ชี้พรบ.บังคับใช้ตั้งแต่ 22กพ.66

ศาลรัฐธรรมนูญชี้ ‘พ.ร.ก. ยื้ออุ้มหาย’ ขัดรธน. มีมติ 8 ต่อ 1 ให้พ.ร.บ.ป้องกันทรมาน-บุคคลสูญหายมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 22 ก.พ. 2566 ย้ำพ.ร.ก.ไม่มีผลใช้บังคับมาแต่ต้น ย่อม ไม่กระทบสิ่งที่ทำไประหว่างใช้พ.ร.ก. อดีตกสม.-ภาคปชช. เรียกร้องครม.เสนอกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ แสดงความรับผิดชอบ จี้เร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทันที

เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาคดีพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 พ.ศ.2566 กรณีเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 99 คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร (ผู้ร้อง) ว่า พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายพ.ศ.2565 พ.ศ.2566 ตราขึ้นเพื่อขยายกำหนดเวลาการมีผลใช้บังคับของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการ กระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 มาตรา 22 มาตรา 23 มาตรา 24 และมาตรา 25 จากเดิมที่ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 120 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป คือ วันที่ 22 ก.พ. 2566 แก้ไขเป็น ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2566 เป็นต้นไปโดยอ้างเหตุผลความไม่พร้อมด้านงบประมาณ การจัดหาเครื่องมือ และอุปกรณ์ และขั้นตอนการปฏิบัติงาน ในการบังคับใช้พระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องจึงส่งความเห็นดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 ซึ่งมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคสี่ วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 พ.ศ. 2566 กรณีไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 17 วรรคหนึ่ง และให้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและ ปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 พ.ศ.2566 ไม่มีผลใช้บังคับมาแต่ต้นวันที่ 22 ก.พ. 66 ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคสาม

ทั้งนี้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ มีเอกสารข่าวชี้แจงเพิ่มเติม โดยระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 พ.ศ.2566 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และให้พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามกรทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 พ.ศ.2566 ไม่มีผลใช้บังคับมาแต่ตันตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคสามนั้น

โดยที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคสาม บัญญัติว่า ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ใดไม่เป็นไปตามมาตรา 173 วรรคหนึ่ง ให้พ.ร.ก.นั้นไม่มีผลใช้บังคับมาแต่ต้น อย่างไรก็ดี การที่พ.ร.ก.นี้ไม่มีผลใช้บังคับมาแต่ต้น ย่อมไม่กระทบต่อกิจการที่ได้เป็นไปในระหว่างที่ใช้ พ.ร.ก.นั้นซึ่งสอดคล้องกับที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคสาม บัญญัติไว้ในกรณี ที่รัฐสภาไม่อนุมัติพ.ร.ก.ให้พระราชกำหนดนั้นตกไป แต่ทั้งนี้ไม่กระทบต่อกิจการ ที่ได้เป็นไปในระหว่างที่ใช้พ.ร.ก.นั้น

สำหรับการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมี คำวินิจฉัย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสมควรกำหนดแนวทางปฏิบัติให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบ เพื่อแก้ไขข้อจำกัดของหน่วยงานในการปฏิบัติให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565

วันเดียวกัน นางอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้มีผลแล้วทุกมาตราตั้งแต่วันที่ 22 ก.พ.66 ซึ่งต้องถูกนำมาใช้ในการควบคุมตัว เช่น การให้ญาติเยี่ยม การบันทึกภาพ การทำบันทึกประวัติแต่ละบุคคล เป็นต้น ทำให้คนที่ถูกควบคุมตัวก่อนหน้านี้ ใครที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำบันทึก หรือไม่ได้ถ่ายภาพขณะจับกุม ก็ถือว่าเป็นการขัดต่อกฎหมาย หากมีการร้องเรียนว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยขัดต่อกฎหมายก็ได้

เมื่อถามว่าส่วนความรับผิดชอบของ ผู้ที่เสนอ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ. อุ้มหาย จะมีใครไปดำเนินการเอาผิดได้หรือไม่ นางอังคณากล่าวว่า โดยปกติหากยังเป็นรัฐบาลทั่วไป การที่ออกกฎหมายแล้วขัดต่อรัฐธรรมนูญ รัฐบาลคงอยู่ไม่ได้แล้ว แต่ขณะนี้เป็นรัฐบาลรักษาการ ปัญหาคือสมมติว่ามีคนถูกควบคุมตัวหลังจาก วันที่ 22 ก.พ.66 กระทั่งถึงปัจจุบัน ซึ่ง ตอนที่เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวอาจจะไม่ได้อนุญาตให้ญาติเยี่ยม ก็ถือว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อกฎหมาย ซึ่งสามารถฟ้องต่อเจ้าหน้าที่ และฟ้องรัฐบาลได้ด้วย เนื่องจากรัฐบาลออก พ.ร.ก.ขัดรัฐธรรมนูญ

นางอังคณากล่าวด้วยว่า อยากฟัง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี จะมีความเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร เพราะ ตอนที่รัฐบาลนำเรื่องของพ.ร.ก.นี้เข้าสภา หลายคนยังเสนอว่า ส.ส.ควรจะโหวตว่ารับหรือไม่รับ อย่างน้อยให้สภาเป็นคนตัดสินว่าเอาหรือไม่เอา แต่สุดท้ายพอยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ก็ถือเป็นหน้าที่ และความรับผิดชอบ ของคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ผู้สื่อข่าวถามว่าจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ต่อประเด็นพ.ร.ก.แก้ไข พ.ร.บ.อุ้มหาย จะถือว่าเป็นกรณีตัวอย่างที่ทำให้ฝ่ายที่เสนอกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหลักสิทธิเสรีภาพ และหลักสิทธิมนุษยชน ต้องมีความรอบคอบ และมีความรับผิดชอบมากกว่านี้หรือไม่ นางอังคณากล่าวต่อว่า ที่จริงเรื่องนี้หลายฝ่ายออกมาเตือนแล้ว แต่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปฟังตำรวจอย่างเดียวว่าไม่มีงบประมาณ ทั้งที่จริงแล้วการบันทึกภาพและเสียง มีระเบียบของตำรวจอยู่แล้ว แต่ก็ถูกอ้างว่าระเบียบดังกล่าวใช้เฉพาะคดีสำคัญ สุดท้ายก็ขอยกเว้นการบังคับใช้ 4 มาตรา ซึ่ง เกี่ยวกับงบประมาณอยู่เพียงมาตราเดียว ส่วนอื่นไม่มีความเกี่ยวข้อง ฉะนั้น จึงเป็นบทเรียนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และถือเป็นความรับผิดชอบของครม. โดยนายกรัฐมนตรี เพราะการออก พ.ร.ก.เป็นอำนาจของครม.

ขณะที่นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวว่า จาก คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แสดงให้เห็นว่าการออก พ.ร.ก.ดังกล่าว ไม่ชอบด้วยกฎหมายคือขัดรัฐธรรมนูญ จึงไม่มีผล มาตั้งแต่แรก ซึ่งพ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.อุ้มหาย เป็นกฎหมายของรัฐบาล ที่หลายฝ่ายเข้ามาร่วมกันร่างตั้งแต่ต้น โดยใช้เวลากว่า 10 ปี จึงจะนำเข้าสู่การพิจารณาของสภา ซึ่งมีมติเป็นเอกฉันท์ จนมีการประกาศใช้ แต่ฝ่ายรัฐบาลเองที่บอกว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่สมบูรณ์จนออกเป็นพ.ร.ก. โดยต้องผ่านการรับรองจากสภา แต่ในการประชุมเพื่อพิจารณาวันสุดท้าย ปรากฏว่าส.ส.ฝ่ายรัฐบาลส่วนหนึ่งส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ สาเหตุที่ส่งศาลตีความ เพราะหากไม่ผ่านสภา โดยมารยาททางการเมืองถ้ากฎหมายสำคัญอย่างพ.ร.ก.ไม่ผ่าน รัฐบาลต้องลาออก และวันนี้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่าขัดรัฐธรรมนูญจริงๆ คำถามคือรัฐบาลรักษาการชุดนี้ ซึ่งเป็นรัฐบาลชุดเดียวกับที่ออกกฎหมายฉบับนี้จะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร

นายสุรพงษ์กล่าวต่อว่า สิ่งที่ต้องทำทันที คือต้องรีบขอโทษประชาชน เพราะเป็นความผิดพลาดที่ชัดเจนของรัฐบาล ในการออกกฎหมายผิดพลาด รัฐบาลต้องรีบประกาศว่าจะมีกระบวนการลงโทษ คนที่เกี่ยวข้องอย่างไร เพราะความผิดพลาดต้องมีคนรับผิดชอบ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่ว่ารัฐบาล จะออกกฎหมายชุ่ยๆ อย่างไรก็ได้ เมื่อเกิด ข้อผิดพลาดแล้วไม่ต้องรับผิดชอบก็ได้ คงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ต้องมีกระบวนการเยียวยาประชาชน เพราะเขาต้องได้รับการคุ้มครองมาตั้งแต่วันที่ 22 ก.พ.66 แต่ว่า 4 มาตรานี้ทำให้เขาไม่ได้รับความคุ้มครอง ซึ่งจะเยียวยาผู้เสียหายเหล่านี้อย่างไร โดยที่ไม่ต้องรอให้ผู้เสียหายมาฟ้องร้อง เจ้าหน้าที่หรือฟ้องรัฐบาล สิ่งสำคัญที่สุดรัฐบาล และผบ.ตร.ต้องมีคำสั่งด่วน เป็นเชิงนโยบายเร่งรัด และกำชับเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติหน้าที่ตามพ.ร.บ.อุ้มหาย อย่างทันที

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. เป็นประธานประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังหน่วยปฏิบัติทุกหน่วยทั่วประเทศ เพื่อกำชับการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือ ‘พ.ร.บ. อุ้มหาย’ ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเสียง ข้างมากวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม ขยายกำหนดเวลาบังคับใช้เฉพาะมาตรา 22-25 ออกไป ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรค 1 ทำให้ไม่มีผลบังคับใช้มา แต่ต้น ซึ่งมีผลให้ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯ ทันที

ภายหลังการประชุมกว่า 1 ชั่วโมง พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวว่า ตำรวจต้องปฏิบัติตามพ.ร.บ.อุ้มหาย ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ก.พ. 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งจะได้ดำเนินการให้เป็นไปตามพ.ร.บ.ดังกล่าวตั้งแต่ วันนี้เป็นต้นไป จึงประชุมกับรองผบ.ตร. ผู้ช่วยผบ.ตร. ผู้บัญชาการ ผู้บังคับการ และหัวหน้าสถานี เพื่อกำชับการปฏิบัติและมีหนังสือสั่งการประชุมไปแล้ว จะเซ็นลงนามเป็นทางการภายในวันนี้ว่าขั้นตอนการปฏิบัติ ถึงแม้จะมีปัญหาเรื่องอุปกรณ์กล้องบันทึกภาพและเสียงมีไม่พอ ก็จะพยายามหมุนใช้ให้พอไปได้ก่อนในช่วงภายใต้การขาดแคลนอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ ก็จะทำงานไปก่อนให้ดีที่สุดจนกว่าจะได้อุปกรณ์ครบในเดือนก.ย.นี้

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวต่อว่า ใน 4 เดือนนี้จะใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่ และมีเรื่อง เร่งด่วนคือการจัดเก็บต่างๆ ก็จะรีบจัดหาเครื่องจัดเก็บ ซึ่งจะรีบโอนเงินไปให้จัดหาเครื่องจัดเก็บ (External harddisk) ให้ ทุกโรงพักรีบไปจัดหามาให้ได้เร็วที่สุด โดยระหว่างนี้ให้จัดเก็บข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์ของโรงพักไปพลางก่อน ถึงแม้จะยังไม่มีระเบียบกลางของกระทรวงยุติธรรมยังไม่ออกมาให้ปฏิบัติหรือมีการซักซ้อมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งอัยการ กรมการปกครอง ยังไม่ได้ซักซ้อมอย่างเรียบร้อย แต่เมื่อกฎหมายมีผลแล้วจะต้องประสานงานทำไปพลางก่อน หากมีเหตุติดขัด ก็จะบันทึกเหตุติดขัดนั้น และจะมีแนวทางตร.ว่าทำอะไรได้ก็ทำไปก่อน

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย ยอมรับว่า มีความกังวลบ้าง แต่เมื่อกฎหมาย ออกมาแล้วก็ต้องทำตามกฎหมาย ถึงแม้ ว่าอาจจะไม่มีการซักซ้อมร่วมกันกับ หน่วยงานผู้ปฏิบัติหรือซักซ้อมได้สมบูรณ์เพราะมีเวลาจำกัด ตำรวจก็ต้องพยายามทำให้ดีที่สุด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน