‘ณุ’เลิกจ้อปมหุ้น‘พิธา’ยันไร้กังวล
อดีตเลขากกต.ชี้ถ้าผิดก็เฉพาะตัว
ภาคปปช.จ่อยื่นถอด‘บิ๊กตู่-ครม.’

‘โทนี่-ทักษิณ’ย้ำชัดๆ อีกครั้ง กลับไทยแน่เดือนก.ค. นี้ เรื่องวันเวลา ‘อุ๊งอิ๊ง’ จะเป็นคนบอกให้ทราบ ‘ส.ว.จเด็จ’ แก้เกี้ยว ดีแล้วไม่มีใครตอบรับรัฐบาลแห่งชาติ แต่ยังฟุ้งมีส.ว.เห็นด้วย ‘วิษณุ’ไม่ขยายปมถือหุ้นสื่อ หวั่นทำตั้งรัฐบาลสะดุด นายกสมาคมทนาย-อดีตเลขาฯ กกต.ฟันธง ถ้าหัวหน้าพรรคถูกศาลชี้ผิด ไม่กระทบเซ็นรับรองส่งผู้สมัครส.ส. ด้าน ‘พิธา’ ย้ำไร้กังวล มั่นใจตั้งรัฐบาลได้ เด็กบิ๊กตู่รุมฟาดกลับ ‘โรม’ ตะเพิดไปตั้งรัฐบาลให้ได้ก่อนค่อยมา บอกเก็บของพ้นทำเนียบ ‘ปิยบุตร’ค้าน ก้าวไกลดันเลือกตั้งผู้ว่าฯ ภาคประชาชน-ญาติวีรชนแถลงจี้ ‘บิ๊กตู่’ ลาออก รับผิดชอบออก พ.ร.ก.เลื่อนใช้พ.ร.บ.อุ้มหายขัดรัฐธรรมนูญ ลั่น 6 มิ.ย.ลุยยื่นป.ป.ช.ถอดถอนครม.ตู่ทั้งคณะ

‘เด็กบิ๊กตู่’ฟาดกลับ‘โรม’
เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ยังคงเข้าปฏิบัติหน้าที่ เมื่อเวลา 09.20 น. แม้ไม่มีวาระงานก็ตาม และมีเพียงนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ที่เข้าปฏิบัติภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาลทำให้บรรยากาศโดยรวมค่อนข้างเงียบเหงา

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ที่ปรึกษาของ นายกฯ ให้สัมภาษณ์กรณีนายรังสิมันต์ โรม ว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ระบุพล.อ.ประยุทธ์ อย่าหวังส้มหล่นและให้เตรียมเก็บของออกจากทำเนียบเพื่อส่งมอบงานให้รัฐบาลใหม่ว่า หากนายรังสิมันต์ทราบถึงกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลจะทราบดีว่ามีขั้นตอนอีกหลายขั้นตอนที่รัฐบาลใหม่จะเข้ามาทำงาน นายกฯ ยังทำหน้าที่บริหารตามปกติตามกฎหมาย และต้องบริหารประเทศจนกว่าจะได้รัฐบาลใหม่เข้ามาแทนมิใช่หรือ อย่าทำเป็นแกล้งโง่ ขณะนี้พล.อ.ประยุทธ์ยังเป็นนายกฯ อยู่ ยังต้องทำงานเพื่อช่วยเหลือประชาชน จนกว่ารัฐบาลใหม่จะถวายสัตย์ปฏิญาณ จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์พร้อมที่จะส่งมอบให้นายกฯคนใหม่และรัฐบาลใหม่อยู่แล้ว

ที่ผ่านมานายกฯ เคยออกมาแสดงความยินดีกับพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง รวมถึงไม่เคยก้าวก่ายการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกล แกนนำของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ออกมายอมรับแล้วว่า พร้อมที่จะเป็นฝ่ายค้าน อวยพรให้พรรคก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ อย่างน้อยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่รับรองส.ส.ไม่ใช่หรือ ทำไมน้ำลายถึงหกรดปากเปื้อนเปรอะอยากเป็นรัฐบาลมากมายเพียงนี้

ตะเพิดไปตั้งรบ.ให้ได้ก่อน
ช่วยไปจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ก่อน แล้วค่อยมาบอกให้พล.อ.ประยุทธ์เตรียมเก็บของ นายรังสิมันต์ และพรรคก้าวไกลที่ออกมาพูดเรื่องนี้คงอยากเป็นนายกฯ และรัฐบาลจน ตัวสั่น เพราะยังไม่ทันได้จัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ ยังทำตัวเป็นนายกฯ แล้ว นายรังสิมันต์ไม่ต้องกลัวว่าพล.อ.ประยุทธ์จะออกจากทำเนียบ หรือไม่ แต่ขอให้เอาเวลาไปสนใจกับเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกล และพรรคร่วมจะดีกว่า

ที่ผ่านมามีภาพออกมาที่ตนเองเห็นแล้วยังสยองแทน ทั้งความเป็นเอกภาพของพรรคร่วมด้วยกัน ถูกมองว่าแย่งตำแหน่งกันไปมา แค่เรื่องตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็ทะเลาะกันแย่งกันจนชาวบ้านฝากมาบอกไหนการเมืองใหม่ ที่แท้ก็น้ำเน่าชัดๆ ขณะเดียวกันยังมีกรณีถือหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) อีก ไหนจะต้องรอโหวต นายกฯ ในสภา ซึ่งไม่รู้ว่าจะออกหัวหรือก้อย จึงอยากให้ไปสนใจตรงนั้นจะดีกว่า

ตอนนี้เมื่อพรรคก้าวไกล และนายรังสิมันต์ ยังไม่มีอำนาจใดที่จะบริหารประเทศ อย่าได้ก้าวก่ายหน้าที่ของคนอื่น อย่าเที่ยวไปครอบงำ หรือสั่งราชการ ยังไม่ถึงเวลา เพราะประชาชนจะมองว่าเป็นนักการเมืองที่ไร้มารยาท ไม่รู้เรื่องกฎหมาย ระเบียบต่างๆ แล้วแบบนี้จะมาบริหารประเทศได้อย่างไร จะเป็นผู้บริหารประเทศ แต่กลับสร้างแต่ความเกลียดชัง สร้างความแตกแยก คนแบบนี้ใช้ไม่ได้

“นายรังสิมันต์อย่าดิ้นพล่านๆ ออกหน้าออกตาอยากเป็นรัฐมนตรีจนล้ำเส้นนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค มากเกินไป อยากมีอำนาจมากจนน้ำลายหก ระวังจะตกเก้าอี้ จะมีคนคอยจ้องหัวเราะกันจนฟันร่วง เพราะความอยากเป็นรัฐมนตรีมากจนเกินไป” นายเสกสกลกล่าว

เหน็บนายกฯ ต้องมาจากสภา
ด้านนายหิมาลัย ผิวพรรณ ผู้ประสานงานพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า คนจะเป็นพระต้องบวชออกมาจากโบสถ์ ก่อนจะไปบิณฑบาตได้ คนจะเป็นนายกฯ ต้องมาจากสภา ไม่ใช่ตั้งกันที่ร้านอาหาร ส่วนพล.อ. ประยุทธ์ก็ทำหน้าที่สั่งการให้เจ้าหน้าที่เตรียมส่งมอบงานให้กับรัฐบาลชุดใหม่แล้วตามบริบท ส่วนใครจะมาเป็นนายกฯก็ต้องรอสภา เพราะพล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการตั้งรัฐบาล และยืนยันว่าพล.อ.ประยุทธ์เป็นเจนเทิลแมน ไม่มีทางเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยแน่นอน

ขอถามถึงมุมมองของคนวัยรุ่นหนุ่มสาว ขอให้คิดถึงหัวอกของผู้ใหญ่บ้างว่า ที่ผ่านมาวัฒนธรรมเขามีมาแบบนี้ ต้องรักษาน้ำใจทางนี้บ้าง เราไม่ได้บอกว่าเขาผิด แต่ตอนนี้ยัง ไม่ได้เป็นรัฐบาล การที่นายพิธาไปพบภาคเอกชนไม่เป็นไร แต่การไปเชิญสมาคมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้ง 3 สมาคม มาประชุม ทั้งที่เขาเป็นหน่วยงานราชการ ถามว่าเหมาะสมหรือไม่ คนเป็นพระต้องผ่านการบวชจากโบสถ์มาก่อนแล้วค่อยเรียกลูกศิษย์วัด เณรมากราบไหว้ ก่อนจะไปบิณฑบาตได้ คุณจะเป็นนายกฯ ก็ต้องผ่านสภาให้เรียบร้อย

ที่ผ่านมาต้องถือว่าพรรคเพื่อไทย(พท.) มีวุฒิภาวะ เพราะโดนกระทำมาตลอด อีกทั้งตำแหน่งประธานสภา ที่ผ่านมาเป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ และเป็นที่ยอมรับของสมาชิกสภา ถ้าไม่ได้รับการยอมรับ การคุมในสภาจะยากมาก ไม่จำเป็นว่าพรรคอันดับหนึ่งต้องได้เป็นประธานสภา เพราะที่ผ่านมาเช่น นายชวน หลีกภัย ก็ได้เป็นประธานสภา เพราะเป็นที่ยอมรับ และรู้กฎหมาย

‘จเด็จ’ยันมีส.ว.เชียร์รบ.แห่งชาติ
นายจเด็จ อินสว่าง ส.ว. รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ผู้เสนอแนวคิดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ โดยงดเว้นการใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราที่มีปัญหาได้ พร้อมดึงพรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เข้าร่วมด้วยเพื่อตอบโจทย์การเมืองในเวลานี้ แต่ถูกหลายฝ่ายคัดค้านว่าดีแล้วที่ไม่มีใครตอบรับ ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมไม่ตอบรับ

เมื่อถามว่าในการประชุมกมธ.การพัฒนาการเมืองฯ จะเสนอประเด็นรัฐบาลแห่งชาติให้หารือหรือไม่ นายจเด็จกล่าวว่า ต้องถามนายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. ในฐานะประธาน กมธ.ว่าจะคุยกันหรือไม่ แต่เท่าที่ตนพูดคุยกับส.ว.บางคน ยังมองว่าเป็นไปได้ แต่ต้องหาทางออกว่าจะดำเนินการอย่างไร

‘วิษณุ’เบรกคนเสนอหยุดคิด
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เรื่องรัฐบาลแห่งชาติสถานการณ์เวลานี้มีแนวโน้มเป็นไปได้หรือไม่ว่า ไม่แปลกที่จะคิดแล้วเสนอความคิดออกมา แต่ถ้าสังคมไม่ยอมรับก็ควรจะหยุดคิด ผู้สื่อข่าวถามว่าส.ว.เสนอให้ยกเว้นการใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา นายวิษณุกล่าวว่า ทำไม่ได้ ยกเว้นไม่ได้ รัฐธรรมนูญมีกว่า 200 มาตรา จะไปยกเว้นได้อย่างไร สมัยก่อนที่พระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นนายกฯ มีการยกเว้น แต่เป็นการยึดอำนาจ ต่อข้อถามว่าหากมีรัฐบาลแห่งชาติสถานการณ์ในประเทศต้องไปถึงขนาดไหน นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ตอบ ถ้าตนตอบก็จะเหมือนรับลูกนายจเด็จ

เมื่อถามว่าหน้าที่ส.ว.ในการโหวตนายกฯ ต้องทำตามเสียงข้างมากหรือยึดเจตนารมณ์ของส.ว. นายวิษณุกล่าวว่า ส.ว.หรือแม้แต่ส.ส.มีอิสระ พรรคจะไปบังคับให้เขาโหวตไม่ได้ รัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่ามีเรื่องใดบ้างที่ส.ส.ต้องโหวตตามพรรค และเรื่องใดที่ต้องโหวตตามใจ ยกตัวอย่างสมัยปี 2562 พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ไม่ได้โหวตเลือกนายกฯ ก็ไม่เป็นไร ใครทำอะไรเขาไม่ได้ ถ้าไล่ออกจากพรรคก็มีเรื่อง

ไม่ขยายปมถือหุ้นสื่อ
นายวิษณุกล่าวถึงกรณีระบุ หากนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลขาดคุณสมบัติเป็นส.ส.จากกรณีถือหุ้นสื่อ หากถูกร้องเรื่องการรับรองผู้สมัครส.ส.ของพรรค อาจทำให้ต้องมีเลือกตั้งซ่อมทั่วประเทศ หมายถึงเลือกตั้งซ่อมทั้งประเทศหรือเฉพาะเขตที่ ผู้สมัครพรรคก้าวไกลชนะว่า ไม่ตอบอะไรแล้ว ที่ตอบไปวันก่อนเนื่องจากสื่อมวลชนมาถามเพราะอยากรู้ ตนก็ให้ความรู้และควรจบไว้แค่นั้น ถ้าขยายความต่อไปคิดว่าไม่เป็นธรรมกับพรรคก้าวไกลที่กำลังดำเนินการไปในแนวทางที่ควรจะทำอยู่ อย่าไปทำให้กระบวนการสะดุด ถ้าพูดมากกว่านี้เท่ากับตั้งใจทำให้เขาสะดุด เมื่อตนไม่ได้ตั้งใจก็อย่าไปพูดอะไรอีก

ผู้สื่อข่าวถามว่าเจตนารมณ์ที่สื่อสารเรื่องนี้คืออะไร นายวิษณุกล่าวว่า ไม่มีเจตนารมณ์อะไรทั้งนั้น เพราะสื่อมวลชนมาสอบถาม แต่เวลาไปออกข่าวไม่ระบุคำถามลงไป ส่วนการเลือกตั้งจะโมฆะทั้งประเทศหรือไม่ก็ตามเมื่อตนตอบแล้วผู้สื่อข่าวแย้งว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ จึงบอกว่าเรื่องนี้เคยมีเท่านั้น ไม่ได้เปรียบเทียบอะไร และเปรียบเทียบกันไม่ได้เพราะเป็นคนละกรณี ต่อข้อถามว่าถ้าเป็นไปตามที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐไปยื่นร้องจะทำให้โมฆะทั้งประเทศหรือเฉพาะเขตที่มีผู้สมัครพรรค ก้าวไกล นายวิษณุย้ำว่าไม่ตอบแล้ว

‘พี่ศรี’บุกยื่นหลักฐานมัดคดี
นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เผยว่า เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยได้ไปยื่นพยานหลักฐานหลายชิ้นเกี่ยวกับการถือครองหุ้นไอทีวีของนายพิธาเพื่อตอกย้ำข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 98(3) ให้ได้แน่นหนามากยิ่งขึ้น

กกต.ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบวินิจฉัยก็ได้ ปล่อยให้คนบางพวกอกแตกตายไปก่อนก็ยังได้ แต่ควรพิจารณารวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร พยานผู้เชี่ยวชาญ ฯลฯ ให้รอบด้านรัดกุมก่อนจะวินิจฉัย และถ้าจำต้องรับรองความเป็นส.ส.ของนายพิธาไปก่อนก็ยังได้ แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องวินิจฉัยต้องนำเรื่องของสมาชิกภาพความเป็นส.ส.ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 101(6) ประกอบ มาตรา 98(3) ส่งต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยในขั้นสุดท้ายต่อไปด้วย

นายกส.ทนายฟันธงมีผลเฉพาะตัว
นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ให้ความเห็นข้อกฎหมายความว่า ตามที่ได้เกิดประเด็นถกเถียงกรณีหัวหน้าพรรคก้าวไกล ถูกยื่นคำร้องกล่าวหาว่า เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) เพราะถือหุ้นของไอทีวี ซึ่งประกอบกิจการสื่อ อันอาจนำไปสู่การถอดถอนและมีผลกระทบทางกฎหมายหลายประเด็นนั้น สมาคมฯมีความเห็น ดังนี้

1.ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า การถือหุ้นไอทีวีเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 (3) จะมีผลทางกฎหมายต่อการดำรงตำแหน่งของหัวหน้าพรรคก้าวไกลเป็นการเฉพาะตัวเท่านั้น ได้แก่ ถูกถอดถอนจากการเป็น ส.ส. ของการเลือกตั้งในปี 2562 ซึ่งจะต้องถูกเรียกเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และเงินอื่นๆ ที่ได้ไปจากการดำรงตำแหน่งคืน แต่จะไม่กระทบต่อกิจการที่ได้กระทำไปก่อนพ้นตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 วรรคสอง

2.นอกจากนี้ผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะทำให้หัวหน้าพรรคก้าวไกลมีลักษณะต้องห้าม มิให้เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเช่น ส.ส.ของปี 2566 และขาดคุณสมบัติที่จะเป็นรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (6) อันจะทำให้หัวหน้าพรรคก้าวไกลไม่สามารถดำรงตำแหน่งส.ส. และนายกฯในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้

3.ส่วนการมีลักษณะต้องห้ามดังกล่าวที่อาจมีผลต่อการดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคนั้น เห็นว่าการที่บุคคลใดขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งจะไม่มีผล กระทบต่อบุคคลภายนอกและกิจการที่บุคคลนั้นได้กระทำไปโดยสุจริตในขณะดำรงตำแหน่ง เช่น กรณี ส.ส. หรือรัฐมนตรี เป็นต้น ตามนัยของรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง

ดังนั้น กิจการที่หัวหน้าพรรคก้าวไกลได้กระทำไปในฐานะเป็นหัวหน้าพรรค เช่น การลงชื่อส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ของพรรคก้าวไกล จึงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ไม่ถูกกระทบเพราะการขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามของหัวหน้าพรรค จึงไม่ต้องมีการเลือกตั้งซ่อมหรือเลือกตั้งใหม่ตามที่หลายฝ่ายมีความวิตกจนเกิดการวิจารณ์ดังกล่าว

อดีตเลขาฯกกต.แจงข้อกม.
พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา ส.ว. และอดีตเลขาธิการกกต.โพสต์เฟซบุ๊กอธิบายข้อกฎหมายกรณีการถือหุ้นสื่อของผู้สมัครส.ส. และเป็นหัวหน้าพรรคที่เซ็นรับรองส่งผู้สมัคร ส.ส. หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตัดสิทธิกรณีถือหุ้นสื่อว่า “คำถาม นายนิทรา เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองจดทะเบียนโดยถูกต้อง เมื่อมีการเลือกตั้งนายนิทราออกหนังสือรับรองให้ผู้สมัครของพรรคไปยื่นสมัครรับเลือกตั้ง นายนิทราลงสมัครแบบบัญชีรายชื่อของพรรค และได้รับการเสนอชื่อจากพรรคให้เป็นนายกฯ ต่อมาภายหลังจากวันเลือกตั้งมีผู้ร้องเรียนว่านายนิทรา ถือหุ้นสื่อ Utv หากศาลตัดสินว่าถือหุ้นสื่อ Utv จริงการถูกตัดสิทธิ์ จะมีผลถึงการรับรองผู้สมัคร ทำให้การรับรองจากนายนิทรา ไม่ชอบต้องจัดการ เลือกตั้งใหม่หมดหรือไม่อย่างไร

ตอบ นายนิทรา หัวหน้าพรรคการเมืองที่มีการจัดตั้งโดยชอบด้วยกฎหมาย มีชื่ออยู่ในข้อบังคับพรรคการเมืองที่มีนายทะเบียนพรรคการเมือง รับรองประกาศในราชกิจจา นุเบกษา เมื่อมีการเลือกตั้งนายนิทรา ออกหนังสือรับรองการส่งผู้ได้รับการสรรหา (ไพรมารี) เพื่อเป็นหลักฐานในการสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ตามมาตรา 56 พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง และมาตรา 45 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งภายหลังวันเลือกตั้ง

หากศาลตัดสินว่านายนิทราถือหุ้นสื่อมาก่อนเลือกตั้ง 5 ปี แม้ว่านายนิทราออกหนังสือรับรองให้กับผู้สมัครในช่วงขาดคุณสมบัติมีลักษณะต้องห้ามแต่ก็เป็นคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามของนายนิทรา ที่สมัครส.ส. แต่การลงนามรับรองให้ผู้สมัครของพรรคเป็นการรับรองในฐานะหัวหน้าพรรค เมื่อพิจารณาถึงคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของหัวหน้าพรรคก็มิได้ห้ามหัวหน้าพรรคเป็นเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน แต่อย่างใด ตามมาตรา 16, 24, 9 พ.ร.ป.พรรคการเมือง ประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา 98

‘พิธา’ ไร้กังวล-ตั้งรัฐบาลได้
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า กรณีที่ถูกร้องเรื่องถือ หุ้นสื่อ ได้ตรวจสอบกับพรรคแล้ว ขณะนี้กกต. ยังไม่เรียกเข้าชี้แจง แต่หากตัดสินกันอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมทั้งเรื่องหลักฐาน และเรื่องกฎหมาย คิดว่าไม่มีอะไรน่ากังวล

ผู้สื่อข่าวถามว่าพ.ต.อ.จรุงวิทย์ โพสต์แจงข้อกฎหมายว่าหากเป็นหัวหน้าพรรคแต่พ้นสมาชิกภาพความเป็น ส.ส.จะไม่มีผลสืบเนื่องต่อการรับรองการส่งส.ส.ของพรรค นายพิธากล่าวว่ายังไม่เห็นรายละเอียดเรื่องนี้ แต่ฟังจากความเห็นนักวิชาการและอดีต กกต. บอกว่ามีกฎหมายที่สามารถพูดได้ ไม่ได้เกี่ยวข้องว่าใครผิดพลาดอะไร แต่ยังมั่นใจในรายละเอียดของตัวเอง และมั่นใจจะตั้งรัฐบาลได้ ทุกอย่างมีความสม่ำเสมอ และมีแนวโน้มที่ดีหากกกต.รับรองผู้สมัครส.ส.ได้เมื่อไรคาดว่าจะประชุมรัฐสภาได้โดยเร็ว และตามเวลาจะตั้งรัฐบาลได้

ต่อข้อถามว่าคาดกันว่ากกต.จะรับรองส.ส.ได้กลางเดือนมิ.ย.นี้ หากไม่รับรองส.ส.ของพรรคก้าวไกลได้ครบทั้ง 151 คน จะส่งผลกระทบต่อการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ นายพิธากล่าวว่าเข้าใจว่าตามกฎหมายจะรับรองได้ช้าสุดในวันที่ 13 ก.ค. หากช้าไปก็ติดกระดุมเม็ดแรกไม่ได้ ไม่สามารถเปิดประชุมรัฐสภา เลือกประธานและรองประธานสภาได้ ก็จะตั้งรัฐบาลไม่ได้ จะทำให้ประชาชนเรียกร้องให้ กกต.ทำให้เร็วมากขึ้น ก็จะยิ่งเป็นประโยชน์กับประชาชน

ต่อข้อถามกรณีนายเสกสกล เตือนพรรคก้าวไกลที่เรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์เตรียมเก็บของออกจากทำเนียบรัฐบาล อย่าหวังส้มหล่น นายพิธากล่าวว่า ยังไม่ได้ฟังสัมภาษณ์ของนายเสกสกล แต่ได้เห็นการให้สัมภาษณ์ของนายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกฯ ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกฯ แล้ว จึงขอพูดด้วยความเข้าใจว่า เมื่อมีการเปลี่ยนผ่านอำนาจแล้วตามปกติคนที่แพ้เลือกตั้งจะต้องยินดีกับผู้ชนะการเลือกตั้ง ยอมแพ้ และส่งมอบงานให้รัฐบาลต่อไปหากเอาประชาชนเป็นที่ตั้ง คงไม่หลุดไปจากหลักการนี้ แต่อาจมีการพูดคุยกันของสภาล่างกับสภาสูงน่าจะเป็นไปในลักษณะนั้นมากกว่า

นายพิธาให้สัมภาษณ์หลังออกรายการ ‘กรรมกรข่าวคุยนอกจอ’ ที่บอกว่าถ้ามีโอกาสจะร้องเพลงคู่นพ.ชลน่าน หลังจากถูกแซวภาพการแถลงข่าวโชว์หวานหลังการประชุม 8 พรรคร่วมรัฐบาลที่พรรคประชาชาติ (ปช.) ว่า “เพลงเธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ ถ้าเป็นรุ่นผมต้องเรียกว่า ของ SCRUBB และหลังจากนี้จะไปซ้อมมา และแกะคอร์ดกีตาร์พอได้แล้ว เพื่อจะมาร้องกับหมอชลน่าน” “หรือจะร้องเพลง ขอให้เหมือนเดิม กับ คุณอุ๊งอิ๊ง (น.ส.แพทองธาร ชินวัตร) ดี เพราะเพลงนั้นก็เล่นได้ ขอให้เหมือนเดิมไม่น่ายาก”

ผู้สื่อข่าวแซวว่า ให้ร้องวันที่ 6 มิ.ย. ที่จะมีการประชุม 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลที่พรรคเพื่อไทย นายพิธายิ้มพร้อมพยักหน้า

‘ชัยธวัช’เชื่อปท.ไม่ลุกเป็นไฟ
ด้านนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า ข้อเสนอเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ หลายท่านให้ความเห็นไปแล้ว ว่าไม่น่าจะเป็นหนทางในการยุติ หรือแก้ไขความ ขัดแย้ง ในทางกลับกันอาจจะกลายเป็นชนวนให้เกิดความขัดแย้งก็เป็นได้ ส่วนกรณีนาย กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ส.ว.ระบุว่า ถ้ายกมือโหวตให้นายพิธา เป็นนายกฯ จะทำให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟ นายชัยธวัชกล่าวว่า เท่าที่ได้ พูดคุยหารือกัน ส.ว.ส่วนใหญ่มีเจตนาที่ดี เห็นตรงกันว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นโอกาสที่จะออกจากความขัดแย้งเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา มากกว่าจะนำไปสู่ความขัดแย้ง น่าจะเป็นโอกาสดี ที่จะเริ่มต้นการปฏิรูปอะไรหลายๆ อย่างให้เป็นรูปธรรม ส.ว.หลายท่านอยากให้มีการปฏิรูป ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูประบบราชการ การกระจายอำนาจ การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น การศึกษา และปฏิรูประบบเศรษฐกิจ

ผู้สื่อข่าวถามกรณีมีกระแสข่าวว่า หาก นายพิธาได้เป็นนายกฯ กลุ่มจงรักภักดีจาก ต่างจังหวัด จะเข้ากรุงเทพฯ เป็นการปลุกปั่น หรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า อาจจะเป็นมุมมองส่วนตัว พรรคก้าวไกลและส.ว.อีกหลายๆ ท่าน ไม่ได้มองแบบนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน สิ่งที่สังคมไทยไม่อยากจะเป็น คือความขัดแย้งทางการเมืองแบบเดิมๆ มองว่าสถานการณ์ไม่น่าจะเดินไปแบบนั้น

เมื่อถามถึงกรณีที่นายเสกสกล ตอบโต้นายรังสิมันต์ ที่เรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์เก็บของออกจากทำเนียบรัฐบาล นายชัยธวัชกล่าวว่า การทำใจยอมรับมติของประชาชนเป็นทางออกที่ดีที่สุด จะทำให้ประเทศเดินหน้าอย่างราบรื่น เข้าใจว่านายเสกสกลอาจจะยังทำใจไม่ได้

‘ปิยบุตร’ค้านเลือกตั้งผู้ว่าฯ
วันเดียวกัน นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊ก “เลือกตั้งผู้ว่าฯ ไม่ใช่ “ยาวิเศษ” เมื่อวาน พรรคก้าวไกล นำโดยพิธา และคณะก้าวหน้า พบกับสามสมาคมองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น (อปท.) เพื่อพูดคุยเรื่องการกระจาย อำนาจ อีกไม่ช้าไม่นาน รัฐบาลก้าวไกลคงเร่งดำเนินนโยบายเกี่ยวกับกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ตนสนับสนุนเรื่องนี้ แต่มีประเด็นสำคัญที่ไม่เห็นด้วยคือ การเลือกตั้งผู้ว่าฯ

ในช่วงเลือกตั้ง หลายพรรคการเมือง ชูนโยบาย “เลือกตั้งผู้ว่าฯ” พรรคก้าวไกลประกาศให้ทำพร้อมกันทุกจังหวัดทั่วประเทศ พรรคเพื่อไทยเสนอให้ทยอยทำตามความพร้อม

เข้าใจดีว่า กรณีที่พรรคการเมืองชูคำขวัญ “เลือกผู้ว่าฯ” เพราะ ติดหู เข้าใจง่าย รณรงค์ง่าย แต่ความเข้าใจง่ายเหล่านั้นอาจนำมาซึ่งความเข้าใจผิด จนทำให้ทิศทางการกระจาย อำนาจที่พยายามทำกันมาตั้งแต่ปี 2540 ไถลออกผิดทางไปอีก นอกจากนี้ มีผู้เห็นกันว่า การรณรงค์กระจายอำนาจภายใต้คำขวัญ “เลือก ผู้ว่าฯ” เป็นแผนแยบยลที่ไม่ไปปะทะกับกระทรวงมหาดไทย ไม่ได้ประกาศให้เลิกส่วนภูมิภาค แต่ใช้วิธีกลืนตำแหน่งผู้ว่าฯ เข้ามากับ อปท.เสียเลย ไม่ได้ไปแตะต้องตำแหน่งผู้ว่าฯ

ตนเห็นว่า ปัญหา ณ วันนี้ มิใช่เลือกผู้ว่าฯ ไม่ว่าจะทำพร้อมกันทั่วประเทศแบบพรรคก้าวไกล หรือทำทีละจังหวัดแบบพรรค เพื่อไทย แต่เราต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นอย่างสมบูรณ์เต็มรูปแบบ เพื่อวันหน้าจะได้พิจารณาว่าควรเลิกผู้ว่าฯ และราชการส่วนภูมิภาคหรือไม่

หากเลิก ประเทศไทยจะมีระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง และส่วนท้องถิ่น ไม่มีส่วนภูมิภาค เหมือนอังกฤษและญี่ปุ่น

หากไม่เลิก ประเทศไทยจะปรับบทบาทราชการส่วนภูมิภาคเสียใหม่ ให้ทำหน้าที่ประสานความร่วมมือระหว่างอปท. และทำภารกิจที่อยู่ในอำนาจของส่วนกลางในพื้นที่ต่างๆ เหมือนฝรั่งเศส และสเปน

“ปลดล็อกท้องถิ่น” อย่างแท้จริง คือ การเอางาน เงิน คน ไปให้ท้องถิ่น การจัดการอำนาจซ้ำซ้อนระหว่างส่วนกลางกับส่วน ท้องถิ่น มิใช่ วนเวียนอยู่กับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ”

‘ทักษิณ’ย้ำก.ค.นี้กลับไทยแน่
นายทักษิณ ชินวัตร หรือ โทนี่ วู้ดซัม กล่าวในรายการคุยแหลกแดกดึก ซึ่งมดดำ คชาภา เป็นพิธีกร เดินทางไปสัมภาษณ์ที่สิงคโปร์ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ตอนนี้หลาน 7 คนแล้ว ถึงเวลาต้องไปเลี้ยงหลาน พ่อแม่เป็นวัยต้องทำงาน ปู่ย่าตายายมีหน้าที่เลี้ยงหลาน เพื่อให้พ่อแม่ได้ทำงานได้เต็มที่

ส่วนจะมีโอกาสกลับไปเป็นนายกฯ หรือไม่ นายทักษิณกล่าวว่า แก่แล้ว หมดสมัย วันนี้เป็นยุคของคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่ยุคคนแก่ คนแก่บางทีแนะนำก็อย่าไปบังคับเพราะเราไม่ทันเด็ก คนแก่แม้เข้าใจเด็กแต่เข้าใจแบบคนเรียนภาษาอังกฤษในประเทศไทย สู้คนโตเมืองนอกที่รู้ภาษาอังกฤษแล้วพูดภาษาอังกฤษแตกฉานไม่ได้

น้องอิ๊งบอกว่าพ่อไม่ต้องมายุ่งแล้ว พ่อแก่แล้วให้คนรุ่นใหม่เขาคิด เราให้คำแนะนำจากประสบการณ์ ให้เขามีสติเอง แต่อย่าไปบังคับ สมัยพ่อทำอย่างนี้ ลูกทำอย่างนี้ไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นเจ๊งเลยเพราะมันไม่เหมือนกัน วิธีคิด ภาษาพูด อยากเห็นอนาคตแบบไหนของคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่าไม่เหมือนกัน เราประวัติเยอะ อดีตเยอะ อนาคตสั้นจุ๊ดจู๋ คนรุ่นใหม่อดีตน้อยแต่อนาคตยาว เขาจะมองอนาคตเขาได้ดีกว่าที่เรามอง เพราะอนาคต เราสั้น วิธีคิดมันเปลี่ยนไปมาก ตนอ่านหนังสือเยอะ มันก็ได้ระดับหนึ่ง ไม่ลึกซึ้ง เท่าที่วัยเขาคิด

ต่อข้อถามว่าเดือนก.ค.นี้กลับไทยแน่นอน นายทักษิณย้ำว่า “กลับแน่นอน น้องอิ๊งจะเป็นคนบอกวันไหน เวลาเท่าไหร่ ยอมรับแก่แล้วอายุ 72-73 แล้ว จะไปเลี้ยงหลาน ไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง” เมื่อถามว่าวันเกิดเดือนก.ค.พอดีด้วย นายทักษิณกล่าวว่า “26 ก.ค.”

ถอดถอน‘ตู่’ – ภาคประชาชนและเครือข่ายญาติวีรชน 35 แถลงเตรียมยื่นคำร้องต่อป.ป.ช. ถอดถอนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และครม. จงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ ออกพ.ร.ก.เลื่อนการบังคับใช้พ.ร.บ.ป้องกันการทรมานฯ ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา กทม. เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.

ภาคประชาชนจี้‘บิ๊กตู่’ลาออก
เมื่อเวลา 11.00 น. ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ กลุ่มญาติวีรชน 35 และภาคประชาชน ร่วมกันแถลงข่าวการเตรียมยื่นคำร้องต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ถอดถอนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกับพวก ครม. กรณี ‘จงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ’ เป็นการ “ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง” ในการออก พ.ร.ก.เลื่อนการใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย หรือพ.ร.บ. อุ้มหาย 4 มาตราออกไปโดยไม่มีอำนาจทำได้ ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง

นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 และญาติ ผู้สูญหายในเหตุการณ์พฤษภา 35 กล่าวว่า พ.ร.บ.อุ้มหาย ถือว่ามีประโยชน์ วีรชน ผู้สูญหายที่มีจำนวนมากกว่าที่รัฐบาลกล่าวไว้ ซึ่งเราได้เรียกร้อง พล.อ.ประยุทธ์ มาเป็นเวลานาน แต่ก็ได้รับความเพิกเฉย และไม่ได้ข้อยุติในนามรัฐบาล สิ่งสำคัญคือ ความเสียหาย ของประชาชนซึ่งควรได้รับการคุ้มครองจาก พ.ร.บ.ฉบับนี้ แต่รัฐบาลไม่ส่งเสริม กลับ ขัดขวาง แม้ไม่หลายเดือน แต่ความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว คณะกรรมการญาติฯ ได้เรียกร้องไปเมื่อ 24 พ.ค. ให้รัฐบาลรับผิดชอบ ร่วมกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ และพล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย โดยเฉพาะ ผบ.ตร. คนปัจจุบัน ที่เป็นผู้เสนอให้มี พ.ร.ก.

คณะกรรมการญาติฯ เรียกร้องสำนึกความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง อาจไม่จำเป็นต้องลาออกทั้งคณะ เพียงรับผิดชอบส่วนบุคคล เพราะเราเข้าใจว่าประเทศชาติต้องมีคนดูแลรักษาการ คือให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ เราพยายามคิดทุกด้านไม่ให้ประเทศเสียหาย แต่ด้วยตรรกะวิบัติ เราต้องทำทุกทางเพื่อผู้มีอำนาจไม่ทำแบบนี้กับคนไทยอีกต่อไป กฎหมายนี้มีประโยชน์ชัดเจน และกว่าจะได้มาต้องต่อสู้เป็นเวลา นับสิบปี

“ผมได้ปรึกษากับ นายปริญญา เทวนฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งชี้ว่า ทุกวิถีทางที่จะฟ้องได้ ก็ต้องทำ มีช่องทางจะฟ้องผ่านป.ป.ช. หรือแจ้งผ่านตำรวจไปถึงอัยการ แต่รัฐธรรมนูญระบุไว้ว่า สามารถฟ้องไปที่ศาลฎีกาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยนายปริญญา จะรวบรวมนักกฎหมายเพื่อดำเนินการ” นายอดุลย์กล่าว

จ่อยื่นป.ป.ช.สั่งแขวนครม.ยกชุด
ด้าน พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (สป.ยธ.) กล่าวว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เข้าข่ายทำผิดจงใจละเว้นฝ่าฝืนการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งป.ป.ช.ย่อมดำเนินการได้เมื่อเห็นว่าเข้าข่ายความผิด ไม่จำเป็นต้องมีผู้ยื่นคำร้อง เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.ต้องไต่สวน และส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หรือส่งให้ศาลฎีกาประทับรับฟ้อง ครม. ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เชื่อว่าทำได้ทันก่อนจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งจะเป็นอีกตัวแปรของการเมืองไทย ช่องทางที่ทำได้ คือต้องกดดันป.ป.ช. ให้ทำหน้าที่ตามมาตรา 235

นายพิภพ ธงไชย ประธานที่ปรึกษาญาติวีรชนฯ กล่าวว่า หลังศาลรัฐธรรมนูญชี้แล้วว่า พ.ร.ก.ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ในสถานการณ์ปกตินายกฯ ต้องลาออก แต่มีการตีคารมโดยนักกฎหมายของรัฐบาลว่าเวลานี้เป็นรักษาการ แต่กฎหมายไม่ได้ระบุว่าจะไม่ต้องรับผิดชอบ หากพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ลาออก และรัฐบาล ตั้งไม่ได้เป็นปี พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเป็นนายกฯ ไปอีกนาน แล้วความรับผิดชอบอยู่ตรงไหน

นายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) การออกพ.ร.ก.เพื่อชะลอการบังคับใช้กฎหมายบางมาตรา เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ชอบธรรมอย่างยิ่ง เป็นการสร้างรอยแผลให้ระบบยุติธรรม และกฎหมายไทย การฆ่า ซ้ำซ้อนให้กับผู้เสียหาย

นายเมธา มาสขาว เลขาธิการครป. และคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้นายวิษณุ ลาออกเพื่อ รับผิดชอบการกระทำผิดครั้งนี้ และญาติวีรชนพฤษภา 35 ครป. ภาคประชาชนจะไปยื่นคำร้องต่อป.ป.ช.ให้ถอดถอน พล.อ. ประยุทธ์ และครม. ทั้งคณะ ในวันที่ 6 มิ.ย.นี้ ป.ป.ช.ต้องดำเนินการเรื่องนี้โดยเร็วตามอำนาจหน้าที่ จะปฏิเสธและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มิได้ หากไม่มีความคืบหน้าหรือล่าช้า จะยื่นฟ้องอาญาต่อ พล.อ.ประยุทธ์ และครม.ทั้งคณะตามความผิด มาตรา 157 ต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน