‘ชลน่าน’ยัน25ล.เสียง มัดพท.อยู่กับก้าวไกล กกต.ตีตกปมเป๋าดิจิทัล ไม่เข้าข่ายสัญญาจะให้

‘เสี่ยนิด-เศรษฐา’ แจงภาพว่อนออนไลน์เจอ ‘เสี่ยหนู-อนุทิน’ ที่สนามคิงเพาเวอร์ ประเทศอังกฤษ ยืนยันไปลุ้นทีมเลสเตอร์หนีตกชั้น ไม่มีดีลลับ คุยแต่ฟุตบอลไม่คุยการเมือง เพื่อไทยแถลงย้ำไม่ถอนตัวจากก้าวไกล ชี้ 25 ล้านเสียงมัด 2 พรรคต้องอยู่ด้วยกัน สกัดสืบทอดอำนาจ นักร้องตบเท้าแจง กกต.คดี ‘พิธา’ ถือหุ้นสื่อ อ้างคำวินิจฉัยส.ส.อนาคตใหม่ ดูแค่ถือหุ้นสื่อหรือไม่ ไม่เกี่ยวจะมีมากมีน้อย แนะขยายผลเอาผิด ไปถึงส.ส.ก้าวไกล ‘วิษณุ’ ชี้หากศาลรธน. รับคำร้อง มีสิทธิ์สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้ ‘ตู่’ ปัดรอส้มหล่นทางการเมือง ให้เป็นไปตามกติกา กกต.ตีตกคำร้องปมกระเป๋าเงินดิจิทัล ไม่เข้าข่ายหลอกลวง

ตู่ปัดรอส้มหล่นทางการเมือง
เวลา 11.20 น. วันที่ 29 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การเมืองว่า หลายๆ อย่างก็ขอร้องให้ช่วยกัน อย่ามัวแต่ฟังเรื่องวุ่นๆ ภายในประเทศเราในขณะนี้ ฟังต่างประเทศเขาบ้างจะได้รู้ว่าปัญหาอยู่ที่ไหนและต้องแก้กันอย่างไร

เมื่อถามว่าสถานการณ์การเมืองที่วุ่นๆ ขณะนี้ พัวพันมาถึงพล.อ.ประยุทธ์ มีความพยายามโยงว่ารอส้มหล่น พล.อ.ประยุทธ์ ย้อนถามว่า “ส้มหล่น ส้มที่ไหนหล่น หล่นเรื่องอะไรล่ะ” ผู้สื่อข่าวตอบว่าเป็นส้มหล่นทางการเมือง พล.อ.ประยุทธ์ร้องเสียงดังว่า “ฮู้ว อย่ามาพูดการเมืองกับผม ผมไม่รู้ว่าจะตอบว่าอย่างไร ผมก็อยู่ของผมอย่างนี้ ผมก็ ทำหน้าที่ของผมให้เรียบร้อยแค่นั้น เมื่อเขา ส่งมอบให้ใครเป็นก็เป็นไปสิ ไอ้ที่ว่าผมจะเป็น ผมจะเลิกอะไรต่างๆ ผมไม่ตอบอะไร ซักนิด ทุกอย่างมันก็เป็นไปตามกฎกติกา ตามกฎเกณฑ์ของเขาอยู่ไม่ใช่เหรอ ก็ว่ากันไป”

เมื่อถามว่าหากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองจริงๆ และตั้งรัฐบาลไม่ได้จริงๆ ท่านพร้อมหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ไม่ต้องมาถ้า อย่ามาถ้า ผมถ้าไม่ได้หรอก ไม่มีถ้าก็เป็นเรื่องของอนาคตใช่หรือไม่ เพราะถ้าทางโน้นก็ต้องมีถ้าตรงนี้ ถ้า 1 ถ้า 2 ถ้า 3 ถ้า 4 ฉันจะไปตอบเธอได้อย่างไรเล่า ใช่ไหม พอแล้วโอเค” เมื่อถามว่า มีโอกาสที่จะไปต่อหรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์เดินออกจากโพเดียม พร้อมกล่าวว่า “ถ้า”

ประหลาด2พรรคร่วมโหวตสู้ปธ.สภา
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลไม่ลงตัวเรื่องตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า ประธานสภามีความสำคัญ เป็นตำแหน่งอันดับ 1 ภายหลังเลือกตั้งและกลไกการเมืองจะได้เดินต่อหลังมีประธานสภา เช่น เลือก นายกฯ ส่วนภาระหน้าที่จริงๆ ไม่เป็นอย่างที่มีการวิจารณ์กัน ประธานสภาจะกำหนดอะไรตามใจชอบไม่ได้ ไม่เช่นนั้นในอดีตคงไม่ยกให้นายอุทัย พิมพ์ใจชน ซึ่งขณะนั้นมี 3 เสียง เป็นประธานสภา ซึ่งชี้เป็นชี้ตายอะไรไม่ได้ แต่หน้าที่ใหญ่ก็ปกครอง บังคับบัญชาการข้าราชการในสภาได้ มีอำนาจกำหนดวันประชุมสภาส่วนการบรรจุวาระใดๆ นั้นเป็นไปตามข้อบังคับของสภา

เมื่อถามว่าการถกเถียงระหว่าง 2 พรรคเสียงข้างมากขณะนี้ เพราะมีประเด็นทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง นายวิษณุกล่าวว่า เป็นไปได้ที่จะมีวาระการเมืองอื่นในเชิงสัญลักษณ์ เมื่อถามว่ายังไม่เคยเห็นใช่หรือไม่ พรรคที่ได้เสียงอันดับ 1 และ 2 ที่อยู่ในรัฐบาลเดียวกันจะมาโหวตแข่งกันเอง นายวิษณุกล่าวว่า แปลกประหลาด ถ้าเป็นอย่างนั้น แต่ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งนั้นในทางการเมือง แต่มันก็แปลกประหลาด

โหวตชื่อนายกฯซ้ำหลายรอบได้
เมื่อถามว่า ในวันโหวตเลือกนายกฯ ถ้าชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ ไม่ผ่าน ขั้นตอนจากนั้นเป็นอย่างไร นายวิษณุกล่าวว่า “ตรงนี้อำนาจอยู่ในมือประธานสภาว่าอีก 7 วัน จะมาเลือกกันใหม่ หรือพรุ่งนี้จะมาเลือกใหม่ หรืออีก 15 วันเลือกใหม่ ฉะนั้นใครเป็นประธานสภา จะชี้เป็นชี้ตายเรื่องนี้” เมื่อถามว่าถ้าประธานสภาเห็นว่าการเลือกนายกฯ ยังไม่สำเร็จ จะพลิกไปได้หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า พลิกไม่ได้ เพราะอยู่ที่พรรคที่มีส.ส. เกิน 25 เสียง เป็นผู้เสนอชื่อ ประธานสภาทำได้เพียงกำหนดวัน จะไปพลิกโดยบอกว่าพอแล้ว เลือกแล้ว ไม่เอาแล้ว เปลี่ยนชื่อใหม่เถอะ พูดอย่างนั้นไม่ได้

เมื่อถามว่าแสดงว่าสภาต้องพลิกเกมเอง ใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ใช่ แต่ถ้าสภาพลิกแล้วประธานไม่รับลูก แล้วบอกว่าให้รออีก 1 เดือนก็แล้วกัน ก็ต้องทิ้งไปอีก 1 เดือน หรือถ้าประธานรับลูกแล้วบอกว่าวันนี้ไม่ได้ พรุ่งนี้ให้มาใหม่ ก็เสนอชื่อคนเดิมได้ ซึ่งการโหวตรอบ 2 สามารถเสนอชื่อเดิมหรือชื่อใหม่ก็ได้ หรือจะเปลี่ยนไปใช้วรรคสอง คือเสนอชื่อคนนอกก็ได้ และเสนอชื่อคนในไปพร้อมกันก็ได้แต่ต้องมีเสียงรับรอง เสนอชื่อคนเดิมได้ตลอด แต่ไปถึงรอบ 2 หรือรอบ 3, 4, 5 เมื่อมีการเสนอชื่อคนเดิม จะเริ่มมีการเสนอชื่อคนเข้ามาแข่งแล้ว

คดีหุ้นสื่อศาลรธน.สั่งหยุดหน้าที่ได้
นายวิษณุกล่าวกรณีรัฐธรรมนูญระบุบทบัญญัติเกี่ยวการถือครองหุ้นว่า รัฐธรรมนูญเขียนไว้สั้นๆ เท่านั้นโดยไม่ได้บอกว่ากี่หุ้น และไม่ได้บอกว่าต้องเป็นสื่อขนาดไหน โอเปอเรตคือดำเนินการอยู่หรือไม่ ถ้าดูคำวินิจฉัยเก่าๆ ของศาลรัฐธรรมนูญ อาจเห็นทิศทางได้เหมือนกัน เพราะเคยตัดสินเรื่องนี้มาแล้วหลายคดี

เมื่อถามว่ากรณีถือหุ้นสื่อของนายพิธา ต้องรีบทำให้เสร็จก่อนถึงวันเลือกนายกฯ หรือไม่ หรือเป็นเรื่องระหว่างกกต.กับศาลรัฐธรรมนูญ นายวิษณุกล่าวว่า เป็นเรื่องของ กกต.กับศาลรัฐธรรมนูญ คือด่านที่ 1 กกต. ด่านที่ 2 ไปศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อถามว่าถ้ากกต.เห็นด้วยก็ไปศาลรัฐธรรมนูญ ไม่เห็นด้วยปัดตกได้ นายวิษณุกล่าวว่า ใช่ เมื่อถามว่าศาลรัฐธรรมนูญต้องไต่สวนฉุกเฉินก่อน หรือให้เป็นไปตามกระบวนการ นายวิษณุกล่าวว่า เป็นไปตามปกติ ไม่มีอะไรแปลกประหลาด แต่เมื่อศาลรับเรื่องมีสิทธิ์สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ได้ อย่างคราวนายธนาธร (จึงรุ่งเรืองกิจ) ที่เลือกนายกฯตอนนั้น ช่วงส.ค.-ก.ย. แต่ตัดสิน ออกมาพ.ย.

เมื่อถามว่ากรณีนี้ กกต.ต้องรับรอง เป็น ส.ส.ก่อนหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ใช่ เมื่อถามว่าห้วงเวลาที่ตัดสินอยู่ช่วงไหน จะกระทบการเลือกนายกฯหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ทราบตอบไม่ถูก เพราะกกต. ยังไม่ได้ทำอะไรเลย

นักร้องให้ถ้อยคำกกต.คดีหุ้นสื่อ
ที่สำนักงาน กกต. นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตผู้ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เข้าให้ถ้อยคำกรณีขอให้ตรวจสอบนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ พรรค ก.ก. กรณีการถือครองหุ้นบริษัทไอทีวี จำกัด (มหาชน) 42,000 หุ้น ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

โดยกล่าวว่า นอกจากมาให้ถ้อยคำ ยังยื่นหลักฐานเพิ่มเติมเป็นคำวินิจฉัยศาลธรรมนูญที่ 20/2563 กรณีนายธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) มีลักษณะต้องห้ามลงสมัครส.ส.เนื่องจากถือหุ้นสื่อ ซึ่งคำวินิจฉัยยึดตามกฎหมายเพียงว่านายธัญญ์วารินถือหุ้นหรือไม่ ไม่ได้วางหลักถือมากน้อย แค่ไหน ต่อมาปี 2564 กกต.ยึดคำวินิจฉัยนี้มาวินิจฉัยผู้สมัครส.ส.ปี 2562 รวม 4 คำวินิจฉัย และมีการสั่งดำเนินคดีอาญาด้วย

ให้ถ้อยคำ- นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐให้ถ้อยคำและยื่นหลักฐานเพิ่มเติมต่อกกต. กรณีขอให้ตรวจสอบการถือครองหุ้นไอทีวีของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็น การกระทำผิดขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เมื่อวันที่ 29 พ.ค.

ขยายเป้าโละสส.ก้าวไกลยกพรรค
เมื่อข้อเท็จจริงนายพิธา ถือหุ้นไอทีวีตั้งแต่ปี 2551 และปี 2562 กกต.ต้องยึดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และย้อนไปพิจารณาว่าการถือหุ้นไอทีวีก่อนปี 2562 และต่อเนื่องมาเป็นเหตุให้นายพิธา สิ้นสมาชิกภาพส.ส.ปี 2562 โดยต้องมีผลย้อนหลังไปถึงวันที่นายพิธา ยื่นสมัคร 6 ก.พ.ใช่หรือไม่ และในฐานะหัวหน้าพรรคที่เซ็นรับรองผู้สมัคร ส.ส.เกือบ 400 เขต ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ขอให้วินิจฉัยว่านายพิธามีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98(3) ในฐานะผู้สมัคร ส.ส.หรือไม่ และในฐานะผู้ยินยอมให้พรรคเสนอชื่อเป็น นายกฯ จึงนำมาตรา 98 มาบังคับใช้ด้วย

เมื่อ กกต.ประกาศรับรองผลเลือกตั้งตนจะไปขอร้อง ส.ส. และส.ว. เข้าชื่อส่งคำร้องให้ตรวจสอบคู่ขนานกับ กกต. ตามแนวทางที่เคยยื่นคำร้องให้ตรวจสอบ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ กรณีนายพิธามีหลักฐานเป็นใบ บมจ.6 ตามพ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด กกต.ควรต้องนำไปประกอบการพิจารณา ส่วน ผู้วินิจฉัยคือศาลรัฐธรรมนูญ

จี้สรุปก่อนทูลเกล้าฯชื่อนายกฯ
เวลา 11.00 น. นายสนธิญา สวัสดี อดีตที่ปรึกษากมธ.การกฎหมายฯ สภาผู้แทนราษฎร เข้าให้ถ้อยคำต่อ กกต.กรณีการร้องเรียนเร่งให้ตรวจสอบการถือครองหุ้นไอทีวีของนายพิธา พร้อมกล่าวว่า ตนไม่ใช่ผู้ร้องหลักแต่มายื่นขอให้ กกต.ระบุเวลาการตรวจสอบนายพิธา ได้คำตอบว่าจะทำคดีให้เสร็จหลังรับรองส.ส.แล้ว และส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตนอยากให้กกต.ดำเนินการให้เสร็จก่อนประกาศรับรองผล เพราะเชื่อว่ากระบวนการตรวจสอบคุณสมบัตินายพิธา จะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน

หากมีการประกาศรับรองครบ 95% เปิดประชุมสภา เลือกประธานสภา และนายกฯ เชื่อว่ากระบวนการนี้จะคู่ขนานกับการที่กกต.จะส่งเรื่องให้ของนายพิธา ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ถึงเวลานั้นหากนายพิธา เป็นผู้ที่ประชุมรัฐสภามีมติเลือกเป็นนายกฯ ประธานสภาไม่ว่าจะมาจากพรรคไหนจะกล้าทูลเกล้าฯ ชื่อนายพิธา เป็นนายกฯหรือ ประเทศไทยจะอยู่ในช่องว่างของอำนาจ เพราะข้อเท็จจริงการจะทูลเกล้าฯ ควรต้องอยู่หลังจากศาลธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องนี้เสร็จสิ้นไปแล้ว

ด้านนายนพรุจ วรชิตวุฒิ อดีตแกนนำพิราบขาว ได้ให้ถ้อยคำต่อ กกต.กรณีนายพิธา เช่นกัน โดยนายนพรุจกล่าวว่า ส่วนตัวมองว่านายพิธา หมดสิทธิ ตั้งแต่ปี 2562 เพราะได้ถือหุ้นไอทีวีแล้ว ต่อมาเป็นหัวหน้า ก.ก. จนมาถึงการสมัครเป็นส.ส. เซ็นรับรองส่งสมาชิกพรรคลงสมัคร ทั้งในพิธาและบรรดาผู้สมัครขต้องถูกดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 151 รู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิสมัครแต่ยังคงลงสมัคร มีโทษ 1-10 ปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และถูกตัดสิทธิทางการเมือง 20 ปี

นิดเจอหนู – โลกออนไลน์เผยแพร่ภาพนายเศรษฐา ทวีสินกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้าชมทีมเลสเตอร์ซิตี้เตะฟุตบอลพรีเมียร์ลีกนัดสุดท้าย ที่สนามคิงเพาเวอร์ ประเทศอังกฤษ โดยมีพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา และพล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ ร่วมถ่ายภาพด้วย ต่อมานายเศรษฐาทวีตยืนยันไม่มีดีลทางการเมืองใดๆ เมื่อวันที่ 29 พ.ค.

‘เศรษฐา’ทวีตโต้ดีลลับ-หลังรูปคู่หนู
จากกรณีปรากฏภาพ นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย (พท.) และนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) อยู่ในเฟรมเดียวกันที่สนามคิงเพาเวอร์สเตเดียม รังเหย้าของทีมสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ประเทศอังกฤษ ระหว่างเกมนัดสุดท้ายของเลสเตอร์ ซิตี้ พบสโมสรเวสต์แฮม ยูไนเต็ด เมื่อคืน 28 พ.ค. มีการตั้งข้อสังเกตว่า การเจอกันของทั้งสองอาจมีการพูดคุยประเด็นทางการเมือง

นายเศรษฐาทวีตระบุว่า “ผมกับครอบครัวคุณวิชัย สนิทกันมานานหลายปี เมื่อ 7-8 ที่แล้วตอนที่เลสเตอร์ ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกผม ก็มาร่วมฉลอง วันนี้เลสเตอร์แข่งนัดสุดท้ายเพื่อหนีตกชั้น ผมก็ต้องมาให้กำลังใจกัน ในฐานะคนบ้าบอล เรื่องนี้ผมแพลนไว้ก่อนหน้าแล้วเป็นเดือน ส่วนคุณหนู ผมรู้จักกันเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว และบังเอิญเจอกันก็ยิ้ม ทักทายกันตามประสาคนรู้จักเท่านั้น ไม่มีคุย หรือดีลเรื่องการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าจะคุยกันคงไม่ต้องมาถึงอังกฤษมั้งครับ”

และยังมีการโควตทวีตแสดงความคิดเห็นจากผู้ใช้ทวิตเตอร์รายอื่นๆ ด้วยว่า ไม่มีดีลลับครับ คุยกันเรื่องฟุตบอล, ชัดเจนครับไม่มีคุยเรื่องการเมือง ฟุตบอลอย่างเดียว, ยืนยันไม่มีคุยเรื่องการเมือง คนรู้จักกันก็แค่ทักทายกัน เรื่องใหญ่คือเรื่องที่ช่วยกันเป็นกำลังใจให้ คุณต๊อบ, No deal, only talk football, no politics were discussed (ไม่มีดีล พูดแต่เรื่องฟุตบอล ไม่มีเรื่องการเมือง)

ชลน่านยืนกรานไม่มีดีลลับ
ที่ทำการ พท. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค ให้สัมภาษณ์กรณีปรากฏภาพนายเศรษฐาร่วมเฟรมเดียวกับนายอนุทิน ที่สนามคิงเพาเวอร์ฯ ประเทศอังกฤษ ทำให้มีหลายฝ่ายมองเป็นการตอกย้ำกระแสข่าวดีลลับว่า ตนเพิ่งทราบจากสื่อ แต่นายเศรษฐาเคยพูดไว้ก่อนแล้วว่าจะไปดูฟุตบอล ถ้าตั้งสมมติฐานเรื่องดีลลับตนไม่มีความเห็น เชื่อว่านาย เศรษฐาไม่ใช่คนเช่นนั้น การวิจารณ์เป็น เรื่องธรรมดา ส่วนจะจริงหรือไม่จริงต้องดู ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

เมื่อถามว่าภาพดังกล่าวเกิดขึ้นจังหวะเดียวกับที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เปิดเรื่องดีลลับ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ไม่มีความเห็นและนายเศรษฐา ภารกิจที่เขาไปทำเป็นเรื่องส่วนตัว ขอยืนยันว่าในมุมพรรคไม่ว่าใครจะพูดอย่างไร ขอปฏิเสธไม่มีดีลลับอะไรต่างๆ อย่าเอาเหตุการณ์หลายๆ เรื่องไปผูกให้เป็นเรื่องสอดรับสอดคล้องกัน ปรากฏการณ์อาจเกิดในจังหวะที่สอดรับกันได้ แต่ยืนยันว่าไม่ใช่ในนามพท.

ดีลลับ&ดีลรัก – น.ส.แพทองธาร ชินวัตร โพสต์รูปภาพผู้บริหาร พรรคเพื่อไทย ร่วมกันทำสัญลักษณ์มินิฮาร์ต ระหว่างประชุมหารือ ที่ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ลงในอินสตาแกรมส่วนตัว โดยเขียนแคปชั่นติดตลกว่า “ดีลลับหรือดีลรัก แฮร่” มีผู้ติดตามกดรูปหัวใจให้เป็นจำนวนมาก เมื่อวันที่ 29 พ.ค.

25 ล้านเสียงมัด 2 พรรคอยู่ด้วยกัน
เมื่อถามว่าปัญหาระหว่างพท.กับก.ก. คุยกันภายในหรือยัง นพ.ชลน่านกล่าวว่า เรามีคณะเจรจาของแต่ละพรรคที่จะทำงานร่วมกัน การแสดงความเห็นของแต่ละฝ่ายเป็นสิทธิเสรีภาพ แต่ในมุมพท.ยึดหลักคณะเจรจา ความเห็นที่ออกมาจากบุคคลอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเจรจา ถือเป็นประเด็นภายนอก ในมุมของพท.และก.ก.ไม่มีข้อขัดแย้งกัน คณะเจรจาดำเนินการไปด้วยดี

เมื่อถามถึงตำแหน่งประธานสภา ยังยืนยันควรเป็นของ พท.หรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า คณะเจรจากำลังคุยกัน ตนในฐานะหัวหน้าพรรคและมีชื่อเกี่ยวข้องไม่อยากแสดงความเห็น เป้าหมายสำคัญที่สุดการทำงานร่วมกันของก.ก.และพท. ต้องให้ความสำคัญของอาณัติประชาชนจำนวน 25 ล้านเสียง เสมือนการ มัดให้เราทำงานร่วมกัน เขาต้องการรัฐบาลประชาธิปไตยไปปิดกั้นยุติการสืบทอดอำนาจ การจัดตั้งรัฐบาลรวมถึงการเลือกนายกฯ ที่เราประกาศชัดเจนว่าเสนอนายพิธา เป็นนายกฯ นั่นคือเป้าหมายหลัก ควรยึดและหาทางออกร่วมกัน เพื่อไปถึงเป้าหมายเชื่อว่าคุยกันได้

ยังไม่เคาะประธานสภา
เมื่อถามว่ามีชื่อนพ.ชลน่านไปเกี่ยวข้องกับประธานสภา พร้อมหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ยังไม่ตอบ ต้องดูผลเจรจาว่ามีทางออกอย่างไร เมื่อถามว่าในฐานะหัวหน้าพท.มองตำแหน่งประธานสภาต้องนำไปรวมกับเก้าอี้บริหารหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ตามหลักเสียงข้างมากเด็ดขาดเรายอมรับ เขามีสิทธิกำหนดตำแหน่งต่างๆ ทั้งบริหารและนิติบัญญัติ แต่กรณีลักษณะพรรคร่วม มีวิธีคิดหลายเรื่องที่จะหาโอกาสทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะพรรคร่วมที่มีเสียงใกล้เคียงกันอาจมีทิศทางหรือแนวทางในการทำงานร่วมกัน ภายใต้การยอมรับซึ่งกันและกัน

เมื่อถามว่าความเห็นต่างที่เกิดขึ้นจะทำให้อาณัติประชาชนที่มัด 2 พรรคด้วยกันคลายออกได้หรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ตนมั่นใจว่าคลายไม่ได้ เพราะเรายึด 25 ล้านเสียงเป็นหลัก เรายึดเป้าหมายรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยเป็นหลัก ยากจะคลายออกจากกันได้ ถ้า ฝ่ายไหนฝ่ายหนึ่งแยกออกไปย่อมทำให้ ความหวังของประชาชนเสียหาย

2-3 วันชัดเจนใครนั่งเก้าอี้
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาฯ พท. กล่าวกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ปฏิเสธดีลลับที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์ “ดีลลับดับพรรคก้าวไกลตั้งรัฐบาล” ว่า พท.พูดหลายรอบแล้วในกรณีนี้ว่าไม่มีดีลลับอย่างแน่นอน ส่วนที่มีข่าวออกมาอย่าง ต่อเนื่องก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงออกมาและมีวัตถุประสงค์อะไร ขอให้ดูการกระทำมากกว่าคำพูด ไม่อยากมองว่าเป็นการรับงานเพื่อมาโจมตี พท.

นายประเสริฐกล่าวถึงกลุ่มผู้สนับสนุนพรรค พท.มายื่นเรียกร้องให้พท.ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลว่า กลุ่มคนเสื้อแดงเป็นกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์ และต้องการเห็นบ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ ก็มีสิทธิที่จะเสนอความเห็นต่างต่อพรรคได้ แต่พท.ก็มีหน้าที่บริหารความต่างให้เป็นความเห็นร่วมกัน ตามที่นพ.ชลน่านให้ความเห็นไว้ก่อนหน้านี้ พรรคยังยืนยันว่าจะดำเนินตามเจตนารมณ์ที่ลงไว้ในเอ็มโอยู ที่จะสนับสนุนนายพิธาเป็นนายกฯ

เมื่อถามถึงเรื่องตำแหน่งประธานสภา และในครม. นายประเสริฐกล่าวว่า วันที่ 30 พ.ค.ที่พรรคประชาชาติ (ปช.) จะพูดคุยกัน และเป็นเรื่องที่ พท.กับ ก.ก.คุยกัน 2 พรรคเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับพรรคร่วมอื่นๆ นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาฯ ก.ก.ตอบกลับมาว่าขอเวลาอีก 2-3 วันจะได้ความชัดเจน อยากให้เอาเหตุผลมาคุยกันว่าในเมื่อ ก.ก.ได้นายกฯ แล้ว ประธานสภา ก็น่าจะเป็นพท.มาทำหน้าที่ได้หรือไม่

แถลงยันไม่ถอนตัว-ไม่มีดีลลับ
จากนั้นเวลา 15.40 น. ที่ทำการ พท. นพ.ชลน่าน และนายประเสริฐ ร่วมแถลงข่าวกรณีข้อเสนอของกลุ่มเสื้อแดงเอฟซีเพื่อไทย ที่ให้พท.ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลกับก.ก. ว่า พท.โดยกก.บห.มีมติชัดเจนยอมรับความต้องการประชาชน 25 ล้านเสียง ที่เลือกก.ก. 14.2 ล้านเสียง พท. 10.8 ล้านเสียง อยากให้มีรัฐบาลจากฝ่ายประชาธิปไตยหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจ เรายึดถือเจตจำนงนี้เป็นหลัก มั่นใจพท.จะเป็นรัฐบาลร่วมกับก.ก.ได้เป็นอย่างดี ส่วนที่เสนอว่าหากพรรคอันดับ 1 ไม่สามารถรวมเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลได้ ให้พรรคอันดับ 2 รวมเสียงข้างมากนั้น ประเด็นนี้ขอรับฟังไว้ แต่ขณะนี้เรามุ่งมั่นตั้งรัฐบาลกับก.ก.ให้จงได้

นพ.ชลน่านกล่าวถึงกระแสข่าวพท.มีดีลลับกับพรรคต่างๆ ว่า ขอปฏิเสธ หลังเลือกตั้ง พท.ไม่มีดีลลับกับใคร มีแต่ดีลจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคร่วมรัฐบาลที่ร่วมลงนามในเอ็มโอยูเท่านั้น หากเป็นดีลลับทำไมถึงมีคนรู้แล้วออกมาปล่อยข่าว ส่วนที่ปรากฏภาพนายเศรษฐาร่วมเฟรมกับนายอนุทิน แล้วนำไปโยงกับดีลลับนั้น นายเศรษฐาทวีตชัดเจน เขาเป็นคนตรงไปตรงมา เรื่องนี้เขาเตรียมตัวเป็นเดือน อีกทั้งการดูฟุตบอลเป็นสิทธิเสรีภาพ ยืนยันไม่มี ดีลลับ เมื่อถามว่า ล่าสุดนายชูวิทย์เผยมีดีลลับลังกาวีอีก นพ.ชลน่านกล่าวว่า น่าจะไปถามนายชูวิทย์ ในนามพท.ไม่รู้ไม่เห็นจริงๆ

เต้นแย้งกองเชียร์-ไม่ถอนตัว
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพท. โพสต์เฟซบุ๊กถึงการจัดตั้งรัฐบาล ระบุ การเลือกตั้งจบลงแล้ว แต่การจัดตั้งรัฐบาล ยังไม่จบ ปรากฏความเคลื่อนไหวทั้งในทาง ที่เป็นจริง และข่าวลับ ลือ ลวง มากมาย หนึ่งในนั้นคือการยื่นข้อเรียกร้องของกองเชียร์พท.กลุ่มหนึ่ง ขอให้ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลกับ ก.ก. ตนไม่เห็นด้วย พท.ผ่านหลากหลายวิกฤตการณ์ การพลัดหลงจากชัยชนะครั้งนี้เป็นด่านทดสอบสำคัญ พท.จะผ่าตัดใหญ่ตัวเอง เดินหน้าสู่ความเป็นสถาบันทางการเมือง หรือจะเป็นเพียงเรือร้างอับปางกลางคลื่นลมความเปลี่ยนแปลง

หากหัวใจยังไม่หมดแรงฝัน ขอให้รวมพลังกันลุกขึ้นยืนและปกป้องชัยชนะของประชาชน ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับก.ก. สนับสนุนนายพิธา เป็นนายกฯ ไม่มีเกมอื่น ไม่มีทางเดินอื่น สองพรรคต้องเดินไปด้วยกัน ถ้าปล่อยมือกันเท่ากับปล่อยมือจากประชาชน หากจะขัดใจกองเชียร์ไปบ้างก็ขอให้เชื่อว่าผมเป็นคนหนึ่งที่ทุ่มเท ทำทุกอย่างสุดความสามารถ แต่เมื่อเกิด ความผิดพลาดก็ต้องยืดอกรับ

“ผู้สนับสนุนของ 2 พรรคหลัก ที่ผลักอกกันอยู่ในโลกออนไลน์ …แม้วันนี้จะไม่ใช่คนพรรคเดียวกันแล้วก็ขอให้นึกถึงวัน เวลา ที่เรากอดคอต่อสู้มาด้วยกัน สิ่งใดที่เคยเจ็บ คำใดที่เคยช้ำร่วมกัน จากการถูกเหยียบย่ำโดย ฝ่ายตรงข้ามละวางไว้บ้างเถิด อย่าได้นำมาใช้ต่อกัน พลังฝ่ายเผด็จการที่เงียบอยู่ เขาไม่ได้ยอมแพ้ แต่รอวัน เวลา จังหวะจะไล่ขย้ำ” นายณัฐวุฒิโพสต์

อู๊ดด้าชี้ปธ.สภาขึ้นกับผลโหวต
ที่กระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเลือกประธานรัฐสภาว่า ขึ้นอยู่ที่การลงคะแนนในที่ประชุมสภาจะเลือกบุคคลใด ไม่มีกฎเกณฑ์ใดที่จะแน่นอนว่าต้องเป็นของพรรคใด อย่างไร อยู่ที่เมื่อถึงเวลามี ผู้เสนอชื่อให้เข้ารับเลือกตั้งเป็นประธานสภาในที่ประชุมกี่คน และที่ประชุมสภาก็ลงคะแนน เป็นข้อเท็จจริงที่เป็นเช่นนั้นมา

เมื่อถามว่าจำเป็นหรือไม่ที่ประธานสภาต้องมาจากพรรคที่ได้คะแนนมากที่สุด นายจุรินทร์กล่าวว่า อยู่ที่ผลการลงคะแนนในที่ประชุม ซึ่งที่ผ่านมาก็มีทั้งกรณีพรรคที่ได้คะแนนมาที่ 1 และไม่ใช่พรรคอันดับ 1 ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในแต่ละยุคสมัย กับผลการลงคะแนน

ส.ว.ชี้‘พิธา’เสนอตัว-ยังไม่ใช่ตัวจริง
ที่รัฐสภา นายสมชาย เสียงหลาย ส.ว. กล่าวถึงการจัดตั้งรัฐบาลของ ก.ก.ที่ยังมีข้อ ขัดแย้งว่า วันนี้เราสนับสนุนให้เกิดการจัดตั้งรัฐบาลที่ถูกต้องและเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย และต้องดูเรื่องอื่นๆ ประกอบด้วย ทั้งคุณสมบัติและเรื่องต่างๆ ว่าไปตามหลักเกณฑ์ รวมถึงตรวจสอบความชอบหรือไม่ชอบของบุคคลที่จะเสนอดำรงตำแหน่ง เป็นอีกประเด็นที่ต้องนำมาประกอบ ดังนั้นในส่วนส.ว. พูดแทนทุกคนไม่ได้ เมื่อมีข้อมูลเพียงพอใจวันที่ตัดสินใจ ไม่คิดว่าส.ว.จะ ไม่ตัดสินใจ ส่วนตัดสินใจอย่างไรเป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละคนตามกฎหมาย

เมื่อถามว่า คนที่ประกาศตัวเป็นนายกฯ อย่างนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ยังไม่ใช่ตัวจริงใช่หรือไม่ นายสมชายกล่าวว่า เป็นแค่ข้อเสนอของนายพิธาที่ identify ตัวเองว่าได้คะแนนเสียงเป็นอันดับหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงซึ่งเหมือนกับ 28 พ.ค.ที่เอฟซี พท. ยื่นข้อเสนอให้พท.ถอนตัวจาก ก.ก. ดังนั้นไม่รู้ข้อสรุปว่า ข้อเท็จจริงจะออกมาในรูปแบบไหน

ตีตกคำร้องเป๋าเงินดิจิทัล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงาน กกต.ได้เสนอเรื่องพร้อมความเห็นให้ที่ประชุม กกต.พิจารณา กรณีมีการยื่นร้องให้กกต.ตรวจสอบนโยบายหาเสียงกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาทของพท. เข้าข่ายสัญญาว่าจะให้ และหลอกลวงให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของ ผู้สมัครตามมาตรา 73 (1) (5) พ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส.2561 หรือไม่ ที่ประชุมกกต.พิจารณาและมีมติตามที่สำนักงานเสนอว่า ไม่ควรรับ คำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย เนื่องจากกรณี ดังกล่าวเป็นนโยบายที่พรรคการเมืองใช้หาเสียง เมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้ว จึงไม่อยู่ในข่ายฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง จึงมีมติยกคำร้อง

สำหรับเรื่องดังกล่าว นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพปชร. และนายสนธิญา สวัสดี มายื่นคำร้องขอให้กกต.ตรวจสอบเนื่องจากมองว่านโยบายนี้ ไม่สามารถทำได้จริง เข้าข่ายหลอกลวงและสัญญาว่าจะให้ และมองว่าเป็นการกระทำโดยคณะกรรมการบริหารพรรคซึ่งเป็นเหตุให้ถูก ยุบพรรคได้

โต้‘สนธยา’เขต10ชลบุรีไม่มีบัตรเขย่ง
สำนักงานกกต.ได้ชี้แจงกรณี นายสนธยา คุณปลื้ม โพสต์เฟซบุ๊ก เกิดข้อผิดพลาดในรายงานผลการนับคะแนน จำนวนบัตรเสียของเขต 10 อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยอ้างได้รวมจำนวนบัตรเสียจากแบบ ส.ส. 5/18 ของสำนักงานกกต.ลบุรี มีจำนวนบัตรเสียรวม 2,075 ใบ ต่อมาเมื่อ 24 พ.ค.2566 กกต.ประกาศผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการมีบัตรเสีย 2,234 ใบ เกินไปจากความเป็นจริง 159 ใบ นั้น

กกต. ชี้แจงว่า ข้อมูลที่มีการนำเสนอไม่เป็นความจริง บัตรเสียที่ปรากฏตามแบบ ส.ส. 5/18 จำนวน 151 หน่วยเลือกตั้ง เมื่อรวมกับบัตรเสียของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง, นอกเขตเลือกตั้ง และนอกราชอาณาจักร มีบัตรเสีย 2,234 ใบ ตรงกับจำนวนบัตรเสียที่ปรากฏตามรายงานผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการ ตามที่กกต.ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ข้อมูลที่นำมาเผยแพร่จึงไม่ถูกต้อง ตรงตามความเป็นจริง

ส่วนกรณีการลงลายมือชื่อของนางกิตติยา สืบจิตจำนงค์ กปน. ที่ลงลายมือชื่อในแบบ ส.ส. 5/18 (บช) ของหน่วย 12 ต.พลูตาหลวง ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วปรากฏว่า นางกิตติยาได้ลงลายมือชื่อในช่องของ กปน. ทั้งด้านซ้ายและด้านขวา 2 ช่องจริง โดยผู้บังคับบัญชาว่ากล่าวตักเตือนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

‘บิ๊กตู่’รับทราบ79ตร.ถูกลงโทษ
วันที่ 29 พ.ค. ที่ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถ.พระราม 1 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางมาเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 5/2566 โดยมีคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.), พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. พร้อมผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรรมการ ก.ตร.วินัย, กรรมการ ก.ตร.ร้องทุกข์ และกรรมการ ก.ตร.บริหารทรัพยากรบุคคล เข้าร่วมประชุมพร้อมหน้า

พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่าในที่ประชุมกรรมการข้าราชการตำรวจด้านวินัย อุทธรณ์ ร้องทุกข์ และบริหารทรัพยากรบุคคลได้รายงานข้อมูลการกระทำผิดวินัยร้ายแรงของข้าราชการตำรวจประจำเดือน พ.ค.66 มีข้าราชการตำรวจถูกลงโทษ จำนวน 11 นาย เป็นการไล่ออกจากราชการ จำนวน 9 นาย และปลดออกจากราชการ จำนวน 2 นาย

ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือน ม.ค.-พ.ค.2566 มีข้าราชการตำรวจถูกลงโทษทั้งสิ้นจำนวน 79 นาย ไล่ออกจากราชการ จำนวน 65 นาย และปลดออกจากราชการจำนวน 14 นาย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน