารไซยาไนด์ถือว่าเป็นสารพิษมีความอันตราย จึงไม่มีเหตุผล ที่จะนำมาผสมกับสารเสพติด ส่วนที่สังคมเข้าใจว่าในยาเสพติดมีสวนผสมของยาฆ่าแมลงอยู่ด้วย ในอดีตเคยตรวจยึดยาบ้าพบว่ามี ส่วนผสมกับยาฆ่าแมลง แต่ไม่ใช่สารไซยาไนด์ แต่เป็นสารชนิดอื่นที่ละลายแล้ว นำไปเป็นสารตั้งต้นของยาเสพติด

ผัวแอม – ตำรวจนครปฐมคุมตัวพ.ต.ท.วิฑูรย์ รังสิวุฒาภรณ์ อดีตสามี ‘แอม ไซยาไนด์’ มาสอบสวน แจ้งข้อหาเพิ่มเติมฐานทำลายหลักฐานและสนับสนุนการกระทำผิด ในคดีการเสียชีวิตของก้อย ที่บช.ภาค 7 เมื่อวันที่ 16 พ.ค.
ต่อมา เวลา 15.30. น. พ.ต.ท.วิฑูรย์ อดีตสามีของนางแอม ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนชุดสืบสวนคลี่คลายคดีของการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับนางแอม เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ทำลายพยานหลักฐาน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 184 หลังจากที่ตำรวจชุดสืบสวนพบพยานหลักฐานที่เชื่อว่าพ.ต.ท.วิฑูรย์ เป็นผู้ก่อเหตุ
สำหรับข้อหาที่พ.ต.ท.วิฑูรย์ ถูกแจ้ง ข้อกล่าวหาเพิ่มนั้น เป็นคดีของน.ส.ก้อย ที่เกิดเหตุ ในอ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี โดยพบว่าพ.ต.ท.วิฑูรย์นำกระเป๋าของน.ส.ก้อย ไปซ่อนไว้ก่อน สุดท้ายจะพบว่าถูกส่งไปที่น.ส.แก้ว ในจ.เพชรบุรี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อพ.ต.ท.วิฑูรย์ เดินทางมาถึงสำนักงานตำรวจภาค 7 มี เจ้าหน้าที่พาขึ้นไปที่ห้องสอบสวนบนชั้น 3 โดยพ.ต.ท.วิฑูรย์มีสีหน้าเรียบเฉย นิ่ง ไม่ยอมตอบคำถามใดๆ ขณะที่ภายในห้องสอบสวน มีเจ้าหน้าที่พนักงานสอบสวนของตำรวจภูธรภาค 7 และตำรวจกองปราบปราม ร่วมกันสอบปากคำ และแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม ก่อนจะปล่อยตัวกลับไป เนื่องจากผู้ต้องหาไม่มีพฤติการณ์หลบหนี และมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง
เวลา 18.30 น. ที่สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีนางแอมว่า ได้แจ้งข้อหากับ พ.ต.ท.วิฑูรย์ ในข้อหา ร่วมกันทำลายพยานหลักฐาน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 184 หลังจากที่ตำรวจชุดสืบสวนพบพยานหลักฐานที่เชื่อว่าพ.ต.ท.วิฑูรย์ เป็นผู้ก่อเหตุ โดยข้อหาที่ถูกแจ้งเพิ่มนั้น เป็นคดีของน.ส.ก้อย ที่เกิดเหตุในอ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ที่พบว่าพ.ต.ท.วิฑูรย์ เป็นคนนำกระเป๋าของน.ส.ก้อยไปซ่อนไว้ก่อนสุดท้ายพบว่าถูกส่งไปที่ น.ส.แก้ว ใน จ.เพชรบุรี ซึ่งผู้ต้องหาเป็นตำรวจรับรู้อยู่แล้วว่า ของที่ได้มาเป็นของกลางในคดี แต่กลับ ไม่นำไปมอบให้กับพนักงานสอบสวน แต่กลับนำไปให้บุคคลอื่น ขณะที่พ.ต.ท.วิฑูรย์ ยังให้การปฏิเสธ
ส่วนตัวกรณีที่มีบุคคลอื่นเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง 4-5 คน นั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า อยู่ระหว่างการสอบปากคำในฐานะพยาน ส่วนสำนวนการสอบสวนสืบสวนภายในสัปดาห์หน้า จะวางไทม์ไลน์ เหตุการณ์ทั้งหมดเพื่อเตรียมสรุปสำนวนได้ ทั้งข้อหา ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน 14 คดี และข้อหาพยายามฆ่าอีก 1 คดี ซึ่งพบว่าแผนประทุษกรรมเหมือนกันทั้งหมด รวมถึงที่มาของแต่ละคดีว่ามีความเชื่อมโยงกันอย่างไร ส่งให้อัยการพิจารณาการสั่งฟ้องในชั้นศาล ต่อไป
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวถึงการสอบแม่ของนางแอม รวมถึงน้องสะใภ้ ที่ถูกใช้ให้ไปส่งกระเป๋าดังกล่าวว่า พบว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงเส้นทางการเงินทางธนาคารจะส่งข้อมูลให้กับพนักงานสอบสวนในวันที่ 17 พ.ค. คาดว่าน่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น
สำหรับการที่จะเข้าพบนางแอมที่ทัณฑสถานหญิงกลาง เพื่อสอบปากคำใน วันที่ 17 พ.ค. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า ต้องดูพยานหลักฐานสำนวนคดีของตำรวจภูธรภาค 7 ก่อนว่าจะมีส่วนไหนที่จะเข้าไปถามข้อมูลเพื่อเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีหรือไม่ ส่วนการให้การของนางแอมนั้น ตำรวจไม่ได้ปักใจเชื่อ แต่ก็มีข้อเท็จจริงในเรื่องของการที่รับว่านำไซยาไนด์ไปมอบให้ และไม่เชื่อว่า นำมาไซยาไนด์มาจากนายแด้ ตำรวจยืนยันดำเนินคดีตามพยานหลักฐานที่มีอยู่