สั่งซื้อมาจาก‘ติ๊กต็อก’ หวั่นวืดเข้าเรียนเภสัช
แม่ร้องลูกสาวกินยาผิวขาวพบสารยาบ้า ‘เมทแอมเฟตามีน’ หลังไปตรวจสุขภาพเข้าเรียนเภสัชฯ ม.ขอนแก่น หวั่นมหา’ลัย ไม่รับลูกเข้าเรียน 30 พ.ค. ต้องยื่นเอกสาร ด้านลูกสาวเผย ซื้ออาหารเสริมยี่ห้อหนึ่งจากติ๊กต็อก มีตราอย.อยู่ข้างขวดชัดเจน เพิ่งกินไปเม็ดเดียวคืนก่อนไปตรวจร่างกายที่ร.พ. ตัวแทนบริษัทอาหารเสริมรีบโทร.ชี้แจง ชี้อาจซื้อของปลอม แจงบริษัทไม่นำสารตั้งต้นยาบ้ามาผสมกับผลิตภัณฑ์แน่ เหตุมีราคาแพง พร้อมหาทางช่วยเข้าเรียน สสจ.บุรีรัมย์-ตร.ลงพื้นที่บ้านสองแม่ลูก นำยา-ปัสสาวะ ไปตรวจศูนย์แพทย์โคราช คาดรู้ผลใน 1 สัปดาห์
เมื่อวันที่ 28 พ.ค. น.ส.เอ วัย 45 ปี แม่ของ น.ส.บี (นามสมมติ) อายุ 19 ปี สองแม่ลูกชาวอ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ร้องเรียนกับผู้สื่อข่าว โดยได้นำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารยี่ห้อหนึ่งมาให้ดู พร้อมกับผลการตรวจร่างกายของลูกสาว จากแพทย์ ร.พ.นางรอง อ.นางรองที่ระบุว่าในปัสสาวะพบสาร “เมทแอมเฟตามีน” หรือสารตั้งต้นยาบ้า
น.ส.เอเผยว่า กล่าวว่า ลูกสาวสอบติดคณะเภสัชฯ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เตรียมเข้ามอบตัวในวันที่ 30 พ.ค. แต่ตามระเบียบต้องมีใบยืนยันการตรวจร่างกายจากโรงพยาบาลมาแนบด้วย โดยเมื่อวันที่ 26 พ.ค. ลูกสาวไปตรวจร่างกายที่ ร.พ.นางรอง ปรากฏว่า หมอระบุพบสารเมทแอมเฟตามีน เป็นสารชนิดเดียวกันกับยาบ้า อยู่ในปัสสาวะ แพทย์จึงไม่สามารถออกใบรับรองการตรวจสุขภาพให้ได้ เมื่อมาวิเคราะห์กับลูกสาวแล้ว มั่นใจว่าสาเหตุที่พบสารเมทแอมเฟตามีนในร่างกาย คือการกินอาหารเสริมผิวขาว ยี่ห้อหนึ่ง ที่สั่งซื้อมาจาก Tik Tok อย่างแน่นอน เพราะไม่เคยกินผลิตภัณฑ์อื่นมาก่อน และลูกสาวก็เพิ่งกินไปเพียงเม็ดเดียวในตอนกลางคืนก่อนจะไปตรวจร่างกายที่ร.พ.ในตอนเช้า
น.ส.เอกล่าวต่อว่า เลี้ยงลูกมาตั้งแต่เล็ก เป็นเด็กเรียน ไม่เกเร และมั่นใจว่า ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดแน่นอน ตอนนี้ยอมรับว่าเครียด เพราะต้องเอาผลการตรวจร่างกายไปประกอบกับการมอบตัว ส่วนตัวแปลกใจมากว่าผลิตภัณฑ์นี้ระบุเลขทะเบียน อย.ชัดเจน มีแหล่งที่มาชัดเจน แล้วทำไมต้องมีสารอันตรายผสมอยู่ด้วย ถ้าลูกสาวไม่สอบติดเภสัชฯ ก็คงจะไม่ไปตรวจร่างกายและไม่เจอสารนี้ แล้วคนอื่นๆ ที่สั่งซื้อไปอีกกว่า 1 ล้านกระปุก ตามที่คนขายโฆษณาอ้างยอดขาย คงไม่มีใครรู้อย่างแน่นอนว่าในอาหารเสริมนั้นมีสารยาบ้า

พิสูจน์‘ยา’ – จนท.สธ.และหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเข้าดูแลแม่และลูกสาววัย 19 ปี ที่บ้านในอ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ซึ่งร้องเรียนกินอาหารเสริมผิวขาวแล้วพบสารเสพติดเจือปน จนอาจ ส่งผลไม่ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัย เมื่อ 28 พ.ค.
ด้านน.ส.บีเล่าว่า ซื้อผลิตภัณฑ์นี้จากทาง Tik Tok ที่เพื่อนแนะนำ หลังจากเกิดเรื่อง ได้นำอาหารเสริม ไปให้คนขายดู และแม่ทีมของผลิตภัณฑ์นี้ยืนยันว่าที่ตนมีอยู่เป็นของจริง ไม่ใช่ของปลอมตามที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ตอนนี้เครียดมาก เพราะต้องไปมอบตัวในวันที่ 30 พ.ค.
ขณะที่ตัวแทนบริษัทอาหารเสริม ดังกล่าวได้โทรศัพท์ติดต่อมาหาน.ส.เอ ผู้เป็นแม่ โดยพยายามอธิบายถึงที่มาที่ไปของผลิตภัณฑ์ว่า ผลิตและจำหน่ายมานานกว่า 1 ปี เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่นิยมทั่วไป เท่าที่ทราบสารแอมเฟตามีน มีราคาสูงกิโลกรัมละเป็นล้านบาท บริษัทไม่นำมาผสมในผลิตภัณฑ์อย่างแน่นอน หากพบสารนี้ในตัวผลิตภัณฑ์จริง น่าจะเป็นของปลอมที่มีการลอกเลียนแบบขึ้นมา บางรายกินอาหารเสริมยี่ห้ออื่นที่เป็นของปลอมได้รับอันตรายถึงกับชีวิตมาแล้ว ทั้งนี้ ทางบริษัทพร้อมให้คำแนะนำหรือหาแนวทางช่วยเหลือลูกสาวที่จะไปมอบตัวเรียนต่อ
อย่างไรก็ตาม ภายหลังการชี้แจงของตัวแทนบริษัทดังกล่าว น.ส.เอได้ตั้งข้อสังเกตว่า กรณีที่ตัวแทนบริษัทอ้างว่า แอมเฟตามีนมีราคาสูงกิโลกรัมเป็นล้านบาท ทำไมคนผลิตของปลอม ตามที่ตัวแทนบริษัทกล่าวอ้าง จึงกล้าซื้อมาผสมแล้วขายถูกกว่า ยอมรับว่าตอนนี้ยังกังวลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงเข้าไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.ประโคนชัย อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ แล้ว โดยจะทำทุกอย่างเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของลูกว่าไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด เพราะก่อนหน้านี้ไปตรวจร่างกายเพื่อส่งเอกสารไปยังมหาวิทยาลัยแล้ว 3 ครั้ง ไม่เคยเจอสารนี้ ก่อนจะมากินอาหารเสริมยี่ห้อนี้เพียงเม็ดเดียวจนพบสารแอมเฟตามีนในที่สุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน หน่วยงานต่างๆ ที่ทราบเรื่อง ทั้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์, กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภค, สาธารณสุขอำเภอประโคนชัย และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ประโคนชัย ได้เข้าไปร่วมกันตรวจสอบอาหารเสริมผิวขาวยี่ห้อดังกล่าว โดยเบื้องต้นสาธารณสุขจะนำผลิตภัณฑ์ที่เหลือพร้อมปัสสาวะของน.ส.บีส่งตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ เขต 9 นครราชสีมา ซึ่งคาดว่าต้องรอผลนาน 1 สัปดาห์
ขณะที่เพื่อนร่วมงานของน.ส.บีเผยว่า หลังทราบข่าวรู้สึกตกใจมาก น้องมาสมัครทำงานกับทางร้านเพื่อหารายได้พิเศษ เท่าที่เห็นไม่เชื่อว่าน้องจะไปเสพยาบ้า หรือยาเสพติดอื่น เพราะไม่มีอาการเหมือนที่เคยเห็นคนติดยามาตรงกันข้ามน้องเป็นคนขยัน ช่วยทำงานดี ประกอบกับพ่อแม่จะมารับส่งทุกวัน โอกาสที่น้องจะไปเสพยาดูแล้วแทบจะตีเป็นศูนย์