พรรค2ลุง-ปชป.ก็ปัด โรมฉะวิษณุชี้นำปมหุ้น
กก.ลุยปลดล็อกท้องถิ่น พท.พับ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’
รุมถล่มส.ว.เจ้าของไอเดียรัฐบาลแห่งชาติ ทุกพรรคเรียงหน้าคัดค้านระบุไม่ใช่เวลาคิดเรื่องนี้ ขนาดพรรคตู่-ป้อมก็ยังไม่เอา ‘พิธา’ ชี้เป็น ต้นเหตุความขัดแย้ง ลั่นพร้อมเป็นรัฐบาล แห่งประชาชน เป็นนายกฯ ของคนทุกคน เพื่อไทยเย้ยฝันกลางแดด ไม่ใช่เวลาคิดเรื่องนี้ ‘ส.ว.เสรี’ ฟันธงเกิดยาก เลขาฯ ก้าวไกลเผยกลางมิ.ย.สรุปใครได้เก้าอี้ประธานสภา ‘โรม’ จวก ‘วิษณุ’ ชี้นำปมหุ้นสื่อ เชื่อหวังผลให้ส.ว. ลังเลโหวตนายกฯ ตะเพิด ‘ตู่’ เก็บของ พ้นทำเนียบ อย่าหวังส้มหล่น โฆษกรัฐบาลตอกกลับต้องเป็นรัฐบาลรักษาการไปจนกว่าครม.ใหม่ถวายสัตย์ ‘พิธา’ ถก 3 สมาคมอปท. เดินหน้าปลดล็อกท้องถิ่น เพื่อไทยพับดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท ถอยให้ก้าวไกลใช้งบ 5.6 แสนล้าน ทำนโยบายสวัสดิการ
พท.ชี้ไม่ใช่เวลาตั้งรบ.แห่งชาติ
กรณีนายจเด็จ อินสว่าง ส.ว. มีแนวคิดเสนอในกรรมาธิการ(กมธ.)การพัฒนาการเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ โดยงดเว้นการใช้รัฐธรรมนูญ บางมาตราที่มีปัญหาได้ เพื่อตอบโจทย์การเมืองในเวลานี้
เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ว่า ถือเป็นเพียงความคิดเห็นที่แตกต่างซึ่งเราก็รับฟัง แต่การตั้งรัฐบาลแห่งชาติมักเกิดขึ้นในยามที่ประเทศเกิดวิกฤต เช่น อยู่ในภาวะสงคราม ต้องการความเป็นเอกภาพ แต่สถานการณ์ ในขณะนี้ ยังไม่เข้าขั้นวิกฤต ยังมีช่องทาง ให้เดินต่อไปได้ตามรัฐธรรมนูญ
การเลือกตั้งครั้งนี้ฝ่ายประชาธิปไตยได้เสียง เกินกว่า 300 เสียง เราต้องคำนึงถึงเจตจำนงและความคาดหวังของประชาชนด้วย ดังนั้นเราต้องช่วยกันผลักดันเจตจำนงและความ คาดหวังของประชาชนให้สำเร็จ หากเกิดปัญหา ขึ้นจริงๆ จนถึงขั้นไปต่อไม่ได้ ต้องสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะประชาชนผู้มีสิทธิ์ เลือกตั้งว่ายอมรับได้หรือไม่ ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน หาทางออกร่วมกัน แต่ขณะนี้อย่าเพิ่งตัดช่องทาง ต่างๆ เพื่อจะตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ตนเชื่อว่า ฝ่ายประชาธิปไตยสามารถจัดตั้งรัฐบาลของประชาชนได้สำเร็จ
ฉะไร้เหตุผล-ข้องใจพูดทำไม
นายสุทิน คลังแสง ว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เป็นข้อเสนอที่ไม่ชอบ ด้วยเหตุผล ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ เพราะการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติเกิดขึ้นในสถานการณ์พิเศษ ซึ่งประเทศในระบอบประชาธิปไตยไม่ทำกัน ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายก็ไม่อนุญาตให้ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ หากจะทำต้องยกเว้นกฎหมายบางมาตรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ถือเป็นการสร้างวินัยผิดๆ ให้กับคนในชาติ ถ้ายกเว้นเรื่องนี้ได้ก็ยกเว้นได้หมดทุกเรื่อง ทำให้รัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่ศักดิ์สิทธิ์
นอกจากนี้ยังทำให้ไม่มีระบบตรวจสอบ ถ่วงดุล เพราะทุกพรรคเป็นรัฐบาลหมด ไม่มีฝ่ายค้าน ซึ่งหลักการตรวจสอบถ่วงดุลถือเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตย ที่สำคัญเป็นการ ทำลายจิตวิญญาณของการเลือกตั้ง เป็นการ ไม่เคารพเจตนารมณ์และไม่ฟังเสียงสะท้อนของประชาชนผ่านการเลือกตั้ง เมื่อเจตนารมณ์ของประชาชนถูกละเลย ระบบการเลือกตั้ง ก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์
การเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนอยากให้ฝ่ายค้านเข้ามาเป็นรัฐบาล อยากเปลี่ยนตัวบุคคลรวมทั้งนโยบาย ดังนั้นข้อเสนอตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ถือเป็นการละเลยประชาชน การเลือกตั้ง ที่ผ่านมาก็ไร้ประโยชน์ และจะทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายและไม่เห็นคุณค่าการเลือกตั้งในระยะยาว ตนมองว่าข้อเสนอ ดังกล่าวยังไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ขณะนี้ เนื่องจากการตั้งรัฐบาลยังอยู่ในกระบวนการ เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น ยังมีทางเดินอยู่ ไม่ได้ถึงทางตัน
เมื่อถามว่าข้อเสนอนี้เกิดขึ้นเพราะ ส.ว. มองว่า 8 พรรคร่วมจะตั้งรัฐบาลไม่ได้ นายสุทิน กล่าวว่า เขาอาจมองอย่างนั้น แต่คิดว่าเราตั้งรัฐบาลได้ ดังนั้นอย่ามาสร้างความจำเป็นที่ไม่จำเป็นให้เกิดขึ้น เขาอาจจะอยากโยนหินถามทาง แต่ไม่รู้ว่าจะถามทางไปไหน น่าสงสัยอยู่ว่า มาพูดเรื่องนี้ทำไม ทั้งที่ตอนนี้ทุกอย่างกำลังมาดีแล้ว
‘ชูศักดิ์’เยาะฝันกลางแดด
นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนว่าเป็นไปไม่ได้ ฝันกลางแดด จะยกเว้นรัฐธรรมนูญ ถามว่าเอาอำนาจอะไรไปยกเว้น คนยกเว้นจะเจอข้อหาจงใจไม่ปฏิบัติ ตามรัฐธรรมนูญ คนเสนอชื่อนายกฯ จะกล้าลงนามรับสนองหรือไม่ อย่าไปคิดให้เปลืองสมองเลย
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ว่าที่ส.ส.แพร่ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าววว่า ประเทศไทยเพิ่งผ่านการเลือกตั้งมา และในสายตาของนานาประเทศกำลังมองว่าประเทศไทยกำลังกลับคืนเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง และกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยกำลังดำเนินการอยู่ ฉะนั้นคำว่ารัฐบาลแห่งชาติไม่ควรพูดถึง และเป็นไปไม่ได้เลย ไม่ต้องไปขยายความอีกแล้ว ขณะนี้เชื่อมั่นว่าการจัดตั้งรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยเกิดขึ้นและเป็นไปได้ และสามารถเข้าสู่การบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคประชาชาติ (ปช.) ให้สัมภาษณ์ว่า แนวคิดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ขัดกับเจตนารมณ์ของประชาชน เพราะในกระบวนการประชาธิปไตย ประชาชนไปเลือกตั้งแล้ว คำว่าชาติในความหมายของรัฐบาล แห่งชาติไม่ใช่ชาติของประชาชน แต่เป็นชาติของบางคนที่กำลังจะหมดอำนาจ แต่คล้ายกับว่า ยังต้องการตำแหน่ง และผลประโยชน์ จึงสร้าง เรื่องขึ้นมา เพราะอาจมีความวิตกกังวล ซึ่งเป็นธรรมดาของคนที่อยู่ในอำนาจจนเคยชิน
“วันนี้ทุกอย่างเดินตามขั้นตอนอยู่แล้ว เราเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย เชื่อมั่นเสียงของประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง เป็นเสียงส่วนใหญ่ของพรรคฝ่ายประชาธิปไตย รวมกว่า 70% ฉะนั้น ถ้าหากใครไม่พอใจผลที่ออกมาก็ขอให้รอไปอีก 4 ปี” พ.ต.อ.ทวีกล่าว
‘วิทยา’มึน-เสนอก่อนรู้ผลส.ส.
ด้านนายวิทยา แก้วภราดัย รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) กล่าวว่า อยากถามว่า ข้อเสนอดังกล่าวจะเป็นการปลดล็อกอะไร วันนี้มีล็อกอะไรที่ต้องปลด เพราะกระบวนการการเลือกตั้ง วันนี้ยังไม่มีการประกาศและรับรองผลอย่างเป็นทางการเลย ต้องรอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศผลซึ่งเป็นไปตามกระบวนการการเลือกตั้งถึงจะเริ่มเดินต่อไปได้ แต่ข้อเสนอดังกล่าวเป็นเหมือนการพยายามทำก่อนที่จะมีการ ประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการ วันนี้ถือว่า ไม่ใช่เป็นเรื่องข้อเท็จจริง จะต้องรอผลจากกกต.
ต่อข้อถามว่าแนวคิดดังกล่าว เสนอให้ ‘2 ลุง’ จากพรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) เข้าร่วมในรัฐบาลแห่งชาติ ด้วย นายวิทยากล่าวว่า ต้องยอมรับว่าข้อเสนอดังกล่าว ทำให้หลายคนจินตนาการตาม ซึ่งคงต้องไปถามนายจเด็จว่ามีข้อมูลอะไร ถึงได้ออกมาพูดเช่นนี้หรือมีข้อมูลว่ามีการรับรองผลแล้ว วันนี้เป็นเพียงแค่สมมติฐานของคะแนนที่ยังไม่ได้รับการรับรองยังไม่รู้ว่าจะได้ใบแดงกี่คนหรือต้องออกไปกี่คน “เป็น เพราะนายจเด็จรู้สึกตกใจที่ 2 พรรคการเมืองใหญ่เล่นเกมกันอยู่หรือเปล่าเลยมีข้อเสนอ ดังกล่าวออกมา
‘ธนกร’เอาใจช่วยพรรคอันดับ 1
นายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติเป็นเรื่องที่ไกลมาก แต่เข้าใจว่า ส.ว.เป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมือง อาจจะหวังดีกับบ้านเมือง แต่ไม่ใช่ อยู่ๆ จะตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เพียงแต่นายจเด็จอาจ มองว่าหากประเทศติดหล่ม หรือมีปัญหา ขัดแย้งรุนแรงมาก ซึ่งเคยมีการเสนอแบบนี้ มาหลายหนแล้ว ส่วนตัวมองว่าอยากให้เป็นรัฐบาลแบบปกติ ตามระบอบประชาธิปไตย เพราะวันนี้เพิ่งเลือกตั้งมาต้องให้เกียรติพรรคอันดับหนึ่งในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเชื่อว่า เขาจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่หากจัดตั้งไม่ได้ ให้พรรค อันดับสองจัดตั้งไป ดังนั้นควรเป็นรัฐบาลปกติ ตามระบอบประชาธิปไตยน่าจะเหมาะสมกว่า
“พรรครวมไทยสร้างชาติขออยู่นิ่งๆ ใช้เวลา ทำให้พรรคเป็นที่นิยมมากขึ้น ได้คุยกับนาย เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรคที่เห็นตรงกันว่าช่วงนี้ว่าควรใช้เวลาอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติให้มากขึ้น และเฝ้ามองการจัดตั้งรัฐบาล ด้วยการเอาใจช่วย ช่วงเช้าที่ผ่านมา ผมได้เจอกันในงานหนึ่งได้ให้กำลังใจกับ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ไปด้วยเช่นกัน” นายธนกรกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามกรณีพรรคก้าวไกลมีการประสานข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อเป็น การเปลี่ยนถ่ายรัฐบาลว่า ต้องดูว่าเหมาะสมหรือไม่ เพราะวันนี้ รัฐบาลยังอยู่ ข้าราชการอาจจะอึดอัดก็ได้ ส่วนกรณีที่นายพิธาระบุข้าราชการขอมาพบเองนั้น มันก็ไม่ใช่ นายกฯได้ไปสอบถามจากข้าราชการ ไม่มีใครไปขอพบ เลย พอไปดูข้อเท็จจริง พรรคก้าวไกลต่างหากที่เป็นคนไปขอพบหน่วยงานของราชการ เช่น อบจ. เทศบาล เห็นได้ว่าสิ่งที่พูดกับสิ่งที่ทำมันต่างกัน ตนไม่อยากก้าวล่วงท่าน แต่บางครั้ง ต้องพูดตรงไปตรงมา เพราะประชาชนจับตาอยู่ เป็นถึงว่าที่นายกฯ การพูดการกระทำของท่านจะหมายถึงตัวตนของท่าน ถ้าท่านจะเป็นนายกฯ ที่ดีก็ต้องปรับตัว
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายพิธาบิดเบือนใช่หรือไม่ นายธนกร กล่าวว่า “ไม่ใช่บิดเบือน แต่ในข้อมูล มันไม่ตรงกัน ผมว่าดูพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นหลักในการเป็นนายกฯที่ดีได้ว่าเป็นอย่างไร ขอให้ดู พล.อ.ประยุทธ์ เพราะท่านให้เกียรติกับทุกคนอยู่แล้ว”
‘พิธา’ขอเป็นรบ.แห่งประชาชน
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ว่า คำถามสำคัญในตอนนี้คือการที่เราจะออกจากความขัดแย้ง คือเราต้องการรัฐบาลแห่งชาติ หรือรัฐบาลแห่งประชาชน 8 พรรคที่ตั้งร่วมในขณะนี้มาจากเสียงของประชาชนจำนวนมาก เกินครึ่งอย่างแน่นอน ฉะนั้นถ้าเราเคารพในเสียงประชาชน และช่วยกันเตือนว่า ทุกครั้งที่มีการไม่เคารพมติของประชาชน และเลือกระบบที่ไม่ตรงกับเจตจำนงของพวกเขามาโดยตลอด อันนั้นคือจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง
“ผมเข้าใจ ส.ว.จเด็จที่แสดงความกังวลเรื่องดังกล่าว เพราะไม่มีใครอยากจะมีความขัดแย้งต่อไป แต่เรารักษาระบบมิใช่หรือ เรารักษามติของประชาชนไม่ใช่หรือ ที่จะออกจากความขัดแย้งได้ หากเราทำตรงกันข้ามเมื่อไหร่ นั่นคือ สิ่งที่ประวัติศาสตร์สอนเรามา 20 ปีเป็นอย่างน้อย เรื่องดังกล่าวคือต้นเหตุความขัดแย้ง จึงอยากยืนยันว่า ผมพร้อมที่จะเป็น นายกฯ ของคนทุกคน พร้อมที่จะเป็นรัฐบาลแห่งประชาชน ไม่ได้เป็นแค่รัฐบาลแห่งชาติเพียงอย่างเดียว”
ผู้สื่อข่าวถามว่านายจเด็จยังเสนอให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประธานยุทธศาสตร์ พรรครวมไทยสร้างชาติ และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ร่วมในรัฐบาลแห่งชาติด้วย นายพิธากล่าวว่า ถ้าสวนมติของประชาชนไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล ไม่เพียงแต่ชื่อของพล.อ.ประยุทธ์ หรือพล.อ.ประวิตร ถ้าไม่ใช่ชื่อที่ประชาชนจำนวนมาก แสดงเจตจำนง น่าจะเป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง
เมื่อถามว่านายธนกรแนะว่าหากจะเป็น นายกฯ ที่ดี ให้ยึดพล.อ.ประยุทธ์เป็นแบบอย่าง นายพิธากล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าหากจะเป็น นายกฯ ที่ดีควรยึดประชาชนและความต้องการ ของประชาชนเป็นหลัก เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ที่ตนเองยึดมั่นตลอดมา
โต้ถ้าเป็นนายกฯ-ปท.ลุกเป็นไฟ
นายพิธากล่าวถึงกรณีที่นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ส.ว.ระบุว่าหากนายพิธาเป็นนายกฯ บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ ขณะนี้กระแสจงรักภักดีสถาบันพร้อมมากที่จะเข้ากรุง และจะนำไปสู่การนองเลือดของคนไทยด้วยกันว่า ไม่เป็นความจริง ถ้าเราเคารพมติ เคารพประชาชน และมีทางออกร่วมกัน น่าจะทำให้ประเทศไทย เจริญรุ่งเรืองมากกว่า มีแต่สิ่งดีๆ เกิดขึ้น และเราควรร่วมกันทำงาน ท่ามกลางความท้าทายของโลกในขณะนี้ ไม่ใช่เพื่อพิธา แต่เพื่อเป็นการรักษาระบบให้กับประเทศไทย ส่วนกระแสข่าวผู้จงรักภักดีเตรียมเดินทางเข้ากรุง ยังไม่เคยได้ยินข่าวนี้ เป็นสิทธิของทุกท่าน ที่จะเดินทาง ตนเคารพและไม่เป็นปัญหา
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีส.ว.ออกมาแสดงความคิดเห็นเชิงลบ กังวลเรื่องการโหวตเลือกนายกฯ หรือไม่ นายพิธาระบุว่า เท่าที่พูดคุยกับคณะเจรจา ทุกอย่างยังเป็นไปได้ด้วยดี คิดว่าเมื่อถึงวันที่โหวต ไม่น่ามีปัญหา ส่วนกระแสโจมตีว่าสหรัฐอยู่เบื้องหลังพรรคก้าวไกล นายพิธากล่าวว่าไม่เป็นความจริง คิดว่าคนที่อยู่เบื้องหลัง คือประชาชนคนไทย เพียงแต่เรื่องต่างประเทศจำเป็นต้องหาสมดุล ระหว่างมหาประเทศ ระหว่างความเชี่ยวกราก เอาผลประโยชน์ของคนไทยเป็นที่ตั้งและประชาชนในประเทศเขา ถ้าจะวินวินทั้งสองประเทศถือเป็นประโยชน์ ถ้าเราอิงกับชาติใดชาติหนึ่ง หรือไม่คิดถึงนโยบายการต่างประเทศ ปัญหาจะตกกับพี่น้อง ประชาชน ทั้งหมดต้องวางบริบทของประเทศที่อยู่ในพื้นที่ ตามกฎกติกาของโลก และยึด ผลประโยชน์ของชาติ ประชาชนของทั้ง 2 ฝ่าย
‘ชัยธวัช’ว้ากไม่ใช่ทางออก
นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ข้อเสนอรัฐบาลแห่งชาติ พรรคก้าวไกล มองว่าคงไม่ใช่ทางออกที่ดี รัฐบาลที่ดี ไม่ว่าพรรคไหน ควรมีฝ่ายค้านไว้คอยตรวจสอบ ถ่วงดุล หากไม่มีฝ่ายค้านจะสุ่มเสี่ยงกับการใช้อำนาจโดยมิชอบ
ผู้สื่อข่าวถามว่า การเลือกนายกฯ ครั้งนี้อาจเป็นไปด้วยความยากลำบาก นายชัยธวัชกล่าวว่า จนถึงตอนนี้ไม่น่าเป็นเช่นนั้น ยังอยู่ในทิศทางที่ดีอยู่ คิดว่ารัฐบาลแห่งชาติไม่น่าเป็นตัวเลือกในทางการเมืองหลังจากนี้เลย เท่าที่ได้ยินมาจากแค่ส.ว.คนเดียว
ต่อข้อถามถึงความคืบหน้าเรื่องการเจรจากับ ส.ว. เนื่องจากมี ส.ว.แสดงความเห็นควรตั้ง รัฐบาลแห่งชาติ นายชัยธวัชกล่าวว่า การพูดคุย ยังเป็นไปในทางที่ดี เมื่อได้คุยกันจริงๆ แล้วเป็นการลดกำแพง เราได้ตอบคำถามหลายๆ เรื่องที่ ส.ว.แต่ละท่านมีความกังวลหรือเข้าใจข้อมูลข่าวสารอีกชุดหนึ่ง ซึ่งเป็นโอกาสที่ดี ในการชี้แจง
คาดกลางมิ.ย.รู้ใครนั่งปธ.สภา
เมื่อถามถึงการจัดสรรครม. นายชัยธวัชกล่าวว่า การฟอร์มครม. ภายใต้กระบวนการที่จะทำการบ้านล่วงหน้า ตั้งคณะทำงาน และจะส่งมอบนโยบายเรื่องใดบ้าง จะนำไปสู่ กระบวนการแบ่งงานกันทำ กระบวนการนี้ จะถูกจัดสรรบทบาทของแต่ละพรรคว่าจะมีส่วน รับผิดชอบบริหารหน่วยงานไหน กระทรวงใดบ้าง ส่วนพรรคใดจะจัดสรรบุคลากรอย่างไร ขึ้นอยู่กับแต่ละพรรค ตนเข้าใจว่าโดยธรรมชาติ ของแต่ละพรรคจะมีความชัดเจนในเรื่องนี้ หลังเลือกนายกฯ เสร็จแล้ว
ส่วนที่นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ อดีตส.ส.พรรคไทยศรีวิไลย์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้รับตำแหน่งประธานสภา นายชัยธวัชปฏิเสธว่า ไม่เป็นความจริง เรื่องประธานสภายังไม่ได้ข้อยุติ พรรคก้าวไกลตั้งเป้าไว้ว่าภายในกลางเดือนมิ.ย.ควรได้ข้อยุติ เพราะเป็นไปได้ที่สำนักงาน กกต.จะรับรองส.ส.เร็วกว่าเมื่อปี 2562
“พรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยมีเหตุผลของแต่ละพรรคเอง แต่การพูดคุยกันใน รายละเอียดการทำงานร่วมกัน คงสามารถหา ข้อยุติได้ คิดว่า 2 สัปดาห์ไม่ควรเกินนั้น” นายชัยธวัชกล่าว
คุยตั้งรบ.กำลังไปได้สวย
ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล เขตบางกะปิ กทม. นายรังสิมันต์ โรม ว่าที่ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า เท่าที่ทราบ ส.ว.จเด็จ ไม่เห็นด้วยในการแก้ไขมาตรา 112 เรียนตามตรงว่าจะตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ไปทำไม ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในสถานการณ์แบบนั้น เชื่อว่า การตั้งรัฐบาลตามเสียงประชาชน สามารถทำได้ ไม่มีปัญหาอะไร ทุกอย่างกำลังเป็นไปได้สวย
แม้เงื่อนไขรัฐธรรมนูญจะไม่ง่าย มีอุปสรรค แต่เรากำลังคืนความปกติตามความยอมรับจากมติมหาชน ค่อยๆ แก้ ถอดสลักปัญหา กลับกัน ถ้าจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ตนไม่เชื่อว่าประเทศไทย จะเดินหน้า ไปได้ และนายจเด็จก็ไม่ได้เป็นตัวแทนของ ส.ว.ทุกคน ซึ่งการปิดสวิตช์มาตรา 272 เชื่อว่าประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไป
สิ่งที่เรากำลังพยายามเดินหน้า เราพยายาม เคารพต่อมติมหาชนให้ได้มากที่สุด ผลเลือกตั้ง ออกมาแน่นอนว่ามีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ ซึ่งในส่วนของมาตรา 112 ต้องไปว่ากันในสภา พรรคก้าวไกลเสนอโมเดล หากเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยประการใดก็คุยกันในสภา ตามกติกา ส่วนเรื่อง มาตรา 272 ก็กำลังนับถอยหลัง ถ้าจะยื้อในประเด็นนี้ ประเทศชาติจะได้อะไร จริงๆ ควรปิดสวิตช์ 272 กันในวันนี้ ไม่จำเป็นต้องรออีก 1 ปีข้างหน้า
พปชร.ให้ยึดหลักการรธน.
นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ กรรมการบริหาร พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า หากถามว่าเรื่องดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้หรือไม่ ก็สามารถเกิดได้ในสภาวะที่บ้านเมืองเกิดปัญหาจนหาทางออกไม่ได้จริงๆ แต่ขณะนี้มองว่าไม่ใช่เวลาที่จะพูดเรื่องนี้ ควรต้องให้ทุกอย่างดำเนินไปตามขั้นตอนและกระบวนการ ตามรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดไว้ให้ได้ก่อน
“เราต้องยึดหลักการตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้บ้านเมืองเดินต่อไป และวันนี้มาถูกทาง คือให้โอกาสพรรคการเมือง ที่ได้เสียงลำดับหนึ่ง จัดตั้งรัฐบาลก่อน ถ้ายังไม่ได้ก็เป็นพรรคลำดับสอง แต่ถ้ายังไม่ได้ และบ้านเมืองเกิดปัญหา เวลานั้นค่อยมาพิจารณากันใหม่ ตอนนี้ยังไม่เกิด ปัญหาวิกฤตที่จะไปถึงขั้นการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ที่สำคัญต้องคำนึงถึงความเห็นคนในสังคม เพื่อไม่ให้เกิดความไม่เข้า”
ผู้สื่อข่าวถามว่าแนวคิดดังกล่าว เสนอให้พรรค รวมไทยสร้างชาติ และพรรคพลังประชารัฐเข้าร่วมในรัฐบาลแห่งชาติด้วย ในการร่วมทำงานเพื่อชาติ นายบุญสิงห์กล่าวว่า ไม่ขอวิจารณ์ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่ย้ำว่า ทุกอย่างควรเป็นไปตามขั้นตอน และที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค พลังประชารัฐระบุชัดว่าต้องให้เป็นไปตามหลักการตามรัฐธรรมนูญ คือพรรคที่ได้เสียง ลำดับหนึ่งจัดตั้งรัฐบาล
ปชป.ชูจุดยืนยึดรธน.
นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)กล่าวว่า กระบวนการ ในการเปิดรัฐสภา การเลือกประธานสภา ผู้แทนราษฎร การเลือกนายกฯ เพื่อนำไปสู่การตั้งรัฐบาลมาใช้อำนาจในการบริหารราชการ แผ่นดิน ชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญได้กำหนด กฎเกณฑ์ ขั้นตอนกระบวนการไว้ครบถ้วน
ไม่ว่าใครจะเสนอประเด็นอะไรมาในขณะนี้ ถือเป็นสิทธิของแต่ละคน แต่เมื่อการเลือกตั้งเสร็จสิ้น พรรคที่มีเสียงข้างมากก็ดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลไป แต่จะทำได้หรือไม่ได้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งมีขั้นตอนระบุไว้ในรัฐธรรมนูญทั้งหมดแล้ว การดำเนินการตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้คือแนวทางที่ดีที่สุด
‘ส.ว.เสรี’ฟันธงเกิดยาก
นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว.กล่าวว่า เป็นความหวังดีที่จะแก้ปัญหาเรื่องความแตกแยก เพื่อก่อให้เกิดความปรองดอง แต่เชื่อว่ารัฐบาลแห่งชาติเกิดขึ้นได้อยาก เพราะผลการเลือกตั้งออกมาแล้วว่าพรรคไหนได้คะแนนเท่าไรที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้ ฉะนั้นคนกลุ่มนี้จะไม่ยอม และข้อสำคัญใครจะยอมให้ใครเป็นนายกฯ ให้ใครเป็นประธานสภา และต้องไปแยกกระทรวง ทบวงกรมอีกว่ามาจากพรรคไหน จากใคร ซึ่งในภาวะปัจจุบันแต่ละพรรคมีเป้าหมายของตัวเองที่จะมีอำนาจฝ่ายบริหาร ความหวังดีนี้ก็ดีในมุมหนึ่ง แต่เกิดขึ้นยาก ในสภาพปัจจุบัน ถ้าเกิดได้ก็ดี แต่ดูองค์ประกอบ เงื่อนไขแล้ว เป็นไปได้ยาก
ผู้สื่อข่าวถามว่า มองเจตนานายจเด็จอย่างไร นายเสรีกล่าวว่า มองว่าเป็นความหวังดี เจตนาดี ที่เห็นปัญหาว่ามีปัญหาเยอะ แต่ละฝ่ายก็ยืน ในจุดของตัวเองไว้หมดแล้ว บางพรรคก็สุดโต่ง ไปซ้ายไปขวา ดังนั้นรัฐบาลแห่งชาติเกิดได้ยาก ในสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะรัฐบาลแห่งชาติเกิดได้ต้องอยู่ในสถานการณ์ที่แตกแยกรุนแรงหนัก เพื่อแก้เรื่องความขัดแย้งได้
การตั้งรัฐบาลแห่งชาติ คือหาทางอื่นไม่ได้แล้ว แต่ตอนนี้ยังมีเส้นทางของตัวเองอยู่เยอะ ในการประชุมกมธ.การพัฒนาการเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ซึ่งตนเป็นประธาน ในวันที่ 6 มิ.ย. จะนำเรื่องนี้ มาพูดคุยกันด้วย
ปมหุ้นสื่อเสี่ยงลต.โมฆะ-พท.แย้ง
นายเสรี กล่าวกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า หากนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส.ในประเด็นถือหุ้นไอทีวี และถูกร้องเรื่องการรับรองผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคก้าวไกล อาจจะต้องเลือกตั้งซ่อมทั้งประเทศว่า การต้องเลือกตั้งใหม่ทั่วประเทศมีความเป็นไปได้ เพราะนายพิธารู้ตัวว่าขาดคุณสมบัติการเป็นส.ส. เนื่องจากถือหุ้นสื่อ แต่ไปเซ็นรับรอง ผู้สมัครส.ส.พรรคก้าวไกลในฐานะหัวหน้าพรรค เท่ากับไปรับรองทั้งที่ตัวเองไม่มีคุณสมบัติ
ส่วนตัวมองว่า หากจะเป็นโมฆะควรเป็นเฉพาะเขตที่ผู้สมัครพรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้ง เท่านั้น ไม่ควรโมฆะทั้งหมด แต่บางฝ่ายเห็นว่า ต้องเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ เพราะคะแนน ที่พรรคก้าวไกลได้ไป ทำให้คะแนนเสียงของคนอื่นๆผิดเพี้ยนไม่ตรงกับความจริง เพราะ หากนายพิธาไม่เซ็นรับรองผู้สมัคร ส.ส. พรรคก้าวไกล ประชาชนอาจไปเลือกพรรคอื่น แต่ขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญจะเห็นอย่างไร และมีคำวินิจฉัยเช่นใดออกมา ถ้าเลือกตั้งเฉพาะเขตที่พรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้งก็เสียหายน้อยหน่อย ถ้าต้องเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ คงเสียหายเยอะ แต่ทุกอย่างต้องว่าไปตามกฎหมาย ไม่เกี่ยวกับจะเสียหายมากน้อยอย่างไร
นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เรื่องเลือกตั้งซ่อมห่างไกลมาก นายพิธา ลงนามส่งคนลงสมัครในฐานะหัวหน้าพรรค ไม่ใช่ฐานะส.ส.หรือนายกฯ ความเป็นหัวหน้าพรรคถูกต้องตามกฎหมาย และข้อบังคับพรรค ไม่เกี่ยวกับการถือหุ้นหรือไม่ถือหุ้น ยิ่งยกคำวินิจฉัยปี 2549 ก็คนละเรื่องเลย
‘โรม’ซัด‘วิษณุ’ชี้นำ
นายรังสิมันต์ โรม ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า ยืนยันว่าเรื่องหุ้นไอทีวี พรรคก้าวไกลมีการพร้อมจะต่อสู้ในข้อกฎหมาย ต่างๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องการกลั่นแกล้งกัน หวังผล ทางการเมือง เราไม่มีความกังวลอะไร เข้าใจว่า จุดประสงค์ของนายวิษณุในการพูดเพื่อชี้นำ ส.ว.ใช่หรือไม่ ชี้นำสังคมเพื่อหวังผลให้ ส.ว. อาจจะเกิดความลังเลใจ ทั้งที่ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ทำไมต้องใช้กระบวนการอย่างนี้ ทำแบบนี้บ้านเมืองจะวุ่นวายหรือไม่ เท่ากับไม่เคารพต่อประชาชนที่มีเจตจำนงไปใช้สิทธิเลือกตั้งหรือไม่
มีนิสิต นักศึกษาให้ความเคารพในเรื่องข้อกฎหมายหลายๆ อย่าง แต่ต้องยอมรับว่า นายวิษณุไม่ได้ถูกทุกเรื่อง เช่น เรื่องล่าสุดเกี่ยวกับออก พ.ร.ก.เพื่อเลื่อนบางมาตรา ใน พ.ร.บ.กฎหมาย สุดท้ายที่พวกเรายืนยัน ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็เป็นไปนั้น ดังนั้น แทนที่ นายวิษณุจะให้สัมภาษณ์ในลักษณะชี้นำ ควรให้ พล.อ.ประยุทธ์ มีสปิริต แล้วช่วยกันเตรียมตัวเก็บของออกจากทำเนียบ แล้วส่งมอบงานให้รัฐบาลต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามถึงว่าหากนายพิธาโดนตัดสิทธิ การเป็น ส.ส.ในอนาคต พรรคก้าวไกลจะทำอย่างไร นายรังสิมันต์กล่าวว่า ต้องดูกฎหมายหลายๆ กฎหมาย แต่ไม่อยากลงรายละเอียดมาก เพราะจะมีผลต่อคดีความ แต่ยืนยันว่าไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคกับการเป็นสมาชิกพรรคของนายพิธาแน่นอน
เย้ย‘ตู่’ไร้สปิริต-หวังส้มหล่น
นายรังสิมันต์กล่าวว่า วันนี้ผ่านมา 2 สัปดาห์ กว่าแล้ว เป็นเรื่องแปลกประหลาดมากที่ผ่านมา นานขนาดนี้ ยังไม่ได้ยินคำพูดแสดงความยินดีกับผู้ชนะเลือกตั้งจากปากของ พล.อ.ประยุทธ์ แม้แต่น้อย ยังไม่ได้เห็นการเตรียมความพร้อมของรัฐบาลชุดที่แล้วที่ต้องเก็บของออกจาก ที่ทำงาน เตรียมส่งมอบงานให้รัฐบาลใหม่ ทั้งๆ ที่ผลการเลือกตั้งมีความชัดเจนอยู่แล้วว่าผู้ที่เคยเป็นรัฐบาลชุดที่แล้ว จะไม่ได้เป็นรัฐบาล ต่อไปในชุดนี้
สำหรับพรรคก้าวไกลมีการเตรียมพร้อม ตั้งคณะทำงานประสานงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่กลับไม่เห็นความพร้อมของรัฐบาลชุด ที่แล้วเลย ถ้ามองในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ในหลายๆ ประเทศ โดยปกติเมื่อรัฐบาลมีการเปลี่ยนแปลง รัฐบาลชุดเดิมไม่ชนะเลือกตั้ง สปิริตที่สำคัญคือการแสดงความยินดีกับผู้ชนะ ที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน แต่เรา ไม่เห็นอะไรเลยจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์
ที่สำคัญเราเห็นท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นั่นคือการหวังส้มหล่น จากรัฐบาลของพรรคก้าวไกล และหวังว่า ตัวเองจะสามารถเป็นนายกฯ ต่อไป ดังนั้น คิดว่าคงไม่สายเกินไปถ้าสุดท้าย จะได้ยินจากปาก พล.อ.ประยุทธ์ว่ายอมรับความพ่ายแพ้การเลือกตั้ง เพื่อทำให้การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็นเหมือนที่หลายประเทศ ที่เจริญแล้วทำกัน การแสดงสปิริตอย่างนี้เป็นการสร้างบรรยากาศที่ดีที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลเพื่อทำให้เกิดความราบรื่นต่อรัฐบาลใหม่อีกด้วย
‘อนุชา’ตอกกลับ-ไล่ดูไทม์ไลน์
นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการ นายกฯ ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกฯ ในฐานะรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวตอบโต้นายรังสิมันต์ว่า ขอชี้แจงว่าพล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวแสดงความยินดี กับพรรคการเมืองที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในสัปดาห์แรกหลังการเลือกตั้งไปแล้ว จึงอยากให้เข้าใจตรงกัน ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการเรียกร้องสปิริตของรัฐบาลและตั้งข้อสงสัย รัฐบาลไม่ให้ความร่วมมือเรื่องการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล นายอนุชากล่าวว่า ได้ชี้แจงไปหลายรอบแล้วถึงไทม์ไลน์หลังการเลือกตั้ง ว่าต้องรอ กกต.รับรองภายใน 60 วัน จากนั้นจะเปิดประชุม รัฐสภาและเลือกนายกฯ เป็นขั้นตอนต่อไป
เมื่อมีนายกฯ มีครม.ชุดใหม่ มีรัฐบาลใหม่ รัฐบาลชุดเก่าก็พร้อมหยุดปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้รัฐบาลใหม่ทำงานต่อ คาดว่าจะเกิดขึ้นได้ช่วงเดือนส.ค.และทุกอย่างเดินไปตามนี้ ยืนยันว่าไม่ได้ห้ามปรามพรรคการเมืองที่กำลังจัดตั้งรัฐบาลเดินสายพบหน่วยงานภาคเอกชน แต่การ จะไปพบส่วนราชการต่างๆ ได้มีฟีดแบ็กกลับมา ที่รัฐบาลจะเหมาะสมหรือไม่ เพราะรัฐบาลปัจจุบันยังทำหน้าที่เต็มที่ จึงอยากให้เข้าใจบทบาทหน้าที่ของรัฐบาลและนายกฯ ว่ายังทำหน้าที่จนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ และฟอร์มครม. ไปจนถึงถวายสัตย์ปฏิญาณ จึงจะเรียกเป็นการยุติการทำหน้าที่รัฐบาลปัจจุบัน
เมื่อถามว่านายรังสิมันต์เรียกร้องให้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์เตรียมเก็บของออกจากทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา กล่าวว่า เวลานี้ยังไม่มีเหตุผล ที่จะต้องเก็บของ หรือแสดงสปิริตย้ายออกจาก ทำเนียบรัฐบาล หรือไม่มาทำงาน ย้ำว่ายังต้องทำหน้าที่ต่อไปทั้งรองนายกฯ และรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ

ถกท้องถิ่น – นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เข้าหารือ 3 นายกสมาคมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องการ กระจายอำนาจ ที่สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศ ไทย เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.
‘พิธา’เดินหน้าปลดล็อกท้องถิ่น
เวลา 13.30 น. ที่สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เข้าหารือกับคณะก้าวหน้า และ 3 นายกสมาคมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้ง อบจ. อบต. เทศบาล
นายพิธากล่าวว่า ในสมัยประชุมสภาที่ผ่านมา พรรคก้าวไกลพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปลดล็อกอปท.ผ่านรัฐสภา มุ่งหวังจะกระจายความเจริญไปสู่แต่ละพื้นที่ และได้รับการสนับสนุนจากทุกท่านเป็นอย่างดี วันนี้จึงมารับฟังว่าการทำงานที่ผ่านมามีอะไรบ้าง และยังมีการพูดคุยกันว่าในช่วง 1 ปี และ 4 ปี มีเรื่องใดที่สามารถร่วมกันทำได้ รวมถึงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ผ่านประชามติของประชาชน ซึ่งจะมีการทำเวิร์กช็อปในวันที่ 15-16 มิ.ย. โดยสมาคมสันนิบาตเทศบาลฯ จะเป็นเจ้าภาพพูดคุยรายละเอียดกฎหมายที่ไม่เอื้ออำนวย ในการบริหารจัดการช่วงที่ผ่านมา
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีข้อเสนอใดที่สมาคมเสนอมา ไม่สามารถทำได้ใน 1 ปีแรก นายพิธา กล่าวว่า คิดว่าไม่มีอะไรท้าทายเกินความต้องการ ของประชาชนที่ต้องได้รับการแก้ไข อะไรที่ต้องทำอย่างรวดเร็วและรอบคอบ ประชาชนต้องมีส่วนร่วม หากแบ่งได้แบบนั้นจะทำให้รู้ว่าอะไรที่สามารถทำได้ตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทย และเรื่องใดต้องทำประชามติก่อนหรือต้องแก้รัฐธรรมนูญก่อน ถ้าแบ่งเป็นระยะๆ แบบนี้ใครที่กังวลว่าการกระจายอำนาจ การเลือกตั้งผู้ว่าฯ เป็นเรื่องสุดโต่ง จะได้เข้าใจและสบายใจว่าการทำทั้งหมดนี้เป็นการกระจายความเจริญไปสู่ประชาชน ได้เร็วที่สุด
เมื่อถามว่าหากพรรคก้าวไกลไม่ได้คุมกระทรวงมหาดไทย การกระจายอำนาจจะไม่มี ปัญหาใช่หรือไม่ นายพิธากล่าวว่า การกระจาย อำนาจเป็นเรื่องที่พรรคก้าวไกลผลักดันมาตลอด และจะทำให้เกิดขึ้นจนสำเร็จ คิดว่าการทำงานร่วมกับ 3 สมาคม จะทำให้เป้าหมายและการวางตัวบุคคลสำเร็จ
‘ชัชชาติ’เผย‘ก.ก.’เข้าหารือ 6 มิ.ย.
ที่ศาลาว่าการกทม. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่า ในวันที่ 6 มิ.ย.นายพิธา พร้อมว่าที่ ส.ส.กทม. จะเข้าพบ ไม่ได้หารือในฐานะว่าที่นายกฯ แต่ในฐานะที่พรรคก้าวไกล มีส.ส.กทม. 32 คน และมี ส.ก.ร่วมด้วย การหารือกันใช้เวลาไม่นาน ไม่ได้เป็นการรบกวนข้าราชการ และตนคิดว่าไม่ใช่เรื่องผิด เพราะเรื่องที่หารือกันไม่ใช่ความลับ เป็นการเปิดเผยข้อมูลตามปกติ อย่ากังวล ตนรู้ว่าอยู่ใน ฐานะอะไร และไม่เคยเรียกนายพิธาว่า ว่าที่นายกฯ รู้เพียงว่า เป็นหัวหน้าพรรคก้าวไกล
ส่วนพรรคต่างๆ ต้องการหารือกับ กทม.ตนก็ยินดีทุกพรรค ไม่มีปัญหา เพราะเชื่อว่าทุกคนมีส.ส. สามารถมีส่วนผลักดันเรื่องต่างๆ ในสภาได้ เพื่อเปลี่ยนแปลงกฎหมายบางส่วน ยิ่งประชาชนรับทราบข้อมูลก็ยิ่งมีแนวร่วม ในการแก้ปัญหา กทม.มากขึ้น กทม.จะดีขึ้นได้ ต้องมีแนวร่วม ส่วนการทำงานกับรัฐบาล ที่ผ่านมาไม่มีปัญหาอะไร แต่เรื่องใหญ่ๆ อาจต้อง หยุดพิจารณาไป เช่น การแก้ พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง อาจต้องรอการตัดสินใจจากรัฐบาลใหม่ กทม.พร้อมหารือและทำงานร่วมกับทุกฝ่าย ทุกพรรค เพื่อเดินหน้า ไปด้วยกัน
เพื่อไทยพับดิจิทัลวอลเล็ต
ที่พรรคเพื่อไทย นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กรรมการเลขานุการ และโฆษกคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจกล่าวว่า วันนี้ได้ประชุมคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจของพรรค นำโดย นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานกรรมการ เพื่อเดินหน้าทำงานอย่างต่อเนื่อง
ส่วนการประชุมคณะกรรมการประสานงาน ช่วงเปลี่ยนผ่านที่มีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นประธาน ในวันที่ 6 มิ.ย. พรรคเพื่อไทยจะนำเสนอนโยบาย เพื่อพูดคุยกับทางพรรคร่วม เช่น เรื่องค่าแรง เขตธุรกิจใหม่ เพื่อหาจุดลงตัวและทำงาน ร่วมกันได้ เชื่อว่าจะเป็นนโยบายที่สอดคล้องกัน
ในส่วนของนโยบายดิจิทัล วอลเล็ต 1 หมื่น บาทของพรรคเพื่อไทยนั้น เรายังเห็นถึงความจำเป็นในนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะ ที่ประเทศอ่อนแอ แต่นโยบายดังกล่าวต้องใช้งบประมาณกว่า 5.6 แสนล้านบาท ขณะที่พรรคแกนหลักต้องใช้เงินในปริมาณที่ ใกล้เคียงกันสำหรับนโยบายด้านสวัสดิการ เราจึงต้องพับโครงการนี้ไปก่อน