เฟซบุ๊กคุยกว่า20คน ตร.ไซเบอร์จับอีก2 สวมไลน์ผู้ว่ายืมตังค์ หญิงตุ๋นนักธุรกิจ16ล.
จับหนุ่มปลอมเฟซบุ๊กรองผบ.ตร. ‘ต่อศักดิ์’ แช็ตจีบสาวกว่า 20 ราย โชคดีไม่มีใครหลงเชื่อ รับสารภาพใช้ชื่อพล.ต.ท.นายหนึ่ง แต่นำรูปรองผบ.ตร.สวมรอยเป็นโปรไฟล์ สอบสวนอ้างปลื้มรองต่อศักดิ์ ไม่มีเจตนาหลอกลวง ด้านรองผบ.ตร.รุดสอบเองพบบัตรผู้ป่วยจิตเวช ไม่ติดใจเอาความ ตร.ไซเบอร์แกะรอยตามรวบอีกสองคดีรวด หนุ่มวัย 24 แก๊งปลอมเฟซบุ๊กผู้ว่าฯ ขอนแก่นหลอกยืมเงินตั้งแต่นายกเล็กไปจนถึงประชาชน และจับสาวเมืองชลบุรีรับจ้างเปิดบัญชีม้า ปลอมไลน์ แอบอ้างเป็นจนท.กรมธุรกิจการค้า ตุ๋นดูดเงินหนุ่มนักธุรกิจเกลี้ยงบัญชี 16 ล้าน พบเส้นทางโอนเงินจากไทยไปบัญชีแบงก์ฝั่งปอยเปต กัมพูชา เร่งตามผู้ร่วมแก๊งมาดำเนินคดี
เมื่อวันที่ 17 พ.ค. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผบ.ตร., พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) และพล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รองผบช.สอท. สั่งการให้ พล.ต.ต.ณัฐกร ประภายนต์ ผบก.สอท.2, พ.ต.ท.คงกฤช รุ่งเรือง สว.กก.วิเคราะห์ข่าว บก.สอท.2 และเจ้าหน้าที่กก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.2 ตรวจสอบกรณีประชาชนร้องเรียนว่ามี ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชื่อ “พลตํารวจโท ใหญ่สิธิมงคล” มีการใช้รูปของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ รองผบ.ตร. เป็นโปรไฟล์ เกรงว่าจะใช้ไปในทางผิดกฎหมาย โดยรองผบ.ตร.มอบหมายให้ ทางบช.สอท.เร่งตรวจสอบ
กระทั่งสืบสวนจนทราบว่าผู้ก่อเหตุคือ นายเชาวฤทธิ์ วอนวงษ์ อายุ 32 ปี พักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 71/1 หมู่ 3 ต.โนนห้อม อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี จึงนำกำลังไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงพบนายเชาวฤทธิ์ จึงแสดงตัวพร้อมกับขอตรวจสอบอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ พบบทสนทนาในแช็ต เฟซบุ๊กดังกล่าว ได้ทักแช็ตไปสนทนากับหญิงสาว กว่า 20 คนที่เป็นเพื่อนในลักษณะเชิงชู้สาว แต่ไม่ปรากฏว่าเกิดความเสียหาย หรือมี ผู้หลงเชื่อ โดยนายเชาวฤทธิ์ให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุจริง พร้อมกล่าวขอโทษที่ได้กระทำลงไป ส่วนสาเหตุที่ทำเพราะชื่นชอบในตัวของพล.ต.อ.ต่อศักดิ์ อีกทั้งต้องการพูดคุยกับหญิงสาวเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาไปหลอกลวงในทางอื่น อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบยังพบว่า ผู้ก่อเหตุมีบัตรประจำตัวผู้ป่วยของ ร.พ.จิตเวชสระแก้วราชนครินทร์ ด้วย

อ้างท่านรอง – ตำรวจไซเบอร์สอบสวนนายเชาวฤทธิ์ วอนวงษ์ วัย 32 ปี ใช้ภาพ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผบ.ตร. เป็นโปรไฟล์เฟซบุ๊กแช็ตจีบสาวๆ กว่า 20 คน เบื้องต้น ตรวจพบว่าป่วยจิตเวช ที่บก.สอท. เมื่อวันที่ 17 พ.ค.
พล.ต.อ.ต่อศักดิ์กล่าวว่า จากการตรวจสอบกรณีที่เกิดขึ้นไม่ได้มีการนำไปใช้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ใดๆ อีกทั้งผู้ก่อเหตุมีอาการทางจิตเวช เป็นผู้ป่วย ซึ่งตนไม่ได้ติดใจเอาความ จึงได้ว่ากล่าวตักเตือนไม่ให้กระทำแบบนี้อีกไม่ว่ากับใครก็ตาม และไม่ได้ดำเนินคดี เพียงให้ทางเจ้าหน้าที่ประสานไปยังร.พ.เพื่อนำตัวส่งรักษา และทำบันทึกและตรวจสอบประวัติก่อนปล่อยตัวไป
“ส่วนตัว ผมไม่ได้เล่นเฟซบุ๊ก ฝากไปยังพี่น้องประชาชนว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีมีความสำคัญเป็นอย่างมากในการติดต่อสื่อสารการที่จะพูดคุยกับใครจะต้องตรวจสอบโปรไฟล์ให้ดี ว่าบุคคลที่เราพูดคุยนั้นมีโปรไฟล์ชัดเจนหรือไม่ ในกรณีที่แอบอ้างเป็นผม หรือข้าราชการตำรวจ สามารถตรวจสอบได้จากแอพพลิเคชั่นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีการระบุข้อมูล ชื่อ-สกุล เบอร์โทรศัพท์ สังกัดรวมอยู่ในนั้น จึงอยากประชาสัมพันธ์ เพราะห่วงพี่น้องประชาชนว่าจะตกเป็นเหยื่อ มีเคสลักษณะนี้ที่ไม่ตรวจสอบ สุดท้ายถูกทำมิดีมิร้าย ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ เกิดความเสียหายทั้งร่างกายและทรัพย์สิน” พล.ต.อ.ต่อศักดิ์กล่าวเตือน
วันเดียวกัน พล.ต.ท.วรวัฒน์ ผบช.สอท., พล.ต.ต.วิวัฒน์ รองผบช. สอท. และพล.ต.ต.สถิตย์ พรมอุทัย ผบก.สอท.3 ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.พงศ์นรินทร์ เหล่าเขตกิจ ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.3 พร้อมชุดสืบสวนจับกุมตัว นายสารนิช อายุ 24 ปี โดยปลอมไอดีไลน์ ได้ใช้รูปโปรไฟล์และชื่อตรงกับนายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ทักข้อความไปหาผู้บริหารและสมาชิกสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในจ.ขอนแก่นหลายแห่ง หลอกยืมเงินรายละ 500,000 บาท

สวมรอยผวจ. – ตำรวจไซเบอร์ล็อกตัวนายสารนิช เจ้าของบัญชีม้า ร่วมแก๊งคนร้ายปลอมไลน์นายไกรสร กองฉลาด ผวจ.ขอนแก่น หลอกยืมเงินบุคคลต่างๆ รายละ 5 แสนบาท ที่บ้านพรุ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 17 พ.ค.
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากนายอำเภอบ้านแฮด บ้านไผ่ และเขาสวนกวาง โทรศัพท์และ ส่งข้อความมาแจ้งให้ นายไกรสร ผวจ.ขอนแก่น ทราบ มาพร้อมทั้งส่งข้อความแช็ตมารายงาน มีคนแอบอ้างชื่อและนำรูปสวมรอยเป็นโปร์ไฟล์ผวจ. หลอกยืมเงินนายกเทศมนตรีเทศบาลบ้าง สมาชิกสภาเทศบาลบ้าง ในพื้นที่ 3 อำเภอ
เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 จึงได้สืบสวนจนพบว่า บัญชีที่ใช้ก่อเหตุ มีนายสารนิช เป็นเจ้าของบัญชี ประกอบกับหมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้เปิดบัญชีธนาคาร มีคนต่างด้าว ซึ่งอยู่บริเวณชายแดนไทย- เมียนมา เป็นผู้จดทะเบียน จึงเชื่อมั่นว่ากลุ่มแก๊งดังกล่าวมีลักษณะเป็นขบวนการมิจฉาชีพกลุ่มใหญ่ ประกอบกับ นายสารนิชยังเป็นบุคคลตามหมายจับของศาลจังหวัดอุบลราชธานี ในความผิด ฉ้อโกง และหลบหนีการจับกุมมาอาศัยอยู่ในพื้นที่บ้านพรุ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จึงนำข้อมูลทั้งหมดประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.ปฏิบัติการพิเศษ ภ.จว.สงขลา ร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหา
เบื้องต้นผู้ต้องหารับสารภาพว่า เป็นเจ้าของบัญชีธนาคารดังกล่าว ซึ่งไปรับจ้างเปิดและขายบัญชีให้กับคนที่รู้จักกันทาง เฟซบุ๊ก ชื่อ นายฮ้อย (รับจัดหาบัญชี) ในราคา 300 บาท เมื่อช่วงต้นเดือนพ.ค. จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ส่วนอีกคดี พล.ต.ท.วรวัฒน์ ผบช.สอท., พล.ต.ต.วิวัฒน์ รอง ผบช. สอท.2 และพล.ต.ต.ณัฐกร ผบก.สอท.2 สั่งการให้ พ.ต.อ.ต่อศักดิ์ ปานกลิ่นพุฒ ผกก.4 บก.สอท.2, พ.ต.ท.ยุคณธร ชูแก้ว สว.กก.4 บก.สอท.2 และพ.ต.ต.ชัยภัทร เชื้อสาย สว.กก.4 บก.สอท.2 นำหมายจับศาลอาญา ลงวันที่ 30 มี.ค.2566 เข้าจับกุม น.ส.ธาดา แป้นเพ็ชร อายุ 32 ปี ชาวจ.ชลบุรี ในความผิด “ร่วมกันลักทรัพย์, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จสร้างความเสียหายแก่ประชาชน, ร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น, สมคบกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน โดยจับกุมตัวได้ในพื้นที่ต.เสม็ด อ.เมือง จ.ชลบุรี
สืบเนื่องจากมีหนุ่มนักธุรกิจ เข้าแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์ ว่าเมื่อเดือนก.พ. ที่ผ่านมา ปรากฏว่าเงินในบัญชีธนาคารสูญหายไปกว่า 16 ล้านบาท โดยมีคนร้ายโทรศัพท์ติดต่อผู้เสียหายแสดงตัวเป็น เจ้าพนักงานกรมธุรกิจการค้า หลอกให้ ผู้เสียหาย ซึ่งประกอบการธุรกิจ ติดตั้ง แอพพลิเคชั่น อ้างว่าเพื่อเป็นการอัพเดตข้อมูลนิติบุคคลของบริษัทด้วยตนเอง จากนั้นคนร้ายได้ส่งลิงก์มาให้ผู้เสียหาย จึงหลงเชื่อกดและตั้งค่าโทรศัพท์ เพื่อทำรายการอัพเดตข้อมูล ก่อนยอดเงินกว่า 16 ล้านบาท ถูกดูดไปจนเกลี้ยงบัญชี
ต่อมาทางชุดปฏิบัติได้ตรวจสอบเส้นทาง การเงินจนทราบว่า น.ส.ธาดา เป็นผู้ร่วมอยู่ในกลุ่มขบวนการของแก๊งดูดเงินจากบัญชีธนาคารของหนุ่มนักธุรกิจรายนี้ โดยทำหน้าที่เปิดบัญชีม้าแถวที่สอง พบมียอดเงินของผู้เสียหายถูกโอนเข้ามาในบัญชีกว่า 4 ล้านบาท ก่อนโอนผ่านไปยังบัญชีอื่นๆ จนไปเข้าบัญชีสุดท้ายที่ฝั่งปอยเปต ประเทศ กัมพูชา
จากการสอบปากคำ น.ส.ธาดา ให้การรับสารภาพว่า มีญาติมาติดต่อว่าจ้างให้เปิดบัญชีธนาคารและซิมโทรศัพท์มือถือ โดยให้ค่าจ้างในราคา 1,500 บาท แต่ไม่รู้ว่านำไปขายต่อให้กับขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์อีกทอดหนึ่ง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.สอท.2 เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และเร่งขยายผลติดตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการดูดเงินแก๊งนี้ต่อไป