โพลสะท้อนประชาชน กังวลสว.โหวตนายกฯ ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ เสื้อแดงจี้พท.ถอนตัว 8พรรคพร้อม30พค.
ประชาชนสะท้อนผ่านโพล คนไทยส่วนใหญ่ไม่เชื่อต่างชาติแทรกแซงการเลือกตั้ง ขณะเดียวกันก็กังวลโหวตเลือกนายกฯ ไม่ตรงเจตนารมณ์ของประชาชน พรรคได้เสียงข้างมากอาจไม่ได้ตั้งรัฐบาล เลขาฯก้าวไกลเผยกรอบหารือ 8 พรรค วันที่ 30 พ.ค. ตั้งคณะทำงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาล โควตารมต.ลงตัวหลังการพูดคุย ลือสะพัดก้าวไกลคุมกระทรวงด้านความมั่นคง ส่วนเพื่อไทยดูเศรษฐกิจ เสื้อแดงบุกจี้เพื่อไทยถอนตัว แนะรอใช้สิทธิพรรคอันดับ 2 ตั้งรัฐบาล ‘ชลน่าน’ แจงต้องยึดประโยชน์ชาติ-ร่วมสร้างประชาธิปไตย กกต.เชิญ‘เรืองไกร-นพรุจ-สนธิญา’ ให้ถ้อยคำปมหุ้น ‘พิธา’ วันนี้
โพลชี้คนไทยไม่เชื่อต่างชาติจุ้นลต.
เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ศูนย์สำรวจความ คิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “ข่าวลือหรือข่าวจริง ช่วงเลือกตั้ง 2566” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 18-22 พ.ค.2566 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจาย ทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และ รายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับข่าวลือหรือข่าวจริงช่วงเลือกตั้ง 2566
จากการสำรวจถึงความเชื่อของประชาชนต่อข่าวพรรคการเมืองมีการใช้ปฏิบัติการสร้างข่าว ปั่นกระแสผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (โซเชี่ยลมีเดีย) เพื่อโจมตีพรรคการเมืองคู่แข่ง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 31.22 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อ รองลงมา ร้อยละ 25.27 ระบุว่า เชื่อมาก ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ไม่เชื่อเลย ร้อยละ 19.31 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อ และร้อยละ 0.61 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
ด้านความเชื่อของประชาชนต่อข่าวพรรคการเมืองมีการใช้ปฏิบัติการสร้างข่าว ปั่นกระแสผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อเพิ่มคะแนนนิยมให้กับพรรคตนเอง พบว่า ร้อยละ 30.08 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อ รองลงมา ร้อยละ 27.40 ระบุว่า เชื่อมาก ร้อยละ 22.06 ระบุว่า ไม่เชื่อเลย ร้อยละ 19.54 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อ และร้อยละ 0.92 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
สำหรับความเชื่อของประชาชนต่อข่าวการเลือกตั้งครั้งนี้ มีการแทรกแซงจาก ต่างชาติ พบว่า ร้อยละ 56.56 ระบุว่า ไม่เชื่อเลย รองลงมา ร้อยละ 22.21 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อ ร้อยละ 11.76 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อ ร้อยละ 8.17 ระบุว่า เชื่อมาก และร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
เมื่อถามถึงการได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับ การเลือกตั้งของประชาชน ในช่วง 6 สัปดาห์ของการหาเสียง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 30.92 ระบุว่า จำนวนมากกว่า 20 ข่าว รองลงมา ร้อยละ 22.29 ระบุว่า จำนวน 1-5 ข่าว ร้อยละ 16.26 ระบุว่า จำนวน 6-10 ข่าว ร้อยละ 13.66 ระบุว่า ไม่เคยได้ยินเลย ร้อยละ 10.15 ระบุว่า จำนวน 11-15 ข่าว และร้อยละ 6.72 ระบุว่า จำนวน 16-20 ข่าว

ขอบคุณ – นายชวน หลีกภัย อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นายนิพนธ์ บุญญามณี รักษาการรองหัวหน้าปชป. นายยูนัยดี วาบา ว่าที่ส.ส.ปัตตานี ปชป. ลงพื้นที่อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เพื่อขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ สนับสนุนปชป.ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 28 พ.ค.
กังวลตั้งรบ.-โหวตนายกฯ
สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ กรณีคนไทยกับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ จำนวนทั้งสิ้น 1,352 คน เป็นการสำรวจทางออนไลน์ ระหว่างวันที่ 24-26 พ.ค. พบว่า จากการเลือกตั้งใหญ่ 14 พ.ค.2566 ทำให้ประชาชนสนใจติดตามข่าวการเมืองมากขึ้น ร้อยละ 72.63 ณ วันนี้ประชาชนรู้สึกเครียดกับเรื่องปากท้อง/ค่าใช้จ่ายมากที่สุด ร้อยละ 52.14 รองลงมาคือ การ จัดตั้งรัฐบาล ร้อยละ 51.90 เมื่อมีความรู้สึกเครียดจะแก้ปัญหาด้วยการคุยกับเพื่อน คนรัก คนที่ไว้ใจได้ ร้อยละ 46.38
เมื่อสอบถามว่าประชาชนมีความกังวลกับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่หรือไม่ พบว่า กังวล ร้อยละ 67.83 เนื่องจากกลัวว่าการโหวตเลือกนายกฯ จะไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน พรรคที่ได้เสียงข้างมากอาจไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาลมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน มีการเล่นเกมการเมืองมากเกินไป และกังวลการโหวตของ ส.ส. และ ส.ว.
ส่วนความเชื่อมั่นว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะเป็นไปด้วยความราบรื่น พบว่า ไม่เชื่อมั่น ร้อยละ 58.33 และเชื่อมั่น ร้อยละ 41.67
จากผลการสำรวจสะท้อนให้เห็นว่าการเลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมาทำให้คนไทยติดตามข่าวการเมืองมากขึ้น แต่ยังมีความกังวล กับการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง รวมไปถึงกังวลกับการเลือก นายกฯ ว่า อาจจะไม่ได้ตาม ที่ต้องการเพราะกลไกของการเลือกนายกฯ นั้นมีเงื่อนไขของการโหวตจาก ส.ว. ร่วมด้วย กอปรกับภาพความขัดแย้งของพรรคฝั่งประชาธิปไตยที่มีข่าวให้เห็นรายวัน จึงทำให้ประชาชนยังไม่แน่ใจว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ครั้งนี้จะเป็นไปด้วยความราบรื่น
เบื่อชิงตำแหน่ง-ผิดหวังจุดยืนก.ก.
สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจศึกษาต่อเนื่อง เรื่อง ก้าวไกล กับ ราษฎร กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 1,035 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 25-28 พ.ค.2566
ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 85.2 เบื่อหน่ายการเมือง จัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง เพราะมีแต่แย่งชิงตำแหน่ง อำนาจ ผลประโยชน์ ละเลยความเดือดร้อนของราษฎร การแพร่ระบาดของโควิด และปัญหาปากท้อง เป็นต้น ขณะที่ร้อยละ 14.8 ไม่เบื่อ เพราะน่าสนใจติดตาม ใครจะได้เป็นนายกฯ พรรคอะไรจะได้เป็นรัฐบาลบ้าง นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จะได้เป็นนายกฯ หรือไม่ เป็นเรื่องธรรมดาของการเมือง เป็นต้น
ร้อยละ 70.5 รู้สึกผิดหวังต่อจุดยืนของพรรคก้าวไกล(ก.ก.) ที่เคยหาเสียงไว้ เช่น พอได้เป็นแล้วเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ค่าแรง 450 บาทไม่ชัดเจน กฎหมาย 112 การปฏิรูปเปลี่ยนแปลงต่างๆ และอื่นๆ เป็นต้น ขณะที่ ร้อยละ 29.5 ไม่ผิดหวัง เพราะเพิ่งรวมตัวกันต้องให้เวลาก่อน ค่อยเป็นค่อยไป หนักแน่นในก.ก. เป็นต้น
ที่น่าสนใจคือ เมื่อถามถึงความเห็นต่อการถอนตัวของพรรคเพื่อไทย (พท.) จากความขัดแย้งต่างๆ ในการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่กำลังพยายามจัดตั้งโดยก.ก. พบว่า ร้อยละ 44.9 ระบุ แล้วแต่เลย ถอนก็ได้ ไม่ถอนก็ได้ ร้อยละ 32.8 ระบุควรอยู่ต่อ และร้อยละ 22.3 ระบุควรถอนตัว ตามลำดับ
‘ชัยธวัช’แจงกรอบหารือ 30 พ.ค.
นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการ ก.ก. ในฐานะผู้ประสานงานจัดตั้งรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ถึงกรอบการหารือ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลในวันที่ 30 พ.ค.ที่ทำการพรรคประชาชาติ (ปช.) ว่า ประเด็นหลักคือแนวทางการทำงานร่วมกันหลังจากนี้ เพื่อเตรียมการจัดตั้งรัฐบาล เรื่องสำคัญจะเป็นเรื่อง การจัดตั้งคณะทำงานในการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล เพื่อนำวาระข้อตกลง เอ็มโอยูมาลงในรายละเอียด ว่าจะมีการ ผลักดันนโยบายที่เป็นรูปธรรมอย่างไรบ้าง การจะดำเนินนโยบายนั้นๆ ต้องมีการเตรียมการ หรือดูว่ามีวาระสำคัญใดที่ค้างจากรัฐบาลชุดก่อน รวมถึงนโยบายที่ใช้ งบประมาณจะต้องนำมาพิจารณาว่า แต่ละพรรคจะผลักดันนโยบายใดบ้างและต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ ซึ่งจะนำไปสู่การแบ่งว่าใครจะรับผิดชอบงานส่วนใดต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่าในฐานะแกนนำพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล จะมีข้อเสนอในวงประชุมอย่างไร นายชัยธวัชกล่าวว่า ยังคงเป็นเรื่องการกำหนดแนวทางการทำงานร่วมกันให้ชัดเจน ต้องมีการจัดประชุมร่วมกันประจำหรือไม่ โดยเฉพาะสิ่งที่เราเสนอคือ คณะทำงานในการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล เพื่อให้หลังจากการจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้น จะช่วยให้สามารถทำงานได้อย่างไร้รอยต่อให้ได้มากที่สุด
แย้มอาจมีคนนอกเป็นรมต.
ต่อข้อถามว่าโควตาการแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรี จะเป็นไปตามรายงานข่าวที่ออกมา คือ 14 เก้าอี้เท่ากันจริงหรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า ยังไม่มีข้อสรุปเรื่องนี้ชัดเจน แต่ทางก.ก.ได้รับทราบถึงข้อเสนอความต้องการของแต่ละพรรคอยู่แล้ว ส่วนใหญ่จะนำวาระการผลักดันในเชิงนโยบายเป็นหลัก ว่า นโยบายนี้จะเป็นวาระหลักสำคัญที่พรรคนั้นๆ ดูแลรับผิดชอบ แล้วค่อยมาดูว่าเกี่ยวข้องกับหน่วยงานใดบ้าง หลังจากการประชุมหารือในวันที่ 30 พ.ค. คาดว่า น่าจะได้ตัวเลขที่ชัดเจนขึ้น
เมื่อถามถึงการเตรียมทาบทามรัฐมนตรีคนนอกมาร่วมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีการทาบทามใครไปบ้างหรือไม่ และเป็น กระทรวงใดบ้าง นายชัยธวัชกล่าวว่า ยังไม่ได้ลงรายละเอียด เพราะตอนนี้แต่ละพรรคยังไม่ได้ข้อสรุปว่าพรรคใดรับผิดชอบกระทรวงไหน เรื่องบุคลากรจะได้ข้อสรุปจริงๆ จะเป็นช่วงหลังจากการโหวตนายกฯ เรียบร้อยแล้ว ตนมองว่าการให้คนนอกเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นเรื่องปกติ มีความเป็นไปได้ ซึ่งจะพิจารณาคนที่มีความรู้ความสามารถมาร่วมฝ่ายบริหาร ไม่ได้จำกัดเฉพาะส.ส.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตัวแทนก.ก.ที่จะเข้าร่วมหารือนั้นเป็นแกนนำพรรคทั้ง 3 คน ได้แก่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค
เพื่อไทยยันยังไม่คุยโผครม.
ด้านนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้า พท. ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวเรื่องการต่อรองเก้าอี้รมว.พลังงาน แลกกับตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า โผครม.ที่ออกมาตอนนี้เป็นเพียงการวิเคราะห์กัน แต่ยืนยันว่าเรื่องนี้ยังไม่ได้พูดคุยกันอย่างเป็นทางการ ยังไม่มีการเจรจากันแบบนั่งโต๊ะพูดคุย และในพรรคยังไม่ได้พูดคุยกันด้วย เพราะพรรคมีคณะเจรจาอยู่ จึงได้มอบหมายภารกิจไป และอะไรที่จะเป็นข้อตัดสินใจในนามพรรคจะมาปรึกษาหารือกัน ส่วนกำหนดการร่วมหารือกับพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลในวันที่ 30 พ.ค. ยังไม่ทราบว่าจะพูดคุยกันเรื่องใดบ้าง เพราะพรรคแกนนำนัดหมายวันและเวลา แต่ยังไม่ได้แจ้งรายละเอียดการหารือ และคิดว่าคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ
ผู้สื่อข่าวถามว่าหลังประชุมจะได้ ข้อสรุปเรื่องเก้าอี้ประธานสภาหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับบรรยากาศการพูดคุย และหวังว่าน่าจะตกลงกันได้ เพราะต้องยอมรับว่าพท.กับก.ก.เป็นความคาดหวังของประชาชนรวมกันกว่า 25 ล้านเสียง หากการพูดคุยอะไรเพื่อไปสู่เป้าหมายหลัก จะต้องหันหน้ามาคุยกัน และไม่ควรมาเป็นเงื่อนไขว่าจะไปด้วยกันไม่ได้ ในมุมของตนหากไม่เกี่ยวกับพรรคนั้น เราควรตั้งเป้าว่าเงื่อนไขที่จะไปด้วยกันไม่ได้ต้องไม่มี ต้องหาเงื่อนไขที่เราสามารถทำงานร่วมกันได้ ถ้าตั้งเป้าแบบนี้ทุกฝ่ายทุกคนจะช่วยกันหาทางออก ไม่มีใครได้เปรียบเสียบเปรียบ แล้วทุกคนจะมีความสุข
เมื่อถามว่าพท.ยังยืนยันว่าจะต้องได้ตำแหน่งประธานสภาหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า คงต้องพูดคุยกัน ต่างฝ่ายก็เสนอความจำเป็น ความต้องการของตัวเอง และเอาเหตุผลความจำเป็นมาคุยกันบนพื้นฐานที่ต้องทำงานร่วมกัน แยกกันไม่ได้ ถ้าทำงานร่วมกันแยกกันไม่ได้ มิติการพูดคุยกันจะง่ายขึ้น
แบ่งเค้กต้องให้เกียรติ-คุยวงใน
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพท.กล่าวว่า ตัวแทนของพท.ที่จะไป ร่วมหารือวันที่ 30 พ.ค. คาดว่าจะเป็น นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำพรรค และตน ที่เคยไปร่วมการพูดคุยกับพรรคร่วมตั้งแต่ต้น
ผู้สื่อข่าวถามว่าพท.ได้หารือถึงการวางตัวรัฐมนตรีเป็นการภายในแล้วหรือยัง นายภูมิธรรมกล่าวว่า ยัง เพราะยังไม่รู้จะแบ่งเก้าอี้กันอย่างไร ตอนนี้มีแต่ข่าวที่ปรากฏผ่านสื่อ แต่พรรคแกนนำยังไม่ได้พูดคุยอย่างเป็นทางการ เราจึงไม่นำมาหารือภายในพรรคเพราะยังไม่ชัดเจน ถ้าได้การจัดสรรที่ชัดเจนมาแล้วเราค่อยหารือกัน วันนี้เราไม่คิดอะไรไปก่อนได้ความชัดเจน เพราะที่สุดแล้วไม่รู้ว่าผลออกมาเป็นอย่างไร
เมื่อถามว่าเรื่องตำแหน่งประธานสภาจะจบด้วยดีหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า ทุกอย่างคงเป็นไปตามที่สาธารณชน คาดหวังให้ทุกอย่างคุยกันภายในห้อง ทั้งตำแหน่งประธานสภา และตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อจะได้เห็นภาพชัด เพราะเราเคยคุยกันแล้วว่าการแบ่งตำแหน่งต่างๆ ต้องให้เกียรติกัน กระทรวงต่างๆ ต้องเหมาะสมกับนโยบายของแต่ละพรรค ทางที่ดีจึงต้องอยู่ในห้องเจรจา ไม่ใช่ให้ใครไปพูดข้างนอก
กก.ขอคุมมั่นคง-พท.ดูด้านศก.
รายงานข่าวเปิดเผยว่า สำหรับการเจรจาของ 8 พรรคร่วมรัฐบาลในวันที่ 30 พ.ค.นั้น ในส่วนของก.ก. และพท.จะหารือนอกรอบกันก่อนผ่านทีมเจรจาของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะตำแหน่งประธานสภา ที่ยังเป็นปัญหาไม่ลงตัว ซึ่งพท.ยังคงยืนยันชัดเจนว่าต้องได้ตำแหน่งประธานสภา เนื่องจากก.ก.ได้ตำแหน่งนายกฯ ซึ่งเป็นประมุขฝ่ายบริหารแล้ว ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าจะให้คนกลางอย่างนาย วันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าปช. ดำรงตำแหน่งประธานสภาแทนเพื่อแก้ปัญหาความไม่ลงตัวระหว่างสองพรรคนั้น นายวันมูหะมัดนอร์ได้แสดงความประสงค์ชัดเจนว่าจะไม่ขอรับตำแหน่งอย่างแน่นอนหากทั้งสองพรรคยังคงเห็นขัดแย้งในเรื่องนี้
ส่วนการจัดสรรโควตารัฐมนตรีและกระทรวงต่างๆ นั้น ชัดเจนว่าก.ก.จะขอรับผิดชอบเน้นกระทรวงด้านความมั่นคงอย่างกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย รวมถึงกระทรวงการคลัง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขณะที่พท.จะได้กระทรวงเกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐกิจ อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น
ก.ก.จะได้เก้าอี้รัฐมนตรี 14+1 คือรวมตำแหน่งนายกฯ ของหัวหน้าก.ก.ด้วย ขณะที่พท.จะได้เก้าอี้รัฐมนตรี 14+1 เช่นกันคือต้องรวมตำแหน่งประธานสภาของหัวหน้าพท. จึงจะเป็นการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีด้วยความเหมาะสม เป็นธรรม ขณะที่โควตากระทรวงรวมถึงสูตรการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี ยังสามารถสลับสับเปลี่ยนกันได้ขึ้นกับการตกลงกันของทั้งสองพรรค

เชียร์ถอนตัว – กลุ่มเสื้อแดงเอฟซีพรรคเพื่อไทยนับร้อย นำโดย นายนิยม นพรัตน์ หรือ ‘เค เสื้อแดง’ เข้ายื่นหนังสือขอให้พิจารณาถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ที่พรรคเพื่อไทย กทม. เมื่อวันที่ 28 พ.ค.
เสื้อแดงบุกจี้พท.ถอนตัวร่วมรบ.
เมื่อเวลา 14.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย กลุ่มเสื้อแดงเอฟซี พท. กว่า 100 คน นำโดย นายนิยม นพรัตน์ หรือ เค เสื้อแดง มายื่นหนังสือต่อ พท.ขอให้พิจารณาทบทวนถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล โดยกลุ่มเสื้อแดงเอฟซีได้ถือ ป้ายข้อความ เช่น “พรรคใหญ่กว่าคน ประชาชนใหญ่กว่าพรรค ถอยเพื่อคนที่รัก พักไม่ได้แปลว่าแพ้” “เหลี่ยม ทุกดอกบอกเพื่อนกัน” “เราไม่ชอบพวกหน้าไหว้หลังหลอก” “เพื่อนกัน เขาไม่เอามีดจ่อหลังเพื่อน” โดยมีนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด คณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง พท.และว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อเป็นตัวแทนรับหนังสือ
ตัวแทนกลุ่มเสื้อแดงเอฟซี พท.ได้อ่านหนังสือแสดงแสดงเจตจำนงต่อพท. ว่า พวกเรากลุ่มคนเสื้อแดง FC พท. มีความเห็นว่าก่อนการเลือกตั้งพท.ถูกโจมตีด้วยข้อมูลเท็จจากกลุ่มพรรคการเมือง และ FC บางพรรคต่อเนื่องมาถึงหลังเลือกตั้ง ทางกลุ่มเห็นว่าพวกเราควรมาให้กำลังใจพท. เพื่อให้พรรคได้รับทราบว่ายังมี ผู้สนับสนุน 10 ล้านกว่าเสียงจากการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่ยังให้การสนับสนุนพท.ในการขับเคลื่อนงานทางการเมืองเพื่อประชาชนสืบต่อไป
ขณะเดียวกันทางกลุ่มเห็นว่า การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้มีกลุ่มคนบางกลุ่มบางฝ่ายพยายามบิดเบือนข้อมูลโจมตีพท. จนเกิดความขัดแย้งกันขึ้นภายในพรรคร่วมรัฐบาล ทางกลุ่มมีความไม่สบายใจว่าในการร่วมรัฐบาลครั้งนี้จะเดินหน้าต่อไปด้วยกันในบรรยากาศ และความระแวงแคลงใจ ไร้ซึ่งการให้เกียรติกันในพรรคร่วมแบบนี้ คงจะไม่เป็นผลดีต่อทุกฝ่าย
แนะรอใช้สิทธิ์พรรคอันดับ 2
เมื่อพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลมองว่า พท.เป็นอุปสรรค และปัญหาต่อการจัดตั้งรัฐบาล อ้างอิงธรรมเนียมปฏิบัติ ทางกลุ่มจึงต้องการให้พท.ตระหนักว่า พรรคที่ได้อันดับ 2 ที่ผ่านมา ไม่เคยมีธรรมเนียม จับมือร่วมรัฐบาลกับพรรคที่ได้อันดับ 1 เพื่อลดความขัดแย้งดังกล่าว ทางกลุ่มจึงมีข้อเสนอถึงพท.เพื่อพิจารณาดังนี้
1.ให้ทบทวนถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลในครั้งนี้ 2.ให้เกียรติพรรคอันดับหนึ่งได้รวบรวมเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลตามมารยาททางการเมือง 3.ให้โหวต สนับสนุนแคนดิแดตนายกฯ ที่มาจากพรรคที่ได้อันดับ 1 4.ให้โหวตสนับสนุนกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชน 5.ถ้าพรรคอันดับ 1 ไม่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากเพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้ ให้พท.ใช้สิทธิในการเป็นพรรคอันดับ 2 รวบรวมเสียงข้างมาก เพื่อจัดตั้งรัฐบาล และนำนโยบายที่หาเสียงไว้ กับประชาชนมาผลักดันให้เกิดผลเป็น รูปธรรมต่อไป หรือแล้วแต่พรรคจะใช้ดุลพินิจเป็นอย่างอื่น
ทางกลุ่มขอให้พท.ได้โปรดพิจารณา ข้อเสนอนี้ หากพรรคตัดสินใจอย่างใดก็ตาม ทางกลุ่มขอน้อมรับการตัดสินใจ และยืนยันว่าจะเคียงข้างพรรคด้วยความเชื่อมั่น และศรัทธาตลอดไป
‘อนุสรณ์’ ลั่นไม่กลัวทัวร์ลง
ด้านนายอนุสรณ์กล่าวว่า พท.เป็นสถาบันทางการเมือง เป็นเสาหลักของประเทศ เรามีปรัชญามาตลอดว่า พท.หัวใจคือประชาชนไม่ว่าจะเจออะไรก็ตาม การมายื่นหนังสือถือเป็นสิทธิ์ตามระบอบประชาธิปไตย วันนี้ตนขอรับเอากำลังใจและความห่วงใย และจะนำหนังสือนี้เสนอต่อผู้บริหารพรรคตามขั้นตอนต่อไป ถือว่าเป็นการเปิดพื้นที่เสรี เป็นธรรม ใช้ดุลพินิจเจรจา
เราไม่กังวลทัวร์ลงพรรค แต่พท.กลัวทัวร์ที่ไม่มีคุณภาพ แต่ขอให้มีคุณธรรม จริยธรรม โลกเสรีประชาธิปไตยต้องสามารถแสดงออกได้อย่างสร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ซึ่งการแสดงความเห็นควรสร้างสรรค์ ตรงไปตรงมา ไม่บิดเบือน ด้อยค่า หรือกล่าวหาใส่ร้ายพท. หากมีการแสดงความคิดเห็นและมีกระบวนการบิดเบือน ดิสเครดิตให้พท.เสียหาย เราขอสงวนสิทธิ์ฟ้องร้องเพื่อปกป้องสิทธิ์
“การยื่นหนังสือดังกล่าวถือเป็นสิทธิ เสรีภาพของประชาชน เหมือนการซื้อลอตเตอรี่รางวัลเลขท้าย 29 พี่น้องประชาชนก็ตามมาดูว่าเขาจะเดินหน้า ผลักดันนโยบายอย่างไร ส่วนคนอื่นที่ไม่ได้ซื้อเลขท้าย 29 กลับมากดดันเลขท้ายที่ตนเองไม่ได้ซื้อมาตั้งแต่ต้น ดังนั้น ใครที่ซื้อเลขท้ายอะไรเอาไว้ก็ไปตามกดดันเลขนั้นเอง” นายอนุสรณ์กล่าว
นายนิยมกล่าวกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการมายื่นหนังสือวันนี้ อาจทำให้กระทบความสัมพันธ์ 8 พรรคร่วมรัฐบาลว่า วันนี้เรามาให้กำลังใจพรรค แต่กลับถูกกล่าวหาว่าเรามากดดันพรรค เรากลายเป็นคนร้ายต่อสังคมซึ่งจะไม่ยอมอีกแล้ว ส่วนการ เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลนั้น ไม่ใช่มาไล่เอากับพท.พรรคเดียว แต่ 8 พรรคต้องร่วมมือกัน ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ใช่มาขี่คอหรือกดดันพท. ซึ่งไม่เป็นธรรมกับพรรคที่ตนเชียร์ ควรคุยกันในโต๊ะเจรจา ไม่ควรเอาคำพูดของเพื่อนออกมาพูดภายนอก แล้วทำให้พท.ถูกตีอยู่พรรคเดียว แบบนี้พวกเรา ไม่พอใจ
“ที่เราให้ถอนตัว เพราะอยากให้ ทุกพรรคทบทวนว่าหากขาดพรรคใดพรรคหนึ่งไปแล้ว จะเดินไปอย่างไรต่อ ไม่ใช่โยนพท.อย่างเดียว หากจะไปด้วยกัน ต้องไปด้วยกันอย่างมีเกียรติ หากวันใด ลดเกียรติ พท.รวมถึงแฟนคลับ ควรถอนตัวออกมา” นายนิยมกล่าว
‘หมอชลน่าน’ชี้ต้องร่วมสร้างปชต.
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพท. ให้สัมภาษณ์ว่า เท่าที่ติดตามข่าว ทางกลุ่ม เสื้อแดงเอฟซี พท.ให้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพรรค ไม่ได้เป็นข้อผูกมัด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการถอนตัวเข้าร่วมรัฐบาลต้องพิจารณาให้เหมาะสมว่ามีเหตุผลอะไรที่จะต้องปฏิบัติตามข้อเรียกร้องนี้หรือไม่ และต้องมีคำตอบให้กับกลุ่มผู้เรียกร้องได้ ว่าในสถานการณ์ขณะนี้สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือ รัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยอาจมีความเห็นที่แตกต่างกันบ้าง ที่ต้องปรับจูนเข้าหากันเพื่อเป้าหมายใหญ่ ทางพรรครับฟังความเห็นของทุกฝ่าย โดยเฉพาะคนที่ สนับสนุนพท.จะต้องให้ความสำคัญ แต่ต้องมีการมาหารือกันภายในพรรคอีกครั้ง
ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพท.กล่าวว่า ต้องขอบคุณที่มาแสดงความเห็นใจและสนับสนุนพท. แต่ขอให้นิ่งไว้ก่อน ปล่อยให้เป็นการเจรจาภายในของ ทั้งสองฝ่ายเพื่อให้ทุกอย่างเรียบร้อย อย่าให้บานปลายโดยทุกอย่างต้องคิดถึงประโยชน์ของประเทศชาติในการร่วมกันสร้างประชาธิปไตย
‘บิ๊กแป๊ะ’เด้งรับชัชชาติแซวนั่งกห.
พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม (กห.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ผู้ว่าสัญจร ที่เขตพญาไท ระหว่างที่ตรวจงานในพื้นที่ได้กล่าวจุดประเด็นว่า พล.อ.นิพัทธ์ เป็นว่าที่รมว.กลาโหมว่า ตามปกติทุกวันเสาร์จะมีงานผู้ว่าสัญจร โดยเมื่อวันที่ 27 พ.ค.ไปเขตพญาไท และได้เดินเท้าตรวจพื้นที่ นายชัชชาติได้เอ่ยว่า ขอฝากเนื้อฝากตัว พล.อ.นิพัทธ์ ด้วยที่มีชื่อเป็นว่าที่รมว.กลาโหม เชื่อว่า นายชัชชาติคงพูดไปตามข่าวที่สื่อวิเคราะห์ ถือว่าผู้ใหญ่ระดับผู้ว่าฯ กทม.ทักทาย แซวแบบนี้เป็นความปรารถนาดี มีความเมตตา นอกจากนี้ยังมีคนที่อยู่ในคณะผู้ว่าฯ ถามว่า พล.อ.นิพัทธ์จะไปจากเราแล้วหรอ ทำให้นายชัชชาติพูดว่าข่าวลือ แต่ถ้าหากเป็นจริงถือเป็นเรื่องดี จะทำให้มีความร่วมมือที่ดีในการทำงาน
นายชัชชาติยังทบทวนความหลังช่วงที่เป็นรมว.คมนาคม ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกมวลชน กปปส.ล้อมที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ที่เมืองทองธานี สถานที่จัดการประชุมครม. ทำให้ไปไหนไม่ได้ ขณะนั้นตนเป็นปลัดกระทรวงกลาโหมจึงให้คนไปซื้อไก่ย่างส้มตำมาเลี้ยงกลางวัน ดังนั้น สิ่งนี้น่าจะอยู่ในใจผู้ว่าฯ ชัชชาติ ขอขอบคุณนายชัชชาติ ที่แซวหรือทักแบบนั้น นับว่าเป็นความเมตตา
“ส่วนวันข้างหน้าจะเป็นอะไร อย่างไร ผมไม่ได้ติดยึดอะไร ถามว่าพร้อมหรือไม่หากต้องเป็นรมว.กลาโหม เรื่องแบบนี้คงไม่สามารถพูดได้ เป็นเรื่องของปัจจัยหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องการเมือง ยืนยันไม่ได้เรียกร้องอะไร เพียงแต่เป็นความอารมณ์ดีของผู้ว่าฯ กทม. ส่วนจะมีสัญญาณอะไรหรือไม่ ผมไม่ทราบ” พล.อ.นิพัทธ์กล่าว
‘ธนกร’แขวะตั้งรบ.อีกนาน
นายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมภาพตัวเองสวมเสื้อสีส้ม พร้อมระบุข้อความว่า ใส่เสื้อสีส้ม แต่ไม่ใช่ด้อมส้มนะจ๊ะ ตั้งรัฐบาลท่าจะอีกนาน ช่วงนี้ระวังโควิด-19 กันหน่อยก็ดีนะจ๊ะ พี่ตู่ ฝากความห่วงใยมาจ้า
ด้านนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ อดีตหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ (ทศล.) โพสต์เฟซบุ๊ก “มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” ว่า “ถ้าให้ผมเลือก ระหว่าง พิธา แก้มาตรา 112 กับ ลุงตู่ ไม่แก้มาตรา 112 “ผมเลือกความสงบสุขของบ้านเมือง เลือก ลุงตู่ คับ”
กกต.เชิญ3คนให้ถ้อยคำปม‘พิธา’
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับคำร้องเกี่ยวกับกรณีให้ตรวจสอบนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าก.ก. ปมถือครองหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) จำนวน 42,000 หุ้น ว่าเป็นการกระทำผิดขัดกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น ในวันจันทร์ที่ 29 พ.ค. ช่วงเช้าทางสำนักงานกกต.ได้เชิญนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) มาให้การยืนยัน ยื่นคำร้อง ดังกล่าวต่อกกต.หรือไม่ พร้อมทั้งให้ถ้อยคำเพิ่มเติมด้วย รวมทั้งเชิญนายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำพิราบขาว 2006 ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ยื่นคำร้องต่อกกต.ให้ตรวจสอบ นายพิธา ในกรณีเดียวกัน มาให้ถ้อยคำ
นอกจากนี้ เวลา 13.30 น.ได้เชิญ นายสนธิญา สวัสดี อดีตที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร มาให้ถ้อยคำในการยื่นเรื่องร้องเรียนเดียวกันด้วย ส่วนกรณีของนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย คาดว่าสำนักงาน กกต.จะเชิญมาให้ถ้อยคำในลำดับถัดไปภายในสัปดาห์นี้
นายเรืองไกรเผยว่า ตนจะยื่นหลักฐานอ้างอิงจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ปี 2563 จำนวน 1 เรื่อง และคำวินิจฉัย กกต. เมื่อปี 2564 จำนวน 4 เรื่อง ซึ่งมีทั้งประเด็นการขอให้วินิจฉัยย้อนหลังไปว่า นายพิธาจะพ้นสมาชิกภาพตั้งแต่ปี 2562 หรือไม่ และจะต้องดำเนินคดีอาญา ตามแนวคำวินิจฉัย กกต. หรือไม่ด้วย
โดยจะนำข้อมูลเอกสารมายื่นต่อกกต.เพื่อเทียบเคียงกรณีของนายพิธา ในกรณีคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อปี 2563 นั้นเป็นกรณีของนายธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ที่ศาลวินิจฉัยให้พ้นสมาชิกภาพส.ส.บัญชีรายชื่อ ก.ก. พร้อมคำวินิจฉัยของกกต. 4 เรื่องในช่วงปี 2564 ที่มีมติส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีของผู้สมัคร ส.ส.ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรคเสรีรวมไทย (สร.) พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) พปชร. ซึ่งผู้สมัครส.ส.ของอดีต อนค. รายดังกล่าวได้ยื่นเอกสารรับสมัครเลือกตั้งส.ส.ต่อ กกต. เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2562 ซึ่งเป็นวันเดียวกับนายพิธา โดยที่นายพิธา ถือหุ้นไอทีวี
จับตาพิษหุ้นกระทบส.ส.ยกพรรค
“กรณีของนายพิธา จะแตกต่างจากกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าอนค. ซึ่งเมื่อศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้สิ้นสมาชิกภาพ เนื่องจากถือครองหุ้นสื่อ มีผลเฉพาะตัวนายธนาธร ขณะที่กรณีนายพิธา เนื่องจากได้เขียนข้อบังคับพรรคก้าวไกลกำหนดคุณสมบัติและข้อห้ามลักษณะเกี่ยวกับการถือหุ้นไว้ ดังนั้นหากนายพิธาซึ่งเป็นผู้เซ็นรับรองผู้รับสมัครส.ส. 400 เขตเลือกตั้งของพรรค หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขาดสมาชิกภาพตั้งแต่วันยื่นสมัครรับเลือกตั้ง จะมีผลว่านายพิธาไม่ใช่หัวหน้าพรรค รวมทั้งไม่ใช่สมาชิกพรรคที่มาเซ็นรับรองผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.ของก.ก.อีกด้วย” นายเรืองไกรกล่าว
ด้านนายสนธิญากล่าวว่า ตนจะไปยืนยันต่อกกต.ว่าเป็นการตรวจสอบคุณสมบัตินายพิธา ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และก่อนหน้านี้ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีการแถลงว่านายพิธาได้ยื่นการถือครองหุ้นไอทีวีจริง ตามขั้นตอนถ้ากกต.มีคำวินิจฉัยว่าให้ส่งเรื่องนายพิธาไปยังศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา หากกกต.มีการรับรองส.ส.ครบ 95% จะเป็นขั้นตอนเปิดประชุมสภาและเลือกประธานสภา เมื่อได้ผู้ดำรงตำแหน่งประธานสภาแล้วประธานสภาจะเรียกประชุมส.ส. โดยมีวาระเสนอชื่อและเลือกนายกฯ หากมีการเสนอชื่อนายพิธา เป็นนายกฯ ทั้งส.ส.และส.ว.จะเล็งเห็นปัญหาการโหวตเลือกนายพิธา เป็นนายกฯ ที่จะเกิดขึ้นภายหลังตามมา
นอกจากนี้ ผู้ที่เป็นประธานสภาจะเสนอชื่อนายพิธา ให้ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกฯ นั้น จะเป็นการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทหรือไม่ หากหลังจากนั้นศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่านายพิธามีปัญหาคุณสมบัติใดๆ ที่กระทบต่อการสมัครรับเลือกตั้งเป็นแคนดิเดต นายกฯ ก.ก.