แยกเป็นวาระร่วมกับวาระเฉพาะ แนวร่วมธรรมศาสตร์นัดชุมนุม กดดันสว.โหวต‘พิธา’นั่งนายกฯ โพลชี้เลือกตั้งใหม่กาแบบเดิม

8 พรรคลงนาม ‘เอ็มโอยู’ วันนี้ ก้าวไกลยันเจรจาบรรลุผล แบ่งวาระผลักดันเป็น 2 ส่วน วาระร่วม กับวาระเฉพาะของแต่ละพรรค วิปวุฒิฯ ชี้ประชุมสมัยวิสามัญ 23 พ.ค. หยิบเรื่องโหวต นายกฯ มาหารือไม่ได้ เว้นแต่พูดคุยนอกรอบ กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ นัดชุมนุม กดดันส.ว.โหวตตามเสียงประชาชน ‘สมชาย’ จี้ทำเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่แตะ ม.112 ทั้งทางตรง ทางอ้อม พรรคครูไทยฯ พร้อมหนุน ‘พิธา’ โดยไม่มีเงื่อนไขร่วมรัฐบาล นิด้าโพลชี้ร้อยละ 59 พอใจผลเลือกตั้ง ร้อยละ 86 ยันถ้าให้เลือกตั้งใหม่ ก็ยังกาเหมือนเดิมทั้งเขต-บัญชีรายชื่อ

ส.ว.ยัน 23 พ.ค.ไม่มีถกปมโหวตนายก
วันที่ 21 พ.ค. นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. ในฐานะโฆษกกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา หรือวิปวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงการโหวตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเสียงข้างมาก ว่า เรื่องนี้ตนไม่ให้สัมภาษณ์ ขอดูวันโหวตเลย เพราะขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า และขณะนี้ยังเป็นเรื่องในชั้นของสภาผู้แทนราษฎรเป็นหลัก แต่ตนก็มีหลักการอยู่ในใจแล้ว

เมื่อถามว่าในการประชุมวุฒิสภา 23 พ.ค. ส.ว.จะมีการพูดคุยเรื่องโหวตนายกฯ หรือไม่ เพราะมีส.ว.บางคนออกมาบอกว่าจะนำเรื่องนี้มาพูดคุยกัน นายคำนูณกล่าวว่า ในวันที่ 23 พ.ค.เป็นการเปิดสมัยประชุมวิสามัญ วุฒิสภา ในขณะที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรอยู่ โดยสามารถประชุมได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 126 เท่านั้น ไม่สามารถหยิบยกเรื่องอื่นใดๆ นอกเหนือจากมาตรา 126 เข้ามาพูดคุยได้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 126 และพระบรมราชโองการ ซึ่งระเบียบวาระที่จะมีการพิจารณากันจะเป็นระเบียบวาระเฉพาะตามมาตรา 126/2 คือพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบประวัติและความประพฤติทางจริยธรรมเท่านั้น โดยรัฐธรรมนูญและข้อบังคับไม่อาจจะมีการหารือเรื่องอื่นได้ ส่วนนอกห้องประชุมก็จะเป็นการพูดคุยของส.ว.ตามปกติ ไม่มีวาระอื่นใด

รับอาจหารือกันนอกรอบ
เมื่อถามว่าในส่วนของวิปวุฒิสภาจะมีการหารือถึงการโหวตนายกฯ หรือไม่ นายคำนูณกล่าวว่า วิปยังไม่มีการนัดประชุมหรือหารือกันเลย และคิดว่าจะยังไม่มีในระยะเวลาเฉพาะนี้ เพราะปกติการประชุมวิปวุฒิสภามักจะมีขึ้นช่วงก่อนจะมีการประชุมวุฒิสภาประมาณ 1 สัปดาห์ ซึ่งเราก็ได้ประชุมไปแล้ว เกี่ยวกับการประชุมใน วันที่ 23 พ.ค. และเมื่อประชุมวุฒิสภาในวันที่ 23 พ.ค. เมื่อหมดวาระแล้วก็จะปิดประชุมในวันดังกล่าวเลย

เมื่อถามว่าหลังจากนี้จะมีการประชุมนอกรอบของส.ว.เพื่อหารือเกี่ยวกับการโหวตนายกฯ หรือไม่ นายคำนูณกล่าวว่า เท่าที่ทราบยังไม่มี แต่การพูดคุยกันก็ เป็นปกติของเพื่อนร่วมงานที่มีปฏิสัมพันธ์ กันอยู่แล้ว หรือเขาอาจอยู่ในคณะกรรมาธิการสามัญด้วยกัน นอกจากวาระตามปกติ เขาก็อาจจะพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการหรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่มีความเป็นไปได้ตามประสาเพื่อนฝูงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

สมชายปิดทุกทาง-ห้ามแตะ112
นายสมชาย แสวงการ ส.ว.โพสต์ เฟซบุ๊กระบุ “ฝากถึงพรรคที่ทั้งกดดันและออดอ้อนส.ว.ประเภทด่าไปชมไป วันที่ 23 พ.ค.ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมาวุฒิสภา แค่ช่วยตอบชัดๆ ตรงๆ ให้ประชาชนและส.ว.ทราบก็พอว่า ตกลงท่านและพวกจะยกเลิก หรือแก้ไขมาตรา 112 ใช่หรือไม่ กรุณาตอบตรงๆ ไม่ต้องเฉไฉ

ขอบอกเงื่อนไขชัดๆ ว่า ต้องไม่มีการแก้ไข ยกเลิก ทั้ง ส.ส.ยื่นทางตรงหรือ ทางอ้อม ให้พลพรรคยื่นร่างแก้ไขหรือจะอ้างเสนอทำประชามติเพื่อลดทอนพระราชอำนาจ หรือทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือยกเลิกแล้วร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยเฉพาะการไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 ที่เกี่ยวข้องกับราชอาณาจักรไทยเป็นหนึ่งเดียว และหมวดพระมหากษัตริย์ รวมถึงอีก 38 มาตราที่เกี่ยวข้องในพระราชอำนาจ หรือทำประชามติ ยกเลิกสถาบัน หรือลดพระราชอำนาจ

ถ้าตอบชัดเจนเป็นคำมั่นสัญญาและ ลายลักษณ์อักษรแสดงต่อหน้าประชาชน ทั้งประเทศ บันทึกไว้ให้รับทราบทั่วกันว่า ระหว่างที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีและเป็นรัฐบาลจะไม่ยินยอมให้ผู้ใดทั้งส.ส.พรรคตนเอง พรรคร่วมรัฐบาล หรือ กลุ่มบุคคลใดๆ เสนอแก้ไข ยกเลิกทั้งมาตรา 112 มาตราที่เกี่ยวข้องและรัฐธรรมนูญใน ทุกวิถีทาง และยินยอมปกป้องชาติ ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยความจงรักภักดีด้วยชีวิต

ขอเพียงแค่นี้ครับ ส.ว.น่าจะช่วยโหวตผ่านได้มากเลยครับ แต่ถ้าเฉไฉ ลับลวงพราง ซุ่มซ่อนรอโอกาส บอกตามตรง…ยากที่จะผ่านครับ!!!#จบข่าว #save112” นายสมชายระบุ

‘บุญส่ง’รอหุ้นสื่อชัดก่อนตัดสินใจ
นายบุญส่ง ไข่เกษ ส.ว. กล่าวถึงการโหวตเลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกลเป็นนายกฯ ว่า ต้องเฝ้ามองต่อไป ตนยังไม่ได้ตัดสินใจโดยดูว่านายพิธาพร้อม ทุกอย่างหรือไม่ เพราะนอกจากการแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 แล้วยังมีเรื่องคุณสมบัติที่มีคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญเรื่องการถือครองหุ้นสื่อ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าขาดคุณสมบัติเป็นส.ส.ไม่ได้ เราเลือกไปก็เท่านั้น จะเห็นดีเห็นงามอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นต้องให้นายพิธาผ่านเงื่อนไขก่อน ถ้าคุณสมบัติไม่ได้ก็จบแค่นั้น เรื่องมาตรา 112 ตนอาจเป็นคนโบราณเคยชินกับมาตรา 112 ตนก็มองเหมือนกัน ดูแล้วการเลือกนายกฯ ครั้งนี้ไม่ได้อยู่บนเงื่อนไขเดียว แต่มีหลายเงื่อนไข ตนก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบ

เมื่อถามว่าหากพรรคก้าวไกลไม่ยอมถอยเรื่องมาตรา 112 จะโหวตให้หรือไม่ นายบุญส่งกล่าวว่า ถ้าสุดท้ายคุณสมบัติเขาผ่านก็ต้องดูอีกว่ามาตรา 112 เขาแก้ทั้งหมดหรือไม่ เพราะตอนนี้ยังคลุมเครืออยู่ แต่เงื่อนไขที่เขาเสนอร่างแก้ไขในสภาที่ผ่านมามันเยอะ ดังนั้นต้องดูรายละเอียดว่าเกินไปหรือไม่ และในเอ็มโอยูก็ไม่ได้มีการพูดถึงมาตรา 112

ไม่ถอยเรื่อง 112 ก็ยากผ่านส.ว.
“ดังนั้นขอให้คอยดูก่อนอย่าเพิ่งใจร้อน แต่ถ้าไม่ถูกใจก็ไม่โหวตให้ เวลาเราเลือกใครก็ต้องใช้ใจเลือกตามที่พอใจ ความพอใจของผมที่มีวุฒิภาวะขนาดนี้ ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา เหลืออีกเดือนครึ่งก็จะรู้แล้ว ตามระเบียบ กกต. ช่วงก่อนวันประชุมรัฐสภาก็รู้แน่ คงเก็บไว้ไม่อยู่แล้ว” นายบุญส่งกล่าว

เมื่อถามว่า จะผ่านด่านส.ว.ได้หรือไม่หากพรรคก้าวไกลไม่ยอมถอยเรื่องการแก้หรือยกเลิกมาตรา 112 นายบุญส่งกล่าวว่า คงผ่านส.ว.ลำบาก เพระตอนนี้เขากำลังดูอยู่ ถ้ามีปัจจัยอื่นมาประกอบด้วยเขาไม่เอาแน่ เพราะมี 3-4 ปัจจัย หากดูปัจจัยเดียวก็เหมือนขึ้นศาล หลักฐานน้อยก็อาจหลุด แต่ถ้ามีหลักฐานอื่น คุณสมมติหากศาลบอกว่าคุณถือหุ้นสื่อต้องหลุดแล้วจะไปโหวตทำไม จึงต้องดูหลายปัจจัยประกอบกัน

ส.ว.จรุงวิทย์ยังไม่รีบตัดสินใจ
พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา ส.ว. กล่าวถึงจุดยืนต่อการโหวตเลือกนายกฯ ว่า เบื้องต้นต้องรอดูผลการจัดตั้งรัฐบาลและการลง เอ็มโอยูก่อนว่าเป็นอย่างไร ซึ่งทุกอย่างต้องเป็นขั้นตอน ต้องพิจารณาด้วยความละเอียดรอบคอบ ต้องไม่รีบตัดสินใจ เพียงแต่มองว่าเนื้อหาของเอ็มโอยูต้องมีรายละเอียดมากกว่านี้ว่าเป็นอย่างไรและภายภาคหน้าจะเป็นอย่างไรด้วย

ส่วนที่มีกระแสตามโซเชี่ยลออกมาเรียกร้องและกดดันการทำหน้าที่ของส.ว.ต่อการโหวตเลือกนายกฯ ก็มองว่าเป็นเรื่องของกระแส เพราะหลักการทำงานจะยึดกระแสไม่ได้ ต้องมีหลักเกณฑ์และอย่าให้สิ่งใดมากดดันว่าจะต้องเป็นไปตามนั้น อีกสิ่งหนึ่งคือตนเองปิดสวิตช์แล้ว เป็นหนึ่งเสียงที่โหวตปิดสวิตช์ส.ว.เมื่อการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องอำนาจของส.ว.ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจเพราะต้องพิจารณาทุกสิ่งตามหลักการด้วยความรอบคอบเสียก่อน

ธนกรแนะตั้งรบ.คำนึงถึงชาติ
นายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวถึงการจัดตั้งรัฐบาลว่า สิ่งหนึ่งที่อยากฝากไว้ วันนี้การจัดตั้งรัฐบาลเพิ่งเริ่มต้นขอให้เป็นไปกลไกตามรัฐธรรมนูญ คำนึงถึงประชาชนมากกว่าประโยชน์ทางการเมือง ขอให้ทำตามที่เคยหาเสียงไว้กับประชาชนในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ส่วนตนพร้อมเป็นฝ่ายค้าน และให้เกียรติผู้รับเลือกจากประชาชนมาเป็นอันดับ 1 ในการจัดตั้งรัฐบาลอยู่แล้ว โดยทางการเมืองก็ว่ากันไป และตนเชื่อว่าทุกฝ่าย ทุกพรรค รวมถึงส.ว.ยึดมั่นประชาชนและประเทศเป็นสำคัญ บนพื้นฐานการประสาน พูดคุยกันด้วยเหตุผล มากกว่าการสร้างกระแสกดดัน

ส่วนเรื่องของการแก้ไขมาตรา 112 ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ ย้ำจุดยืนมาแต่ต้นไม่สนับสนุนให้มีการแก้ไข แต่ขณะที่การแก้ไขมาตรา 112 กำลังเป็นอีกเรื่องที่พรรคร่วมรัฐบาลที่ประกาศจับมือขณะนี้ มีข้อถกเถียง เนื่องจากจุดยืนต่างกัน ตนก็อยากเห็นแต่ละพรรคที่จะจับมือตั้งรัฐบาลกันแล้ว ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและถ้าไม่ไปยุ่งกับเรื่องนี้จะได้ใจประชาชน ส่วนพรรครวมไทยสร้างชาติยืนยันยังเดินหน้าขับเคลื่อนพรรคสู่สถาบันการเมือง ปรับเปลี่ยนการทำงานทันยุคทันสถานการณ์ปัจจุบัน

‘ตู่’ประชุม 36 ว่าที่ส.ส.
ทั้งนี้ วันที่ 22 พ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์ พรรครวมไทยสร้างชาติ จะเข้าพรรคที่ซอยอารีย์ 5 เพื่อเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกำหนดแนวทางฯ ในเวลา 15.30 น. ก่อนเข้าร่วมประชุมติวเข้มว่าที่ส.ส.ของพรรค 36 คนด้วย

พรรคครูไทยฯพร้อมหนุนพิธา
นายปรีดา บุญเพลิง หัวหน้าพรรค และว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคครูไทย เพื่อประชาชน กล่าวถึงการสนับสนุนนายพิธา เป็นนายกฯ ว่า ถ้าพรรคก้าวไกลสามารถตั้งรัฐบาลได้ตนไม่มีปัญหาพร้อมสนับสนุนและลงมติให้ โดยไม่จำเป็นต้องร่วมรัฐบาล เพราะพรรคครูไทยฯ ยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง ในครรลองของประชา ธิปไตย พร้อมสนับสนุนพรรคที่ชนะอันดับหนึ่งจัดตั้งรัฐบาล หากจัดตั้งไม่ได้ก็ต้องเป็นสิทธิของพรรคอันดับสอง อันดับสาม ตามลำดับ ในการทำงานพรรคครูไทยฯ พร้อมสนับสนุนในสิ่งที่ถูกต้อง

เมื่อถามถึงท่าที ส.ว.ที่คัดค้านนายพิธา นายปรีดากล่าวว่า ไปว่าเขาไว้เยอะ เมื่อ นักเลือกตั้งรวมเสียงไม่ได้จะไปขอคะแนนจากเขาก็น่าอาย ไปด่าเขาแต่ตอนนี้ต้องไปง้อเขาก็ไม่สง่างาม ขอให้คุยกันให้ดีๆ จีบสาวต้องคุยกันบ่อยๆ ไม่ใช่ไปว่าเขา

ปัดรวมกลุ่มนัมเบอร์วัน
นายปรีดาปฏิเสธข่าวที่ระบุว่าได้เข้าร่วมกลุ่มนัมเบอร์วัน ที่นายเชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ หัวหน้าพรรคและว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังสังคมใหม่ เป็นแกนนำกลุ่มรวม 7 พรรคสมาชิก ว่า ก่อนหน้านี้ตนเจอกับนายเชาวฤทธิ์เพียงครั้งเดียว และได้แสดงความยินดีที่ ชนะการเลือกตั้งแต่ไม่คิดไปตั้งกลุ่มอะไร ข่าวที่ออกมาและมีชื่อพรรคครูไทยเพื่อประชาชนเข้าร่วมด้วยนั้นตนตกใจ เพราะไม่เคยคุยหรือเจรจาที่จะร่วมกลุ่มใดๆ ทั้งสิ้น และขณะนี้ยังไม่มีข้อตกลงอะไรทั้งสิ้น

“เรื่องรวมกลุ่มพรรคหนึ่งเสียงต้องคุยกัน ไม่ใช่ว่าตั้งตัวเป็นหัวหน้ากลุ่มแล้วเอาชื่อไปใส่ ผมไม่รู้เลย และวันที่จะนัดแถลงวันที่ 23 พ.ค.ที่โรงแรมมิราเคิลนั้น ผมไม่ไป เพราะอยู่ที่จ.ขอนแก่น อย่างไรก็ตามผมรอให้ กกต.ประกาศรับรองผลการ เลือกตั้งอย่างเป็นทางการอีกครั้ง” นายปรีดากล่าว

พลังสังคมใหม่ยกเลิกแถลง 23 พ.ค.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายเชาวฤทธิ์ให้สัมภาษณ์จัดตั้งกลุ่มนัมเบอร์วัน 7 พรรค ได้แก่ พรรคพลังสังคมใหม่, พรรคใหม่, พรรคครูไทยเพื่อประชาชน, พรรคท้องที่ไทย, พรรคพลัง, พรรคแรงงานสร้างชาติ และพรรคเพื่อชาติไทย โดยในจำนวนดังกล่าวพบว่ามีพรรคที่ได้ ส.ส.อย่างไม่เป็นทางการ 4 คน เพื่อสร้างขุมพลังไม่ใช่การต่อรอง และเตรียมแถลงข่าวเปิดตัว 23 พ.ค.นี้ที่โรงแรมมิราเคิล

ขณะที่พรรคใหม่ ซึ่งมีชื่อเข้าร่วมกลุ่มนัมเบอร์วัน ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามความชัดเจนจากนายกฤดิทัช แสนธนโยธิน หัวหน้าและว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคใหม่ ทางโทรศัพท์แต่ไม่มีผู้รับสาย และน่าสังเกตว่าหลังจากกระแสโซเชี่ยลถล่มประเด็นไม่เอาพรรคใหม่ร่วมรัฐบาล และนายกฤดิทัชแถลงถอนตัว พบว่า เพจของพรรคใหม่ไม่สามารถค้นหาได้บนหน้าเฟซบุ๊ก

นายเชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ หัวหน้าและว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังสังคมใหม่ ให้สัมภาษณ์ถึงการตั้งกลุ่มดังกล่าวว่า ยังไม่มีข้อสรุป มีเพียงการนัดรับประทานอาหารร่วมกันเท่านั้นแต่มีข่าวรั่วออกไปก่อน ส่วน 23 พ.ค.ตนไม่ได้นัดแถลงข่าวเปิดตัวแต่อย่างใด

เล็งขอเพิ่มเอ็มโอยู
นายเชาวฤทธิ์กล่าวถึงร่างเอ็มโอยูพรรคร่วมรัฐบาล 9 พรรค 13 ข้อ ว่าตนสนับสนุนทุกข้อ เพราะขณะนี้ไม่มีประเด็นการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 แล้ว ในเอ็มโอยูที่เตรียมแถลงนั้นในวันที่ 22 พ.ค.พรรคร่วมรัฐบาลต้องหารือและร่วมกันลงนาม ตนมีประเด็นที่เป็นข้อเสนอเพิ่มเติมต่อการปฏิรูปที่ดินทั้งระบบ ในส่วนที่ดิน ส.ป.ก.4-10 หรือหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ตาม พ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม ขอให้พิจารณาการตกทอดไปยังลูกหรือหลาน ที่ไม่ได้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้ เพราะตนเจอปัญหากรณีผู้ครอบครองที่ดิน ส.ป.ก.4-01 ที่มีบุตรคนเดียวและประกอบอาชีพพนักงานราชการ ซึ่งไม่ใช่อาชีพที่สามารถได้รับสิทธิครอบครองต่อได้ และกรณีของที่ดิน ภ.บ.ท.5 ซึ่งเป็นที่ดินทำกินแต่ไม่มีหลักฐานการครอบครอง หรือโฉนด มีเพียงการเสียภาษีบำรุงท้องที่ หรือภาษีดอกหญ้า ดังนั้นควรพิจารณาให้สามารถออกเป็นโฉนดครอบครองได้

“ในร่างเอ็มโอยู ทั้งหมดไม่มีปัญหา ผมรับหลักการได้ทั้งหมด เพราะการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ไม่ได้นำเข้ามา” นายเชาวฤทธิ์กล่าว

อุ้มหาย – มูลนิธิผสานวัฒนธรรม จัดกิจกรรม ระหว่างการเสวนาหัวข้อ ‘4 ปี การบังคับสูญหาย สยาม ธีรวุฒิ : เส้นทาง การตามหาความยุติธรรมและแนวทางใหม่ใต้พ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหาย’ ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา กทม. เมื่อวันที่ 21 พ.ค.

แนวร่วมธรรมศาสตร์นัดชุมนุม
ด้านความเคลื่อนไหวของภาคประชาชนต่อการตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่มีนายพิธา เป็นแคนดิเดตนายกฯ เพจกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม United Front of Thammasat and Demonstration โพสต์ภาพ พร้อมข้อความเชิญชวนให้มาร่วมกันยืนยันหลักการระบุ “ส.ว.ต้องไม่โหวตสวนมติของประชาชน และชัยชนะของประชาชนในครั้งนี้ต้องไม่ถูกทำลายโดยเสียงของสมาชิกวุฒิสภา อย่าให้ใครขโมยความฝันและความหวังของเรา! ต้องไม่สวนมติประชาชน ในวันที่ 23 พ.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 17.00-20.00 น. ที่หน้ารัฐสภาเกียกกาย (ฝั่งบุญรอด)”

กดดันส.ว.โหวตตามประชาชน
เพจระบุ การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถสะท้อนความต้องการและเจตจำนงของประชาชน เมื่อเสียงประชาชนต้องการห็นความเปลี่ยนแปลง ตามหลักการประชาธิปไตยก็ควรเป็นไปตามนั้น แต่ด้วยกลไกของรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2560 ให้อำนาจแก่ ส.ว. 250 คนโหวตเลือกนายกฯ ซึ่งแหล่งที่มาในอำนาจของ ส.ว.ไม่มีส่วนใดที่เกี่ยวโยงกับประชาชน

แม้การเลือกตั้งครั้งนี้จะสะท้อนเจตจำนงประชาชนมากแค่ไหนก็ตาม แต่ดูเสมือนว่า ส.ว.บางคนจะแสดงถึงความไม่เห็นด้วยในหลักการประชาธิปไตย พร้อมคัดค้านตัวแทนที่มาจากการเลือกของประชาชน และพร้อมยับยั้งความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในทุกวิถีทาง

วันอังคารที่ 23 พ.ค. เวลา 17.00 น. เป็นต้น ณ หน้ารัฐสภาฝั่งบุญรอด (รัฐสภาเกียกกาย) ขอเชิญพี่น้องประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง มาร่วมกันยืนยันในหลักการว่า ส.ว.ต้องไม่โหวตสวนมติของประชาชน และชัยชนะของประชาชนครั้งนี้ต้องไม่ถูกทำลายโดยเสียงของ ส.ว.

ทั้งนี้ หลังจากได้มีพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ.2566 ตั้งแต่ 23 พ.ค. 2566 แล้วนั้น นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา มีคำสั่งให้นัดประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 1 (สมัยวิสามัญ) วันอังคารที่ 23 พ.ค. 2566

ขณะที่นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข โพสต์เฟซบุ๊ก “โหวตเพื่อเปลี่ยน นัดชุมนุมใหญ่ 23 พ.ค.นี้” ด้วยข้อความแบบเดียวกัน ทั้งขอแรงช่วยกันแชร์ให้สนั่นหวั่นไหว ทั่วราชอาณาจักร พร้อมเชิญชวนให้เปลี่ยนรูปโปรไฟล์ เพื่อส่งเสียงเรียกร้องต่อวุฒิสภาโหวตให้นายพิธา เป็นนายกฯ

เมืองชลแห่รับพิธา
ที่จ.ชลบุรี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค แคนดิเดตนายกฯ พรรค ก้าวไกล นำแกนนำพรรคและว่าที่ ส.ส.ชลบุรีทั้ง 7 เขต ขึ้นรถแห่ขบวนขอบคุณประชาชนที่ลงคะแนนเสียงให้ จนชนะการเลือกตั้ง 7 เขต จาก 10 เขต เวลา 13.00 น. บรรยากาศจุดแรกที่ตลาดก้างปลา มีกองเชียร์สวมเสื้อสีส้ม หมวกสีส้มทยอยเดินทางมารับ โดยมีกลุ่มพ่อค้าแม่ค้านำสินค้าที่แสดงสัญลักษณ์พรรค ก้าวไกลมาจำหน่าย

เวลา 14.15 น. ต.บ่อวิน อ.ศรีราชา ขบวนเริ่มเคลื่อน โดยมีนักเรียน ประชาชน กลุ่มพนักงานโรงงานและแฟนคลับกว่า 2,000-3,000 คน มารอให้กำลังใจ ส่งเสียงเชียร์

เส้นทางขบวนแห่เริ่มจากตลาดสดหนองก้างปลาไปยังเส้นทางต่างๆ ในพื้นที่ต.บ่อวิน โดยนายพิธาแนะนำตัวเป็นว่าที่นายกฯ คนต่อไป ขอบคุณทุกคะแนนเสียงจะไม่สูญเปล่าแน่นอน จะไม่หยุดทำงานและตั้งใจเต็มที่ เข้าไปในสภา จะไม่ทำให้พี่น้องประชาชนผิดหวัง ก่อนเลือกตั้งพรรคก้าวไกลเป็นอย่างไร หลังเลือกตั้งก็จะยังเหมือนเดิม

ทั้งนี้ นายพิธาขึ้นรถแห่ได้เพียง 5 กิโลเมตรเท่านั้นเนื่องจากการจราจรติดขัดและเลยเวลามา 1 ชั่วโมงแล้ว จึงเปลี่ยนขึ้นรถตู้ส่วนตัวเดินทางไปยังจุด 2 ตลาด สมาร์ทแลนด์ จุด 3 แม็คโคร และโลตัส ต.บ่อวิน ซึ่งมีประชาชนรอต้อนรับเป็นจำนวนมาก

ย้ำก่อน-หลังเลือกตั้งเหมือนเดิม
เวลา 15.20 น. นายพิธาโพสต์ภาพตนเองในรถตู้พร้อมข้อความขอบคุณ ชาวชลบุรีที่มาต้อนรับ และขออภัยที่ ไม่สามารถหยุดทักทายทุกคนได้เนื่องจากจะทำให้การจราจรติดขัดหรือเกิดอุบัติเหตุได้ ด้านประชาชนที่มารอรับเมื่อทราบว่านายพิธาเดินทางออกจาก จ.ชลบุรีแล้ว ส่งเสียงใส่รถแห่ของทีมงานพรรคว่างอนแล้ว โกรธๆ โดยทีมงานประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงขอโทษและว่ายังมีเวลาอีก 4 ปี สัญญาจะพานายกฯ มาที่นี่ให้ได้

ขณะที่ นายพิธาไลฟ์สดในอินสตาแกรมหลังพบปะพี่น้องในเขตอ.ศรีราชา ซึ่งไม่เป็นไปตามกำหนดการเนื่องจากสภาพ การจราจรและจำนวนประชาชนที่มารออยู่มาก และว่ากำลังเดินทางไปที่จ.ระยอง ต่อไป โดยขอโทษที่ไม่สามารถหยุดขบวนทักทาย ถ่ายรูป รับฟังปัญหาได้ เพราะทำให้ชลบุรีรถติดมาก คนที่ต้องรีบเดินทางไม่สามารถเดินทางได้ เราอยากเฉลิมฉลองอย่างมีความรับผิดชอบ เรายังอยู่ด้วยกันอีกนานและเราจะได้พบกันในครั้งต่อไป สำหรับพี่น้องชาวระยองหากสายจากกำหนดการต้องขออภัยล่วงหน้า พร้อมย้ำว่าก่อนเลือกตั้งเป็นอย่างไรหลังเลือกตั้งก็ยังลงพื้นที่มาหาพี่น้องอย่างนั้นเพื่อช่วยกันผลักดันให้ภาคตะวันออกดีขึ้น

รอรับแน่น – นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมว่าที่ส.ส.ระยองของพรรคทั้ง 5 คน ขึ้นรถแห่ขอบคุณหลังชนะการเลือกตั้งกวาดยกจังหวัด โดยมีประชาชนมารอต้อนรับจำนวนมาก ที่หน้าห้างแพชชั่น อ.เมืองระยอง เมื่อวันที่ 21 พ.ค.

ระยองแห่รับห้างแตก
เวลา 15.00 น. ชาวระยองกว่าพันคนเดินทางมารวมตัวกันที่ห้างแพชชั่น (แหลมทอง) ระยอง ถ.สุขุมวิท ต.เนินพระ อ.เมือง เพื่อรอรับนายพิธา โดยมีประชาชนเดินทางมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนต้องปิดถนนไป 1 เลน โดยที่ประชาชนต่างไม่กลัวร้อน นั่งจองที่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ โดยมีพ่อค้าแม่ค้านำสินค้าที่เกี่ยวกับก้าวไกลมาจำหน่าย

เวลา 16.20 น. ที่ นายพิธามาถึงปราศรัยสั้นๆ แม้การเลือกตั้งจะจบไปแต่การเดินทางของพวกเราเพิ่งเริ่มต้น ขอใช้ความไว้วางใจทุกคะแนนทำให้ระยองการเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคตไปด้วยกัน และขอสัญญาว่าก่อนเลือกตั้งเป็นอย่างไรหลังเลือกตั้งก็เป็นเหมือนเดิม การพูดคุยใช้เวลา 7-8 นาที ก่อนเดินทางออกจากห้าง โดยเดิมจะมีคาราวานแห่ขอบคุณแต่เนื่องจากเลยกำหนดเวลาและมีประชาชนจำนวนมากมารอต้อนรับ ทำให้การจราจรติดขัด พรรคก้าวไกลจึงปรับแผนให้นายพิธามาพบกับประชาชนจุดเดียวคือหน้าห้างแพชชั่นฯ

นางวิมลวรรณ กระแจะจันทร์ อายุ 60 ปี กล่าวว่า ตนดินทางมาจองที่ตั้งแต่ห้างเปิดเพราะต้องการต้อนรับนายกฯ คนใหม่ เพราะชอบนโยบาย ต้องการให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ที่ผ่านมาประเทศไทยเสียหายมามากแล้ว

ผู้สื่อข่าวไปดักรอได้สัมภาษณ์เรื่อง MOU ที่จะแถลงข่าวในวันที่ 22 พ.ค. นายพิธาบอกว่า เป็นไปได้ด้วยดี และกำลังจะกลับกทม.ไปพูดคุย ไม่น่ามีปัญหาอะไร เมื่อถามว่าที่มีหลายพรรคเริ่มไม่พอใจเนื้อหา MOU นายพิธาตอบว่า ทุกอย่างยังเป็นไปได้ด้วยดี

ชัยธวัชยันเอ็มโอยูบรรลุผลแล้ว
นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ในฐานะหัวหน้าประสานงานเจรจาร่วมรัฐบาล ทวีตข้อความผ่าน ทวิตเตอร์ ถึงผลการเจรจาเพื่อลงนามใน MOU วันที่ 22 พ.ค. ว่า “ผลการพูดคุยเพื่อจัดทำ MOU ร่วมกันในวันนี้ บรรลุผลไปได้ด้วยดีครับ พรรคก้าวไกลต้อง ขอขอบคุณหัวหน้าพรรคและแกนนำของทุกพรรคที่เราจะจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยโดยยึดเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง พรุ่งนี้พวกเราจะแถลง MOU ในเวลาเดียวกันกับการประกาศ รปห. เมื่อ 9 ปีก่อน”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันพรุ่งนี้ พรรคก้าวไกลจัดนำพรรคร่วมที่จะจัดตั้งรัฐบาลแถลงข่าวและลงนามข้อตกลงร่วม (MOU) ในการจัดตั้งรัฐบาล เวลา 16.30 น. ที่ห้องบอลรูม โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ ซึ่งก่อนการแถลงจะมีการนัดประชุมภายในระหว่างแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลในเวลา 15.30 น. ก่อนการลงนาม 1 ชั่วโมง เพื่อเป็นการหารือถึงการแก้ไขเนื้อหา ครั้งสุดท้ายด้วย

แจงแยกนโยบายเป็น 2 ส่วน
เพจพรรคก้าวไกล โพสต์ระบุ ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรภายใต้รัฐบาลก้าวไกล? MOU คืออะไร? พรรคก้าวไกลยืนยันมาโดยตลอดตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งว่าการจัดตั้งและร่วมรัฐบาลระหว่างพรรคการเมืองควรต้องเอาวาระหรือนโยบายเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่กระทรวงหรือตำแหน่งเป็นตัวตั้ง

ในฐานะพรรคที่ได้รับความไว้วางใจเป็นอันดับหนึ่ง เราเดินหน้าเพื่อเป้าหมายในการจัดตั้งรัฐบาลกับ 8 พรรค (รวม 313 คน) ที่เชื่อว่ามีอุดมการณ์และมุมมอง ต่ออนาคตประเทศไทยที่อยากเห็น ที่สอดคล้องกันในภาพรวม ในเมื่อรัฐบาลก้าวไกลเป็นรัฐบาลผสมที่ประกอบไปด้วยหลายพรรค จำเป็นต้องเคารพความเห็นที่แตกต่างเชิงนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลอื่น โดยคำนึงถึงความไว้วางใจที่พรรคการเมืองเหล่านี้ได้รับจากประชาชนมาผ่านคูหาเลือกตั้งเช่นกัน

ดังนั้น เพื่อให้ประชาชนได้รับความชัดเจนว่ารัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคก้าวไกลจะผลักดันวาระอะไรบ้าง เราแบ่งวาระออกเป็น 2 ส่วน

1.วาระ “ร่วม” ของทุกพรรคร่วมรัฐบาล (ระบุใน MOU) วาระและนโยบายที่ทุกพรรคเห็นตรงกัน พร้อมผลักดันร่วมกันผ่านกลไกบริหารและนิติบัญญัติ และพร้อมรับผิดชอบร่วมกัน

2.วาระ “เฉพาะ” ของแต่ละพรรค การเมือง (ไม่ถูกระบุใน MOU) วาระและนโยบายที่แต่ละพรรคขับเคลื่อนเอง เพิ่มเติมจาก (แต่ต้องไม่ขัดแย้งกับ) นโยบายใน MOU ผ่าน 2 กลไกหลัก

2.1.ผลักดันผ่านกลไกบริหารของกระทรวงที่พรรคมีตัวแทนเป็นรัฐมนตรี เช่น (หากพรรคก้าวไกลบริหารกระทรวงศึกษาธิการ) นโยบายการศึกษานอกเหนือจากใน MOU ที่อยู่ในขอบเขตอำนาจของรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ

2.2.ผลักดันผ่านกลไกนิติบัญญัติของระบบรัฐสภาโดยผู้แทนราษฎรของพรรค เช่น กฎหมาย 45 ฉบับที่พรรคพร้อมเสนอสู่สภาทันทีที่สภาเปิด ไม่ว่าจะปรากฏอยู่ใน MOU หรือไม่

ดัน 300 นโยบายผ่านกระทรวง
พรรคก้าวไกลเรายืนยันว่าจะพยายามเต็มที่ในการผลักดัน 300 นโยบายก้าวไกลที่เราสื่อสารกับประชาชนก่อนเลือกตั้งให้สำเร็จ โดยการพยายามบรรจุนโยบายเข้าไปใน วาระ “ร่วม” หรือ MOU ให้ได้เยอะที่สุด ในขณะที่นโยบายอะไรที่ไม่ถูกบรรจุใน MOU เราจะผลักดันต่อผ่านกระทรวงที่พรรคก้าวไกลบริหารและผ่านจำนวนผู้แทนราษฎร 152 คน ที่เรามีในสภาผู้แทนราษฎร

แม้กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลลักษณะนี้อาจเป็นสิ่งใหม่สำหรับสังคมไทย แต่พรรคก้าวไกลเชื่อว่ากระบวนการดังกล่าวที่อ้างอิงจากหลายประเทศที่เป็นประชาธิปไตยทั่วโลก จะเป็นกระบวนการที่สร้างบรรทัดฐานใหม่ในประเทศ ที่ยกระดับความมั่นใจของประชาชนต่อระบบการเมืองไทย และเพิ่มความชัดเจนกับประชาชนว่าในบริบทของรัฐบาลผสมที่ประกอบไปด้วยหลายพรรคการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาด้วยนโยบายที่ทั้งมี จุดร่วมและจุดต่างกัน รัฐบาลผสมนี้จะร่วมผลักดันและรับผิดชอบวาระอะไรเพื่อประชาชน

ฝากติดตามการแถลงข่าวตั้งรัฐบาลและการเปิดรายละเอียด MOU ที่ทุกพรรคร่วมลงนามกันได้ในวันพรุ่งนี้ (22 พฤษภาคม) เวลา 16.30 น.

โพลชี้เลือกใหม่กาแบบเดิม
ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “ประชาชนพอใจกับผลการเลือกตั้ง หรือไม่” สำรวจระหว่าง 16-18 พ.ค. ที่ผ่านมา จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพและรายได้ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความ พึงพอใจผลการเลือกตั้ง

เมื่อถามถึงความพึงพอใจของประชาชนต่อผลการเลือกตั้ง ส.ส.ในเขตเลือกตั้ง พบร้อยละ 59.08 ระบุว่าพอใจมาก รองลงมา ร้อยละ 26.87 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ ร้อยละ 8.86 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ และร้อยละ 5.19 ระบุว่า ไม่พอใจเลย ด้านความพึงพอใจของประชาชนต่อผลการเลือกตั้ง ส.ส.ในภาพรวมทั้งประเทศ พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 59.39 ระบุว่า พอใจมาก รองลงมา ร้อยละ 30.07 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ ร้อยละ 6.95 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ และ ร้อยละ 3.59 ระบุว่า ไม่พอใจเลย

ถามถึงสิ่งที่ประชาชนจะทำหากวันนี้ต้องไปลงคะแนนใหม่อีกครั้ง พบว่า ร้อยละ 86.49 ระบุว่า เลือกเหมือนเดิมทั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต และ ส.ส. แบบบัญชี รายชื่อ รองลงมา ร้อยละ 6.03 ระบุว่า เลือกใหม่หมดทั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขต และ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ร้อยละ 3.13 ระบุว่า เลือกเหมือนเดิม เฉพาะ ส.ส. แบบ แบ่งเขต ร้อยละ 2.37 ระบุว่า จะไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และร้อยละ 1.98 ระบุว่า เลือกเหมือนเดิม เฉพาะ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ

ประธานกกต.ยันเร่งรับรองส.ส.
นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. กล่าวถึงความคืบหน้าการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส. ว่า ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 กำหนดให้กกต. ต้องตรวจสอบเบื้องต้นก่อนและเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จึงจะประกาศผลการเลือกตั้ง ซึ่งต้องไม่ช้ากว่า 60 วันนับแต่ วันเลือกตั้ง โดยพ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส. มาตรา 127 กำหนดให้ต้องรับฟังรายงานของผู้ตรวจการเลือกตั้ง และข้อมูลข่าวสารที่ได้รับจากแหล่งต่างๆ มาประกอบการพิจารณาด้วย

ขณะนี้จึงอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง กรณีความปรากฏและข้อมูลเบาะแสต่างๆ ว่ามีกรณีใดที่มีผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ ซึ่งเป็น ขั้นตอนที่จะต้องปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด และตามหลักปฏิบัติที่ผ่านมาการดำเนินการที่จะต้องปฏิบัติก่อนจะนำไปสู่การประกาศผลการเลือกตั้งประเภทต่างๆ

อย่างไรก็ตาม กกต.จะพยายามดำเนินการให้มีการประกาศผลการเลือกตั้งโดยเร็ว และตระหนักดีถึงกระแสสังคม แต่กกต.มีหน้าที่ต้องดำเนินการตรวจสอบให้มั่นใจว่าผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมด้วย จะพยายามดำเนินการให้การประกาศผลมีขึ้นโดยไม่ชักช้า

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน