เหตุยื่นหลายปม ‘หน.ก้าวไกล’มึน ตรรกะประหลาด สว.ชูรบ.แห่งชาติ ดึงพรรค2ลุงร่วม

‘วิษณุ’แจงข้อกฎหมาย หาก‘ทิม-พิธา’ผิดปมถือหุ้นสื่อ อาจต้องเลือกตั้งซ่อมทั้งประเทศ ด้าน‘พิธา’งง!ตรรกกะรอง นายกฯ ขณะที่อดีตกกต.‘สมศรี’ชี้ถ้าผิดก็ผิดเฉพาะตัว ว่าที่ส.ส.พรรคส้มสบายใจได้ไม่หลุดเก้าอี้ หัวหน้าก้าวไกลถกหารือหอการค้าไทยชื่นมื่น ยันรมว.คลังต้องเป็น ‘ศิริกัญญา’ ขณะที่‘ไหม’คุยเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ คณะทำงานเปลี่ยนผ่านนัด 7 มิ.ย.ถกลดภาษีน้ำมันดีเซล 5 บาท ‘ชลน่าน’ ลุยตั้งรัฐบาล-เลือก นายกฯ ให้ได้ ย้ำ 8 พรรคมัดกันแน่น ‘ส.ว.จเด็จ’ เปิดสูตรรัฐบาลแห่งชาติ ดึง ‘รทสช.-พปชร.’ ร่วมรัฐบาลเพื่อชาติ ระเบิดสนั่นเครื่องปั่นไฟในตึกกลาโหม ก่อน ‘บิ๊กตู่’ ประชุมสภากลาโหม

‘บิ๊กตู่’สวน‘พิธา’-ขรก.ไม่เคยขอพบ
หลังจาก 8 พรรคร่วมตั้งรัฐบาล ประกอบด้วย พรรคก้าวไกล (ก.ก.) พรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคประชาชาติ (ปช.) พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) พรรคเสรีรวมไทย (สร.) พรรคเพื่อไทรวมพลัง (พทล.) พรรคเป็นธรรม (ปธ.) และพรรคพลังสังคมใหม่ (พ.ส.ม.) มีมติจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล โดยมีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค เป็นประธาน พร้อมตั้งคณะทำงานเพิ่มเติม 7 คณะ เพื่อแก้ปัญหาตามเอ็มโอยู

เมื่อวันที่ 31 พ.ค. ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมสภากลาโหม ครั้งที่ 5/2566 ถึงกรณียังเป็นรักษาการนายกฯ แต่ 8 พรรคร่วมรัฐบาลจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลว่า ไม่มีความคิดเห็นเรื่องนี้ ถือเป็นสิทธิที่ท่านจะทำ ส่วนจะทำได้หรือไม่ได้นั้น เป็นสิทธิที่ท่านจะทำ ทำแล้วไม่กระทบกับหน่วยงานราชการก็ไม่มีปัญหา แต่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทุกคนเลยมองว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจอะไรทำนองนี้ แต่ก็ทำไป

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะทำให้ข้าราชการอึดอัดใจหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า คงไม่ เพราะเราเองเชื่อมการทำงานของเราอยู่ ตามกฎระเบียบ อะไรก็ตามที่ทำนอกกรอบวินัยของข้าราชการก็มีความผิด ส่วนกรณีที่นาย พิธาระบุว่าข้าราชการติดต่อไปเองนั้น พล.อ. ประยุทธ์กล่าวว่า “ไม่รู้ ผมถามข้าราชการว่าขอมาหรือไม่ เขาบอกว่าไม่มี ผมต้องถามคนของผม ใครจะพูดอะไรก็ตามอย่าเชื่อทั้งหมด ต้องหาข้อมูลข้อเท็จจริง”

ลั่นอยากได้รัฐบาลที่ดี
ต่อข้อถามว่าจะกระทบกับสิ่งที่นายกฯ ได้สั่งข้าราชการให้เตรียมข้อมูล เพื่อส่งมอบงานให้รัฐบาลชุดต่อไปหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว เราต้องสรุปงานทั้งหมด เพื่อส่งมอบให้รัฐบาลชุดต่อไปว่า 4 ปีที่ผ่านมาทำอะไรไปบ้าง ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ คืออะไร เพราะทุกวันมีความคืบหน้า เพียงแต่อุปสรรคไม่ได้แก้กันง่ายๆ บางอย่างมีข้อกฎหมาย รวมถึงสัญญาต่างๆ ต้องไปดูว่าจะแก้ไขกันอย่างไร ตนอยากจะทำเรื่องเหล่านี้ แต่ทำได้ยาก เพราะหลายอย่าง ทำไปแล้ว มีทั้งสัญญาเดิมและสัญญาเก่า ถ้าหากเขาทำได้ก็ทำ

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะให้กำลังใจคนที่จัดตั้งรัฐบาลอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า คาดหวังว่าประเทศไทย จะมีรัฐบาลที่ดีได้ เราผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว เพียงแต่ยังมีอีกหลายขั้นตอน เพราะขณะนี้ยังไม่ได้มีการรับรองผลเลือกตั้ง ตนเข้าไปยุ่งเกี่ยวไม่ได้ตรงนี้ แต่ถ้าเขาผ่านการตรวจสอบและได้รับการรับรอง ถึงจะจัดตั้งรัฐบาลได้ไม่ใช่หรือ ทุกอย่างเป็นไปตามกลไก

ต่อข้อถามว่าในฐานะเป็นประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ถ้าใครเสนอแก้มาตรา 112 จะขวางใช่หรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์กล่าวว่า แน่นอนอยู่แล้ว ไม่ถามก็ต้องเป็นอย่างนั้น เพราะอยู่ในหัวใจของทหารตำรวจและข้าราชการทุกคน และประชาชนอีกจำนวนมาก เขาไม่เห็นด้วยตรงนี้ก็แค่นั้น แล้วถามว่าทำ ทำไม

ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ แล้วพรรคเพื่อไทยมาจัดตั้งรัฐบาลแทน พรรครวมไทยสร้างชาติจะร่วมรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่ทราบ ต่อข้อถามว่าพรรครวมไทยสร้างชาติและพล.อ.ประยุทธ์จะสู้ต่อหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า พรรคยังอยู่ ต่อข้อถามว่าหวังอะไรกับรัฐบาลใหม่มากที่สุด พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า อยากให้บ้านเมืองสงบ ปลอดภัย มีการพัฒนาที่ยั่งยืน เมื่อถามว่าหวังหรือไม่ว่าสิ่งที่ทำมา 8 ปีจะ ไม่เสียหายตอนนี้ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ต้องอย่างนั้นแหละ

ยังไม่ถึงเวลาถกโผนายพล
ต่อข้อถามว่าในการประชุมสภากลาโหมได้พูดคุยถึงการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพลประจำปีหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ยังไม่ถึงเวลามั้ง” ในการประชุมไม่ได้สั่งให้ดูแลอะไรเป็นพิเศษ เพราะเขามีหน้าที่ตามกฎหมายอยู่แล้ว ทั้งทหารและตำรวจ ทุกอย่างพัฒนาไปตามสถานการณ์ ในวงการประชุมสภากลาโหมไม่ได้พูดถึงสถานการณ์หลังการเลือกตั้ง เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องกัน เพียงแต่หารือกันเรื่องการป้องกันประเทศและแผนพัฒนากองทัพ รวมถึงสถานการณ์ในภูมิภาค ผลงานของทุกเหล่าทัพ แผนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้สอดคล้อง เพราะในอนาคตต้องใช้เทคโนโลยีมากขึ้น เพื่อป้องกันประเทศและเรื่องการฝึกร่วม

ในส่วนการปฏิรูปกองทัพเรามีแผนอยู่แล้ว การที่จะปรับต้องดูบริบทของประเทศไทยด้วย เพราะประเทศไทยไม่เหมือนชาติอื่น จะไปยึดแบบประเทศไหนมาใช้อาจจะ ไม่เหมาะสม เราจะใช้วิธีการผสมผสาน เพราะแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน ในส่วนของเราต้องเป็นเรา ภายใต้ทรัพยากรที่เรามีอยู่

กางแผนปฏิรูปกองทัพ
พ.อ.จิตนาถ ปุณโณทก รองโฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลังการประชุมสภากลาโหมว่า ที่ประชุมมีมติให้หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม และเหล่าทัพ สร้างการรับรู้และความเข้าใจอันดีให้กับประชาชนในทุกภาคส่วน ได้ทราบถึงภารกิจ หน้าที่ ความรับผิดชอบและการดำเนินการที่สำคัญของกระทรวงกลาโหมที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมกำลัง การใช้กำลัง เพื่อสร้างความพร้อมให้กับกองทัพให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปรับปรุงโครงสร้าง ให้มีขนาดกะทัดรัด คล่องตัว ทันสมัย เช่น การยุติแผนการเสริมสร้างกองพลทหารราบที่ 7 และกองพลทหารม้าที่ 3 ของกองทัพบก การปรับลดกำลังทหารพรานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 1,656 อัตรา ประหยัดได้ 600 ล้านบาท

การปรับลดนายทหารชั้นยศสูงเพื่อลดงบประมาณด้านกาลังพล โดยในห้วงปี 2570 ให้เหลือ 50% ตามแผนที่กำหนด รวมถึงการปิดการบรรจุกำลังพลและลดกำลังพลในปี 2560-2564 ไปแล้วกว่า 8,000 นาย สามารถประหยัดงบประมาณได้ 1,500 ล้านบาท และเมื่อถึงปี 2570 จะสามารถปรับลดกำลังลงได้ประมาณ 12,000 นาย และประหยัดงบกำลังพลลงได้ 2,900 ล้านบาทเศษ

สำหรับการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้าเป็นทหารกองประจำการนั้น จำนวนที่ตรวจเลือกในแต่ละปี จะสอดคล้องกับโครงสร้างการจัดและภารกิจของกองทัพ โดยปัจจุบันมีความต้องการพลทหารปีละประมาณ 90,000 นาย และกำลังปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ในจำนวนนี้มีผู้สมัครใจเข้าเป็นทหาร ประมาณ 35,000 นาย ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการพัฒนาไปสู่การใช้ระบบการสมัครใจเข้าเป็นทหารได้ในอนาคต

‘วิษณุ’แนะ8พรรคคุยขรก.เงียบๆ
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีมีเสียงวิจารณ์การตั้งคณะกรรมการประสานงานในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล เป็นการแทรกแซงการทำงานของข้าราชการว่า ถือเป็นการทำโดยสันถวไมตรีอันดีงามก็ทำได้ ในอดีตเคยทำ แต่ช่วยทำให้แนบเนียนหน่อย ที่สำคัญไปกว่านั้นข้าราชการยังไม่รู้ว่าใครจะเป็นรัฐบาล เหมือนในอดีตเมื่อมีวี่แววชัดๆ ว่าพรรคไหนจะเป็นรัฐบาล เช่น สมัยพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล 300 กว่าเสียงก็มีความชัดเจนแล้ว แม้ว่าจะยังไม่มีการโปรดเกล้าฯ ตั้งนายกฯ ก็มีการไปขอความร่วมมือจากข้าราชการประจำให้ข้อมูลตัวเลขต่างๆ ก็เคยทำ

ผู้สื่อข่าวถามว่าข้าราชการที่ไปให้ข้อมูลมีความผิดหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า “ไม่ผิด แต่เขาอาจอึดอัดใจ ลำบากใจและอยู่ที่ว่าขอข้อมูลอะไร ก็ไม่เป็นไรอย่าไปถือเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต เชื่อว่าเขาจะเข้ามาบริหารก็จำเป็นต้องมีข้อมูล ถึงบอกว่าทำได้แต่เงียบๆ เนียนๆ อย่าอึกทึกครึกโครม หรือแสดงให้เห็นว่าฉันจะเป็นรัฐบาลแน่ๆ แล้ว อย่างนี้ไม่ควร เพราะยังไม่ได้เป็น และอยู่ที่ฝ่ายข้าราชการประจำที่ไปให้ข้อมูลด้วย อย่างในสมัยที่ตนเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) เคยถูกว่าที่นายกฯเรียกไปถามว่ามีงานอะไรที่ค้างอยู่บ้างที่อยากให้ สานต่อ ซึ่งไม่มีคนรู้ว่าตอนนั้นมีการไป ตน เพิ่งมาเปิดเผยวันนี้ทั้งที่ผ่านมา 15 ปีแล้ว

“เราอยากเห็นคนเป็นรัฐบาลที่พร้อม ฉะนั้นอะไรที่เอื้อเฟื้อกันได้ก็ทำไป แต่อย่าทำให้ฝ่ายข้าราชการประจำอึดอึด ลำบากใจ เพราะเขายังมีนายอยู่ ยังมีผู้บังคับบัญชาอยู่ในปัจจุบันที่มีอำนาจเต็มตามกฎหมาย เดี๋ยวเกิดเขม่นกันขึ้นมาจะลำบาก แต่ข้อมูลที่เป็นความลับทางราชการนั้น ให้ไม่ได้อยู่แล้ว แม้แต่ให้กันเองในหมู่ราชการบางทีก็ไม่ได้ ให้ได้แต่ นายกฯเพียงคนเดียว เช่น เรื่องงบลับ” นายวิษณุกล่าว

‘พิธา’ตกเก้าอี้มั้ย-อยู่ที่ถูกร้องปมไหน
ต่อข้อถามว่าถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลการเลือกตั้งได้เร็วขึ้น แล้วการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และโหวตนายกฯ จะทำได้เร็วขึ้นหรือไม่ นาย วิษณุกล่าวว่า เชื่อว่าเร็วอยู่แล้ว เลื่อนเร็วได้ แต่จะเร็วได้สักกี่วันไม่ทราบ เพราะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขบางอย่างที่ไม่มีใครสามารถกำหนดได้นั่นคือ การเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดประชุมสภา และตามมาด้วยการเลือกประธานสภา และการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานสภา ดังนั้น ที่ตนเคยกำหนดไทม์ไลน์ไปนั้นไม่ได้กำหนดตายตัว เพราะหากตีความไม่ดีจะกลายเป็นว่าตนไปบังคับ กำหนด กะเกณฑ์

นายวิษณุกล่าวถึงกระแสข่าวอาจมีการเลือกตั้งใหม่หากนายพิธา ถูกศาลวินิจฉัย ขาดคุณสมบัติกรณีถือหุ้นไอทีวี ทำให้ขัดกับคุณสมบัติการเป็นส.ส.จะกระทบกับการเป็นนายกฯ การรับรองผู้ลงสมัครส.ส.ของพรรคก้าวไกล หรือไม่ว่า อยู่ที่ผู้ร้องว่าร้องประเด็นใด ถ้าร้องประเด็นขาดจาก ส.ส. นายพิธาก็เป็นนายกฯได้ เพราะนายกฯไม่ต้องเป็น ส.ส.ก็ได้ หรือถ้าร้องว่าขาดจากนายกฯ ก็เป็นส.ส.ได้ ถ้าร้องทั้ง 2 เรื่องศาลจะวินิจฉัยทั้ง 2 เรื่อง หรืออาจกระทบไปอีกประเด็นคือการรับรองสมาชิกพรรค ฉะนั้นอยู่ที่คำร้องจะร้องทั้ง 3 ประเด็นเลยหรือไม่ แต่อย่าพึ่งคิดไปไกล ขนาดนั้น เอาทีละประเด็น กกต.ยังไม่ได้ทําอะไรเลย

เมื่อถามว่าหากมีการร้องเรื่องการรับรองสมาชิกพรรค ต้องเลือกตั้งใหม่ทั้งหมดหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นต้องเลือกตั้งซ่อมใหม่ทั้งหมด อย่างการเลือกตั้งส.ส. ปี 2549 ที่คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรรยาของนายทักษิณ ชินวัตร สื่อมวลชนได้ถ่ายภาพขณะลงคะแนนเสียง ปกติผู้ลงคะแนนเสียงเข้าไปอยู่ในคูหาเลือกตั้ง ต้องหันหน้าออกหน้าหน่วย แต่ครั้งนั้นตั้งคูหาผิด ทำให้ส่องกล้องเข้าไปแล้วเห็นขณะที่กาบัตรได้ว่าลงคะแนนให้ใคร ตนไม่แน่ใจว่าเป็นภาพข่าวของคุณหญิงพจมานหรือไม่ แต่ในภาพข่าวนั้นเป็นคุณหญิงท่านหนึ่ง ทำให้ผู้สื่อข่าวสนใจไปถ่ายภาพ จึงเกิดข้อสังเกตว่าถ้าทำอย่างนี้ได้หน่วยหนึ่ง ก็จะทำได้ทุกหน่วย ในคราวนั้นจึงทำให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่กันทั้งประเทศ

อดีตกกต.แจงผิดเฉพาะตัว
นางสดศรี สัตยธรรม อดีตกกต. กล่าวถึงกรณีหากนายพิธา ถูกศาลวินิจฉัยเรื่องขาดคุณสมบัติการเป็นส.ส. จากการถือครองถือหุ้นไอทีวี จะกระทบการเป็นนายกฯ ด้วยหรือไม่ ว่า คุณสมบัติของผู้สมัครส.ส. ต้องผ่านการกลั่นกรองของ กกต.แล้วว่าครบถ้วนหรือไม่ ซึ่ง กกต.แค่ตรวจสอบเบื้องต้น ไม่สามารถขุดคุ้ยเรื่องถือหุ้น หรือเรื่องอื่นได้ กระทั่งมีคนร้องเรียน เมื่อร้องเรียนแล้วเชื่อว่าไม่ใช่แค่เรื่องเดียว ต้องหลายเรื่อง และกกต.ไม่ได้แถลง เพราะเป็นเรื่องความลับราชการ กกต.ต้องรักษาไว้ แต่กกต.มีเวลา 67 วันในการพิจารณา

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากนายพิธาขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส. จะกระทบถึงการรับรองผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งที่ผ่านมาหรือไม่ นางสดศรีกล่าวว่า ตามกฎหมายเลือกตั้งและมีการแก้ไขมาปัจจุบัน ผู้สมัครต้องผ่านการกลั่นกรองของคณะกรรมการที่แต่ละพรรคตั้งขึ้น จากนั้นส่งรายชื่อเข้ามาส่วนกลางของพรรคเพื่อพิจารณาอีกครั้งว่าคุณสมบัติครบหรือไม่ จะส่งลงสมัครหรือไม่ จากนั้นจะเสนอรายชื่อมาที่หัวหน้าพรรค ซึ่งเป็นผู้รับรองรายชื่อเท่านั้น หาก กกต.หรือศาลพิจารณาเรื่องคุณสมบัติส.ส. ก็เป็นเรื่องเฉพาะตน ไม่เกี่ยวกับการลงนามส่งรายชื่อผู้สมัคร ส.ส. และจะไปเอาความผิดหัวหน้าพรรคไม่ได้ เพราะไม่ใช่ผู้ตรวจคุณสมบัติผู้สมัครส.ส.

“หากหัวหน้าพรรคคนใดมีปัญหาถูกร้องเรียน และโชคร้าย ศาลพิจารณาว่าคุณสมบัติไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเข้ามาตราไหนก็ตาม จะรับผิดชอบเฉพาะตัว ไม่เกี่ยวกับพรรค ดังนั้น ว่าที่ ส.ส.สบายใจได้ ไม่ต้องหลุดจากตำแหน่งว่าที่ ส.ส. เป็นไปตามกฎหมาย เราอย่าไปฟังอะไรที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจ” นางสดศรีกล่าว

‘ทิม’นำทีมศก.หารือหอการค้า
ที่สภาหอการค้าไทย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อม น.ส. ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคก้าวไกล เข้าพบ ผู้บริหารสภาหอการค้าไทย ตามที่นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาหอการค้าไทย เทียบเชิญ เพื่อแสดงความยินดี และขอบคุณ นายพิธาและพรรคก้าวไกล ที่ตอบรับคำเชิญของสภาหอการค้าไทย เพื่อให้ข้อมูลและแผนการทำงานของรัฐบาลภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้น

นายพิธาแถลงหลังหารือว่า ได้หารือกันใน 13 ประเด็น ตั้งแต่เรื่องการทุจริต ระเบียงเศรษฐกิจ (EEC) การบริหารเศรษฐกิจ BCG เศรษฐกิจชายแดน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ของพรรคก้าวไกลที่ผ่านมา พร้อมเผยความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาล และหน้าที่ของคณะกรรมการประสานงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยครั้งหน้าจะมีคณะทำงานเกี่ยวกับเศรษฐกิจและ SME กลับมาพูดคุยกันอีกในหลายประเด็น ครั้งนี้กระชั้นชิด จึงมีเพียงพรรคก้าวไกลพรรคเดียว

ส่วนการบริหารงบประมาณแผ่นดินปี 2567 ต้องคำนึงถึงเวลาและความคุ้มค่า งบประมาณ 250,000 ล้านบาท ต้องรื้อหรือไม่นั้น กรณีนี้จะมอบหมายให้คณะทำงาน ด้านเศรษฐกิจหารือ เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่าจะตัดสินใจอย่างไร จึงจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการเปลี่ยนผ่านฯ ตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อทำงานต่อไปได้ทันทีหลังจัดตั้งรัฐบาลแล้ว

ถกหอการค้า – นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมทีมเศรษฐกิจ เข้าหารือนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาหอการค้าไทย และหอการค้าต่างประเทศในไทย ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 31 พ.ค.

ยัน‘ไหม’คุมคลัง-งงตรรกะวิษณุ
ผู้สื่อข่าวถามถึงนโยบายขึ้นค่าแรง 450 บาทภายใน 100 วันแรกหลังได้เป็นรัฐบาล นายพิธาเผยว่า ได้ชี้แจงให้สภาหอการค้าไทย มองภาพครบทุกมิติ ทั้งอัตราค่าเงินเฟ้อ และผลิตภาพของแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ค่าแรง 450 บาทมีความ เหมาะสม ไม่ได้ประสงค์จะขึ้นค่าแรง อย่างเดียว แต่จะทำให้แรงงานสามารถพัฒนาทักษะและดำรงชีวิตต่อไปได้ด้วย ยัง ไม่สามารถตอบได้ว่าจะปรับเปลี่ยนอัตราการขึ้นค่าแรงหรือระยะเวลา 100 วันหรือไม่ เน้นย้ำว่าต้องพูดคุยให้ครบทั้งไตรภาคี แต่จะพยายามทำให้อยู่ในกรอบเวลา 100 วันแรก

ต่อข้อถามถึงเสียงวิจารณ์กรณี น.ส. ศิริกัญญา เหมาะสมกับตำแหน่งรมว.คลัง หรือไม่ เนื่องจากหลายเวทีคำตอบด้านเศรษฐกิจไม่เป็นที่พอใจสำหรับนักลงทุน นายพิธากล่าวว่า ตนมั่นใจในตัวน.ส.ศิริกัญญาเกินร้อย บางคนอาจมีโอกาสได้คุยกับน.ส. ศิริกัญญาไม่นานมาก แต่ตนทำงานด้วยกันมา 4 ปี “เขาคือรมว.คลังที่ดีที่สุดในช่วงนี้” เมื่อถามว่าสามารถพูดได้เลยหรือไม่ว่าเป็น น.ส.ศิริกัญญา นายพิธากล่าวว่า แน่นอน

ส่วนกรณีนายวิษณุ ระบุหากนายพิธา ขาดคุณสมบัติตามกฎหมายปมถือหุ้นไอทีวีอาจส่งผลให้ต้องมีการเลือกตั้งซ่อมทั้งประเทศ ในเขตที่พรรคก้าวไกลชนะ นายพิธากล่าวว่า ยังไม่ได้ดูรายละเอียดถึงตรรกะที่นายวิษณุกล่าวถึง แต่ทางฝั่งพรรคก้าวไกลได้เตรียมการรองรับสถานการณ์ไว้หลายรูปแบบ และพร้อมชี้แจงทุกรูปแบบที่จะออกมา แต่ตอนนี้อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ ยังมีเวลาชี้แจง และยังไม่เห็นรายละเอียดคำร้อง

โต้เสียงวิจารณ์ตั้งครม.เงา
ผู้สื่อข่าวถามว่านายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. วิจารณ์การตั้งคณะทำงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาล เป็นการเรียกมวลชนเข้ามาปกป้องพรรคก้าวไกล และกดดันส.ว.โหวตนายกฯ นายพิธากล่าวว่า ประชาชนไม่สามารถทนรอความเดือดร้อนในขณะนี้ได้ เช่น ในวันที่ 20 ก.ค.นี้จะไม่มีมาตรการในการพยุงราคาดีเซลขึ้น และรัฐบาลชุดใหม่ต้องมาจัดการ เป็น สิ่งที่ประชาชนรอไม่ได้ ไม่ใช่พรรคการเมืองรอไม่ได้ ส่วนการทำทรานซิชั่นทีม ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ลองค้นหาดูได้ว่าการเปลี่ยนผ่านอำนาจของรัฐบาลต่อรัฐบาลในหลายประเทศในระบบประชาธิปไตย ถือเป็นเรื่องปกติมาก

ต่อข้อถามว่าการตั้งคณะทำงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาลเป็นครม.เงาหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า หากคำถามนี้เป็นความจริง การตั้งคณะทำงานและคณะกรรมการเมื่อวันที่ 30 พ.ค.จะต้อง ตั้งตามกระทรวง แต่เป็นการตั้งตามเอ็มโอยู ตั้งตามปัญหาของประชาชน ซึ่งการแก้ไขปัญหาต่างๆ ต้องบูรณาการหลายกระทรวง เช่นเรื่องเกี่ยวกับปัญหาภัยแล้ง ต้องร่วมงานกัน 4-5 กระทรวง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากพรรคก้าวไกลเข้าพบสภาหอการค้าไทยแล้ว นายพิธาจะ เดินสายพบกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในวันที่ 1 มิ.ย. จากนั้นสัปดาห์หน้าจะหารือกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกทม. หารือแนวทางในการทำงานร่วมกัน

เอกชนหวังรัฐบาลคลอดก.ย.
ด้านนายสนั่นกล่าวว่า เป็นการพบปะที่สร้างสรรค์ มีความสบายใจเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจน แต่หลายเรื่องน่าเห็นใจ พรรคก้าวไกลต้องทำงานร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งมอบหมายบุคคลติดต่อประสานงานหลักคือ น.ส.ศิริกัญญา ส่วนเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ 450 บาท หอการค้าไทยเห็นด้วยกับการขึ้นค่าแรง แต่ต้องจับเข่าคุยกันเรื่องจังหวะเวลา และอัตราการปรับขึ้น เรื่องนี้หากสื่อสารกับสาธารณะไม่เข้าใจ จะเกิดการโต้แย้ง สำคัญสุดคือต้องลงรายละเอียดในเชิงลึก เนื่องจากเป็นเรื่องอ่อนไหว

อีกประเด็นคือเราต้องการเห็นการจัดตั้งรัฐบาลอย่างเร็วที่สุด โดยคาดว่าประมาณภายในเดือนก.ย.จะแล้วเสร็จ ไม่มีความกังวลเป็นพิเศษ เสียงประชาชนสะท้อนชัดอยู่แล้วผ่านการเลือกตั้ง พรรคการเมืองล้วนสนับสนุนให้พรรคก้าวไกลซึ่งมีคะแนนเสียงมากที่สุดจัดตั้งรัฐบาล แต่ภาคเอกชนต้องการรับฟังความเห็นจากว่าที่รัฐบาล

จากการหารือกัน พบว่ามีแนวทางเดียวกับหอการค้าไทยคือ การเชื่อมต่อจุด (Connect The Dots) เพื่อให้ทุกฝ่ายมีความพอใจ หากรัฐบาลมีเสถียรภาพจะสร้างความสบายใจให้กับนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ หากจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ ย่อมเกิดความเสียหายและส่งผลต่อความเชื่อมั่นทั้งไทยและต่างประเทศแน่นอน เราทุกคนต้องตั้งความหวังว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด เพื่อประโยชน์ของคนไทยทั้งชาติ

เมื่อถามว่า จากประสบการณ์ของหอการค้าไทย เชื่อมั่นในศักยภาพของพรรคก้าวไกลที่จะทำงานได้ตามที่หาเสียงไว้หรือไม่ นายสนั่นกล่าวว่า แนวทางด้านเศรษฐกิจและการแก้ปัญหา สอดคล้องกับนโยบายของหอการค้าที่มีอยู่ ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาต่างๆ มองว่าตรงกันหมด และมาถูกทาง

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนโอกาสให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ หอการค้าไทยมีความหวังที่จะเห็นการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด เพื่อเป็นความหวังให้ประเทศและประชาชน

‘ศิริกัญญา’คุยเชี่ยวชาญจริง
น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสวิจารณ์ หลังแสดงวิสัยทัศน์ในรายการหนึ่งว่า พอมีคำวิจารณ์ จำเป็นต้องรับฟังนำมาปรับปรุงแก้ไขข้อผิดพลาด สิ่งที่ไม่สามารถสื่อสารได้อย่างชัดเจน คิดว่าการที่เรามาทำการเมืองในรูปแบบใหม่ๆ ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่สามารถเกิดขึ้นจริงได้ แน่นอนว่าต้องมี คนที่ได้รับผลกระทบ มีคนที่ต้องเสียผลประโยชน์บ้าง แต่เข้าใจดี และจะพยายามสร้างสมดุลให้เกิดขึ้น ในเรื่องผลกระทบต้องมีการเยียวยา ที่จะทำให้ทุกฝ่ายไม่รู้สึกว่า ถูกเอารัดเอาเปรียบจากมาตรการต่างๆ

เราพยายามแสดงความชัดเจนในฐานะพรรคการเมือง สุดท้ายแล้วนโยบายของรัฐบาลจะเป็นอย่างไร ยังมีหลายขั้นตอน ขอให้รอการจัดตั้งรัฐบาลให้แล้วเสร็จ และการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา วันนี้เราจะแสดงความชัดเจนในนโยบายของพรรคก้าวไกลก่อน เพื่อทำให้ความไม่ชัดเจนต่างๆ หายไป ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีคนไหนในโควตาของพรรคก้าวไกล คงหนีไม่พ้นต้องเป็นคน หน้าใหม่ ประสบการณ์ อายุ ประมาณนี้ ดังนั้น ขอให้ดูเนื้อหาผลงานของเรา อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องประสบการณ์ว่าเคยทำอะไรมาก่อน

“อยากให้ดูในสิ่งที่เราได้สื่อสารกับประชาชน หรือดูย้อนหลังในการอภิปรายก็ได้ ว่าเรามีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางจริงหรือไม่ เมื่อเทียบกับส.ส.อื่นๆ ที่เคยมีมาหรือไม่ คิดว่าจะเป็นการแสดงจุดยืน และตัวตนของพวกเราได้ดีกว่า การที่ตัดสินด้วยอายุหรือประสบการณ์”

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีข้อกังวลในการทำงานร่วมกับพรรคร่วมอื่นๆ หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ยังไม่มี ขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการประสานงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาล โดยในการ ลงนามข้อตกลง เรามีวาระและนโยบายร่วมกันแล้ว แต่ในกระบวนการทำงานอาจจะยังต่างกัน นี่จะเป็นเวทีที่จะได้พูดคุยและตกผลึกระหว่างกัน ที่จะนำไปสู่การแถลงต่อรัฐสภา รวมถึงการเตรียมความพร้อมการประชุมครม.ในนัดแรกๆ ซึ่งอาจจะเจอเรื่องยาก และจำเป็นต้องตัดสินใจเร่งด่วน เราไม่อยากทิ้งเวลาไปอย่างสูญเปล่า ระหว่างต้องรอกกต.รับรองผลส.ส. และขั้นตอนต่างๆ หลังจากนั้น อยากเตรียมความพร้อมให้ได้มากที่สุด

จ่อถกลดภาษีดีเซล 5 บาท
นายวรภพ วิริยะโรจน์ ว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อ ทีมเศรษฐกิจพรรคก้าวไกล กล่าวถึงความพร้อมในการประสานทำงานร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาล 8 พรรค ว่า ตามที่นายพิธา เคยแถลงไว้ว่าพลังงานเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งเรื่องไฟฟ้าและน้ำมัน จึงอยากผลักดันยกเลิกภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล 5 บาทต่อลิตร รวมถึงแก๊สหุงต้ม โดยจะเน้นดูแลเรื่องค่าครองชีพประชาชน และต้นทุนพลังงาน ซึ่งตนเป็นตัวแทนด้านพลังงานในคณะทำงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาล จะนำเรื่องเหล่านี้ไปหารือในพรรคที่จะร่วมรัฐบาลเพื่อหาข้อสรุป และ เมื่อรัฐบาลใหม่เข้าทำงานจะสามารถทำงานได้ต่อเนื่อง และแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้อย่างเร่งด่วน

สำหรับมาตรการลดภาษีน้ำมันดีเซล 5 บาทจะทำได้จริงหรือไม่ นายวรภพกล่าวว่ายังไม่ได้คุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในฐานะเป็นพรรคที่จะร่วมรัฐบาลใหม่ควรมีความเห็นให้กับรัฐบาลรักษาการในขณะนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้เต็มที่ วันพุธที่ 7 มิ.ย. จะประชุมคณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาล คาดว่าจะหยิบยกเรื่องนี้มาหารือกัน

ส่วนข้อกังวลเรื่องวัยวุฒิและประสบการณ์ของว่าที่รัฐมนตรีจากพรรคก้าวไกลโดยเฉพาะกระทรวงเศรษฐกิจนั้น นายวรภพยืนยันว่า ไม่กังวล เพราะตนทำงานกับ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ยังมั่นใจในความสามารถและคุณสมบัติ และคิดว่าทุกคนในพรรคก้าวไกลเชื่อมั่นในความสามารถของ น.ส.ศิริกัญญา ว่าเป็นรมว.คลังได้

เมื่อถามว่าเหมาะสมที่สุดในพรรคใช่ หรือไม่ นายวรภพกล่าวว่า แน่นอน ในพรรคไม่เคยมีใครตั้งคำถามว่าไม่เหมาะสม ส่วนคนที่มีความกังวลถือเป็นโจทย์ที่ต้องศึกษา แต่เชื่อมั่นว่าพรรคก้าวไกลมีนโยบายชัดเจน ดังนั้นจะสื่อสารและทำความเข้าใจให้มากขึ้น

ระดมสมอง – นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองประธาน คณะกรรมการเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ที่ปรึกษาคณะนโยบายเกษตร พรรคเพื่อไทย พร้อมคณะทำงานด้านเกษตร ร่วมระดมความเห็นปรากฏการณ์โลกร้อน พร้อมเสนอแนวทางแก้ปัญหา

‘ชลน่าน’ลุยตั้งรบ.-เลือกนายกฯ
ที่พรรคเพื่อไทย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลัง 8 พรรคพูดคุยกันและตั้งคณะทำงาน 7 คณะ แล้ว บรรยากาศน่าจะดีขึ้นในมุมสร้างความมั่นใจให้ประชาชน ว่าเรามุ่งมั่นทำงานร่วมกัน เสียงตอบรับเป็นไปในทางที่ดี สิ่งที่ชัดเจนที่สุด คือเราจะใช้วาระงานเป็นตัวกำหนดการทำงานหลังจากทำเอ็มโอยู 23 ข้อร่วมกันแล้ว โดยคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลที่มีนายพิธา เป็นประธาน จะประชุมนัดแรกวันที่ 6 มิ.ย. ส่วนวันที่ 7 มิ.ย. เป็นการประชุมในส่วนของหัวหน้าพรรคทั้ง 8 พรรคที่พรรคเพื่อไทย

สำหรับการส่งต่อภารกิจจากรัฐบาลรักษาการจะเป็นไปตามกฎหมาย เราตระหนักตลอดว่ายังไม่มีหน้าที่และอำนาจในการเป็นรัฐบาล เพราะอยู่ในขั้นตอนเตรียมจัดตั้งรัฐบาล และถ้าเราจะมีอำนาจจริงต้องจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ ตั้งสภาให้ได้ เลือกนายกฯ ให้ได้ และตั้งครม.ให้ได้ และสุดท้ายคือการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาจึงจะทำหน้าที่ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะได้ข้อสรุปเรื่องตำแหน่งประธานสภาเมื่อไร นพ.ชลน่านกล่าวว่า คณะเจรจาเริ่มงานกันตั้งแต่วันที่ 30 พ.ค. เริ่มพูดคุยกันไปส่วนหนึ่งแล้ว ซึ่งจะไม่เกี่ยวข้องกับในส่วนของฝ่ายบริหาร เราเห็นว่าตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่สังคมคาดหวังว่าจะต้อง ไม่เกิดข้อขัดแย้งระหว่างพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย ตำแหน่งดังกล่าวจะไม่ใช่โควตาพรรคใดพรรคหนึ่ง ให้คณะเจรจาพูดคุยเสมือนเป็นพรรคเดียวกัน

ต่อข้อถามว่าภายในพรรคเพื่อไทยพูดคุยกันแล้วหรือไม่หลังจากมีชื่อ นพ.ชลน่าน นายจาตุรนต์ ฉายแสง และนายสุชาติ ตันเจริญ เป็นประธานสภา นพ.ชลน่านกล่าวว่า ยัง ไม่ได้พูดคุยกันเรื่องตำแหน่งและตัวบุคคล ซึ่งน่าจะเป็นเพียงการเสนอความคิดเห็น รวมถึงตำแหน่งในครม.ก็ยังไม่ได้พูดคุยกัน

หากไร้‘พิธา-ยังมัดกันแน่น
ผู้สื่อข่าวถามกรณีที่นายวิษณุ ให้ความเห็นว่าหากนายพิธา ขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส.ในประเด็นถือหุ้นไอทีวี และถูกร้องเรื่องการรับรองผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคก้าวไกลอาจต้องเลือกตั้งซ่อมทั้งประเทศในเขตที่พรรคก้าวไกลชนะ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ประเด็นนี้มีการพูดคุยกันอยู่ เพราะคุณสมบัติของหัวหน้าพรรค ที่ไปลงนามรับรองผู้สมัครของพรรค มีคุณสมบัติครบหรือไม่อย่างไร ต้องไปดูประเด็นนั้น

ยกตัวอย่างกรณีของตนเอง ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย จ.นนทบุรี ถูกชี้ว่าคุณสมบัติไม่ครบ เพราะถูกจำกัดสิทธิจากการไม่ไปใช้สิทธิ เลือกตั้ง หลายฝ่ายมองว่าหัวหน้าพรรคต้องรับผิดชอบร่วมด้วย ซึ่งข้อเท็จจริงแล้วการถูกจำกัดสิทธิไม่ใช่ลักษณะต้องห้าม ฉะนั้น ไม่จำเป็นว่าหัวหน้าพรรคที่เซ็นลงสมัครรับเลือกตั้งต้องรับผิดชอบ หัวหน้าพรรคจะรับผิดชอบเฉพาะกรณีที่ไปลงนามตัวผู้สมัครที่รู้อยู่ว่าตัวเองไม่มีคุณสมบัติ และมีคุณสมบัติต้องห้าม และเมื่อเขามีคุณสมบัติต้องห้ามและยังลงนามให้เขาไปลงรับสมัคร ต้องรับผิดชอบทางอาญา

เมื่อถามว่าหากเกิดอะไรขึ้นกับนายพิธา ทางพรรคเพื่อไทยยังคงให้โอกาสพรรค ก้าวไกลในการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ นพ. ชลน่านกล่าวว่า ยืนยันว่าเรามัดกันแน่น และยังคงทำงานร่วมกันเหมือนเดิม ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นยังคงทำงานกันต่อไป ส่วน รายละเอียดดูเป็นเรื่องๆ ไปว่าสิ่งที่เกิดขึ้น คืออะไร มีข้อกฎหมายรองรับอะไรหรือไม่อย่างไร

‘ชวน’ชี้พท.ขอปธ.สภาไม่แปลก
ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นายชวน หลีกภัย อดีตประธานรัฐสภา และอดีตประธานสภา กล่าวถึงคุณสมบัติของประธานสภาคนใหม่ ว่า ขึ้นอยู่กับมติของที่ประชุมสภา ตามปกติพรรคการเมืองที่ได้เสียง ข้างมาก จะได้เป็นประธานสภาและนายกฯ แต่กรณีที่มีการถกเถียงคะแนนของพรรคที่มาร่วมรัฐบาล มีความใกล้เคียงกัน คือ 151 กับ 141 จึงเป็นประเด็นใหม่ ดังนั้นการที่พรรค เพื่อไทยเสนอขอเป็นประธานสภา จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะคะแนนไม่ห่างกันมาก

ผู้สื่อข่าวถามว่าอาจมีการใช้ตำแหน่งประธานสภาทำประโยชน์ให้พรรคตัวเอง นายชวนกล่าวว่า เป็นเรื่องเข้าใจผิด ขอให้ไปศึกษารัฐธรรมนูญและข้อบังคับสภาว่าประธานสภามีหน้าที่อะไรบ้าง ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ประธานสภา สามารถเปลี่ยนชื่อนายกฯ ได้ แต่ปัจจุบันลงมติกันในสภา เมื่อสภาเลือกใคร ประธานสภาจะไปทำอย่างอื่นไม่ได้ และมีหน้าที่นำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เท่านั้น

โดยทั่วไปตามข้อกำหนด ประธานสภาต้องเป็นกลาง สมมติเป็นกรรมการบริหารพรรค(กก.บห.) อยู่ต้องลาออก และต้องเข้าใจกฎหมาย จะไปทำอะไรตามอำเภอใจไม่ได้ แม้แต่จะถ่วงเวลาก็ไม่ได้ เพราะแต่ละเรื่องมีกำหนดเวลาไว้อยู่แล้ว ส่วนเรื่องคุณสมบัติและความเหมาะสม ขึ้นอยู่กับแต่ละฝ่ายที่จะเสนอ

แจงข้อเท็จจริงดองแก้ ม.112
อีกส่วนคือกรณีที่พรรคก้าวไกล พยายามเสนอกฎหมายยกเลิกมาตรา 112 ขอถือโอกาสเรียนข้อเท็จจริงว่า ข้อมูลที่ออกมาพูดกันอาจจะคลาดเคลื่อน เพราะไม่รู้ข้อเท็จจริง ใน สภายุคที่ตนเป็นประธาน การทำหน้าที่ของประธานและรองประธานสภา มีการแบ่งหน้าที่กัน โดยนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาคนที่หนึ่งรับผิดชอบ ร่างพ.ร.บ.ที่เสนอเข้ามายังสภาทุกฉบับ จะเห็นชอบไม่ชอบอย่างไรก็จบ โดยไม่ได้ผ่านประธานสภา ขณะที่นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาคนที่ 2 จะดูเรื่องญัตติและกระทู้ถาม นี่คือกระบวนการกระจายอำนาจ

“ดังนั้นร่างกฎหมายที่พรรคก้าวไกลเสนอยกเลิกมาตรา 112 จะมีนายสุชาติเป็นผู้ดูแล และจากการปรึกษาฝ่ายกฎหมายของสภา พบว่าขัดรัฐธรรมนูญ คือสถาบันพระมหากษัตริย์ผู้ใดละเมิดไม่ได้ ซึ่งนายสุชาติรอบคอบมาก และนอกเหนือจากฝ่ายกฎหมายแสดงความคิดเห็นแล้ว ท่านยังให้ผ่านกระบวนการประสานงานที่ประกอบด้วยฝ่ายกฎหมายทุกฝ่ายของสภาอีกครั้ง ซึ่งทุกคนมีความเห็นสอดคล้องกันว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ขัดรัฐธรรมนูญ ทำให้นายสุชาติไม่ได้บรรจุ ในวาระ และส่งกลับไปยังพรรคก้าวไกล เพื่อแก้ไข นี่คือที่มา จึงยืนยันได้ว่าไม่มีการ กลั่นแกล้ง เพราะมาไม่ถึงผม แต่จากที่พิจารณามองว่า นายสุชาติ ใช้ดุลพินิจถูกแล้ว จึงขอให้เข้าใจเรื่องนี้ว่า ที่มาวิจารณ์หรือตำหนิอาจจะไม่ทราบข้อเท็จจริง” นายชวนกล่าว

‘สว.จเด็จ’ปลุกผีตั้งรบ.แห่งชาติ
นายจเด็จ อินสว่าง ส.ว. ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาลของพรรค ก้าวไกล ที่ล่าสุดมติ 8 พรรคร่วมรัฐบาล จัด ตั้งคณะทำงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนว่า ตนไม่ก้าวล่วง เพราะมองว่าเป็นการเตรียมความพร้อมของพรรคการเมือง อีกทั้งหน้าที่ส.ว.มีหน้าที่เพียงเห็นชอบบุคคลที่เสนอชื่อให้เป็นนายกฯ เท่านั้น ซึ่งตนยืนยันไม่ลงมติให้นายพิธา เพราะจุดยืนการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งความคิดของตนนั้น มีส.ว.ที่คิดเหมือนกันไม่น้อย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าพรรคชนะเลือกตั้ง อันดับหนึ่งอาจไม่ได้เป็นนายกฯ กลุ่มส.ว.มีการพูดถึงแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคอันดับสองไว้หรือไม่ นายจเด็จกล่าวว่า ตนไม่มองพรรคอื่น แต่มีแนวคิดที่อยากเสนอในชั้นกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ในฐานะเป็นรองประธานกมธ.ว่า สิ่งที่ตอบโจทย์การเมืองได้ตอนนี้ คือ รัฐบาลแห่งชาติ แต่ละพรรคนำข้อดีของตนเองร่วมทำงานเพื่อบ้านเมือง สร้างความแข็งแกร่งของสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ โมเดลของตน คือ ให้ทุกพรรคนำ ส่วนที่ดีมาทำงานร่วมกัน ประสานประโยชน์ พุ่งเป้าไปที่ความมั่นคงของชาติ

ต่อข้อถามว่า ขั้นตอนจะเป็นไปได้หรือไม่ เพราะตามกติกามีเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ นายจเด็จ กล่าวว่า สามารถงดเว้นการใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราที่มีปัญหาได้ เพื่อเป็นทางออก มองว่าการเมืองไทยไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ ทุกอย่างเป็นไปได้เพื่อประโยชน์ชาติ

ผนึก‘รทสช.-พปชร.’ทำงานเพื่อชาติ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมารัฐบาลแห่งชาติจะถูกพูดถึงเมื่อมีความขัดแย้ง แต่ขณะนี้ ไม่มีสัญญาณขัดแย้งใดๆ นายจเด็จกล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องให้เกิดความขัดแย้ง หรือรอให้เกิด การตั้งรัฐบาลแห่งชาติ รัฐธรรมนูญไม่ได้ห้าม หากห้ามก็งดใช้ ตนเชื่อว่ามีหนทางทำได้ อยู่ที่จะทำหรือไม่

ต่อข้อถามว่ารัฐบาลแห่งชาติ คือ การรวมทุกพรรค ทั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคพลังประชารัฐเข้ามาด้วย โดยไม่มีฝ่ายค้านใช่หรือไม่ นายจเด็จกล่าวว่า พรรครวมไทย สร้างชาติ พรรคพลังประชารัฐ ให้นำส่วนที่ดี มารวมกันเพื่อรักษาประโยชน์ ประสาน ความคิด ไม่เบียดเบียน จะทำให้ประเทศไทยแข็งแกร่ง เจริญรุ่งเรือง

เมื่อถามว่า พรรคก้าวไกลมีจุดยืนและนโยบายมีลุง ไม่มีเรา จะทำให้โมเดลรัฐบาลแห่งชาติเกิดได้หรือ นายจเด็จกล่าวว่า “คิดแบบนั้น จะไม่มีคุณ ไม่มีผม และไม่มีเรา ทางที่ดีต้องรวมกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ทางการเมือง รัฐบาลแห่งชาติเป็นข้อเสนอ ที่จะเสนอในกมธ. หากสังคมมีมุมมองอย่างไรพร้อมรับฟัง และขณะนี้ยังมีเวลาจนกว่าจะตั้งรัฐบาลได้ช่วงเดือนส.ค.นี้”

ร่วมยินดี – สุไลมาน บือแนปีแน ว่าที่ส.ส.ยะลา พรรคประชาชาติ ต้อนรับ กลุ่มเยาวชนชมรมธารน้ำใจแบ่งปันรอยยิ้ม ที่เข้าให้กำลังใจในโอกาส ได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส. ที่ศูนย์ประสานงาน ส.ส.พรรคประชาชาติ สาขา อ.ยะหา จ.ยะลา

กกต.เร่งรับรองส.ส.ก่อน 60 วัน
นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. ชี้แจงเรื่องการเรียกร้องให้ทยอยประกาศรับรองส.ส.ว่า ไม่สามารถทำได้ รัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ระบุว่า ให้ กกต.ประกาศผลการเลือกตั้งเมื่อตรวจสอบเบื้องต้นแล้วมีเหตุ อันควรเชื่อว่าผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของเขตเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่ง กกต.ต้องตรวจสอบเบื้องต้นและประกาศผลการ เลือกตั้งให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่ต้องไม่ช้ากว่า 60 วันนับแต่วันเลือกตั้ง

การประกาศผลดังกล่าวไม่เป็นการตัดหน้าที่และอำนาจของ กกต.ที่จะดำเนินการสืบสวน ไต่สวน หรือวินิจฉัยกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำการทุจริตในการเลือกตั้ง หรือการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมไม่ว่าจะได้ประกาศผลการเลือกตั้งแล้วหรือไม่ก็ตาม ดังนั้นต้องประกาศอย่างน้อยร้อยละ 95 คือต้องให้เปิดสภาได้อย่างน้อยต้องประกาศรับรอง ส.ส. 475 คน ส่วนกรอบเวลา 60 วันนั้นเราตั้งใจจะไม่ให้ล่าช้า อยากทำให้ไม่ถึงตามกรอบ 60 วัน

กลาโหมระทึก – เครื่องปั่นไฟของกระทรวงกลาโหม เกิดระเบิดทำให้ทหารที่ทำหน้าที่ซ่อมบำรุงได้รับบาดเจ็บ ช่วงก่อนที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม จะเดินทางมาประชุมสภากลาโหม ตรวจสอบพบว่าสาเหตุเกิดจากแบตเตอรี่เสื่อมสภาพ เมื่อวันที่ 31 พ.ค.

ระเบิดสนั่นก่อน‘บิ๊กตู่’ถกสภากห.
เมื่อวันที่ 31 พ.ค. ที่กระทรวงกลาโหม(กห.) เกิดเหตุระทึกเนื่องจากเครื่องปั่นไฟภายในห้องเก็บเครื่องปั่นไฟที่ชั้น 1 ของอาคารสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เกิดระเบิด 2 ครั้ง หลังทหารพยายามซ่อม เป็นเหตุให้ไฟฟ้าฝั่งขวาของอาคารดับทั้งซีก หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่จากสำนักงานโยธาธิการ สำนักงานสนับสนุน สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (สยธ.สสน.สป.) มาตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบว่าแบตเตอรี่บวมเพราะเสื่อมสภาพจึงเกิดระเบิดขึ้น จึงได้ ปิดพื้นที่เพื่อซ่อมบำรุง

ก่อนเกิดเหตุเวลา 10.00 น. เจ้าหน้าที่ทหารพยายามซ่อมเครื่องปั่นไฟ กระทั่งช่วงเที่ยง เกิดระเบิด 2 ครั้งห่างกันไม่กี่นาที เศษแบตเตอรี่กระเด็นใส่หน้าเจ้าหน้าที่ทหารที่กำลังซ่อมบำรุงบาดเจ็บเล็กน้อยที่บริเวณหัวตาข้างขวา ท่ามกลางความแตกตื่นของกำลังพลและสื่อมวลชนในกระทรวงกลาโหม ที่มาติดตามทำข่าว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ที่มีกำหนดประชุมสภากลาโหม พร้อมผู้บัญชาการเหล่าทัพในเวลา 14.00 น.

สำหรับห้องประชุมสภากลาโหมอยู่ชั้น 3 ของอาคารสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ยังเป็นทางที่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงใช้ผ่านเข้าไปยังกระทรวงกลาโหมเป็นประจำ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน