หมอเซ็นรับรองยื่นเข้ามหา’ลัย คณบดีเภสัชยันไม่เคยตัดสิทธิ์

น.ร.สาววัย 19 โล่ง ผลตรวจรอบสองไม่พบสารยาบ้า พ่อพาไปเช็กซ้ำที่ร.พ.ศูนย์บุรีรัมย์ เจาะเลือด-ตรวจปัสสาวะ ผอ.รพ.แจงผลตรวจรอบใหม่ไม่พบสารเสพติดแล้ว เตรียมนำใบรับรองแพทย์ไปยื่นให้มหา’ลัย คณบดีคณะเภสัชฯ ม.ขอนแก่น โพสต์โต้ข่าวตัดสิทธิ์เข้าเรียน ยืนยันกำหนดสอบสัมภาษณ์ 31 พ.ค.

จากกรณี น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 45 ปี ชาวอ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ได้พา น.ส.บี (นามสมมติ) อายุ 19 ปี ลูกสาว เข้าแจ้ง ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่ สภ. ประโคนชัย และออกมาร้องขอความช่วยเหลือ เมื่อวันที่ 28 พ.ค. หลังจากที่ น.ส.บี ไปตรวจร่างกายที่ ร.พ.นางรอง เพื่อจะนำผลตรวจแพทย์ไปยื่นประกอบการเข้าศึกษาต่อคณะเภสัชศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในวันที่ 31 พ.ค. แต่ผลตรวจปัสสาวะกลับพบสาร “เมทแอมเฟตามีน” ซึ่งเป็นสารยาบ้า ทั้งที่ไม่เคยเสพหรือยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดชนิดใดเลย จึงเชื่อว่าน่าจะเกิดจากที่ลูกสาวทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมผิวขาวใส ยี่ห้อหนึ่งที่สั่งซื้อมาจากแอพพลิเคชั่น ติ๊กต็อก และกังวลว่าจะถูกตัดสิทธิ์ในการเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยดังกล่าว ต่อมา ทางสาธารณสุขจังหวัด สาธารณสุขอำเภอ และเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.ประโคนชัย ได้มาตรวจสอบ พร้อมเก็บผลิตภัณฑ์อาหารดังกล่าวกับปัสสาวะของน.ส.บีไปตรวจสอบอีกครั้ง ตามข่าวที่เสนอมานั้น

ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 29 พ.ค. เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวน้องบีไปตรวจร่างกายที่ ร.พ.ศูนย์บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัดอีกครั้ง เพื่อให้ทราบผลชัดเจน โดยน้องบียืนยันว่า ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับสารเสพติด และกังวลอยู่ว่าสารที่พบอาจยังอยู่ในร่างกาย โดยแพทย์ได้ตรวจอย่างละเอียดทั้งเจาะเลือดและตรวจปัสสาวะ

ด้านนายหนึ่ง ผู้เป็นพ่อน้องบี เผยว่า หลังจากเป็นข่าวก็มีหลายหน่วยงานลงพื้นที่มาสอบถามรายละเอียด และเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์และรวมถึงปัสสาวะส่งไปตรวจสอบ ก็อยากทราบผลชัดเจนโดยเร็ว เพราะกลัวจะมีผลกระทบกับลูกสาว ทั้งเรื่องการใช้ชีวิตและเรื่องเรียน ขณะเดียวกันได้มี ผู้ปกครองหลายคนแอบกังวล หลังพบว่า ลูกกินผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันด้วย

“เราเลี้ยงน้องมาเรารู้ ทุกวันอยู่ด้วยกันกับลูกตลอด กินอยู่ด้วยกัน ออกไปไหนด้วยกัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรู้สึกไม่ค่อยดี การเลือกเอาลูกมาตรวจที่ร.พ.ศูนย์บุรีรัมย์ เพื่อความมั่นใจ ส่วนหนึ่งผมมั่นใจ และเชื่อในตัวลูกว่าลูกสาวไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดอย่างแน่นอน ครอบครัวปูพื้นให้กับลูกมานานตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ม.1 ปลูกฝังเรื่องการเรียน ไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด คุยกันมาโดยตลอด ลูกไม่เคยไปไหน ทำให้เกรดเฉลี่ยตอนเรียนอยู่ ม.6 ได้ 3.90-3.95 มาโดยตลอด” นายหนึ่งพ่อ น้องบีกล่าว

ต่อมาเวลา 12.00 น. ผลการตรวจ ร่างกายน.ส.บีออกมาโดยไม่พบสารเสพติดใดๆ ในร่างกาย ทำให้ทั้งพ่อลูกต่างโล่งอก โดยนายหนึ่งกล่าวหลังฟังผลการตรวจว่า ผลที่ออกมาตรงกับพฤติกรรมของลูก และครอบครัวของตน เพราะลูกไปไหนมาไหนกับครอบครัวตลอดเวลา แม้แต่การทำงานเสริม ยังต้องให้ไปทำงานที่เดียวกับแม่ นอนกับแม่ แทบจะเป็นคนเดียวกัน โอกาสที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดยังมองไม่ออก ตอนนี้ โล่งอก โดยเฉพาะผลที่ได้ในวันนี้แพทย์ระบุว่า สามารถนำไปอ้างอิงกับการสถานศึกษาได้ทันที ไม่ต้องไปตรวจซ้ำอีก เพราะตรวจอย่างละเอียดแล้ว ส่วนผลการตรวจผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจะออกมาอย่างไร ทางเราพร้อมรับฟังแล้วมาหาที่มาด้วยกันว่าเกิดอะไรขึ้น หากไม่พบสารเมทแอมเฟตามีนในอาหารเสริมดังกล่าว

ขณะที่ น.ส.บีเผยด้วยความดีใจว่า และยืนยันอีกครั้งว่า หนูไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ไม่กินยามั่ว แม้แต่ยาแก้ปวดตอน ปวดท้องประจำเดือน ก็ยังไม่กินยาแก้ปวด ส่วนการพบสารเมทแอมเฟตามีน ในตอนแรกยังงงว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้ทางร.พ.ได้ออกใบรับรองให้ รู้สึกดีใจและเตรียมนำใบรับรองไปยื่นประกอบการมอบตัวและสอบสัมภาษณ์ที่คณะเภสัชฯ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ตนสอบได้

ด้านนพ.ภูวดล กิตติวัฒนาสาร ผอ.ร.พ. บุรีรัมย์ กล่าวว่า ที่น้องวัย 19 ปีมาตรวจปัสสาวะที่ ร.พ.บุรีรัมย์ครั้งนี้ เพื่อตรวจยืนยันว่ามีสารผิดปกติในร่างกายหรือไม่ หลังจากที่ไปตรวจ ร.พ.นางรอง แล้วพบสารเมทแอมเฟตามีนจึงเกิดความกังวล ซึ่งระยะเวลาที่ผ่านมาหลังอาจจะพบหรือไม่พบก็ได้ แต่หากผลตรวจเป็นลบ ทางแพทย์ก็สามารถออกใบรับรองให้ได้ ส่วนปัจจัยอะไรที่ทำให้ผลเป็นลบหรือเป็นบวกก็ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม แต่จะเป็นเพราะผลิตภัณฑ์ที่น้องกินเข้าไปหรือไม่ ทาง ร.พ.ไม่สามารถไปก้าวก่ายได้ ต้องเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบในการตรวจสอบตามกระบวนการขั้นตอน

ขณะที่ ผศ.ดร.นรินทร์ จันทร์ศรี คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้แจงว่า “ตามที่มีข่าวปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อ โซเชี่ยลว่า มีนักเรียนชั้น ม.6 สอบติดคณะเภสัชศาสตร์ มข. แต่ผลการตรวจร่างกายพบสารต้องห้าม จึงถูกตัดสิทธิ์เข้าศึกษานั้น ทางคณะขอชี้แจงให้ทราบว่า ตามกำหนดการสอบสัมภาษณ์ TCAS 3 ซึ่งคณะเภสัชศาสตร์ได้กำหนดเป็นวันที่ 31 พ.ค. และได้ให้นักเรียนที่มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ยื่นผลการตรวจร่างกายในวันสอบด้วย ซึ่งทางคณะยังไม่ได้ดำเนินการสัมภาษณ์หรือตัดสิทธิ์ผู้เข้าสอบคนใดทั้งสิ้น เนื่องจากยังไม่ถึงเวลาที่กำหนด และยังไม่ปรากฏผู้มีสิทธิ์เข้าสอบหรือผู้ปกครองท่านใดที่มาขอหารือเรื่อง ดังกล่าวแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ในการสอบสัมภาษณ์ของคณะเภสัชศาสตร์ มข. ถ้าปรากฏว่ามีผู้เข้าสอบที่ผลการตรวจร่างกายไม่เป็นไปตามเกณฑ์ ที่ได้กำหนดไว้ ทางคณะจะขอให้ไปตรวจร่างกายซ้ำเพื่อยืนยันผลที่ ร.พ.ศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มข. ต่อไป โดยไม่ได้ตัดสิทธิ์การเข้าเรียนทันที

ด้านเภสัชกร วีระชัย นลวชัย รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ที่นักเรียนกล่าวอ้างนั้น เป็นการซื้อมาจากทางโซเชี่ยลมีเดีย คือ ติ๊กต็อก จากการตรวจสอบเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารผลิตที่โรงงานใน อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี มีการขออนุญาตการผลิตกับ อย.อย่างถูกต้อง รายละเอียดส่วนประกอบที่จดแจ้ง พบเป็นผลิตภัณฑ์อาหารทั่วไป

“เบื้องต้นผลิตภัณฑ์นี้ไม่มีสรรพคุณที่ช่วยทำให้ผิวขาว และไม่มีส่วนประกอบของสารเมทแอมเฟตามีน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ อย.ได้ส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่เด็กรับประทานไปตรวจพิสูจน์ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ จ.นครราชสีมา จะทราบผลภายใน 1 สัปดาห์ กรณีที่เกิดขึ้นอาจเป็นผลตรวจลวง เพราะใช้ชุดตรวจเบื้องต้น จึงทำให้การตรวจวิเคราะห์สารได้ผลไม่ชัดเจน หรืออีกลักษณะเป็นการปนเปื้อนของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตร่วมกับกลุ่มยาลดความอ้วน และมีการปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์อาหารเสริม” เภสัชกรวีระชัยกล่าว

เภสัชกรวีระชัยกล่าวต่อว่า สำหรับสารเมทแอมเฟตามีนจะอยู่ในร่างกายระยะเวลาหนึ่ง และสามารถถูกขับจากร่างกายทางปัสสาวะ ทั้งนี้ อย.ขอเตือนนักเรียน วัยรุ่น และประชาชนทั่วไปว่า ไม่ควรซื้อยา หรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริมทางออนไลน์ และย้ำว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกชนิด ไม่มีสรรพคุณช่วยปรับสีผิวหรือช่วยลดน้ำหนัก ผู้บริโภคต้องตรวจสอบก่อนตัดสินใจซื้อทุกครั้ง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน