แห่ตัดชุดไทยใส่ตาม ‘ลิซ่า’ ทำ ‘ผ้ามัดหมี่’ ยอดพุ่ง ‘แม่เดียร์น่า’ คนตัดชุดให้ เผยเกลี้ยงสต๊อกแล้ว ต้องสั่งจองให้ชาวบ้านทอมือได้ผ้าเดือนหน้า ส่วนร้านอื่นก็ขายดีถ้วนหน้า ทั้งผ้าฝ้าย- ผ้าไหม คนแห่ซื้อ-ตัดใส่ เจ้าของร้านพร้อมใจ ขอบคุณ ‘ลิซ่า’ ปลุกกระแส
จากกรณี ‘ลิซ่า แบล็กพิงก์’ หรือ ลลิษา มโนบาล สาวไทยหนึ่งในสมาชิกวงแบล็กพิงก์ นักร้องเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังจากประเทศเกาหลี โพสต์ภาพสวมชุดผ้าไทย เสื้อสีขาว กับผ้าถุงลายไทย สีน้ำเงินขาว ที่เป็นผ้าฝ้ายหมักโคลนย้อมคราม มาจากร้านในนาข่า จ.อุดรธานี ยืนหน้าโบราณสถาน ในวัดมหาธาตุ หนึ่งในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ลงอินสตาแกรม พร้อมเขียนแคปชั่น พิกัดอยุธยา ทำเอาเหล่าแฟนคลับหรือบลิงก์ ปลาบปลื้ม ในความน่ารัก และแห่ตามรอยเที่ยวอยุธยา และสวมใส่ชุดไทยตามข่าว
ความคืบหน้าล่าสุด วันที่ 6 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่โบราณสถานวัดไชยวัฒนาราม จ.พระนครศรีอยุธยา พบว่ามีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวตลอดทั้งวัน นักท่องเที่ยวชาวไทยหลายคนตั้งใจเพื่อที่จะมาสวมใส่ชุดไทย เที่ยวชมโบราณสถาน ถ่ายภาพ ตามเส้นทางการ เช็กอินและท่องเที่ยวของลิซ่า ที่แต่งชุดผ้าซิ่น ทำให้บรรดาร้านค้าให้เช่าชุดไทย บริเวณ ตรงข้ามกับโบราณสถานวัดไชยวัฒนารามมี นักท่องเที่ยวเข้าไปใช้บริการเช่าชุดไทยมากขึ้นกว่าปกติ

ตามรอยลิซ่า – นักท่องเที่ยวแต่งชุดผ้าไทยท่องเที่ยวชมวัดและโบราณสถานในจ.พระนครศรีอยุธยา ตามรอย ‘ลิซ่า’ นักร้องดัง ซึ่งแต่งชุดผ้าไทยตระเวนไหว้พระเที่ยวโบราณสถานกรุงเก่าเผยแพร่ทางโลกออนไลน์ เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.
น.ส.น้อยหน่า อายุ 31 ปี ช่างแต่งหน้าร้านมาลัยผ้าไทย เปิดเผยว่า หลังจากลิซ่าได้แต่งชุดผ้าซิ่นลง ในอินสตาแกรม ถ่ายรูปท่องเที่ยวในจ.พระนครศรีอยุธยา จนเป็นกระแสให้ชุดไทยและผ้าซิ่นกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้มีประชาชนให้ความสนใจมาเช่าชุดไทยและผ้าซิ่นที่ทางร้านต้องสั่งมาเพิ่ม ให้บริการกับนักท่องเที่ยวได้เช่า โดยทางร้านการเช่าชุดในราคาเด็กชุดละ 100 บาท ส่วนผู้ใหญ่เริ่มต้นที่ 200 บาทจนถึง 300 บาท ต้องขอขอบคุณลิซ่าที่ได้แต่งชุดผ้าซิ่นมาถ่ายรูปในโบราณสถานจ.พระนครศรีอยุธยาทำให้เศรษฐกิจกลับมาดีขึ้นและขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวมาเช่าชุดไทยหรือแต่งชุดผ้าซิ่นถ่ายรูปในโบราณสถาน และอย่าลืมมาเช่าชุดร้านมาลัยผ้าไทยหรือติดตามในเพจได้
ด้านน.ส.ลลิตา ไพรนอก นักท่องเที่ยวที่มาใส่ชุดไทยในวันนี้ เปิดเผยว่า ทราบข่าวว่าลิซ่าแต่งผ้าซิ่นแล้วมาเที่ยวจ.พระนครศรีอยุธยา จึงเดินทางมาจากกรุงเทพฯ มากับเพื่อนแล้วมาแต่งชุดไทยถ่ายรูปในวัดไชยวัฒนารามซึ่งตอนนี้เป็นกระแส ก็อยากขอบคุณลิซ่าที่ทำให้คนไทยนั้นหันมาใส่ผ้าซิ่นหรือแต่งชุดไทยเพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมไทยให้คงอยู่ต่อไป
ที่ร้านชานเรือน ตลาดผ้านาข่า อ.เมือง จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นตลาดจำหน่ายผ้าไทยที่ใหญ่ที่สุดในจ.อุดรธานี นางสุวิมล ไชยวงศ์ อายุ 61 ปี เจ้าของร้าน ซึ่งเป็นแม่ของนางเอกสาว เดียร์น่า ฟลีโป เพื่อนสนิทของ ‘ลิซ่า แบล็กพิงก์’ เปิดเผยว่า เปิดร้านจำหน่ายผ้าไทยมา 30 กว่าปี โดยคุณยายจะทอผ้าไทย ทั้งผ้าไหม ผ้ามัดหมี่ ผ้าหมี่ขิด ผ้ามัดหมี่ย้อมครามหมักโคลน สำหรับใส่ และขาย ต่อมาตนมาสานต่อ โดยที่ร้านจะเป็นผ้าทอมือแฮนด์เมดทั้งหมดจะเน้นลายโบราณและย้อมสีธรรมชาติ

ออร์เดอร์พุ่ง – ร้านชานเรือน นาข่า อ.เมือง จ.อุดรธานี โชว์ผ้าทอมัดหมี่ย้อมครามที่มียอดสั่งออร์เดอร์เพิ่มขึ้นยาวนับเดือน ภายหลัง ‘ลิซ่า’ นักร้องดัง แต่งชุดผ้าไทยไปไหว้พระที่จ.พระนครศรี อยุธยาเผยแพร่ทางโลกออนไลน์ เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.
นางสุวิมลกล่าวต่อว่าในส่วนตัวนั้นลูกสาวตนคือเดียร์น่า ฟลีโป ได้รู้จักกับลิซ่าตั้งแต่เข้าวงการใหม่ๆ เพราะทั้งสองคนจะไปเรียนร้องเพลงด้วยกัน น้องเดียร์น่าโทร.มาบอกว่าจะไปเที่ยววัดที่จ.พระนครศรีอยุธยา กับเพื่อนๆ หลายคน อยากให้แม่ตัดผ้าถุงไทยมาให้เพื่อนได้ใส่ไปวัด จึงตัดส่งไปให้หลายลายและหลายสี หนึ่งในนั้นมี “ผ้ามัดหมี่ย้อมครามหมักโคลน” ลาย “ขอนาค” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาวอีสาน เป็นลายโบราณที่ผู้เฒ่าผู้แก่ ทอไว้ใส่ไปทำบุญ ซึ่งลิซ่าเลือกใส่ผ้าลายนี้
“รู้สึกดีใจมากที่น้องลิซ่าใส่ผ้าถุง เพราะเราไม่ได้คาดหวังว่าน้องจะใส่ ตัดเผื่อไปให้จะใส่หรือไม่ใส่ก็ไม่เป็นไร พอน้องเลือกใส่ก็ดีใจมาก เพราะน้องเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ เผื่อเป็นแบบให้คนรุ่นใหม่ใส่ผ้าไทยเข้าวัด ที่เด็กวัยรุ่นยุคใหม่ หันมาสวมใส่ผ้าถุงไทยเข้าวัดตามน้องลิซ่าแล้ว ก็ต้องขอบคุณที่น้องเลือกใส่ผ้าไทย ทำให้คุณรุ่นใหม่มองเห็นคุณค่าของผ้าไทยด้วย” แม่นางเอกสาวกล่าว
นางสุวิมลกล่าวอีกว่า หลังจากน้องลิซ่าใส่ผ้าถุงผ้ามัดหมี่ย้อมครามหมักโคลนที่ส่งไปให้ ก็มียอดสั่งซื้อเข้ามามาก แต่อยากขอบอกลูกค้าว่าตอนนี้ไม่มีผ้าขาย เพราะหมดแล้ว หากอยากได้ให้พรีออร์เดอร์เข้ามาทางเพจร้าน “ชานเรือน นาข่า” ไอจี ชานเรือน นาข่า ซึ่งตอนนี้มียอดเข้ามาสั่งซื้อจำนวนมาก แต่ราคาเท่าเดิมและขายในราคาเท่าเดิม ตัดเป็นผ้านุ่ง 2,800 บาท ตนจะได้ให้ชาวบ้านทอ ถือว่าเป็นการกระจายรายได้ ลูกค้าจะต้องรอประมาณ 1 เดือนตามคิว
วันเดียวกัน นางวันเพ็ญ แสงกันหา ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรคึมมะอุสวนหม่อ อ.บัวลาย จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ‘ลิซ่า’ สวมผ้าถุงมัดหมี่ คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นผ้าไหมมัดหมี่แต่ความจริงเป็นผ้าฝ้ายย้อมสีคราม ซึ่งได้ชี้แจงความแตกต่างอยู่ที่เนื้อผ้าฝ้ายกับผ้าไหม ลูกค้าก็ตอบรับสั่งซื้อและโทรศัพท์มาสอบถามเพื่อสั่งจอง ส่งผลให้ยอดจำหน่ายดีขึ้นมาก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระแสผ้าไทยจาก ‘ลิซ่า แบล็กพิงก์’ ยังส่งผลให้ร้านจำหน่ายชุดผ้าไหม ผ้าฝ้าย และผลิตภัณฑ์ชุมชนหลายร้านที่จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของน้องลิซ่า ได้รับความสนใจจากทั้งข้าราชการ ประชาชน และบรรดานักศึกษาต่างพากันแวะเวียนมา สอบถาม เลือกซื้อ และนำรูปถ่ายที่น้องลิซ่าสวมชุดผ้าไทยที่กำลังเป็นกระแสในโซเชี่ยล มาให้ทางร้านดูเพื่อสั่งตัดอย่างต่อเนื่อง เพราะร้านที่จำหน่ายจะมีเครือข่ายกลุ่มผู้ผลิตผ้าไหม ผ้าไหมที่ขึ้นชื่อจากอำเภอต่างๆ สามารถผลิตลวดลายและสีตามที่ลูกค้าสั่งได้ จากนั้นทางร้านก็จะให้ช่างตัดเย็บตามออร์เดอร์ลูกค้า ถึงแม้จะไม่ใช่ ‘ผ้ามัดหมี่ย้อมครามหมักโคลน’ ลายเดียวกับที่ลิซ่าสวมใส่ แต่ลูกค้าก็จะสั่งเป็นสีและลวดลายที่คล้ายคลึงกันมากที่สุด เพื่อนำไปสวมใส่ทำงาน และสวมใส่ไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ เพื่อตามรอยนักร้องดังที่ตัวเองชื่นชอบ
ที่ศูนย์เรียนรู้หัตถวิถีมณีวิภา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ นางมลวิภา โบจรัส ประธานสภาวัฒนธรรม อ.กันทรลักษ์ กล่าวว่า ‘ลิซ่า’ สวมผ้าถุงมัดหมี่ ส่งผลดีต่อการจำหน่ายผ้าพื้นเมืองของ จ.ศรีสะเกษ เป็นอย่างมาก เนื่องจากว่า บรรดาวัยรุ่นคนหนุ่มสาวพากันมาหาเลือกซื้อผ้าพื้นเมืองไปสวมใส่กันเป็นจำนวนมากทุกวัน โดยผ้าพื้นเมืองที่ขายดีนั้น จะเป็นผ้าฝ้าย เนื่องจากว่าราคาไม่สูงมากเกินไป เป็นราคาที่ทุกคนชนรุ่นใหม่สามารถจับต้องได้ แต่ว่าผ้าไหมก็ยังคงได้รับความนิยมเช่นเดิม ซึ่งราคาจะค่อนข้างสูง ทั้งนี้ผ้าที่น้องลิซ่าสวมใส่เป็นผ้าหมักโคลน ทำให้ชาวศรีสะเกษพากันหันมาหาเลือกซื้อผ้าฝ้ายหมักโคลนเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม โดยผ้าพื้นเมืองจะสามารถสวมใส่ไปในงานต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งกระแสน้องลิซ่าสวมใส่ผ้าไทยพื้นเมืองนับว่าเป็นสิ่งที่ดีงามเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากว่าทำให้ขณะนี้ยอดขายผ้าพื้นเมืองของศูนย์เรียนรู้ หัตถวิถีมณีวิภาพุ่งสูงมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เป็นการสร้างรายได้ให้กับกลุ่มแม่บ้านศรีสะเกษที่ทอผ้าฝ้ายขายได้เป็นอย่างดีมาก
ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสสวมผ้าไทย ตามรอย ‘ลิซ่า แบล็กพิงก์’ ว่า น่ายินดีที่ปัจจุบันวัยรุ่นหันมาสวมใส่ผ้าไทยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรสนับสนุน และต่อยอดต่อไป โดยเสริมไอเดียต่างๆ เข้าไป เพื่อสวมใส่ผ้าไทยได้อย่างสนุกและมีความสวยงาม อยากเชิญชวนประชาชนคนไทยให้ลองมาใส่ผ้าไทย จะรู้ว่ามีความสวยงาม ใส่สบาย และมีเสน่ห์อย่างมาก ทั้งนี้รัฐบาลมีนโยบายที่จะส่งเสริมและสนับสนุนการใส่ผ้าไทย ตั้งแต่ต้นน้ำ คือการผลิต จนถึงการตัดเย็บ และการส่งออกให้เป็นที่รู้จักของต่างประเทศ มาอย่างต่อเนื่อง และจะส่งเสริมต่อไป