11มิย.นับใหม่ 47หน่วยพิธาลั่นไร้กังวล-พร้อมสู้โรมรุกสอบตั๋วช้าง‘กอส.’ วิษณุยันกฎใหม่กรมคุกไม่เอื้อ‘ทักษิณ’กลับไทย

กกต.ดีเดย์ 11 มิ.ย. นับคะแนนใหม่ 47 หน่วยใน 16 จังหวัด ‘พิธา’ ลั่นไร้กังวล พร้อมสู้หากมีเลือกตั้งซ่อม นำทีมก้าวไกลคุยองค์การต้านคอร์รัปชั่นชื่นมื่น ‘เพื่อไทยไม่ทน จ่อฟ้อง ‘สนธิญา’ ร้องเท็จปมชะลอนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ‘ศรีสุวรรณ’ ดอดพบตำรวจรับทราบข้อหาแจ้งเท็จ ร้องยุบพรรคเพื่อไทย ‘วิษณุ-รองอธิบดีคุก’ แจงระเบียบปฏิบัติต่อผู้กักกันของราชทัณฑ์ ไม่เอื้อ ‘ทักษิณ’ จะกลับไทยมาติดคุกนอกเรือนจำ ‘โรม’ ลุยสอบปมใช้เส้นเข้าหลักสูตร กอส.ยศตำรวจพุ่งพรวด ยิ่งกว่าตั๋วช้าง

กกต.โต้กระแสยุบก้าวไกล
เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงว่าตามที่มีผู้โพสต์ใน TikTok ใช้ชื่อบัญชีว่า “arfanpppppp” กล่าวว่า “ด่วนที่สุด กกต.ส่งหนังสือยุบพรรคก้าวไกล” นั้น กกต.ขอชี้แจงว่าหนังสือฉบับดังกล่าวเป็นหนังสือที่ออกโดยคณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของนายทะเบียนพรรคการเมือง คณะที่ 3 และ เมื่อได้ตรวจพบข้อผิดพลาดที่ได้กล่าว อ้างพาดพิงไปถึงพรรคเพื่อไทย (พท.) คณะกรรมการจึงได้แก้ไขข้อความให้ถูกต้อง และส่งหนังสือฉบับแก้ไขไปให้หัวหน้าพรรค ก้าวไกล (ก.ก.) เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สำหรับข้อความที่ปรากฏในสื่อต่างๆ ว่า “กกต.ส่งหนังสือยุบพรรคก้าวไกล” นั้น ไม่เป็นความจริง ปัจจุบันเรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของนายทะเบียนพรรคการเมือง ให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ กกต.ว่าด้วยการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของนายทะเบียนพรรคการเมือง พ.ศ.2566 เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เสนอให้ กกต.พิจารณาวินิจฉัยสั่งการต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หนังสือที่ออกโดยคณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริงฯ เป็นการเรียกสอบเรื่องการ์ตูนมีภาพ “ค้อนเคียว” ที่พรรคก้าวไกลใช้หาเสียงส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ว่าอาจเข้าข่ายเป็นปฏิปักษ์ต่อ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 92 (2) และยินยอมให้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล ซึ่งไม่ใช่สมาชิกพรรค กระทำการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำพรรค อันเป็นการฝ่าฝืนพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 28 และขอให้กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคก้าวไกล ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 92 ซึ่งเป็นการตรวจสอบตามที่มีผู้ร้องต่อ กกต.

แจ้งผอ.กต.จว.ส่งความเห็นเลือกตั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ได้มีหนังสือด่วนที่สุดถึง ผอ.กต.จังหวัดและกทม. ขอทราบความเห็น เพื่อประกอบการพิจารณาประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ กกต.ต้องพิจารณาและประกาศผลให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันหลังการเลือกตั้ง โดยขอให้ผอ.กต.จังหวัด รายงานความเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ประกอบด้วย ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนสูงสุด ผลการตรวจสอบเรื่องร้องเรียน ความเห็นเรื่องการประกาศผลการเลือกตั้งว่าควรประกาศ หรือไม่ควรประกาศ และกรณีไม่ประกาศผลมีเรื่องร้องเรียนตามมาตราใด

โดยให้รายงานกลับมายังสำนักงาน กกต.ทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ภายใน 16.30 น. วันที่ 8 มิ.ย. เป็นอย่างช้า ยกเว้นจังหวัดที่ กกต.มีคำสั่งให้นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ ให้รายงานความเห็นมายังสำนักงาน กกต. ภายใน 12 มิ.ย. เวลา 12.00 น. เป็นอย่างช้า

นับคะแนนใหม่16จว.-47หน่วย
สำหรับกรณีที่กกต.มีมติสั่งให้นับคะแนนใหม่ 47 หน่วยเลือกตั้ง ใน 16 จังหวัด เป็นส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ใน 16 หน่วยเลือกตั้ง และส.ส.บัญชีรายชื่อ 31 หน่วยเลือกตั้ง เนื่องจากมีปัญหาบัตรออกเสียงเลือกตั้งและจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ตรงกัน แต่ผลคะแนนไม่ตรงกับจํานวนดังกล่าว ได้แก่

กทม. จำนวนหน่วยเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 3 หน่วย จำนวนหน่วยเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ 3 หน่วย, ชลบุรี แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 หน่วย แบบบัญชีรายชื่อ 1 หน่วย, ชุมพร แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 หน่วย แบบบัญชีรายชื่อ 2 หน่วย, ตรัง แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 3 หน่วย แบบบัญชีรายชื่อ 3 หน่วย, นครนายก แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 หน่วย, ประจวบคีรีขันธ์ แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 หน่วย แบบบัญชีรายชื่อ 6 หน่วย, แพร่ แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 หน่วย, ลพบุรี แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 หน่วย แบบบัญชีรายชื่อ 7 หน่วย, สมุทรสาคร แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 หน่วย แบบบัญชีรายชื่อ 1 หน่วย, สระบุรี แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 2 หน่วย, สุโขทัย แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 หน่วย, กาญจนบุรี แบบบัญชีรายชื่อ 2 หน่วย, ฉะเชิงเทรา แบบบัญชีรายชื่อ 1 หน่วย, พังงา แบบบัญชีรายชื่อ 2 หน่วย, เพชรบุรี แบบบัญชีรายชื่อ 1 หน่วย, หนองคาย แบบบัญชีรายชื่อ 2 หน่วย

ตามแผนงานของสำนักงานฯให้มีการนับคะแนนใหม่ในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ เนื่องจากนับคะแนนแล้วจะต้องนำมาคิดคำนวณสัดส่วนส.ส.ใหม่ เพื่อให้ทันกับแผนงานที่กกต.ตั้งใจว่าจะประกาศรับรองผลการเลือกตั้งภายในเดือนมิ.ย.นี้

(อ่านรายละเอียดหน้า 7)

‘พิธา’ไร้กังวล-พร้อมสู้
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก้าวไกล และแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ให้สัมภาษณ์ว่า ปัญหาบัตรเขย่งน่าจะมีการตรวจสอบตั้งแต่ต้น จนถึงตอนนี้ก็กินเวลาพอสมควรแล้ว ตนไม่กังวลใจ เนื่องจากภาคประชาชนมีส่วนร่วมเยอะ มีอาสาสมัคร 30,000 กว่าคน ที่จะช่วยถ่ายรูปรายงานผลคะแนนหน้าหน่วยเลือกตั้ง ถ้ากกต.เปิดพื้นที่ให้รับทราบ จะได้ให้ภาคประชาชนช่วยกันตรวจสอบ

ขณะเดียวกัน ในส่วนของพรรคก้าวไกลได้ตรวจสอบแล้ว เมื่อได้ถามหัวหน้าพรรคร่วมอีก 7 พรรค คิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะพรรคก้าวไกลชัดเจนมาโดยตลอดว่าไม่มีเรื่องซื้อสิทธิ์ขายเสียง หากมีการเลือกตั้งใหม่ พรรคก้าวไกลพร้อมอยู่แล้ว ตัวเบา พร้อมสู้

ผู้สื่อข่าวถามถึงการคาดผลคะแนนภายหลังการนับคะแนนใหม่ นายพิธากล่าวว่า น่าจะมากขึ้น เมื่อถามถึงตั้งข้อสังเกตที่มาที่ไปของการเกิดบัตรเขย่ง นายพิธากล่าวว่า จากที่ให้สัมภาษณ์มาตลอด ตนเป็นห่วงเรื่องบัตรโหล มาตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง ที่ไม่มีชื่อ ไม่มีหมายเลข ไม่มีโลโก้ ในบัตรแบบแบ่งเขต

นายกรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรค ให้สัมภาษณ์กรณีที่กกต.มีมติสั่งให้นับคะแนนใหม่ 47 หน่วยเลือกตั้งว่า เป็นสิทธิของ กกต.ที่จะดำเนินการ เพราะการร้องเรียนเนื่องจากมีข้อสงสัยว่าอาจมีบัตรเขย่ง เชื่อว่า กกต.ต้องมีคำตอบให้ชัดเจน และหากต้องจัดเลือกตั้งใหม่พรรคก้าวไกลก็พร้อมให้ประชาชนเข้าคูหาตัดสินอนาคตของตัวเองอีกครั้ง

ยืนยันว่าไม่ได้กังวลเรื่องผลคะแนนที่อาจเปลี่ยนไป เรามั่นใจพรรคได้รับฉันทามติจากประชาชน หากมีคำตอบที่ชัดเจนว่าคะแนนที่เปลี่ยนไปจนทำให้ผู้สมัครของก้าวไกลไม่สามารถเข้าสู่สภาได้ก็ต้องยอมรับการทำงานของ กกต. เพราะแต่ละพื้นที่จะมีคณะทำงานของพรรคเข้าไปเป็นสักขีพยานของการนับคะแนนใหม่

‘วิษณุ’ฟันธง-ไทม์ไลน์ไม่ขยับ
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า การนับคะแนนใหม่ 47 หน่วย คิดว่าไม่กระทบกับไทม์ไลน์ทางการเมืองในขณะนี้ เพราะ กกต.ต้องประกาศรับรองผลการเลือกตั้งและรับรอง ส.ส. ภายใน 60 วันหลังวันเลือกตั้ง คือ 13 ก.ค. 2566 ในส่วนที่มีการพูดกันว่าจะมีการประกาศเร็วขึ้น 2 สัปดาห์นั้นตนไม่ทราบ

ส่วนกระแสข่าวว่ารัฐบาลชุดใหม่เตรียมรื้องบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 วงเงิน 3.35 ล้านล้านบาท นายวิษณุกล่าวว่าเป็นธรรมดา และเป็นอำนาจของผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่เป็นรัฐบาล ในเมื่อเขามีนโยบายของเขาต่างหาก จะต้องมาจัดลำดับงบประมาณใหม่ สําหรับงบดังกล่าวเป็นสิ่งที่รัฐบาลชุดปัจจุบันได้ จัดทำเตรียมไว้ รัฐบาลชุดใหม่สามารถรื้อได้ แต่ถ้ารัฐบาลปัจจุบันไม่ได้ทำไว้ให้ รัฐบาล ชุดใหม่จะเข้ามาจัดไม่ถูก

ตนเห็นข่าวที่ผู้ที่จะมาเป็นรัฐบาลชุดใหม่ จะใช้วิธีการจัดงบแบบฐานศูนย์ ซึ่งไม่ใช่วิธีที่รัฐบาลปัจจุบันใช้ ดังนั้นเขามีสิทธิ์มารื้อได้ ถูกต้องแล้ว ใครมาเป็นรัฐบาลก็มารื้อหรือเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เพราะแม้แต่ยุครัฐบาลประยุทธ์ 1 จัดงบประมาณไว้ให้ พอรัฐบาลประยุทธ์ 2 เข้ามา ได้รื้องบที่รัฐบาลประยุทธ์ 1 ทําไว้

บุกกกต. – กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย เข้ายื่นหนังสือต่อกกต. เรียกร้องให้เร่งรับรอง ผลการเลือกตั้งส.ส. และตีตกคำร้องนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล ถือหุ้นสื่อไอทีวี ที่สำนักงานกกต. เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.

 

ตร.พรึ่บรับมือม็อบบุกกกต.
วันเดียวกัน บริษัทธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ (ธพส.) ผู้บริหารโครงการศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ได้นำแผงเหล็กมาวางบริเวณทางเข้าหน้าอาคารรัฐ ประศาสนภักดี หรืออาคาร B ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานกกต. หลังกลุ่ม 24 มิถุนาประชา ธิปไตย ประกาศจะมายื่นหนังสือให้ กกต. เร่งประกาศรับรองผลการเลือกตั้งทันทีและ ไม่รับคำร้องให้ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กรณีถือหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ไว้พิจารณาวินิจฉัย

เวลา 12.00 น. พ.ต.อ.ภัทรภณ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา รักษาการผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 (บกน.2) พร้อมด้วย พ.ต.อ.สุรพงศ์ ธรรมพิทักษ์ รอง ผบก.น.1 ปล่อยแถวเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ศูนย์ราชการฯ อาคารบี โดย พ.ต.อ.สุรพงศ์กล่าวว่า จะใช้กำลังเจ้าหน้าที่จาก สน.ทุ่งสองห้อง 30 นาย และใช้เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน (คฝ.) หรือกองร้อยน้ำหวาน 1 หมวด ประมาณ 50 นาย เป็นการจัดกำลังมาดูแลความเรียบร้อยทั่วไป ทั้งภายในและภายนอก มาเพียงแค่อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่มาติดต่อราชการ เบื้องต้นได้ประสานกับกลุ่ม ผู้ชุมนุมแล้ว ทราบว่า เป็นเพียงการมายื่นหนังสือตามปกติ ไม่ได้เป็นการชุมนุม หรือจะบุกเข้าไปภายในสำนักงาน กกต. ฉะนั้นไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

จี้รับรองผลส.ส.-ตีตกคำร้อง‘พิธา’
เวลา 13.00 น. กลุ่ม 24 มิถุนา ประชาธิปไตย นำโดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ยื่นหนังสือต่อกกต. และกล่าวว่า ขณะนี้มี 8 พรรคการเมืองได้เสียงข้างมากในสภาถึง 312 เสียงเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลโดยมีการเสนอให้นายพิธา เป็นนายกฯ การที่กกต.ยังไม่รับรองผลการเลือกตั้งส.ส.ร้อยละ 95 ทำให้กระบวนการเปิดประชุมสภาล่าช้าและไม่สามารถจัดการประชุมรัฐสภาในการโหวตเลือกนายกฯ ได้โดยเร็ว ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องรักษาการรัฐบาลอยู่ในอำนาจต่อไป ทำให้พรรคการเมืองที่ได้รับเสียงสนับสนุนท่วมท้นจากประชาชนจัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ จนเป็นเหตุวิกฤตการเมืองในขณะนี้

กกต.ควรเร่งรีบในการพิจารณา เรื่องร้องเรียนกรณีนายพิธา ถือหุ้นสื่อไอทีวี อันอาจนำไปสู่การขาดคุณสมบัติการเป็นนายกฯ กระทั่ง อาจไปถึงการยุบพรรคก้าวไกล หรือต้องจัดการเลือกตั้งซ่อม และไม่ได้ส่งผลต่อการได้รับคะแนนนิยมท่วมท้นจากประชาชนที่ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง แต่ทางกลุ่มมองว่าไม่ควรรับ คำร้องกรณีนี้ไว้พิจารณาวินิจฉัย เพราะเป็นการใช้ข้อกำหนดรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และอาจจะนำไปสู่การออกมาชุมนุมประท้วงกันขนาดใหญ่ได้ ถ้ากกต. รับเรื่องของนักร้องมาวินิจฉัย แสดงให้เห็นว่ากกต.มีความเชื่อมโยงกับคณะรัฐประหารตั้งแต่ปี 2557 เพราะมาจากการแต่งตั้งจากส.ว. ซึ่งส.ว.มาจากการคณะรัฐประหาร การร้องเรียนและการรับเรื่องเป็นไปในทิศทางที่มีเจตนาร้ายและเป็นการโค่นล้มประชาธิปไตย

จึงขอให้กกต.อย่าเตะถ่วงหน่วงเหนี่ยวการรับรองผลการเลือกตั้งทันทีและขอให้ประกาศการรับรองผลการเลือกตั้งให้ได้มากกว่า ร้อยละ 95 ภายในวันที่ 20 มิ.ย.2566 หรือโดยเร็วที่สุด เพื่อจัดตั้งรัฐบาลและเปิดประชุมสภาและประชุมรัฐสภาโหวตนายกฯ โดยในวันที่ 20 มิ.ย. จะมากกต.อีกครั้ง เพื่อสอบถามความคืบหน้าในการรับรองส.ส. ที่ควรมีการรับรองได้แล้วบางส่วน ส่วนพื้นที่ใดที่ต้องนับคะแนนใหม่ก็สามารถทำต่อไปได้

หลังการยื่นหนังสือกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย เดินทางกลับโดยไม่มีเหตุวุ่นวายอะไร

‘พิธา’ขอบคุณชาวภูเก็ต
รายงานข่าวเปิดเผยว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดต นายกฯ ของพรรค ลงพื้นที่เพื่อปราศรัยขอบคุณประชาชนที่เลือกพรรคก้าวไกลยกจังหวัด พร้อมพบปะกลุ่มธุรกิจ ภาคการศึกษา เอกชน อุตสาหกรรม การท่องเที่ยวใน จ.ภูเก็ต ที่โรงแรมดีวาน่า พลาซ่า ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ในวันศุกร์ที่ 9 มิ.ย. โดยมี นาย สมชาติ เตชถาวรเจริญ ว่าที่ ส.ส.เขต 1 นายเฉลิมพงศ์ แสงดี ว่าที่ ส.ส.เขต 2 และ นายฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล ว่าที่ ส.ส.เขต 3 พร้อม ผู้บริหารพรรค ร่วมด้วย

สำหรับกำหนดการขอบคุณประชาชนเริ่มต้นเวลา 11.30 น. ปราศรัยขอบคุณประชาชนที่สนามฟุตบอล หน้า อ.กะทู้ จากนั้นเวลา 17.00 น. ปราศรัยขอบคุณประชาชนบน รถแห่ บริเวณตลาดนัดชิลล์วา

ต้านทุจริต – นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล นำคณะทำงานต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่นของพรรค เข้าหารือนายวิเชียร พงศธร ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ที่อาคารศรีจุลทรัพย์ เขตปทุมวัน กทม. เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.

จับเข่าคุยองค์กรต้านโกง
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 8 มิ.ย. ที่อาคารศรีจุลทรัพย์ เขตปทุมวัน กทม. นายพิธาพร้อมคณะทำงานต่อต้านคอร์รัปชั่นของพรรค ประกอบด้วย นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล นายรังสิมันต์ โรม นายพริษฐ์ วัชรสินธุ นายวรภพ วิริยะโรจน์ และ น.ส.เบญจา แสงจันทร์ เข้าหารือกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) หรือ ATC นำโดย นายวิเชียร พงศธร ประธานองค์การต่อต้านคอร์รัปชั่นฯ เพื่อแลกเปลี่ยนนโยบายต่อต้านคอร์รัปชั่น ขณะที่นายพิธากำลังเดินมายังห้องประชุม ได้พูดคุยหยอกล้อกับผู้สื่อข่าวอย่างเป็นกันเองว่า “ไม่ต้องเรียกท่าน ไม่เรียกไอ้ก็พอ”

นายพิธากล่าวก่อนเริ่มการหารือว่า ที่ผ่านมาก่อนทำงานการเมืองเคยมีโอกาสหารือร่วมกันกับองค์กรลักษณะนี้อยู่แล้ว จนได้มาเป็นนักการเมือง เคยมีการขอข้อมูลต่างๆ เพื่อใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจในรัฐสภา เพราะถือเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างมากต่อส่วนรวม อาทิ เรื่องเกี่ยวกับรถไฟฟ้าสายสีส้ม การจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ ที่เคยปรากฏเป็นข่าว หลังจากที่เป็นส.ส.มา เห็นภาพเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นหลากหลายรูปแบบ ดังนั้นการหารือวันนี้จะนำเสนอรวมถึงการรับฟังข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปปรับใช้ในนโยบายของรัฐบาลพรรคก้าวไกล รวมถึงการต่อยอดเพื่อต่อสู้กับปัญหาคอร์รัปชั่นในประเทศไทย

เล็งรื้อองค์กรอิสระ
เวลา 16.30 น. นายพิธาแถลงว่า สาระสำคัญในการประชุมครั้งนี้ เป็นการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการต่อสู้กับคอร์รัปชั่นเป็นการเพิ่มดัชนีคอร์รัปชั่นอื่นๆ ของไทย ที่ตกลงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีความตั้งใจที่มีแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวว่าจะทำอะไรบ้าง เพื่อจะได้เห็นภาพดัชนีที่ดีโดยเร็ว แสดงให้เห็นถึงเจตจำนงของประเทศไทยและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

ทั้งนี้ จะนำส.ส.ที่มีบทบาทเกี่ยวกับการปราบปรามทุจริตเดินหน้าแก้ไขกฎหมายเพื่อต่อสู้กับการคอร์รัปชั่น โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ ใช้ฐานข้อมูลที่มาจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ที่มีชื่อว่า “ACT Ai” สามารถเข้าไปรับชมที่หน้าเว็บไซต์ขององค์กรได้ การใช้เทคโนโลยีจะช่วยสร้างเสริมการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน ลดกระบวนการทางกฎหมายและการขอใบอนุญาตที่ซับซ้อนลง ทั้งยังช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ภาคเอกชนในการดำเนินการต่อไปด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะจัดการกับองค์กรอิสระอย่างไรเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชน นายพิธากล่าวว่า องค์กรอิสระจะถูกรื้อ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคลเเต่เป็นเรื่องของอำนาจ จำเป็นต้องมีคณะกรรมการที่หลากหลายทั้งจากสมาชิกฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน รวมถึงส.ว. เพื่อทำให้เกิดความเป็นกลางมากที่สุดเเละเป็นองค์กรที่อิสระที่น่าเชื่อถือ โดยผ่านการเเก้ไขกฎหมาย

ต่อข้อถามว่านายพิธาได้พูดถึงยี่ห้อสุราผ่านรายการโทรทัศน์ จะขัดหลักกฎหมายหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า “ก็พี่สรยุทธถาม ก็เป็นการตอบไป ฉะนั้น คงเป็นเจตนาที่จะตอบคำถาม และตนดีใจที่มีคนไปร้องอย่างนี้ เป็นการตั้งคำถามของสังคมไปเลยว่า มาตรา 32 แบบนี้ กับการที่เขาหากินในช่วงโควิดที่ผ่านมา โฆษณาไม่ได้ เป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลในสังคมนี้หรือไม่ คงต้องโยนคำถามกลับไปที่สังคมว่าพูดคุยคิดอย่างไรกับเรื่องนี้

พท.ไม่ทน-จ่อฟ้อง‘สนธิญา’
น.ส.ตรีชฎา ศรีธาดา รองโฆษกพรรค เพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีนายสนธิญา สวัสดี อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ยื่นเรื่องเรียนต่อกกต. เพื่อให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค เพื่อไทย โดยอ้างเหตุชะลอนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทว่า การกระทำดังกล่าวทำให้พรรคเพื่อไทยได้รับความเสียหาย สร้างความสับสนวุ่นวาย ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดของผู้ที่ลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้กระทำการที่เป็นการหลอกลวงประชาชน

การกระทำของนายสนธิญา จงใจใส่ร้ายป้ายสี สร้างความเข้าใจผิดให้เกิดขึ้นในสังคม เข้าข่ายผิดพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 101 ที่บัญญัติว่าผู้ใดแจ้งหรือกล่าวหาพรรคการเมือง หรือบุคคลใดว่า กระทำความผิดตามพ.ร.ป.นี้ต่อคณะกรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยรู้อยู่ว่าเป็นความเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับ ไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น ครั้งนี้พรรคเพื่อไทยจะไม่ทนและไม่ต้องมาขออภัย เพราะที่ผ่านมารังแกกลั่นแกล้งกันเกินไป นักร้องต้องได้รับผลพวงของการ กระทำของตัวเองที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นเสียที

ตามคดี – นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ เข้าพบพนักงานสอบสวนสน.ทุ่งสองห้อง ติดตามความคืบหน้าการดำเนินคดีนายศรีสุวรรณ จรรยา แจ้งความเท็จ กล่าวหานโยบายค่าแรงขั้นต่ำของพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.

‘พี่ศรี’ย่องทราบข้อหาแจ้งเท็จ
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สน.ทุ่งสองห้อง นายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์ นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) เข้าพบ พ.ต.อ.มารุต สุดหนองบัว ผกก.สน.ทุ่งสองห้อง พ.ต.ต.อนุชิต ชาติชูเหลี่ยม สว.(สอบสวน) พนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง เพื่อติดตามความคืบหน้ากรณีแจ้งความดำเนินคดีกับนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ข้อหาแจ้งความเท็จ จากกรณียื่นร้อง กกต.เมื่อ 13 ธ.ค.2565 ให้ยื่นยุบพรรคเพื่อไทยจากการแถลงนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทต่อวัน โดยแจ้งความไว้เมื่อ 15 ธ.ค.2565 เป็นเวลากว่า 5 เดือนแล้ว

คำร้องนายศรีสุวรรณ ถูก กกต.ตีตกไปแล้ว ขณะนี้พนักงานสอบสวนสน.ทุ่งสองห้อง รวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีข้อหาแจ้งความเท็จ โดยนายศรีสุวรรณเข้ารับทราบข้อหาตั้งแต่ 7 มิ.ย. โดยปฏิเสธข้อกล่าวหา ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่านายศรีสุวรรณมามอบตัวอย่างเงียบๆ ไม่แจ้งสื่อ การกลั่นแกล้งให้ผู้อื่นรับโทษคดีอาญามีโทษติดคุกและมีผลให้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ถ้าศาลตัดสินว่ากระทำผิดจริง ต้องขอบคุณผกก.สน.ทุ่งสองห้อง พนักงานสอบสวนที่ดำเนินการตามที่ร้องเรียนไปตามกรอบเวลาของกฎหมาย

‘วิษณุ’แจงกฎราชทัณฑ์ไม่เอื้อ‘โทนี่’
จากการออกระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ถูกกักกัน พ.ศ.2566 ลงวันที่ 6 มิ.ย.2566 เปิดช่องให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ชี้ขาดย้ายผู้ถูกคุมขังนอกเรือนจำ โดยมีการโยงว่าเอื้อให้นายทักษิณ ชินวัตร หรือโทนี่ วู้ดซัม ที่ประกาศจะกลับไทยในเดือนก.ค.นี้และพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลและรักษาการรมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ว่า โทษตามกฎหมายไทยมี 5 อย่าง ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ และริบทรัพย์สิน กักกันไม่ได้อยู่ใน 5 อย่างดังกล่าว แต่เรียกว่าวิธีการเพื่อความปลอดภัย ปัญหาคือการกักกันจะกักกันที่ไหน อย่างไร กรมราชทัณฑ์จึงต้องออกระเบียบ เป็นคนละอย่างกับเรื่องโทษ หากศาลสั่งจำคุกจะไปเปลี่ยนเป็นกักกันไม่ได้ แต่คนบางส่วนเข้าใจว่าการกักกันสามารถรวมกับโทษได้ แล้วไปคิดถึงเคสนักโทษกลับเข้ามามอบตัวไปกักกันที่บ้าน อย่างนั้นไม่ใช่ เพราะคุณต้องโดนโทษไม่ได้โดนกักกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่าระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ถูกกักกัน พ.ศ.2566 ถูกนำไปโยงการจะกลับไทยของนายทักษิณ นายวิษณุกล่าวว่า “คงไม่โยง ผมให้สัมภาษณ์ไปนานแล้วว่านโยบายของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรมว.ยุติธรรม ที่บอกว่าหากมีโทษและให้ไปรับโทษ โดยไปกักตัวไว้ที่บ้านได้นั้นยัง ไม่ออกมา ที่ออกมาแล้วคือกฎกระทรวงปี 2552 สมัยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็น รมว.ยุติธรรม

สำหรับคนที่ต้องถูกขัง 3 ประเภท ให้เปลี่ยนเป็นไปขังที่บ้านได้คือ 1.คนที่อยู่ระหว่างการสอบสวน เช่น แบม ตะวัน 2.คนที่ศาลสั่งให้ลงโทษจำคุกและรับโทษจำคุก มาแล้ว 1 ใน 3 และ 3.หญิงมีครรภ์ที่ถูกศาลสั่งประหารชีวิตแต่ยังไม่คลอด บุคคลเหล่านี้ต้องนำไปขังไว้ก่อน เช่น ที่บ้านหรือที่ โรงพยาบาล มีแค่ 3 ข้อนี้เท่านั้น ไม่มีข้อที่ 4 ซึ่งระเบียบดังกล่าวเป็นคนละเรื่องกัน และควรออกมาตั้งแต่ 2-3 เดือนที่แล้ว แต่เพิ่งตรวจกันเสร็จและเพิ่งออกมาตอนนี้

ถ้าขออภัยโทษต้องติดคุกก่อน
ต่อข้อถามถึงกรณีนักโทษทางการเมืองมีความเป็นไปได้ที่จะขออภัยโทษหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า จะเป็นนักโทษทางการเมืองหรือไม่ใช่นักโทษทางการเมืองก็ตามใช้หลักเกณฑ์เดียวกันทั้งหมดคือ 1.ขอเมื่อไรก็ได้ แต่ปัญหาคือเมื่อขอไปแล้วหากถูกยก ถ้าจะขออีกต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2 ปี อันนี้หมายถึงการ ขอพระราชทานอภัยโทษเป็นการส่วนตัว แต่ ถ้าขอพระราชทานอภัยโทษแบบครอบจักรวาลคือ การออกพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ ขณะนี้ยังไม่มี พ.ร.ฎ.นั้น แต่อาจมีปีหน้าในพระราชพิธี มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ หรือ 72 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ผู้สื่อข่าวถามว่าแม้จะไม่ได้มารับโทษ ก็อยู่ในเกณฑ์ขอพระราชทานอภัยโทษหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ถึงอย่างไรก็ต้องรับโทษก่อนถึงจะขอพระราชทานอภัยโทษได้ ส่วนการขอนั้นต้องใช้เวลาเท่าไรก็แล้วแต่กระบวนการ เมื่อถามว่าการจะขอพระราชทานอภัยโทษต้องรับโทษไปแล้วกี่ปี นายวิษณุกล่าวว่า ไม่มี เพราะการขอพระราชทานอภัยโทษเป็น พระมหากรุณาธิคุณ เป็นพระราชอำนาจ ไม่มีกำหนดในเรื่องดังกล่าว แต่ถ้าการอภัยโทษตาม พ.ร.ฎ.ซึ่งออกมาสำหรับคราวหนึ่งเพื่อคน 3 หมื่นคน มีเกณฑ์ว่าจะต้องรับโทษมาแล้ว 1 ใน 3 หรือจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 8 ปี ขณะนี้กฎหมายนี้ยังไม่มี มีไปล่าสุดออกไปแล้วปล่อยออกจากคุก 3 หมื่นคน

รองอธิบดีชี้วิธีปฏิบัติการกักกัน
นายสิทธิ สุธีวงศ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์และโฆษกประจำกรมราชทัณฑ์ ชี้แจงว่า ระเบียบดังกล่าวออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 5 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการกักกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2510 เพื่อกำหนดขั้นตอน วิธีการดูแลสวัสดิภาพ “ผู้ถูกกักกัน” โดยมาตรา 40, 41, 42 แห่งประมวลกฎหมายอาญา กำหนดให้ใช้วิธีการกักกันกับผู้เคยถูกศาลพิพากษาให้จำคุก หรือกักกันมาแล้ว และศาลเห็นว่าผู้นั้นเป็นผู้กระทำความผิดติดนิสัย หากผู้นั้นยังมีโทษจำคุกหรือกักขังที่จะต้องรับอยู่ก็ให้จำคุกหรือกักขังเสียก่อน และให้นับวันถัดจากวันที่พ้นโทษจำคุกหรือพ้นจากการกักขังเป็นวันเริ่มกักกัน ดังนั้น “การกักกัน” จึงมิใช่การจำคุกนอกเรือนจำ แต่เป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัยที่ศาลอาจมีคำพิพากษาเพิ่มเติมจากโทษทางอาญาที่ลงแก่จำเลย

ส่วน “ผู้ต้องขัง” ซึ่งเป็นผู้ต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลต้องถูกควบคุมตัวไว้ในเรือนจำตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายกำหนด ปัจจุบันกรมราชทัณฑ์มีผู้ถูกกักกันอยู่ในความดูแล 57 ราย (ชาย 51 รายหญิง 6 ราย) และจากสถิติที่ผ่านมาส่วนใหญ่ผู้ถูกกักกันเป็นบุคคลจรจัด ไร้บ้าน ทำความผิดซ้ำในคดีลักทรัพย์ (ลักเล็กขโมยน้อย) เป็นหลัก

ปัจจุบัน พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการ กระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ.2566 กำหนดให้กรมราชทัณฑ์เป็นผู้รับผิดชอบในการบังคับตาม คำสั่งคุมขังภายหลังพ้นโทษ หรือคำสั่งคุมขังฉุกเฉินตามที่ศาลกำหนด โดยให้นำพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการกักกันมาใช้บังคับโดยอนุโลม

ด้วยเหตุนี้ กรมจึงจำเป็นต้องประกาศใช้ระเบียบว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ถูกกักกัน พ.ศ.2566 เพื่อให้มีมาตรการดูแลสวัสดิภาพของผู้ถูกกักกันและบุคคลที่ถูกศาลสั่งให้ใช้มาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษ หรือคำสั่งคุมขังฉุกเฉินให้เกิดความเหมาะสมและอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน จึงขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวลือที่บิดเบือนข้อเท็จจริง และขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องผ่านเพจประชาสัมพันธ์ของกรมราชทัณฑ์

เลื่อนยศ – ร.ต.อ.หญิง อาทิติยา เบ็ญจะปัก หรือผู้กองแคท โพสต์ภาพกับครอบครัวภาคภูมิใจได้เลื่อนยศ ขณะที่นายรังสิมันต์ โรม ว่าที่ส.ส.ก้าวไกล เตรียมตรวจสอบเลื่อนยศเร็วจากส.ต.ต.เป็นร.ต.อ.ภายใน 4 ปี ด้านโฆษกตร. ยืนยันเป็นไปตามขั้นตอน

‘โรม’ลุยสอบตั๋วช้าง‘ร.ต.อ.หญิง’
จากกรณีเพจ “เพื่อนตำรวจ” ตั้งข้อสงสัยการเลื่อนขั้นของตำรวจหญิงซึ่งเคยเป็นผู้เข้าประกวดเวทีนางสาวไทยรายหนึ่ง จากยศ ส.ต.ต.หญิง ใช้เวลา 4 ปีติดยศ ร.ต.อ. หลังเข้าอบรมหลักสูตรการฝึกอบรมข้าราชการตำรวจและบุคคลที่บรรจุ หรือโอนมาเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร(กอส.)

นายรังสิมันต์ โรม ว่าที่ส.ส.พรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า เดิมทีหลักสูตร กอส.วางไว้สำหรับบางคนที่มีวุฒิการศึกษาที่เขาเล็งเห็นว่าจะช่วยให้องค์กรตำรวจมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่เมื่อตรวจสอบแล้วจะเห็นว่าคนที่เข้ามาผ่านหลักสูตรดังกล่าวจะเป็นคนตระกูลดัง นามสกุลดัง และพ่อแม่อยู่ในแวดวงต่างๆ ซึ่งหมายถึงการใช้เส้นสาย ตอนนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของพรรคก้าวไกล ที่จะตรวจสอบรายชื่อในปี 2566

ขณะเดียวกันต้องดูข้อมูลของปีก่อนหน้าด้วย ว่าหลักสูตรนี้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งหรือไม่ หรือสุดท้ายเป็นเรื่องการใช้เส้นสายหรือเป็นเรื่องตั๋วชนิดหนึ่ง และต้องตรวจสอบว่ามีการจ่ายเงินหรือไม่ หรือมีการรับสิน ทุจริตคอร์รัปชั่นด้วยหรือไม่ หากเข้าข่ายต้องมีการดำเนินการตามกฎหมายกับคนที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้

ฝากถึงตำรวจที่มีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ ให้ส่งข้อมูลให้ตนที่เฟซบุ๊กหรืออีเมล ยอมรับว่าการซื้อขายตั๋วใช้เงินสด อาจทำให้ตรวจสอบได้ยาก แต่ในความเป็นจริงหากมี หลักฐานอื่นที่สามารถใช้ได้ก็ยินดีรับและลุยตรวจสอบเต็มที่ หากต้องการให้ตำรวจเกิดความเสมอภาค เท่าเทียม ซึ่งตำรวจชั้นผู้น้อยก็จบปริญญาตรี และมีวุฒิการศึกษาหลายอย่าง ส่วนตัวเชื่อว่ามีคุณสมบัติไม่ได้ต่างจากคนที่ผ่านหลักสูตร กอส. แต่ตำรวจชั้นประทวน ไม่เคยได้รับโอกาส กลายเป็นว่าต้องรอโอกาสจนถึงอายุ 53 ปี ถึงจะได้ติดยศเป็นนายร้อย กรณีนี้อาจเป็นอีกแบบหนึ่งของตั๋วช้าง แต่ ตั๋วช้างมีจำนวนไม่เยอะ

หากพรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาลสิ่งสำคัญคือการปฏิรูปตำรวจทั้งระยะสั้นและระยะยาว ยอมรับว่าเรื่องนี้จะต้องใช้เวลา รับฟังความคิดเห็น อีกทั้งล่าสุดเพิ่งมีการแก้ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ แต่พรรคก้าวไกลเห็นว่ายังมีปัญหาอยู่ โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม ส่วนในระยะสั้นจะต้องสร้างความโปร่งใส ให้เกิดความน่าเชื่อถือ และต้องตอบคำถามให้ได้เวลาที่มีการแต่งตั้งโยกย้าย ว่าใครควรได้ตำแหน่งหรือไม่ควรได้ ต่อไปนี้ในยุครัฐบาลก้าวไกล กำลังขาที่ตำรวจมีจะต้องใช้ในการจับโจร ไม่ใช่ใช้เพื่อวิ่งหานายอีกต่อไป

โฆษกตร.ชี้แจงเลื่อนยศตามกฎ
ด้านพล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) กล่าวว่า “ตามที่ปรากฏจากสื่อเกี่ยวกับการบรรจุและดำรงตำแหน่ง ร.ต.อ.หญิง นั้น ทางตร.ขอเรียนว่า หลักสูตรการฝึกอบรมข้าราชการตำรวจและบุคคลที่บรรจุ หรือโอนมาเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร(กอส.) เป็นหลักสูตรการฝึกอบรมสำหรับข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรซึ่งบรรจุจากบุคคลภายนอก เช่น ทายาทตำรวจ ผู้มีวุฒิปริญญาสาขาต่างๆ ผู้มีวุฒิปริญญาในสาขาวิชาที่ขาดแคลน นายแพทย์ รพ.ตร. ตำรวจน้ำที่รับโอนมาจากทหารเรือ นักวิทยาศาสตร์ ฯลฯ เป็นหลักสูตรตามระเบียบตร.

กรณีของ ร.ต.อ.หญิง ดังกล่าว ได้ผ่านการรับสมัครและคัดเลือกบุคคลภายนอกผู้มีวุฒิ ใช้วิธีการคัดเลือกตามกฎ ก.ตร.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกหรือการสอบแข่งขันฯ และตรวจสอบคุณวุฒิและคุณสมบัติเป็นไปตามหลักเกณฑ์ จนได้บรรจุเป็นข้าราชการตำรวจ ยศสิบตำรวจตรีหญิง ในปี พ.ศ.2563 ในตำแหน่ง ผบ.หมู่ฯ ต่อมาผ่านการฝึกอบรมหลักสูตร กอส. ในปี พ.ศ.2564 และแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ยศร้อยตำรวจตรีหญิง ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.2564 โดยมีคุณวุฒิที่ใช้บรรจุแต่งตั้งนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต (ปริญญาโท)

จากนั้นจะใช้ระยะเวลาครองยศ 8 เดือน ได้รับการเลื่อนยศเป็น ร.ต.ท.หญิง และครองยศ ร.ต.ท.หญิง อีก 1 ปี จะได้รับการเลื่อนยศเป็น ร.ต.อ.หญิง รวมระยะเวลา 1 ปี 8 เดือน โดยการเลื่อนยศของ ร.ต.อ.หญิง ดังกล่าว เป็นไปตามกฎ ก.ตร.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งยศ พ.ศ.2554 ข้อ 8.2.8 ที่กำหนดให้ข้าราชการตำรวจที่ได้รับยศสูงขึ้น ต้องครองยศตามจำนวนปีที่รับราชการ ยกเว้นผู้ที่บรรจุในคุณวุฒิ ปริญญาโท ให้รับราชการในชั้นยศร้อยตำรวจตรีหนึ่งปี ร้อยตำรวจโทหนึ่งปี

“ในปัจจุบัน ตร.มีความตั้งใจที่จะดูแลขวัญกำลังใจของกำลังพลในส่วนที่เป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวนที่มีความตั้งใจ มีความรู้ความสามารถที่จะเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร มีการเปิดสอบแข่งขันข้าราชการตำรวจชั้นประทวนเป็นตำรวจชั้นสัญญาบัตร ล่าสุด เมื่อปลายเดือน พ.ค.2566 มีการเปิดรับสมัครตำรวจชั้นประทวนเป็นสัญญาบัตร จำนวน 430 อัตราสำหรับตำแหน่งทั่วไป และจำนวน 450 อัตรา สำหรับสายงานสอบสวน” พล.ต.ท.อาชยนกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน