ศึก2พรรค-ชิงปธ.สภา ‘กก.’ขอใช้สิทธิ์แกนนำ เพื่อไทยเตือน-กินรวบ ชลน่านอยากชก‘ศิธา’‘เศรษฐา’รีแบรนด์พท.

กกต.จ่อรับรองผลการเลือกตั้ง ก้าวไกล ส.ส.ลดเหลือ 151 ภูมิใจไทยได้เพิ่มเป็น 71 เก้าอี้ประธานสภาส่อเค้าระอุ2 พรรคใหญ่เปิดศึกชิงบัลลังก์ ก้าวไกลยันต้องเป็นของพรรคแกนนำเพื่อเข้าไปเปลี่ยนแปลง 3 วาระ เพื่อไทยว้ากอย่ากินรวบทั้งฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติ ฮึ่มถ้าไม่ร่วมตั้งรัฐบาลก็เดินหน้าต่อไม่ได้‘ชลน่าน’ยังยัวะ‘ศิธา’ ลั่นถ้าชกได้ชกไปแล้ว ซัดไม่ให้เกียรติ ทำงานร่วมกันยาก ‘ผู้พันปุ่น’โพสต์ขอโทษ ยินดีลาออกจากทสท.‘อิ๊ง’ร่วมให้กำลังใจเพื่อไทยสัมมนาส.ส. ‘เศรษฐา’ หิ้วกระเป๋าทำงานที่เพื่อไทย มุ่งเดินหน้า รีแบรนด์พรรค ‘บิ๊กตู่’ยันกำลังใจดีสู้ทุกสถานการณ์ ‘บิ๊กป้อม’ปัดไม่รู้พปชร.ถูกมองเป็นตัวแปรตั้งรัฐบาลก๊อกสอง

กกต.จ่อรับรองผลเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 24 พ.ค. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ตรวจสอบความถูกต้องของการนับคะแนนเลือกตั้งส.ส.ครบทั้ง 400 เขตแล้ว และเตรียมประกาศผลการนับคะแนนเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ พบว่า จากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 52,195,920 คน มีผู้มาใช้สิทธิ 39,514,973 คน คิดเป็นร้อยละ 75.71 โดยการเลือกตั้งส.ส.แบบแบ่งเขต มีบัตรดี 37,190,071 บัตร คิดร้อยละ 94.12 บัตรเสีย 1,457,899 บัตร คิดเป็นร้อยละ 3.69 และไม่บัตรไม่ประสงค์เลือกผู้ใด 866,885 บัตร คิดเป็นร้อยละ 2.19

ผลการนับคะแนนส.ส.แบบแบ่งเขต พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ได้ 112 คน พรรค เพื่อไทย (พท.) ได้ส.ส. 112 คน พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้ 68 คน พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้ 39 คน พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้ 23 คน พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ 22 คน พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ได้ 9 คน พรรคประชาชาติ (ปช.) ได้ 7 คน พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ได้ 5 คน พรรคเพื่อไทรวมพลัง (พทล.) ได้ 2 คน และพรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) ได้ 1 คน

ส่วนการเลือกตั้งส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) มีบัตรดี 37,522,746 บัตร คิดเป็นร้อยละ 94.96 บัตรเสีย 1,509,836 บัตร คิดเป็นร้อยละ 3.82 บัตรไม่ประสงค์เลือก ผู้ใด 482,303 บัตร คิดเป็นร้อยละ 1.22 ผลการคิดคำนวณคะแนนค่าเฉลี่ยส.ส. 1 คน คือ 375,227.34 คะแนน ทำให้ส.ส.บัญชี รายชื่อ 100 คนมาจาก 17 พรรคการเมือง

ประกอบด้วย 1.พรรคก้าวไกล ได้ 14,438,851 คะแนน ได้ส.ส. 39 คน 2.พรรคเพื่อไทย 10,962,522 คะแนน ได้ส.ส. 29 คน 3.พรรครวมไทยสร้างชาติ 4,766,408 คะแนน ได้ส.ส. 13 คน 4.พรรคภูมิใจไทย 1,138,202 คะแนน ได้ส.ส. 3 คน 5.พรรคประชาธิปัตย์ 925,349 คะแนน ได้ส.ส. 3 คน 6.พรรคประชาชาติ 602,645 คะแนน ได้ส.ส. 2 คน 7.พรรคพลังประชารัฐ 537,625 คะแนน ได้ส.ส. 1 คน 8.พรรคเสรีรวมไทย (สร.) 351,376 คะแนน ได้ส.ส. 1 คน 9.พรรคไทยสร้างไทย ได้คะแนน 340,178 คะแนน ได้ส.ส. 1 คน 10.พรรคประชาธิปไตยใหม่ (ปธม.) 273,428 คะแนน ได้ส.ส. 1 คน

11.พรรคใหม่ 249,731 คะแนน ได้ส.ส. 1 คน 12.พรรคชาติพัฒนากล้า 212,676 คะแนน ได้ส.ส. 1 คน 13.พรรคท้องที่ไทย 201,411 คะแนน ได้ส.ส. 1 คน 14.พรรคชาติไทยพัฒนา 192,497 คะแนนได้ส.ส. 1 คน 15.พรรคเป็นธรรม (ปธ.) 184,817 คะแนน ได้ส.ส. 1 คน 16.พรรคพลังสังคมใหม่ (พ.ส.ม.) 177,379 คะแนน ได้ส.ส. 1 คน 17.พรรคครูไทยเพื่อประชาชน 175,182 คะแนน ได้ส.ส. 1 คน

ก้าวไกลส.ส.ลดเหลือ 151 คน

ในส่วนของส.ส.แบบแบ่งเขตที่ก่อน หน้านี้ในระบบ ECT REPORT แสดงจำนวนว่าพรรคก้าวไกลได้ 113 ที่นั่ง และพรรคภูมิใจไทยได้ 67 ที่นั่งนั้น เนื่องจากการลงข้อมูลในส่วนของผลการเลือกตั้งเขตเลือกตั้งที่ 3 จ.ปราจีนบุรี ยังไม่สมบูรณ์ จากรายงานประกาศกกต.ประจำเขตเลือกตั้งที่ 3 จ.ปราจีนบุรี เรื่องผลการนับคะแนน ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (ส.ส. 6/1) พบว่านายสฤษดิ์ บุตรเนียร จากพรรคภูมิใจไทยเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง ทำให้จำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งของพรรคก้าวไกลคือ 112 ที่นั่ง และพรรคภูมิใจไทย 68 ที่นั่ง ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นเพียงผลการนับคะแนนเลือกตั้งอย่างเป็นทางการเท่านั้น ยังไม่ใช่การพิจารณาประกาศรับรองผลการเลือกตั้งของกกต.

เมื่อรวมจำนวนส.ส.ทั้งแบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อแล้ว พรรคก้าวไกล ได้ส.ส.รวม 151 คน พรรคเพื่อไทย 141 คน พรรคภูมิใจไทย 71 คน พรรคพลังประชารัฐ 40 คน พรรครวมไทยสร้างชาติ 36 คน พรรคประชาธิปัตย์ 25 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 10 คน พรรคประชาชาติ 9 คน พรรคไทยสร้างไทย 6 คน พรรคชาติพัฒนากล้า 2 คน พรรคเพื่อไทรวมพลัง 2 คน พรรค เสรีรวมไทย พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคใหม่ พรรคท้องที่ไทย พรรคเป็นธรรม พรรคพลังสังคมใหม่ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ได้ส.ส.พรรคละ 1 คน

ทั้งนี้ พรรคก้าวไกลได้ส.ส.ลดลงจากเดิม 1 คน เหลือ 151 คน ทำให้ 8 พรรคที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลมีเสียงเหลือ 312 เสียง จากพรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ พรรคไทยสร้างไทย พรรค เพื่อไทรวมพลัง พรรคเสรีรวมไทย พรรคเป็นธรรม พรรคพลังสังคมใหม่

‘บิ๊กตู่’ลั่นกำลังใจ-ยังสู้

ที่จ.พิจิตร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกำลังใจตอนนี้ยังดีอยู่ใช่หรือไม่ว่า “ดีๆ” ผู้สื่อข่าวถามว่าพร้อมสู้กับ ทุกสถานการณ์ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ก็สู้ และยังทำงานอยู่

เมื่อถามว่าการลงพื้นที่จ.พิจิตร ไปตรวจติดตามสถานการณ์วาตภัยวันนี้มีประชาชนมาให้กำลังใจ และบอกว่าให้ลุงตู่อยู่ต่อ พล.อ. ประยุทธ์กล่าวว่า “ก็ดี อยากให้เขามีความรักความสามัคคีแบบนี้ ใครจะเป็นก็เหมือนกันแหละ ต้องรักสามัคคี”

พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสหรัฐอเมริกาไม่ขายเครื่องบินขับไล่ F-35 ให้กองทัพอากาศไทย โดยย้อนถามว่า ทำไมเหรอ เมื่อเขาไม่ขายก็ไม่ซื้อสิ เป็นเรื่องการติดต่อการซื้อขายกันตามปกติ ประเทศไหนมีขาย ประเทศไหนมีจำหน่ายเราก็ติดต่อ ถ้าเขาไม่ขาย เราก็ไม่ซื้อ แล้วจะให้ทำยังไงล่ะเมื่อถามว่า ได้มีการชี้แจงเหตุผลหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ชี้แจงอะไร ตนไม่รู้หรอก กองทัพอากาศก็ชี้แจงเองแหละ ก่อนปฏิเสธตอบคำถามว่าจะมีการเปลี่ยนประเทศการซื้ออาวุธใหม่หรือไม่

‘บิ๊กป้อม’ไม่รู้พปชร.เป็นตัวแปร

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพปชร.ให้สัมภาษณ์ถึงข้อสังเกตว่า พล.อ.ประวิตร มีความพร้อมเป็นรัฐบาลหากก.ก. ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลและเลือกนายกฯ ได้สำเร็จว่า ตนยังอยู่ เป็นหัวหน้าพปชร. ไม่ได้มีอะไร ตอนนี้ยังไม่ทราบอะไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า พปชร.เป็นตัวแปรสำคัญในการตั้งรัฐบาล หากอีกฝ่าย ไม่สามารถตั้งได้ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่ทราบ ยังไม่ทราบเลย ต่อข้อถามว่ายังอยู่ในตำแหน่งแคนดิเดตนายกฯ ของพปชร. เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงใช่ หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า แคนดิเดตเป็นเรื่องของพรรค

ต่อข้อถามว่า ทั้ง 2 ลุง ยังมีความพร้อม ขับเคลื่อนการเมืองต่อไปใช่หรือไม่ พล.อ. ประวิตร ไม่ตอบ เมื่อถามว่าพปชร.จะชี้แจงเสียงวิจารณ์กรณีว่าที่ส.ส.สงขลา พปชร. เคยถูกจับข้อหาพนันออนไลน์เมื่อปี 2565 จะทำให้มีปัญหาในอนาคตหรือไม่ พล.อ. ประวิตรไม่ตอบและเดินทางกลับทันที

ปชป.คาดเลือกหน.ก่อน 13 ก.ค.

เวลา 10.40 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ จัดประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตหัวหน้าพรรค เป็นประธานการประชุมมีผู้เข้าประชุมพร้อมเพรียง อาทิ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รักษาการเลขาธิการพรรค นายนิพนธ์ บุญญามณี คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ นายสาธิต ปิตุเตชะ นายเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการรองหัวหน้าพรรค เป็นต้น เพื่อกำหนดแนวทางในการประชุมสมัยวิสามัญเพื่อเลือกหัวหน้าพรรคและกก.บห.ชุดใหม่

เวลา 12.00 น. นายราเมศ รัตนเชวง รักษาการโฆษกปชป. แถลงภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมกก.บห.ชุดรักษาการรับทราบกรณีนายจุรินทร์ลาออกจากหัวหน้าพรรค ขั้นตอนต่อไปจะเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกก.บห.ชุดใหม่ภายใน 60 วัน ในส่วนของการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ ตามข้อบังคับข้อที่ 32 ในอดีต จะต้องเปิดให้มีการหยั่งเสียงเบื้องต้น แต่ขณะนี้เรามีกลไกประจำจังหวัดและสาขาพรรค ที่ประชุมจึงเสนอให้มีการยกเว้น ข้อบังคับดังกล่าว แต่ยังยืนยันที่จะรับฟังสมาชิกทุกท่าน โดยหลังจากนี้พรรคจะเรียกประชุมใหญ่วิสามัญ ซึ่งวันนั้นจะมีสมาชิกทั่วประเทศเข้าร่วมอยู่แล้ว

ที่ประชุมยังกำหนดองค์ประชุมในการเลือกกก.บห.ชุดใหม่ สำคัญที่สุดคือ ส.ส.ที่ผ่านการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ทั้ง 25 คน ที่จะเป็นองค์ประชุมหลัก 70% จึงเห็นควรให้รอกกต. รับรอง ส.ส.ใหม่ก่อน ในส่วนอื่นๆ ยังเป็นไปในข้อบังคับพรรคทุกประการ เช่น จะต้องมีกก.บห.ชุดรักษาการ อดีตหัวหน้าพรรค อดีตรัฐมนตรี อดีต ผู้ว่าฯ กทม.ที่ร่วมเป็นองค์ประชุม 30%

หลังจากนี้จะประชุมกก.บห.ชุดรักษาการอีกครั้ง เมื่อกกต.รับรองส.ส.ทั้ง 25 คนแล้ว เพื่อกำหนดสัดส่วนที่เหมาะสม และกำหนดวัน เวลา สถานที่ในการประชุมใหญ่วิสามัญ หากนับกำหนด 60 วันหลังจากนายจุรินทร์ลาออก จะต้องเลือกหน.พรรคและกก.บห.ชุดใหม่ภายในวันที่ 13 ก.ค. แต่หากกกต.รับรองส.ส.ใหม่เร็ว จะจัดประชุมใหญ่เร็วขึ้น

ยกเครื่อง – นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยรักษาการกรรมการบริหารพรรค ประชุมเพื่อเตรียมการสรรหาหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 24 พ.ค.

‘พิธา’พบเครือข่ายแรงงาน 26 พ.ค.

เฟซบุ๊กนายเซีย จำปาทอง ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ก.ก. ปีกแรงงาน โพสต์ภาพพร้อมข้อความถึงกำหนดการของนายพิธา เตรียมเดินสายพบปะพี่น้องเครือข่ายแรงงานที่จ.สมุทรปราการ ในวันศุกร์ที่ 26 พ.ค. ว่า ก่อนการเลือกตั้งพวกเรา เครือข่ายผู้ใช้แรงงาน ก.ก.ไปรับฟังและนำเสนอนโยบาย แนวทางการทำงาน ให้กับกลุ่มแรงงาน สหภาพแรงงานหลายแห่ง วันนี้การเลือกตั้งผ่านไปแล้วได้เวลามา ยืนยัน ทบทวน สิ่งที่พวกเรานำเสนอไป มาร่วมกันส่งเสียงของชนชั้นแรงงานให้ว่าที่ฝ่ายบริหารประเทศกัน

รายละเอียดการเข้าพบเครือข่ายแรงงาน นายพิธาจะร่วมพูดคุย ไขข้อข้องใจ และยืนยันคำมั่นสัญญาในนโยบายปีกแรงงาน บริเวณด้านนอกหอประชุมเทศบาล ต.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ เวลา 18.00-19.00 น.

‘ชลน่าน’ยัวะ‘ศิธา’-อยากชก

เมื่อเวลา 09.50 น. ที่พรรคเพื่อไทย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพท.ให้สัมภาษณ์กรณี น.ต.ศิธา ทิวารี แคนดิเดต นายกฯ ทสท. โพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้หลัง นพ.ชลน่านให้สัมภาษณ์รายการ “อยากมีเรื่องคุย” ทางข่าวสดออนไลน์ ระบุเสียมารยาทที่จี้ถามคำถามบนเวทีเซ็นเอ็มโอยูให้ 8 พรรคร่วมรัฐบาลเซ็นเอ็มโอยู แอดวานซ์จะจับมือกันตลอดว่า ในวันที่เราแถลงข่าวตนพยายามไม่ตอบโต้อะไร เพียงแต่มองว่าน.ต.ศิธาควรมานั่งอยู่ตรงนี้ ไม่ควรไปถามคำถามตรงนั้น ที่ตำหนิ เพราะน.ต.ศิธาคือผู้อยู่ในวงร่วมร่างเอ็มโอยูด้วยกัน และอยู่ในคณะทำงานทสท. มีส่วนเสนอแก้ไขปรับปรุงร่างเอ็มโอยูเยอะมาก

ถ้าเป็นสื่อมวลชนถามตนก็ยินดีและพร้อมตอบ แต่ลักษณะการถามเช่นนี้จากคนในก็ยากจะประเมินวัตถุประสงค์ ขอเพียงว่าให้เรามีมารยาทต่อกัน หากเขาเป็นคนภายนอก แม้จะอยู่ในทสท.ที่ไม่ได้อยู่ในวงร่างเอ็มโอยูด้วยกัน ตนจะไม่ตำหนิเขาเลย แต่นี่คุณเป็นคนร่างและพิจารณาเอ็มโอยูด้วยกัน แล้วการไปถามเช่นนั้นคืออะไร คำถามก็ไม่ได้เป็นคำถามเชิงบวก เรากำลังมุ่งจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน เอ็มโอยูที่เราเขียนก็ชัดเจน

วันที่ 23 พ.ค. คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพทสท.ก็ขอโทษ ก็จบแล้ว ตนไม่ได้ติดใจอะไรแล้ว แต่ปรากฏว่า น.ต.ศิธาไปโพสต์ขยายความว่า ตนถูกบรีฟ ถูกกดดัน นั่งกินเหล้าด้วยกัน นั่งสังสรรค์กัน นี่คือสิ่งที่ตนไม่พอใจ แต่ถ้าวันนี้ เขาขอโทษมา ก็ไม่ติดใจ เมื่อถามว่ารู้สึกเดือดในเรื่องนี้มากใช่หรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า “ผมเดือด ผมมีอารมณ์ ถ้าชกได้ ผมชกไปแล้ว”

จี้ก้าวไกลช่วยเคลียร์ให้จบ

นพ.ชลน่านกล่าวว่า ตนไม่สบายใจ ถ้าพรรคแกนนำไม่จัดการเรื่องนี้ คุณต้องจัดการพรรคร่วมของคุณให้อยู่ในร่องในรอย ถ้าเห็นเขาสำคัญแล้วเห็นตนไม่สำคัญ คงต้องย้อนถามกัน นี่คือสิ่งที่ตนพยายามจะสื่อสาร ผู้สื่อข่าวถามว่า หมายถึงจะต้องเลือกพรรคใดพรรคหนึ่งใช่หรือไม่ นพ. ชลน่านกล่าวว่า ไม่ได้คิดแบบนั้น เพราะเป้าหมายหลักของเราคือการจัดตั้งรัฐบาลให้สำเร็จ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่ควรมาเป็นประเด็น ถ้าเขาสำนึกได้ เขาขอโทษก็จบ และเป็นหน้าที่ของก.ก.ที่ต้องมาเคลียร์ เรื่องนี้ ถ้ายังปล่อยให้เรื่องราวเป็นประเด็นแบบนี้เอ็มโอยูที่เราเขียนว่า ทุกพรรคต้องมีความจริงใจต่อกันต้องให้เกียรติกัน แต่เพียงชั่วข้ามคืน ก็ไม่เกิดขึ้นแล้ว มันยากไหมล่ะกับการทำงาน

ต่อข้อถามว่าจะเป็นปมร้อนให้พท. ถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ฝากพรรคแกนนำ อย่าให้เรื่องอะไรเล็กๆ น้อยๆ มาบั่นทอนการทำงานร่วมกันของเรา แต่ถ้าเห็น 6 เสียงมากกว่า 141 เสียงตนก็ยอม ส่วนแนวทางแค่อยากให้พูดคุยกับ น.ต.ศิธาว่าขอเถอะ กำลังจับมือจัดตั้งรัฐบาล อะไรที่ช่วยกันได้ก็ควรช่วยกันทำ จะไปสร้างฉากสร้างซีนอะไร ก็ไปทำทีหลัง ให้เรื่องนี้จบก่อน ตนว่าพูดแค่นี้มันน่าจะจบ

ด้อยค่ากัน-ร่วมทำงานยาก

ไม่ทราบว่า เขาต้องการอะไร แต่การแสดงออกแบบนั้น ทำตัวว่าเป็นผู้แทนของประชาชน มาบอกว่าต้องการให้กำจัดเผด็จการด้วยการผูกมัดกัน มัดกันเป็นฝ่ายค้าน ตนก็บอกว่า เป็นเรื่องไร้สาระ เสียงข้างมากขนาดนี้ จะไปมัดกันเป็นฝ่ายค้านทำไม ทำไมไม่มัดกันเป็นรัฐบาล

“ยอมรับจริงๆ วันนั้นผมมีอารมณ์ แต่พยายามควบคุมอารมณ์ ลงมาก็เพียงแต่ ชี้หน้าเขา คุณทำตัวให้ถูก คุณว่าคุณจะเป็นสื่อ หรือเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เอาให้แน่ ผมตำหนิเขาเลยนะ และมากล่าวหาว่าโดนกดดันโดนบรีฟ ผมยิ่งโกรธใหญ่เลย มันหมายถึงว่าดูหมิ่น ด้อยค่าทั้งตัวผมและพรรคผมด้วย เจตนามันบ่งว่าเขาทำอะไร เพื่ออะไร แต่ถ้าเขาขอโทษ ผมจบนะ ไม่มีปัญหาอะไร เราเป็นผู้ใหญ่แล้ว เข็มมุ่งเราคือจัดตั้งรัฐบาล” นพ.ชลน่านกล่าว

เมื่อถามว่าส่วนตัวจะไม่ให้ น.ต.ศิธา รับตำแหน่งใดๆ ในพรรคร่วมรัฐบาล หรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ไม่ทราบ เป็นเรื่องของพรรคแกนนำ เพราะตนไม่มีอำนาจพอที่จะไปชี้เอานั่นไม่เอานั่น เพียงแต่ขอให้เกียรติกันเท่านั้นก็พอ ตนไม่ติดใจจะเป็นรัฐมนตรีหรือเป็นอะไรก็เรื่องของเขา แต่ถ้ามีพฤติกรรมแบบนี้ ทำงานร่วมกันยาก

‘ผู้พันปุ่น’ขอโทษ-ยินดีไขก๊อกทสท.

ภายหลังนพ.ชลน่าน ให้สัมภาษณ์ ทางน.ต.ศิธา ได้โพสต์ว่า “MOU = เปิดตัวเป็นแฟนกัน #AdvanceMOU = จัดงานหมั้น ร่วมรัฐบาล = แต่งงานกันเป็นครอบครัว ผมก็เช่นเดียวกับพี่น้องประชาชนทั่วไปครับ เราทนทุกข์กับการบริหารประเทศแบบลุงๆ มา 9 ปี เมื่อมีโอกาสก็อยากจะเชียร์ให้ประเทศไทยของเราจัดตั้งรัฐบาลที่เป็น #ครอบครัวประชาธิปไตย ที่สง่างามให้ได้ โดยหลายคนมองว่า 8 พรรคนี้เหมาะสมและลงตัวที่สุด

หากคำถามของผมมันล้ำหน้า (Advance) มากเกินไป จนทำให้ไม่สบายใจ ผมต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย คนรักกัน เป็นแฟนกันแล้ว คิดเกินเลยไป ก็ต้องถอยหลัง ผิดพลั้งไป ก็ต้องขอโทษ ต่อไปนี้ ไม่ล้ำเส้น ไม่เร่ง ไม่บีบคั้น เรามาเดินหน้าต่อแบบพอดีๆ ไปด้วยกันครับ #MOU8 พรรคร่วมรัฐบาล”

เวลา 15.12 น. น.ต.ศิธาโพสต์อีกว่า อีกหน่อยเธอคงเข้าใจ ว่าอะไรสำคัญไปกว่าแค่รักกัน อีกหน่อยซึ่งคงไม่นาน ถึงวันนั้นแล้วเธอจะเข้าใจ

เวลา 17.20 น. น.ต.ศิธาโพสต์พูดชัดเจนมาโดยตลอด ว่าเรายินดียกมือสนับสนุนให้พท.และก.ก.ได้จับมือกันตั้งรัฐบาล ไม่ว่าเราจะเป็นฝ่ายค้าน หรือรัฐบาล หากต้องการเสียงของทสท.เข้าร่วมรัฐบาล แต่ติดขัด ที่ตัวผม ผมยินดีลาออกจากพรรคให้ทันที ยืนยันว่าเราไม่ใช่เงื่อนไขที่จะทำให้ประชาธิปไตยต้องหยุดชะงัก

‘เรืองไกร’ชงกกต.ยุบ 8 พรรค

ที่สำนักงาน กกต. นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพปชร. เข้ายื่นต่อ กกต. ให้ตรวจสอบ 8 พรรคที่ร่วมกันลงนาม เอ็มโอยู ตั้งรัฐบาล เข้าข่ายผิดมาตรา 28 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมืองหรือไม่ รัฐธรรมนูญระบุ ส.ส.ต้องไม่อยู่ภายใต้อาณัติมอบหมาย การลงนามเท่ากับเป็นการไปยอมรับเงื่อนไขในการทำกิจกรรมทางการเมืองจากอีก 7 พรรค เข้ามา และ 7 พรรคที่มาเซ็นลงนามกับ ก.ก. ไม่สามารถเป็นสมาชิกพรรคได้ 2 พรรคพร้อมกัน เท่ากับเป็นการยอมให้ 7 พรรคตกลงเงื่อนไข

ที่ผ่านมาธรรมเนียมปฏิบัติการตั้งรัฐบาล ส่วนใหญ่แค่จับไม้จับมือและแถลงข่าว ไม่มีการเซ็นเอกสารอะไร และไม่ใช่ยุบเฉพาะ ก.ก. แต่ยุบทั้ง 8 พรรค เรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องการขาดคุณสมบัติเฉพาะตัว แต่เป็นเรื่องพรรคการเมืองฝ่าฝืนมาตรา 28 หรือไม่ แล้วจะเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 92 (3) ใน พ.ร.ป.พรรคการเมือง ที่ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคหรือไม่

นายเรืองไกรยังยื่นเอกสารเพิ่มเติมการถือหุ้นสื่อของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้า ก.ก. เพื่อให้ กกต.นำไปประกอบการพิจารณา เป็นสำเนารายชื่อผู้ถือหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) วัตถุประสงค์ และรายได้ และยังเข้าให้ถ้อยคำต่อ กกต. ที่เคยยื่นสอบ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ผอ.เลือกตั้ง พท. และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผอ.ครอบครัวเพื่อไทย กรณีขึ้นรูปโปรไฟล์เฟซบุ๊กส่วนตัวเป็นรูปโลโก้พร้อมเบอร์พท. เข้าข่ายหลอกหลวงผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งหรือไม่

หมอชลน่านฮึ่มระวังร้องเท็จ

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้า พท. ให้สัมภาษณ์กรณีนายเรืองไกรยื่น กกต. ชงยุบ 8 พรรคว่า เป็นสิทธิ์ของนาย เรืองไกร ขณะเดียวกันจะพิจารณาว่าการยื่นร้องดังกล่าวเป็นคำร้องเท็จหรือไม่ การลงนามเอ็มโอยูเป็นการทำร่วมกันอย่างเป็นอิสระภายใต้ความเห็นชอบแต่ละพรรคที่จะตกลงร่วมกัน ไม่เห็นว่าจะเป็นการครอบงำชี้นำตรงไหน มั่นใจว่าไม่เข้าข่ายทำให้พรรคร่วมถูกยุบพรรคแน่นอน

การยื่นร้องของนายเรืองไกรต้องระมัด ระวังว่าจะเข้าเงื่อนไขขัดต่อ พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 101 หรือไม่ ในการร้องเท็จ ใส่ร้ายพรรคการเมือง ต้องไปดูในรายละเอียดคำร้อง “ขาดความเป็นอิสระ การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุด แต่ 8 พรรคมีอิสระจะทำเพื่อบ้านเมือง เอาเรื่องที่ร้องให้จบก่อน อย่าเพิ่งขยับไปเรื่องอื่น”

ผู้สื่อข่าวกรณี ก.ก.ระบุไม่สามารถขึ้นค่าแรง 450 บาทได้ทันทีตามที่หาเสียงไว้ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ขอไม่วิจารณ์เพราะยังไม่ได้พูดคุยกันถึงเรื่องนโยบาย สังเกตได้จากเอ็มโอยูว่า พท.ยังไม่ได้พูดคุยเรื่องนโยบาย ในมุมของเราอะไรที่อยู่ในเอ็มโอยู แล้วไม่บรรลุผลสัมฤทธิ์ของการจัดตั้งรัฐบาล และนายกฯ เราขอเอาออก เช่น ข้อ 1, 2 ที่เราขอสงวนสิทธิ์ หากมีอะไร ไปกระทบต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อเขาไปปรับแก้เราก็ไม่ว่าอะไร

ฉะ‘ปิยบุตร’-พท.ส่งชิงปธ.สภาแน่

นพ.ชลน่านกล่าวถึงกรณีนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊กเตือน ก.ก.จะเสียตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้เป็นอันขาดว่า เป็นการแสดงความคิดเห็นของคนทั่วไป ยังไม่มีการพูดคุยกันถึงตำแหน่งต่างๆ บรรยากาศการเจรจาร่วมกันเพื่อบรรลุ เป้าหมาย ซึ่งเป้าหมายแรกคือการเลือก นายกฯ แต่การโพสต์เช่นนี้เสมือนมีการกดดันและปิดช่องไม่ให้มีการพูดคุยกัน ซึ่งดูแล้วไม่ใช่แง่บวกเท่าไร ตำแหน่งประธานสภาอยู่ที่การตกลงและพูดคุยกันด้วยความเหมาะสม แต่ละสมัยก็ไม่เหมือนกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองอย่างไรถึงกระแสข่าวมีชื่อตัวบุคคลที่ ก.ก.วางตัวเป็นประธานสภา ซึ่งมีพรรษาการทำงานน้อย นพ. ชลน่านกล่าวว่า ไม่ขอวิจารณ์เรื่องนี้ จะเป็นมุมที่ไม่เหมาะสม บุคคลที่ได้รับเลือกจากประชาชนย่อมมีความรู้ ความสามารถ มีวุฒิภาวะ ส่วนจะทำงานเหมาะสมหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติงานของเขา

ต่อข้อถามว่า ใน พท.มีบุคคลที่เหมาะสมใช่หรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า เราเป็นพรรคที่อยู่มา 22 ปี มีบุคลากรที่ผ่านการทำงานมาเยอะ เราจะไม่บอกว่าเหมาะสม หรือไม่เหมาะสม แต่เรามีบุคลากรพร้อม ย้ำว่ายังไม่ได้มีการพูดคุยถึงตำแหน่งต่างๆ ต้องรอพรรคแกนนำเป็นผู้นัดหมาย เราจะไปกดดันเขาไม่ได้

‘อดิศร’ขู่ถ้ากินรวบ-ชิ่งตั้งรบ.

ด้านนายอดิศร เพียงเกษ ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พท. ให้สัมภาษณ์ว่า นายปิยบุตรถือเป็นผู้ช่วยหาเสียงของก.ก. จะกินรวบทุกตำแหน่งโดยเข้าใจว่าตัวเองเป็นเสียงข้างมาก ความเป็นจริง 152 เสียงยังไม่เกินครึ่ง ถ้าอยากได้ทุกตำแหน่ง ต้องทำให้ได้แบบพรรคไทยรักไทย(ทรท.) 377 เสียง ที่จะชี้เป็นชี้ตายเอาตำแหน่งไหนก็ได้ พท.ยินดีสนับสนุนนายพิธา เป็นนายกฯ แต่ไม่ใช่ได้ฝ่ายบริหารแล้ว จะไม่ให้พรรคอื่นไปดำรงตำแหน่งฝ่ายนิติบัญญัติ ต้องดูความเหมาะสมแต่ละช่วงเวลา เช่น สมัยที่ผ่านมานายชวน หลีกภัย ได้เสียงไม่มาก ยังได้ตำแหน่งประธานสภา และในอดีตนายอุทัย พิมพ์ใจชน มีเพียง 3 เสียงก็ได้เป็นประธานสภา

ต้องดูบุคลากรของทั้งสองพรรค ซึ่งตนคิดว่าพท.น่าจะมีความเหมาะสมในตำแหน่งประธานสภามากกว่า ยืนยันว่าไม่ใช่การเก่งแย่ง เพราะทั้งสองพรรคเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ดังนั้นเพื่อให้เป็นประชาธิปไตย ตำแหน่งประธานสภา ควรไปโหวตกันในสภาว่าพรรคไหนจะได้ เราเคารพกฎเกณฑ์ กติกา ควรมีคนที่ เหมาะสมไปนั่งตำแหน่งประธานสภา ให้เป็นหน้าเป็นตาไม่แพ้ฝ่ายบริหาร ซึ่งฝ่ายบริหารเราได้คนหนุ่มแล้ว แต่ประธานสภา ก.ก.ไม่ควรกินรวบ เล่นสลากกินแบ่งกันหรือเปล่า ถ้าก.ก.ยังดึงดัน สมมติว่าพท. ไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล ก.ก.ก็เดินไปไม่ได้อยู่ดี ตนไม่อยากให้เกิดภาพนี้ขึ้น

เมื่อถามว่ากรณีนายปิยบุตรออกมาโพสต์ไม่เห็นด้วยกับเอ็มโอยูที่ไม่มีการแก้ไขมาตรา 112 นายอดิศรกล่าวว่า ตนเสียดายที่นายปิยบุตรไม่ได้เข้าสภา หากท่านเป็นห่วงเรื่องเอ็มโอยู ควรไปพูดในก.ก.โดยเฉพาะเรื่องมาตรา 112 ที่ก.ก. ฉกฉวยเรื่องนี้ไปหาเสียงจนได้รับชัยชนะ คนที่เป็นเอฟซีอาจติดใจว่าหาเสียงแทบเป็นแทบตาย ไปดูถูกพรรคอื่นว่าสู้ไปกราบไป แต่พอตัวเองได้รับชัยชนะแล้ว สิ่งที่ตัวเองพูดไว้จะไม่เหมือนว่าสู้ไปโกหกไปหรือเปล่า นายปิยบุตรคงเป็นห่วงภาพลักษณ์ของก.ก. ยังไม่เป็นรัฐบาลเลยทำอย่างนี้กันเสียแล้ว จะมีความเชื่อมั่นในอนาคตได้อย่างไร

ถามกระจายอำนาจตรงไหน

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง พท. ทวีตข้อความบน ทวิตเตอร์อย่างต่อเนื่อง “การยืนยันไม่ตั้งรัฐบาลแข่งพรรคอันดับหนึ่ง ยืนยันแล้ว ยืนยันอยู่ ยืนยันต่อ กับเรื่องตำแหน่งประธานสภาเป็นคนละประเด็น ไม่ควรเหมารวมว่าเมื่อยอมให้พรรคอันดับหนึ่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแล้ว พรรคร่วมอื่นๆ ต้องก้มหน้ายอมรับในทุกเงื่อนไข ทุกพรรคต้องเกรงใจและเคารพเสียงของประชาชนที่เลือกมา”

“ก่อนเลือกตั้งชูจุดขาย “การเมืองใหม่” ต้อง “กระจายอำนาจ” หลังเลือกตั้ง อ้างใหม่ ยึด “ธรรมเนียมปฏิบัติ” พรรคอันดับหนึ่งต้องเป็นประธานสภา เพื่อ “รวบอำนาจ” ไว้แต่กับพวกตัวเอง ประมุขฝ่ายบริหารจองแล้ว ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ก็ยังจะรวบไว้เอง แต่เพียงพรรคเดียวอีก?”

ก.ก.แจง 3 วาระ-ต้องนั่งปธ.สภา

วันเดียวกัน เฟซบุ๊กเพจพรรคก้าวไกล โพสต์ประเด็น 3 วาระที่ก.ก.ต้องการ ผลักดันในฐานะ “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” โดยระบุว่า ก.ก.เดินทางบนเส้นทางการเมืองไม่ใช่เพื่อตำแหน่งหรืออำนาจ แต่เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง มี 3 วาระที่สำคัญมากของก.ก.ที่จำเป็นต้องใช้สถานะ “ประธานสภาผู้แทนราษฎร”ในการผลักดัน

วาระแรก : เพื่อผลักดันกฎหมายที่ก้าวหน้า

ตลอด 4 ปี ของสภาภายใต้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ 2 มีกฎหมายถูกเสนอเข้าสู่สภามากกว่า 478 ฉบับ แต่มีกฎหมายที่ผ่านสภาไปเพียงแค่ 78 ฉบับ เท่านั้น เฉลี่ยกฎหมาย 1 ฉบับใช้เวลาในการพิจารณากว่า 310 วัน และในจำนวนกฎหมาย 78 ฉบับที่ผ่าน เกือบทั้งหมดเป็นกฎหมายของ ครม. มีกฎหมายของ ส.ส.ซีกรัฐบาลผ่านเพียง 4 ฉบับเท่านั้น และไม่มีกฎหมายของภาคประชาชนที่ผ่านสภาเลย ทำให้เกิดสภาวะที่กฎหมายที่บังคับใช้อยู่ไม่สอดคล้องกับสภาพสังคม ไม่สามารถแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน และไม่รองรับความท้าทายใหม่ๆ ได้ดีเท่าที่ควร

กฎหมายส่วนใหญ่จาก 400 ฉบับที่ตกไป ไม่ใช่เพราะผู้แทนราษฎรไม่เห็นชอบ แต่กลับตกไปด้วยสาเหตุอื่น ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายที่รอบรรจุระเบียบวาระแต่ ไม่ถูกหยิบขึ้นมาพิจารณา 180 ฉบับกฎหมายที่ถูกประธานสภาวินิจฉัยว่าเป็นร่างกฎหมายการเงิน และนายกฯ ปัดตก ไม่นำเสนอเข้าสู่สภา 85 ฉบับ

ผลักดันกม.-แก้รัฐธรรมนูญ

มีกฎหมายที่สภาพิจารณาและถูกปัดตกไปจริงๆ เพียง 45 ฉบับเท่านั้น เท่ากับว่าร่างกฎหมายที่ถูกนำเสนออีก 355 ฉบับ ถูกปัดตกไปด้วยกระบวนการที่ไม่มีประสิทธิภาพ และให้อำนาจดุลพินิจแก่ประธานสภาและนายกฯเพียงแค่คนใด คนหนึ่ง กลับมีอำนาจมากกว่าเจตจำนงของผู้แทนประชาชนที่เหลือ

ในสัญญาประชาคมที่ก.ก.ให้ไว้กับประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีกฎหมายอย่างน้อย 45 ฉบับของก.ก.ที่ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร เป็นกฎหมายการเมือง 11 ฉบับ กฎหมายสิทธิเสรีภาพ 8 ฉบับ กฎหมายปฏิรูปที่ดิน 8 ฉบับ กฎหมายปฏิรูประบบบริหารราชการ 8 ฉบับ กฎหมายบริการสาธารณะ 4 ฉบับ กฎหมายเศรษฐกิจ 4 ฉบับ กฎหมายสิ่งแวดล้อม 2 ฉบับ กฎหมายแรงงาน 2 ฉบับ กระบวนการนิติบัญญัติที่ก้าวหน้าจำเป็นอย่างยิ่งในการทำให้กฎหมายเหล่านี้ได้รับการพิจารณาอย่างมีประสิทธิภาพ

วาระที่สอง : เพื่อผลักดันให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยเดินหน้าอย่างราบรื่น

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นวาระสำคัญ และถูกระบุไว้ในเอ็มโอยูของพรรคร่วมรัฐบาล การทำภารกิจนี้ให้ลุล่วงจะต้องผ่านการประชุมสภาหลายครั้ง และจะมีการอภิปรายอย่างกว้างขวางในเนื้อหาที่มีความแหลมคม จำเป็นอย่างยิ่งที่ประธานสภาต้องมีเจตจำนงแน่วแน่ในการอำนวยการประชุมให้เดินหน้าไปอย่างราบรื่น เป็นที่ยอมรับของสมาชิกสภาทุกฝ่าย และนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้

ต้องการอำนาจไปเปลี่ยนรัฐสภา

วาระที่สาม : ก้าวไกลจะผลักดัน หลักการ “รัฐสภาโปร่งใส” และ “ประชาชนมีส่วนร่วม” ให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย

“รัฐสภาโปร่งใส” หรือ Open Parliament จะเกิดขึ้นจริงได้หรือไม่ อยู่ที่ประธานรัฐสภา ก.ก.ประกาศเจตจำนงแน่วแน่ว่าจะทำให้รัฐสภาไทยโปร่งใสมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนในการมีส่วนร่วมและตรวจสอบกระบวน การนิติบัญญัติ โดยเริ่มจากสิ่งที่ง่ายที่สุด

3.1 ถ่ายทอดสดการประชุมกรรมาธิการทุกคณะ ให้พี่น้องประชาชนติดตามได้ หรือหากไปไกลกว่านั้น ก็เป็นการรายงานบันทึกการออกเสียงลงมติต่างๆ ของผู้แทนราษฎรทุกคน โดยนำเสนอข้อมูลอย่างเป็นระบบ เข้าถึงง่าย และรวดเร็ว เพื่อให้พี่น้องประชาชนติดตามการทำงานของผู้แทนของตนได้อย่างสะดวก ว่าในแต่ละประเด็น ผู้แทนของตนเองได้ลงมติออกเสียงไปอย่างไรบ้าง

3.2 ส่งเสริมการทำงานของสำนัก งบประมาณรัฐสภาในการทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อตรวจสอบและวิเคราะห์การใช้งบประมาณแผ่นดินของหน่วยงานองค์กรต่างๆ เพื่อให้งบประมาณทุกบาททุกสตางค์นั้นจะถูกใช้ไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชน

3.3 ตั้งสภาเยาวชน หรือ Youth Parliament (ซึ่งอาจต่อยอดจากสภาเด็กและเยาวชนที่มีอยู่) ที่ขึ้นตรงกับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยกำหนดให้สมาชิกสภาเยาวชนทุกคนมาจากการเลือกตั้งของเยาวชนทั่วประเทศ และกำหนดให้ข้อเสนอใดที่สภาเยาวชนลงมติเห็นชอบ ถูกบรรจุเป็นวาระที่รัฐสภาต้องรับไปพิจารณาต่อโดยอัตโนมัติด้วยสถานะเทียบเท่ากับร่างกฎหมายที่ประชาชน 10,000 คน สามารถร่วมกันลงชื่อเสนอสู่สภาได้ภายใต้กฎหมาย ปัจจุบัน

ก.ก.ต้องการให้ผู้แทนราษฎรของเราดำรงตำแหน่งประธานสภา ไม่ใช่เพื่อตำแหน่ง แต่เราต้องการอำนาจเข้าไปเปลี่ยนแปลงรัฐสภาไทยให้สามารถออกกฎหมายที่เป็นประโยชน์ สามารถแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้จริง และเป็นรัฐสภาที่เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วม ทำให้ระบอบประชาธิปไตยเข้มแข็ง

‘โรม’อ้างอยากรักษาประเพณี

นายรังสิมันต์ โรม โฆษกก.ก. ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องตำแหน่งประธานสภาเหมือนที่นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค เคยกล่าวไว้เรื่องตำแหน่งประธานสภาเป็นตำแหน่งที่ ก.ก.อยากรักษาประเพณีที่เคยทำกันมา ในอดีตหากไม่นับรวมเมื่อปี 2562 จะพบว่าพรรคที่ชนะลำดับที่ 1 จะขอตำแหน่งประธานสภาด้วย เพื่อผลักดันกฎหมายต่างๆ พรรคยืนยันว่าตำแหน่งดังกล่าว ก.ก.ต้องขอเอาไว้เอง

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีพรรคใดมาต่อรองตำแหน่งนี้หรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า ยังไม่ทราบ แต่เบื้องต้น ก.ก.ประกาศมาหลายครั้ง และยืนยันเรื่องนี้มาโดยตลอด ต่อข้อถามว่าได้พูดคุยกับพท. ในประเด็นนี้หรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า ต้องถามนายชัยธวัช เพราะเป็นผู้ดูแลการเจรจาในพรรคร่วมรัฐบาล จะตอบคำถามได้ดีที่สุด เมื่อถามว่า นายณัฐวุฒิ บัวประทุม รอง หัวหน้าก.ก. เป็นผู้เหมาะสมกับตำแหน่งประธานสภาหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ในรายละเอียดพรรคยังไม่ได้ พูดคุยกันว่าใครเหมาะสม ยังมีเวลาคุย

โต้เฟกนิวส์ให้สหรัฐตั้งฐานทัพ

ส่วนที่มีการแชร์ข้อมูลหาก ก.ก.เป็นรัฐบาล จะเปิดให้สหรัฐมาตั้งฐานทัพในไทย นายรังสิมันต์กล่าวว่า เป็นเฟกนิวส์ที่ไกลจากความเป็นจริงมาก ไม่คิดว่าเรื่องนี้จะเป็นประเด็นและพูดกันอย่างจริงจัง เพราะเป็นข้อกล่าวหาที่โบราณมาก พรรคไม่เคยคุยเรื่องความมั่นคงทางการทหารกับประเทศไหนก็ตาม เพราะส่วนใหญ่ที่พูดคุยเป็นเรื่อง การศึกษา เศรษฐกิจ และการค้ามากกว่า ตอนแรกจึงคิดเพียงว่าเป็นการส่งต่อข้อมูลกันทางไลน์ แต่เมื่อมีการแชร์ ส่งต่อกันมากขึ้น จนบางคนที่มีตำแหน่งระดับสูงในบ้านเมืองยังพูดถึงเรื่องนี้ ทำให้ตนเริ่มเป็นกังวลถึงเหตุผลว่าทำไมจึงมีคนเชื่อ

ยืนยัน ก.ก.เป็นรัฐบาล จะไม่เปิดให้ประเทศใดก็ตามเข้ามาตั้งฐานทัพในไทยแน่นอน เรายืนยันการเป็นประเทศที่เป็นอธิปไตยของตัวเอง การจะเปิดให้มา ตั้งฐานทัพเพื่อให้ประเทศใดประเทศหนึ่งมาแทรกแซง ไม่มีทางเกิดขึ้นในรัฐบาลของก.ก.แน่นอน ขออย่าเชื่ออะไรที่ไม่มี ข้อเท็จจริงหรือไม่มีหลักฐาน ฟังหูไว้หู ช่วงการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ต้องพูดด้วยข้อมูลและเอาข้อเท็จจริงมาคุยกัน

ยืนยันไม่คิดดำเนินคดีกับประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อข่าวปลอม แต่ต้องตรวจสอบว่าข้อมูลมาจากไหน เป็นไอโอหรือไม่ เคยมีปฏิบัติการไอโอ ที่ใส่ร้ายป้ายสี ก.ก.โดนมาตลอด ช่วงที่ยังไม่มีการเลือกนายกฯ คงมีการสร้างเรื่องราวต่างๆ ให้คนเข้าใจผิด เป็นจุดประสงค์ทางการเมือง อาจทำให้แรงสนับสนุน ก.ก.เสื่อมลง เราก็ต้องสร้างความเข้าใจ

ทูตมะกันเน้นย้ำจุดยืน

วันเดียวกัน นายโรเบิร์ต เอฟ. โกเดค เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ทวีตยืนยันถึงจุดยืนต่อการเลือกตั้งในไทยของทางการสหรัฐ ว่าไม่ได้หวังผลแบบหนึ่งแบบใด ยืนยันว่าประชาชนชาวไทยเท่านั้นที่ควรเป็นผู้เลือกว่าใครจะมาบริหารประเทศ

ความเคลื่อนไหวของเอกอัครราชทูตสหรัฐเกิดขึ้นหลังจากศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) พร้อมกลุ่มกระทิงแดงไทยพิทักษ์ และกลุ่มนักรบเลือดสีน้ำเงิน ไปยื่นหนังสือเพื่อเรียกร้องให้สหรัฐหยุดแทรกแซงกิจการภายในประเทศไทย โดยนายโกเดคออกมารับหนังสือด้วยตัวเองพร้อมพูดคุยกับแกนนำผู้ชุมนุม

ทวีตของนายโกเดค ระบุว่า ได้รับจดหมายเรียกร้องและรับฟังความเห็น และย้ำว่าสหรัฐเคารพสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย เน้นด้วยว่าสหรัฐไม่ได้หวังให้ผลการเลือกตั้งเป็นแบบหนึ่งแบบใด และไม่ได้สนับสนุนพรรคหรือผู้สมัครใด เราตั้งตารอที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลที่มาจากกระบวนการประชาธิปไตยของไทย ประชาชนชาวไทยเท่านั้นควรเป็นผู้เลือกว่าใครจะเป็นผู้บริหารประเทศ

ลูกมาด้วย – น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย อุ้มลูกสาวคนโตมาร่วมประชุมสัมมนาผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค

‘อิ๊ง’ให้กำลังใจเพื่อไทย

เวลา 10.15 น. ที่พรรคเพื่อไทย จัดประชุมสัมมนาผู้สมัคร ส.ส.พท.เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองภายหลังการเลือกตั้ง โดยมีแกนนำ กก.บห. ผู้สมัคร ส.ส. ทั้งที่ได้เข้าสภาและไม่ได้เข้าสภา เข้าร่วมประชุมพร้อมเพรียง อาทิ นพ. ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรค นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค นายเศรษฐา ทวีสิน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯ พท. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายสนธยา คุณปลื้ม แกนนำพรรค

น.ส.แพทองธารให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมว่า เป็นการพูดคุยประชุมกันเพื่อรู้ว่าสเต็ปต่อไปต้องทำอะไรบ้าง หัวหน้าพรรคและทีมงานไปร่วมเซ็นเอ็มโอยู จะได้เล่าเหตุการณ์ร่วมรัฐบาลกับ ก.ก.ให้ทุกคนได้รับทราบ เพราะการสื่อสารภายในพรรคเป็นสิ่งสำคัญ และตนอยากจะมาสื่อสารด้วยตนเอง เมื่อถามว่านายเรืองไกรยื่น กกต.ยุบพรรคที่ร่วมเซ็นเอ็มโอยูตั้งรัฐบาล อ้างเข้าข่ายครอบงำกันเอง น.ส. แพทองธารกล่าวว่า เขาจะยุบพรรคหรือ ก็ให้เขาว่าไป

‘เศรษฐา’ลุยทำงานต่อ

นายเศรษฐาที่หิ้วกระเป๋าหนังมาด้วย กล่าวว่า กระเป๋านี้อยู่กับตนมา 35 ปี ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงาน คือกระเป๋าทำงานที่ตนจะเอามาทำงานที่นี่เหมือนเดิม ผู้สื่อข่าวถามว่าหลังเลือกตั้งมีใครเข้ามาทาบทามให้ดำรงตำแหน่งการเมืองหรือไม่ว่า “ไม่มีครับ แล้วตามมารยาทก็ไม่ได้ด้วย ผมทวีตไปแล้ว พูดไปแล้ว ต้องให้เกียรติคนที่ได้คะแนนอันดับหนึ่ง เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้ประกาศจะเป็นนายกฯ ตำแหน่งเดียว เมื่อ พท.ไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะไปทำงานในตำแหน่งอื่นหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า ไม่มี วันนี้มาทำงานที่พรรคก็เอากระเป๋าทำงานมา และพรรคทำนามบัตรไว้ให้ด้วย มีห้องทำงานที่พรรค มาดูเรื่องรีแบรนดิ้ง เรื่องปัญหาพี่น้องประชาชนตามที่ให้สัญญาไว้ว่าจะไม่ไปไหน ยังอยู่ที่นี่ต่อไป

ต่อข้อถามถึงอนาคตทางการเมือง นายเศรษฐากล่าวว่า เป็นหน้าที่ของพรรคต้องให้เกียรติพรรคด้วย ตนมาที่นี่ มีห้องทำงาน มีนามบัตรแล้ว ยินดีรับมอบหมายทุกอย่างที่พรรคมอบให้ เมื่อถามว่า 8 พรรคจะจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า ตนฟังข่าวดูยังอยู่ในขั้นตอนที่จัดตั้งกันอยู่ เป็นกำลังใจให้ หวังว่าทุกคนช่วยกันซัพพอร์ตเพื่อให้การจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วที่สุด

เดินหน้ารีแบรนด์พรรค

เวลา 12.15 น. นพ.ชลน่านแถลงข่าวการสัมมนาว่า วันนี้ พท.เชิญสมาชิกพรรค มาพูดคุยสัมมนาในหัวข้อ “ประสาน กำลังใจ ก้าวเดินต่อไปเพื่อพี่น้องประชาชน” โดยแคนดิเดตนายกฯ ทั้งสองท่านให้กำลังใจทุกคน โดยยอมรับว่าเราแพ้ในการเลือกตั้ง แต่ทำอย่างไรให้ก้าวไปให้ได้ โดย น.ส.แพทองธารระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่การล่มสลาย แต่จะเป็นแรงขับสำคัญให้เราคงอยู่ต่อไป พรรคพร้อมเดินหน้าสนับสนุนการทำหน้าที่ของ ผู้สมัครของเรา ขณะที่นายเศรษฐาได้พูดถึงภารกิจที่ต้องทำต่อโดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงรูปแบบต่างๆ ในการรีแบรนด์พรรค มีคณะทำงานขึ้นมาดูว่า เราจะมีแนวทางทำเรื่องนี้อย่างไร

ด้านนายประเสริฐกล่าวว่า เราเน้นให้ทุกคนลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพราะ พท. มีจุดแข็งในการเอาปัญหาของประชาชนมาสะท้อนต่อพรรค เพื่อนำไปแก้ไขในอนาคต อีกทั้งในการเลือกตั้งครั้งนี้เราตั้งข้อสังเกตว่าโซเชี่ยลมีเดียมีผลอย่างยิ่ง ประเทศไทยมีผู้ใช้โซเชี่ยลกว่า 55 ล้านคน เพราะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรงเราจึงให้ความสำคัญตรงนี้

เมื่อถามว่าการบ้านที่มอบหมายให้ ผู้สมัครทุกคนไปวิเคราะห์ประเมินตัวเอง มีกำหนดส่งเมื่อไร นายประเสริฐกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดเวลา แต่ให้ทุกคนเริ่มประเมิน วิเคราะห์สถานการณ์ในพื้นที่ตัวเอง ทั้งจุดอ่อน จุดแข็ง ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกตั้ง จากนั้นจะให้ส่งผลการประเมินกลับมาที่พรรคโดยเร็ว หลังจากนั้นคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคจะได้ประเมินเพื่อถอดบทเรียนการเลือกตั้งครั้งนี้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน