ไม่ได้ชี้ว่ายังประกอบกิจการสื่อ
อนุทินไม่หวั่น-ภท.ถูกแขวน21คน
พท.ไร้กังวล-หวังได้เก้าอี้เพิ่มขึ้น
‘พิธา’ทัวร์เชียงใหม่-ด้อมสมแห่รับ
จับตา กกต.รับรองส.ส.เป็นทางการ 21 มิ.ย.นี้ เลขาฯ สั่งตั้งกรรมการสอบเอกสารเสนอประกาศผลเลือกตั้งหลุด ‘อนุทิน’ ลั่นพร้อมช่วย 21 ว่าที่ส.ส.ลูกพรรคถูกแขวน รทสช.มั่นใจ 3 คนชี้แจงได้ ‘ประเสริฐ’ ไม่กังวลเพื่อไทยถูกร้อง 20 คน ลุ้นได้ที่นั่งเพิ่มจากเขตที่พรรคอื่นโดนสอย 2 ส.ว.แนะกกต.ยื่นศาลรธน.ตีความคุณสมบัติ ‘พิธา’ ก่อนโหวตนายกฯ ขู่ไม่ทำระวังเจอฟ้องมาตรา 157 ‘พิธา’ เดินสายเชียงใหม่ชื่นมื่น ด้อมส้มแห่รับเนืองแน่น ลั่นไม่ปลุกมวลชนเป็นเกราะกำบัง ไอทีวีแจงผลบันทึกประชุม ผู้ถือหุ้น-งบการเงินไตรมาส 1/66 ระบุไม่ได้ต้องการสื่อสารว่ายังประกอบกิจการสื่ออยู่
กกต.รับรองส.ส.21มิ.ย.-สอบผลหลุด
จากกรณีมีเอกสารหลุดว่าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นำเสนอต่อกกต. พิจารณาประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต (ครั้งที่ 1) จำนวน 400 ที่นั่ง พบว่า ผู้ชนะการเลือกตั้ง ส.ส.แบบ แบ่งเขต มี 71 เขต ใน 37 จังหวัดที่มีผู้สมัครถูกร้องคัดค้านแบ่งเป็น พรรคภูมิใจไทย (ภท.) 21 คน พรรคเพื่อไทย (พท.) 20 คน พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) 14 คน พรรคก้าวไกล (ก.ก.) 7 คน พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 3 คน พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) 3 คน พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) 2 คน พรรคเพื่อไทรวมพลัง (พ.ท.ล.) 1 คน
เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. รายงานข่าวเปิดเผยว่า ในวันที่ 19 มิ.ย.นี้ กกต.เตรียมพิจารณารับรอง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) พร้อมกับ ส.ส.เขต หลังได้พิจารณาไปแล้วว่าทั้ง 400 เขตเลือกตั้ง เขตใดมีคำร้องคัดค้านและไม่มีคำร้อง คาดว่าจะประกาศรับรอง ส.ส.ได้วันที่ 21 มิ.ย. จากนั้นให้ ส.ส.ทยอยไปรับเอกสารรับรองได้ที่สำนักงาน กกต.
ขณะเดียวกัน นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.สั่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง กรณีเอกสารข้อมูลเสนอกกต.ประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส.แบบเขตครั้งที่ 1 ถูกเผยแพร่ ในโซเชี่ยลมีเดีย 3 หน้ากระดาษ ซึ่งเอกสาร ดังกล่าวนั้นเป็นเอกสารจริงในชั้นสำนักงาน กกต. ที่เตรียมเสนอกกต.พิจารณา
ทั้งนี้ วันที่ 16 มิ.ย. นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.จะร่วมการประชุมสมาคมแห่งสถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2563-2565 และมีเสวนาวิชาการเรื่อง ทิศทางการเมืองไทยภายหลังการเลือกตั้งปี 2566 จัดขึ้นที่โรงแรมเซ็นทรา บายเซ็น ทาราศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ
‘หนู’พร้อมช่วยลูกพรรคแก้ต่าง
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณี ว่าที่ส.ส.ของพรรคภูมิใจไทยถูกร้องคัดค้าน 21 คนว่า เป็นไปตามที่มีการร้องเรียน ส่วนพรรคไม่ได้ร้องเรียนใครหรือทำอะไรให้เป็นเรื่อง นอกจากผิดจริง เพราะหากไปร้องเรียนคนอื่นก็จะเสียเวลามากขึ้น ส่วนว่าที่ ส.ส.ที่ถูกร้องเรียนต้องไปหาหลักฐานลบล้างข้อกล่าวหา หากเขามาหารือในข้อกฎหมาย เพื่อเตรียมหลักฐาน เอกสาร ไปแก้ข้อกล่าวหา พรรคมีฝ่ายกฎหมายที่จะประสานงานอำนวยความสะดวกเพื่อให้ไปแก้ข้อกล่าวหาอยู่แล้ว
ผู้สื่อข่าวถามกรณีโหวตนายกฯ หากมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติของแคนดิเดต กังวลหรือไม่ส.ส.ที่โหวตต้องร่วมรับผิดชอบ นายอนุทินกล่าวว่า ขอให้ถึงเวลานั้นก่อน รอให้รับรองส.ส.อย่างเป็นทางการก่อน จากนั้น เมื่อเปิดประชุมสภาเชื่อว่าไม่มีทางตันเพราะเป็นแบบนี้มาตลอด
ต่อข้อถามว่าจะหารือในพรรคภูมิใจไทยเพื่อเตรียมเสนอชื่อนายกฯ แข่งหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า รอดูจำนวนส.ส.ก่อนว่าจะได้รับรองกี่คน เมื่อถามว่ามีชื่อบุคคลในใจที่จะโหวตเป็นนายกฯ แล้วหรือยัง นายอนุทินกล่าวว่า ถ้ามีชื่อในใจแล้วจะมาบอกสื่อทำไม
ย้ำภท.ไม่ทำตัวเป็นอุปสรรคใคร
ส่วนที่มีข้อห่วงใยเรื่องเศรษฐกิจหากตั้งรัฐบาลช้าเกินไป นายอนุทินกล่าวว่า ยังไม่ช้า เพราะทุกอย่างยังอยู่ในกระบวนการ การรับรองส.ส.ทยอยออกมาแล้ว หากย้อนไปการเลือกตั้งปี 2562 กกต.ใช้เวลาเกือบ 60 วัน ตอนนี้เพิ่งผ่านไปแค่เดือนเดียว ต่อข้อถามว่าสถานการณ์การเมืองขณะนี้มองว่าอยู่ในความวุ่นวายหรือไม่ เพราะมีการยกข้อกฎหมายขึ้นมาถกเถียงกัน นายอนุทินกล่าวว่า ยังหรอก ยืนยันพรรคอันดับหนึ่งควรได้ประสานจัดตั้งรัฐบาล ภูมิใจไทยเป็นพรรคอันดับ 3 ต้องไม่ทำอะไรให้เกิดปัญหาหรือเป็นอุปสรรคในการจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคที่มีส.ส.มากกว่า ผู้สื่อข่าวถามว่าได้คุยกับพรรคเพื่อไทยบ้างหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ได้คุย ต่างคนต่างอยู่ ตนไม่ได้คุยกับเขา และเขาก็ไม่ได้มาคุย
เมื่อถามถึงกระแสข่าวมีพรายกระซิบถึงการเปลี่ยนขั้วตั้งรัฐบาลสูตรหนึ่ง สูตรสอง นายอนุทินกล่าวว่า แล้วพรายเห็นหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ มีผู้สื่อข่าวเห็นในระหว่างเดินทางไปชมฟุตบอลที่อังกฤษ ที่ระบุว่ามีดีลลับ ไม่ได้มีอะไรนอกจากดูฟุตบอล ไม่มีอะไรนอกจากการทักทายตามมารยาท ขอให้ดูหลักความเป็นจริงจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะโทร.หาคนนั้นคนนี้จัดตั้งรัฐบาลเพราะไม่ได้เป็นพรรคที่ได้ส.ส.อันดับหนึ่ง ต้องรอดูสถานการณ์ก่อนว่าจะราบรื่นไปถึงเลือก นายกฯ เราต้องไม่เป็นอุปสรรคให้ใครและประเทศต้องเดินต่อเนื่องไป
รทสช.มั่นใจ 3 คนชี้แจงได้
นายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ว่า ที่มีข่าวว่ากกต.จะไม่รับรองว่าที่ส.ส.ของพรรค 3 เขตยังเป็นเพียงรายงานข่าว ต้องรอให้ กกต.เปิดเผยการรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการก่อน คาดว่าจะทราบผลตามกรอบ 60 วัน และเชื่อว่าจะทราบผลเร็วกว่ากำหนดตามที่ประธาน กกต.ได้กล่าวไว้
ตนมั่นใจว่าว่าที่ ส.ส.ของพรรคที่ถูกร้องเรียนนั้นมีหลักฐานพร้อมชี้เแจงต่อ กกต.ได้อย่างแน่นอน โดยฝ่ายกฎหมายของพรรครวมไทยสร้างชาติได้ช่วยให้คำปรึกษาดูในข้อกฎหมายอย่างเต็มที่ เมื่อทราบข่าวนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติก็ให้ฝ่ายกฎหมายสอบถามไปยังว่าที่ ส.ส.ที่มีรายชื่อถูกร้องเรียน 3 เขตแล้ว และให้เตรียมพยานหลักฐานต่างๆ ไว้ให้พร้อมชี้แจงต่อ กกต.มั่นใจว่า สามารถชี้แจงได้ทุกข้อ
พท.ลุ้นได้เพิ่ม-‘ประเสริฐ’ปัดนั่งคค.
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เชื่อว่าทุกเขตที่ว่าที่ส.ส.พรรคเพื่อไทยถูกร้องเรียนสามารถชี้แจงได้ ขณะเดียวกันฝ่ายกฎหมายพรรคได้รวบรวมทุกเรื่องที่ถูกกล่าวหาไว้เพื่อแก้ต่างแล้ว ไม่ได้มีความกังวลอะไร ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคเพื่อไทยได้ยื่นเรื่องคัดค้านบางเขต เลือกตั้ง หลังพบทุจริต อาจทำให้ได้ ส.ส.เพิ่มขึ้นหากนับคะแนนหรือจัดการเลือกตั้งใหม่ นายประเสริฐกล่าวว่า ตัวเลขจริงๆ ยังไม่แน่นอน แต่เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ว่าจะได้จำนวน ส.ส.เพิ่มขึ้น เพราะบางเขตเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยแพ้ไม่กี่คะแนน
ต่อข้อถามถึงความคืบหน้าการหารือกับพรรคก้าวไกลถึงตำแหน่งประธานสภา นายประเสริฐกล่าวว่า ยังไม่ได้คุยกันแบบได้ข้อสรุป อาจต้องรอให้มีการรับรอง ส.ส.ครบก่อน คาดว่าไม่เกินสิ้นเดือนมิ.ย.นี้ ผู้สื่อข่าวถามถึงโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่หลุดออก มาแล้ว มีชื่อนั่ง รมว.คมนาคม (คค.) นายประเสริฐ กล่าวว่า ไม่เป็นความจริง คงเป็นข่าวปลอม ย้ำว่ายังไม่ได้มีการพูดคุยกัน ส่วนหากอนาคตได้ตำแหน่งดังกล่าวจริง หรือไม่ ขอให้ผู้บริหารพรรคเป็นคนกำหนด ตนพร้อมทำงานในทุกหน้าที่อยู่แล้ว
เมื่อถามถึงเรื่องหุ้นสื่อของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดต นายกฯ พรรคก้าวไกล นายประเสริฐกล่าวว่า ขณะนี้ยังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งให้กำลังใจนายพิธา อยากให้เป็นไปด้วยความราบรื่น เชื่อว่านายพิธาชี้แจงได้อยู่แล้ว
โคราชเชื่อผ่านฉลุยแน่
นายสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล ว่าที่ ส.ส. เขต 5 จ.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย หนึ่งใน 3 ว่าที่ ส.ส.นครราชสีมาที่มีเรื่องร้องเรียน ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องร้องเรียนที่ตนและว่าที่ ส.ส.เขตพรรคเพื่อไทยอีก 2 คน ถูกร้องเรียน คือ นายอภิชา เลิศพชรกมล เขต 10 และนายนรเสฏฐ์ ศิริโรจนกุล เขต 12 นั้น มีเรื่องหลักอยู่เรื่องเดียว คือนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท ซึ่งตนได้ไปชี้แจงกับ กกต.นครราชสีมาหมดแล้ว และนโยบายนี้มีคนไปร้องเรียนต่อ กกต.ส่วนกลางด้วย
โดยผู้ร้องขอให้ตรวจสอบนโยบายหาเสียงกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท ของพรรคเพื่อไทยว่า เข้าข่ายสัญญาว่าจะให้ และหลอกลวงให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัคร ตามมาตรา 73 (1)(5) พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.2561 หรือไม่ ซึ่งตนไม่รู้สึกหนักใจอะไร เพราะมติของ กกต.ส่วนกลางมีปรากฏชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่ผิด อีกทั้งไม่ได้มีเรื่องใบเหลือง ใบแดงด้วย จึงมั่นใจว่าตนเองและว่าที่ ส.ส.เพื่อไทยอีก 2 คน ของโคราช จะได้รับการรับรองอย่างแน่นอน เพียงแต่อาจจะไม่ใช่ชุดแรกที่รับรองก่อน 60 วัน ซึ่งตอนนี้มีว่าที่ ส.ส.เขต ของโคราช 13 คน ที่จะได้รับการรับรองก่อน และอีก 3 คนที่เหลือ จะได้รับการรับรองในภายหลังแน่นอน
‘ปดิพัทธ์’ไร้กังวล
ที่พรรคก้าวไกล นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ว่าที่ส.ส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากทราบเรื่องว่าตนเป็น 1 ใน 74 ว่าที่ส.ส.ที่ถูกร้องคัดค้าน มีความกังวลว่าเป็นเรื่องที่กกต. ตีตกไปแล้วหรือไม่ เพราะมีชื่อของตนอยู่ในชื่อผู้อภิปรายโครงการพระราชดำริ ปรากฏว่าไม่ใช่เรื่องนั้น พอสอบถามไปที่หน่วยสืบสวนของกกต.พิษณุโลก ปรากฏว่าไม่มีเรื่องร้องเข้ามา พอดูในเว็บไซต์ของกกต. ก็ไม่มีปรากฏเป็นหลักฐานชัดเจน จึงคิดว่าเรื่องเอกสารหลุดนั้น แม้กระทั่ง เฟซบุ๊กของกกต. ก็โพสต์ว่าการแชร์ต่อมีความผิด จึงไม่ได้กังวลอะไรเลย
ผู้สื่อข่าวถามว่ากังวลการจัดตั้งรัฐบาลบ้างหรือไม่ นายปดิพัทธ์กล่าวว่า ไม่มีเลย เพราะความกังวลน่าจะเป็นฝั่งที่ไม่อยากให้เราจัดตั้งรัฐบาลมากกว่า เมื่อเราสามารถรวบรวมเสียงได้ขนาดนี้แล้ว ตอนนี้แรงกดดันอยู่ที่กกต.เป็นอันดับแรก กรณีเอกสารหลุดนั้น ไม่แน่ใจว่าเป็นการโยนหินถามทางหรือไม่ เพราะเมื่อมีคนกดดันกกต. จะได้มีข้อพิสูจน์ว่ามีการคัดค้าน หากเราดูตามสิ่งที่น่าจะเป็นภายในสิ้นเดือนมิ.ย.นี้ กกต.น่าจะสามารถรับรองเกิน 95 เปอร์เซ็นต์ จะสามารถเปิดสภาได้ ยิ่งเปิดสภาช้า ยิ่งมีรัฐบาลช้า เรายิ่งจะไม่มีเวที เพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ และผ่านงบประมาณที่สำคัญต่อประชาชน
นายชริน วงศ์พันธ์เที่ยง ว่าที่ ส.ส.พระนคร ศรีอยุธยา เขต 2 พรรคก้าวไกล เปิดเผยว่า หลังจากเห็นรายชื่อที่ปรากฏเป็นข่าว ได้สอบถามไปที่ กกต.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แจ้งว่ายังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ ตนเองมั่นใจว่าปฏิบัติตามกฎหมายเลือกตั้งทุกอย่าง ไม่มีการซื้อเสียง หรือให้ร้ายโจมตีใคร และยังไม่มีการประสานมาจากทาง กกต.ให้ไปชี้แจงเรื่องอะไร ในความคิดเห็นส่วนตัว คาดว่าน่าจะมีร้องคัดค้านขอนับคะแนนใหม่ เนื่องจากมีบัตรเสียจำนวนมาก และคะแนนห่างจากผู้สมัครอันดับ 2 ประมาณ 600 กว่าคะแนน
‘ไอซ์’ฟุ้งแค่กรวดเล็กๆ
ด้านน.ส.รักชนก ศรีนอก ว่าที่ส.ส.กทม. เขต 28 บางบอน พรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีชื่อถูกร้องคัดค้านการเลือกตั้งว่า ตอนนี้กำลังรอเอกสารจากกกต.ส่งมาที่บ้าน ว่าถูกร้องเรียนหัวข้อใด เท่าที่ทราบ อาจจะยังไม่ถูกรับรอง เพราะมีเรื่องถูกร้องเรียน เราพร้อมชี้แจงทุกข้อที่ถูกร้องเรียนมา อีกทั้งยังอยู่ในกรอบ 60 วันที่ต้องการรับรองส.ส. หากได้รับหนังสือแล้ว และไปชี้แจง ถ้าไม่มีมูล เรื่องจะตกไป หากมีมูล ต้องว่ากันต่อไป แต่ทุกเรื่องสามารถชี้แจงได้หมด
ผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลเรื่องนี้หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่าไม่กังวล เพราะถูกร้องเรียนถึง 71 เขต หากถูกร้องเรียนอะไรมาก็ต้องชี้แจงกันไป คงเป็นก้อนกรวดเล็กๆ ในรองเท้า ของผู้สมัครจากพรรคก้าวไกล ยังคงต้องเจออะไรอีกเยอะในอนาคต เพราะอย่างที่ทุกคนได้เห็น ตั้งแต่เราชนะมาก็งานเข้าไม่หยุด อยากให้ทุกคนทำใจให้ชินว่า เราเป็นฝ่ายที่ต่อสู้ เอาอำนาจกลับมาสู่มือของประชาชน เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่เราต้องเจอ”
เมื่อถามว่า ยังคงยืนยันที่จะลงพื้นที่ต่อ แม้ว่าจะยังไม่มีการรับรองส.ส.ใช่หรือไม่ น.ส.รักชนกกล่าวว่าจริงๆ ลงตั้งแต่วันแรกที่ได้รับเลือกมา เพราะยังไม่มีวันไหนที่ไม่หยุดเจอประชาชนเลย ยืนยันว่าเงินเดือนส.ส.ถูกจ่ายมาแล้ว เราต้องทำให้เงินและภาษีของประชาชนคุ้มค่ามากที่สุด ไม่ต้องรอให้กกต.รับรอง นี่คือการตอบแทนประชาชนที่มอบความไว้วางใจให้เรา
นายวัน อยู่บำรุง อดีต ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย คู่แข่งของ น.ส.รักชนก ในการ เลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา โพสต์ถึงกรณี ดังกล่าวหลังถูกจับโยงอาจเป็น ผู้ร้องเรียนน.ส.รักชนกว่า “ผมไม่ได้ร้องเรียนใครนะ อย่ามากล่าวหากัน มีผู้สมัครอีก 2 คน ติดป้ายหาเสียงเกินจำนวนที่ กกต.กำหนด ผมมีหลักฐานครบถ้วนอยู่ในมือ ซึ่งมีโทษอาญาทั้งจำทั้งปรับ ผมยังไม่ร้องเรียน กกต.เลย”
ป.ป.ช.ดักคอ‘พิธา’ยืดแจงบัญชี
นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยถึงการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคแคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล หลังพ้นตำแหน่งส.ส. ว่า เท่าที่ทราบจนถึงวันที่ 14 มิ.ย. นายพิธายังไม่มีการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินมายังป.ป.ช. แต่ยังมีเวลาถึงวันที่ 18 มิ.ย.นี้ ผู้สื่อข่าวถามว่า นายพิธาขอขยายระยะเวลาการยื่นบัญชีออกไปอีกได้หรือไม่ นายนิวัติไชยกล่าวว่า ทำได้ แต่ต้องมีเหตุสุดวิสัยที่จำเป็นจริงๆ โดยจะสามารถขยายออกไปได้อีก 30 วัน แต่ป.ป.ช. จะต้องนำเหตุมาวิเคราะห์ว่ามีความจำเป็นอะไร และต้องดูเจตนาหากจะขอขยาย
“ถ้าโดยหลักของกฎหมายแล้ว เดิมเต็มที่ขยายได้ 30 วัน แต่มีก๊อกหนึ่ง โดยต้องมีเหตุผลที่ชัดเจน ซึ่งเราไม่อยากให้ต้องใช้เหตุผลถึงขนาดนั้น เพราะคิดว่ามีเวลาพร้อมแล้ว อะไรต่างๆ ยื่นมา และการส่งเอกสารเพิ่มเติมสามารถทำได้ แต่เชื่อว่าน่าจะยื่นในเวลาที่กำหนด ไม่น่าจะขอขยายเวลาอีก” นายนิวัติไชยกล่าว
เมื่อถามว่า การยื่นรายการทรัพย์สินและหนี้สินครั้งนี้ ต้องชี้แจงรายละเอียดการโอนหุ้นไอทีวีหรือไม่ นายนิวัติไชยกล่าวว่า ต้องดูว่าวันนี้ตัวทรัพย์สินและหนี้สินของนายพิธา เกี่ยวกับเรื่องหุ้นมีหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องยื่น เพราะให้ยื่นบัญชีกรณีพ้นจากหน้าที่ว่ามีทรัพย์สินอะไรบ้าง
“ต้องย้อนกลับไปดูว่าก่อนที่ท่านจะยื่นทรัพย์สินภายใน 60 วัน ที่ครบกำหนด วันนั้นยังมีทรัพย์สินอยู่หรือไม่ หรือโอนไปก่อนหน้านั้นแล้ว อันนี้ผมไม่ทราบ ยังไม่ได้ตรวจสอบ แต่ถ้ายังไม่โอน ต้องดูว่าท่านยื่นในฐานะอะไร เป็นเจ้าของหุ้นเอง หรือหมายเหตุเอาไว้ว่า เป็นผู้จัดการมรดก เพราะวันนี้ทราบแต่ว่า มีคำสั่งศาลเข้ามา เมื่อเดือนมี.ค.ปี 2550 ที่บอกว่า คุณพิธา เป็นผู้จัดการมรดกเท่านั้นเอง และเท่าที่เช็กจากเจ้าหน้าที่เมื่อเช้าวันที่ 15 มิ.ย. ทราบว่ามีหนังสือจากทางศาล ต้องไปดูรายละเอียดว่ายืนยันอย่างไร แต่การเป็น ผู้จัดการมรดก เป็นคนละเรื่องกับกรณี คุณสมบัติของส.ส. ที่ยื่นตีความ เพราะป.ป.ช. ไม่เกี่ยว เกี่ยวแต่ว่าเขายื่นและดูว่ามีอยู่จริงหรือไม่เท่านั้น” นายนิวัติไชยกล่าว
‘เรืองไกร’ยื่นหลักฐานเพิ่ม
วันเดียวกัน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ได้ส่งหลักฐานเพิ่มเติมขอให้กกต.นำไปตรวจสอบเพิ่มเติม กรณีตั้งกรรมการไต่สวนนายพิธา ที่ถูกพิจารณาในคดีอาญา มาตรา 151 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.2561 รวมทั้งขอให้กกต.ตรวจสอบตามแบบส.ส. 4/20 ซึ่งเป็นหนังสือยินยอมให้เสนอชื่อลงสมัครเป็นส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และ 4/30 หนังสือยินยอมให้เสนอชื่อรับแต่งตั้งเป็นนายกฯ ว่า เข้าข่ายตามความในมาตรา 132 หรือไม่ โดยนำส่งทางไปรษณีย์ พร้อมสำเนาหน้าเฟซบุ๊กพรรค ก้าวไกล ที่ได้โพสต์ข้อความหัวข้อ “คนโกงวงแตก ก้าวไกลชำแหละเพิ่มขบวนการ ปลุกผีไอทีวี” ที่มีเนื้อหา กรณีนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกลแถลงข่าวเปิดคลิปเสียงการประชุมผู้ถือหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) และสำเนาแบบ ส.ส.4/20 และ 4/30
นายเรืองไกรกล่าวว่า ข้อความบางส่วนมีการกล่าวถึงตนแบบคลาดเคลื่อน ไม่ตรงตามความจริง ขอย้ำว่าการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ กกต.ที่ผ่านมาตนดำเนินการคนเดียว ไม่ได้ร่วมกับผู้อื่น ไม่ใช่พ่อมดหมอผี ส่วนกรณีที่นายชัยธวัชระบุถึงกรณีที่กกต.จะดำเนินการ 151 กับนายพิธา ไม่มีหลักฐาน และน้ำหนักเพียงพอนั้น ตนเห็นว่า การดำเนินการของ กกต.ตามมาตรา 151 ควรหมายรวมถึงการ กระทำตามแบบ ส.ส. 4/20 และ 4/30 จึงควรตรวจสอบตามมาตรา 151 ให้ครบถ้วน เพราะตามหนังสือยินยอมให้เสนอชื่อรับสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ และหนังสือยินยอมให้เสนอชื่อแต่งตั้งเป็นนายกฯ ซึ่งนายพิธาจะต้องลงนามรองรับไว้แล้ว
เหน็บก้าวไกลอ่านรธน.ไม่แตก
ผู้สื่อข่าวถามว่าก้าวไกลโต้แย้งว่า คุณสมบัติต้องห้าม ไม่ครอบคลุมถึงคุณสมบัติแคนดิเดตนายกฯ นายเรืองไกรกล่าวว่า ใครว่ามา อ่านรัฐธรรมนูญมาตรา 89 วรรคสอง เป็นหรือไม่ ขอให้คนพูดไปอ่านรัฐธรรมนูญมาตรา 89 วรรคสองและพ.ร.ป. ส.ส. มาตรา 14 วรรคสองด้วย
ต่อข้อถามว่าพรรคก้าวไกลมีข้อสงสัยเกี่ยวกับรายงานงบการเงินไอทีวีปี 2565 ที่ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีข้อความแตกต่างกัน เกี่ยวกับการทำกิจการสื่อและ ชี้พิรุธว่ารายงานงบการเงินที่ออกมาวันที่ 10 พ.ค.2566 ตรงวันที่นายเรืองไกรนำมายื่นร้องนายพิธา ที่กกต. เข้าข่ายว่าเป็นหนึ่งในขบวนกรปลุกผีไอทีวี นายเรืองไกรกล่าวว่า ตนให้ข่าวว่าตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค.แล้วว่าจะมายื่นกกต.วันที่ 10 พ.ค. อยากให้ไปดูเฟซบุ๊กส่วนตัวของนายพิธา ที่โพสต์ข้อความชี้แจงเกี่ยวกับการร้องเรียนเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 9 พ.ค.ว่าเจตนาสกัดพรรคก้าวไกล เพราะพรรคกำลังทลายทุนผูกขาด ไม่มีข้อความใดที่เขียนว่ามีการปลุกผีไอทีวี
ส่วนถ้ามองว่ารายงานงบการเงิน ที่ส่งก.ล.ต.และกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีพิรุธ ก็เรียกให้สอบได้ แต่ตนไม่ได้ดูเอกสารฉบับนี้ของก.ล.ต. และสงสัยว่า ในเมื่อไอทีวีถูกถอดออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว เหตุใดยังต้องยื่นรายงานงบการเงิน ต่อก.ล.ต.ด้วย ซึ่งนายพิธาได้โพสต์เฟซบุ๊กในวันที่ 6 มิ.ย.ว่าบริษัทไอทีวีถูกถอดออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว
‘ปุ่น’ซัดขบวนการขัดขา
น.ต.ศิธา ทิวารี แคนดิเดตนายกฯ พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) กล่าวกรณีการร้องเรียนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล เรื่องการถือหุ้นสื่อไอทีวี ที่มองว่ามีผู้อยู่เบื้องหลังซึ่งใหญ่กว่านายนิกม์ แสงศิรินาวิน อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคภูมิใจไทยว่า ทุกคนน่าจะทราบกันอยู่แล้วว่า มีลักษณะของการแบ่งงานกันทำ โดยมีธงเป็นจุดมุ่งหมายไว้
ขบวนการนี้เป็นการขัดขวางประชาธิปไตยของประเทศไทยไม่ให้เดินหน้า และไม่ว่าจะมีอีกกี่ด่านที่มาขัดขวางการจัดตั้งรัฐบาล ทั้งหมดล้วนเป็นพิธีกรรมที่มีธงอยู่แล้วว่า จะให้การเมืองของประเทศมีทิศทางไปทางไหน สิ่งที่ป้องกันได้คือ ให้ประชาชนรู้เท่าทัน และเขาจะรู้ว่า สิ่งที่เขาทำมีต้นทุนที่สูง
ส่วนกรณีที่น.ต.ศิธาเคยเผยว่า การยื่นเอกสารของนายเรืองไกร อาจมีนักการเมืองอยู่เบื้องหลัง กล่าวว่า ได้ยินข่าวมาแต่ค่อนข้างชัดเจน จึงกล้าเปิดเผย ขณะที่นายเรืองไกรไม่ได้ปฏิเสธเรื่องนี้ แต่ให้ กกต.เป็นผู้มาถามตนว่านักการเมืองคนนั้นเป็นใคร ตนเป็นเพียง ผู้เปิดประเด็น ขั้นแรกนายเรืองไกรยอมรับว่ามี แต่ไม่เปิดเผยชื่อ
เมื่อถามว่ารู้ชื่อย่อของบุคคลนั้นแล้วหรือไม่ น.ต.ศิธากล่าวว่า ได้ยินมา แต่ไม่ถึงกับรู้ชื่อ อยู่ในขบวนการที่เคลื่อนไหวเดียวกัน หรืออาจจะเป็นคนเดียวกันเลยก็ได้ และเข้าใจว่าเป็นผู้เปิดประเด็นคนละประเด็นกัน และถ้าหากมีการปฏิเสธจะยิ่งทำให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า มีการจัดสรรแบ่งงานกันทำ จากแหล่งเดียวกันโดยส่งตัวแทนไปดำเนินการ
ส.ว.จี้กกต.ยื่นศาลรธน.ชี้ปม‘ทิม’
นายสมชาย แสวงการ ส.ว. โพสต์เฟซบุ๊ก กรณีที่มีความสงสัยว่าส.ว. เข้าชื่อ 1 ใน 10 ยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ชี้ขาดคดีการถือหุ้นสื่อของนายพิธา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ได้หรือไม่ว่ากรณีที่เห็นว่ามีส.ส.หรือ ส.ว. มีปัญหาที่ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้สมาชิกแต่ละสภายื่นแยกกัน โดยส.ส.ต้องเป็นผู้ยื่นเรื่องส.ส. ส่วนส.ว. ยื่นเฉพาะเรื่อง ส.ว. ทั้งนี้ในมาตรา 82 วรรคท้าย ให้อำนาจ กกต.ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้
ดังนั้น กกต. มีอำนาจและหน้าที่ชัดเจนโดยตรงว่า เมื่อรับรองส.ส.แล้ว มีเหตุสงสัยว่าส.ส.มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ 98(3) มาตรา 88 มาตรา 89 มาตรา 160 ที่น่าจะขาดคุณสมบัติตามมาตรา 101 จึงเห็นว่า กกต. มีหน้าที่ยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยเป็นที่สุด เพราะเป็นการต้องทำหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ หากละเลย เกรงว่าอาจมีผู้ยื่นฟ้องดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 เสียเอง ขอฝากความเห็นและข้อเสนอแนะมาด้วยความห่วงใย
ด้านนายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ส.ว. โพสต์เฟซบุ๊กว่า ส.ว.ไม่สามารถร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพของ ส.ส.ได้ เพราะประเด็นสมาชิกภาพของส.ส. เป็นสิทธิเฉพาะส.ส. ที่จะเข้าชื่อ 1 ใน 10 ของจำนวนที่มีอยู่ จะร้องขอผ่านประธานสภาของตน ก่อนถึงวันเสนอชื่อนายกฯ เพื่อให้รัฐสภาลงมติให้ความเห็นชอบนั้น หากกกต.จะส่งเรื่องที่มีการกล่าวหาว่ามีลักษณะต้องห้ามให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำพิพากษาได้ จะเกิดความเป็นธรรมกับผู้ถูกเสนอชื่อ
‘พิธา’ถกแก้ฝุ่น-รุกตั้งศูนย์เชียงใหม่
ที่เชียงใหม่ศิริพานิช จ.เชียงใหม่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดต นายกฯ พรรคก้าวไกล พร้อมคณะ หารือ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือฝุ่น PM 2.5 ในปี 2567 โดยมีภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ ภาคการท่องเที่ยว และภาคเอกชนจากส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบจากปัญหา PM 2.5 เข้าร่วมหารือ
นายพิธากล่าวในที่ประชุมว่า ตั้งรัฐบาลได้เมื่อไรจะแก้ปัญหาตรงนี้ได้ต้องแบ่งออกเป็น 3 ขยัก ขยักแรกคือระดับนานาชาติ ขยักที่ 2 คือระดับประเทศ และขยักที่ 3 คือท้องถิ่น ต้องการตั้งกรอบให้ได้ เพื่อทำงานกับ พรรคร่วมรัฐบาล แล้วใส่ข้อมูลว่าปัญหาและ ความท้าทายคืออะไร รวมถึงต้องเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งกลายเป็นเรื่องเดียวกันไปหมดแล้ว
ในอาเซียนมีการตั้งเป็นพหุภาคีข้ามชาติ เพียงแต่ไม่มีผู้นำประเทศคนไหนไปทำให้เป็นรูปธรรม รวมถึงศูนย์ปฏิบัติงานมลพิษทางอากาศในอาเซียนก็ตั้งแล้ว แต่ยังไม่มีสถานที่ปฏิบัติงาน นายกฯคนต่อไปควรต้องนำศูนย์ปฏิบัติการดังกล่าวมาตั้งที่ จ.เชียงใหม่ให้ได้ เขาใช้คำว่า Asean Haed Pollution Center ที่ยังไม่มีประเทศไหนสนใจ เราเห็นโอกาสตรงนี้ตนจะเอามาตั้งที่เชียงใหม่ด้วย เป็นการปฏิบัติงานเชิงรุก ไม่ต้องประชุมใหม่ ใช้ข้อตกลงที่มีตั้งแต่ปี 2004 ตนจะเสนอเป็นตัวตั้งและให้มาตั้งที่เชียงใหม่ พอมีศูนย์กลางปฏิบัติงานทุกคนจะสนใจ นอกจากนี้ยังมีกองทุนมลพิษข้ามชาติ ที่ตั้งไว้แล้วแต่ยังไม่มีใครนำมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นกองทุน กฎหมาย ศูนย์ปฏิบัติงาน มีเชื้ออยู่แล้วเพียงแต่คนที่เป็นผู้นำไม่ได้เห็นภาพ และไม่สามารถช่วยได้

เมนูชนเผ่า – นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แคนดิเดตนายกฯ พบปะกลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง 40 ชาติพันธุ์ จาก 5 ภูมิภาค และร่วมรับประทานอาหารพื้นเมือง ที่อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.
ดันสิทธิชาติพันธุ์-เปิบ 9 เมนู
เมื่อเวลา 13.00 น. ที่สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย นายพิธารับหนังสือจากกลุ่มสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็น กลุ่มชาติพันธุ์ 40 ชนเผ่า จาก 5 ภูมิภาค และภาคีที่เกี่ยวข้อง โดยตัวแทนกลุ่มอ่านแถลงการณ์แสดงความยินดีและเป็นกำลังใจให้นายพิธา และพรรคก้าวไกลในการจัดตั้งรัฐบาล พร้อมขอให้ขับเคลื่อนชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อคืนสิทธิ คืนศักดิ์ศรี และยอมรับตัวตนของชนเผ่าพื้นเมืองในฐานะพลเมืองที่เป็นพลังสร้างสรรค์สังคมไทย เช่นเดียวกับประชาชนทุกคน
นายพิธากล่าวว่า อยากจะตั้งรัฐบาลให้เร็ว เพื่อผลักดันสิทธิชาติพันธุ์ และเศรษฐกิจชาติพันธุ์ เพราะเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ส่วนตัวแล้วหากมีโอกาสได้ไปพักผ่อนกับเขาบ้าง ซึ่งก็ไม่ค่อยมีหรอก ถ้าจะไปเที่ยวมี 2 ที่คือ ลีซู ลอดจ์ อยู่ที่จ.เชียงใหม่ และ ลั่นเจี๊ยะ ลอดจ์ อยู่เชียงราย ขอเชิญชวนคนไทยทั้งประเทศ และต่างประเทศไปดื่มด่ำวัฒนธรรมพี่น้องชาติพันธุ์ ในการท่องเที่ยวที่จะถึงนี้
จากนั้นนายพิธาร่วมกินข้าวกับผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นอาหาร 9 อย่างจาก 9 ชนเผ่า เริ่มต้นกิน ป่าปา เป็นขนมท้องถิ่น ซึ่งนายพิธา เรียกว่า ‘แพนเค้กลีซู’ และได้ชิมเหล้าข้าวโพด ก่อนกินอาหาร ซึ่งนายพิธากินทั้งข้าวไรซ์เบอร์รี่ และข้าวเหนียว อย่างเอร็ดอร่อย และกินทุกอย่างที่ชาวบ้านแนะนำและนำมาให้ ต่อด้วยดื่มกาแฟดริป 2 แก้ว และชมว่าอร่อย แล้วกินขนมป่าปาอีก 1 ชิ้น แล้วถ่ายรูปร่วมกับชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์ และเดินทางต่อไปยังตลาดหางดง
สำหรับเมนูอาหาร มีทั้ง ต้นไห่ว่านค้าวคาวดำ จากชนเผ่าลีซู ไก่สมุนไพร จากชนเผ่าคะฉิ่น ต้มไก่สมุนไพร จากม้ง ลาบไก่ จากม้ง โต๊ะสะเบือก ชนเผ่าละเวือะ ต่าพอเพาะ จากชนเผ่ากะเหรี่ยง ส่าจ้อย จากชนเผ่าลาหู่ ยำผักสมุนไพร จากเผ่าอาข่า
ขอบคุณคนหางดง-ด้อมส้มพรึ่บ
เวลา 14.00 น. ที่ตลาดสดเทศบาลหางดง นายพิธาพบปะชาวอ.หางดง จ.เชียงใหม่ เพื่อปราศรัยขอบคุณประชาชนที่มอบคะแนนเสียงเลือกตั้ง แต่เมื่อมาถึงไม่สามารถลงจากรถมาปราศรัยได้ เนื่องจากมีแฟนคลับจำนวนมากรออยู่หน้ารถ จนเวลาผ่านไป 15 นาที ทีมงานจึงขอร้องแฟนคลับให้เปิดทาง ทำให้นายพิธาออกจากรถได้
นายพิธากล่าวปราศรัยว่า มากันเยอะขนาดนี้หางดงไม่ห่างเหินแล้ว ตนเพิ่งมาจากลำพูนไม่ลำพัง หางดงก็ไม่ห่างเหินเช่นกัน ขอบคุณพ่อแม่พี่น้องชาวเชียงใหม่ ที่เชื่อมั่นในพรรคก้าวไกลไม่เคยเปลี่ยนแปลง ชนะถล่มทลาย 45% จาก 10 เขตได้มา 7 เขต ช่วยกันขีดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ โดยเฉพาะพื้นที่หางดงไม่ห่างเหิน ไม่ห่างไกลความเจริญอีกต่อไป
จะผลักดันเรื่องเศรษฐกิจ ไม่ใช่เจ้าสัวแค่เพียงหยิบมืออีกต่อไป ภารกิจของเราเพิ่งเริ่มต้น พวกเรายังมีงานอีกเยอะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องสาธารณสุข เรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ คือ 4 ส. ภารกิจร่วมกันในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจากฝุ่น ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสาธารณสุข การใช้ศักยภาพของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ช่วยเหลือชาวเชียงใหม่ ให้การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต ไปด้วยกัน
ก่อนเลือกตั้งเป็นอย่างไร หลังเลือกตั้งก็เป็นอย่างนั้น จำได้อย่างสม่ำเสมอว่าปัญหาที่พ่อแม่พี่น้องไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าแม่ขายที่อยู่ในตลาดเคยฝากไว้ เรื่องหวยใบเสร็จ การแก้ไขปัญหาให้นักท่องเที่ยวกลับมาหางดง พี่น้องชาวหางดงเคยเชื่อมั่นในตัวพิธาอย่างไร กับเวลาที่เหลือขอให้เชื่อมั่นได้หรือไม่ ทำงานร่วมใจจากนายกฯคนนี้ได้หรือไม่ เชียงใหม่ไปด้วยกันได้หรือไม่ นี่คือสัญญาหางดง ปฏิญญาหางดงที่เราสัญญาร่วมกันไม่ว่าจะเจอขวากหนามไม่ว่าจะเจออุปสรรค มากมายขนาดไหนเราสัญญากันแล้ว เราจะไม่มีวันทิ้งกัน
ยันไม่ปลุกมวลชนเป็นเกราะกำบัง
เวลา 15.20 น. ที่อาคารเชียงใหม่ศิริพานิช นายพิธาเข้าหารือกับภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจการท่องเที่ยวเชียงใหม่ โดยระบุว่า
โจทย์สำคัญเฉพาะหน้าวันนี้คือจะทำอย่างไรให้การท่องเที่ยวกลับมาเป็นเหมือนก่อนโควิดได้ เพราะจากตัวเลขวันนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวยังหายไปครึ่งหนึ่งจากเดิม และยังมีโจทย์ใหม่ที่ต้องพิจารณา คือจะทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวอยู่นานกว่าเดิมและจ่ายเยอะกว่าเดิม ให้กระจายตัวมากกว่ากระจุกตัวอยู่ 5 จังหวัดหลัก ซึ่งเชียงใหม่เป็นหนึ่งในนั้น และแม้แต่ในตัวเชียงใหม่ยังกระจุกตัวอยู่มาก
นอกจากนี้ รัฐบาลก้าวไกลยังจะต้องทำให้เชียงใหม่เป็นเมืองสุราก้าวหน้า และเป็นเมืองแห่งโฮมสเตย์ ต้องมีการผลักดัน พ.ร.บ.โฮมสเตย์ ให้ผู้ประกอบการโฮมสเตย์สามารถทำได้สะดวกขึ้น ไม่ติดข้อกฎหมายหรือระเบียบที่เป็นอุปสรรคหลายประการที่ไม่สมเหตุสมผล รวมทั้งแก้ปัญหาที่ดิน เช่น ส.ป.ก. ที่เชียงใหม่มีอยู่กว่า 1 แสนไร่ ที่สร้างข้อจำกัดให้ประชาชนไม่สามารถนำที่ดินของตัวเองไปต่อยอดได้
นายพิธาให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้เป็นวันที่มีประสิทธิภาพมาก เพราะได้คุยกับสภาลมหายใจ สภาชาติพันธุ์ และสมาพันธ์การท่องเที่ยว ซึ่ง 3 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน และเป็นเรื่องที่น่าสนใจ รวมถึงเศรษฐกิจชนเผ่า ที่จะเป็นแนวทางการท่องเที่ยวแบบใหม่ ในการกระจายรายได้ ยกระดับสิทธิชาติพันธุ์ ส่วนที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมกับกกต.ในประเด็นการสอบสวน มาตรา 151 นายพิธากล่าวว่า ยังไม่เห็นรายละเอียดของเอกสาร แต่ไม่ว่าจะมีความเคลื่อนไหวยังไง ไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่อยู่ในกระบวนการทางกฎหมายอยู่แล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่ามองอย่างไรที่มีการตั้งข้อสังเกตใช้ประชาชนมาเป็นเกราะกำบัง นายพิธากล่าวว่า ตั้งใจทำงาน ตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาให้ประชาชน ทุกการประชุมมีการเตรียมล่วงหน้ามาตลอด เพื่อให้ใช้เวลาการประชุมอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เชียงใหม่ รายได้การท่องเที่ยวหายไปครึ่งหนึ่งจากช่วงก่อนโควิด ทำให้ปัญหาการท่องเที่ยวเป็นตัวอย่างที่จะต้องแก้ไข ไม่ใช่เป็นเรื่องเอาประชาชนมาเป็นเกราะกำบัง แต่ต้องการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนจริงๆ ถ้าเอามาเป็นเกราะกำบัง คงไม่ต้องทำการบ้านหาข้อมูลมา
เมื่อถามจะมีโอกาสเลือกตั้งผู้ว่าฯ เชียงใหม่หรือไม่ นายพิธากล่าวว่า แน่นอนไม่ใช่แค่เลือกตั้งอย่างเดียว แต่การกระจายงบประมาณ กระจายอำนาจ และกระจายภารกิจออกมาเพื่อยึดโยงกับพี่น้องประชาชน
ไอทีวีแจง
วันเดียวกัน เว็บไซต์ www.itv.co.th ของบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ออกหนังสือชี้แจงผู้ถือหุ้น เนื้อหาระบุว่า จากเหตุการณ์ที่เผยแพร่ในสื่อเกี่ยวกับการบันทึกรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2566 (“รายงานการประชุม”) แบบนำส่งงบการเงิน (ส.บช.3) ของบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) ปี 2565 และงบการเงินไตรมาส 1 ประจำปี 2566 ของบริษัทนั้น ขอชี้แจง ดังนี้
1.ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2566 (“การประชุมฯ”) บริษัทได้จัดประชุม เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2566 โดยในการประชุม ดังกล่าวมีทั้งหมด 9 วาระ วาระที่ 1 ถึงวาระที่ 8 เป็นวาระรายงาน/อนุมัติและพิจารณาการดำเนินการทางธุรกิจตามการค้าปกติของบริษัท ส่วนวาระที่ 9 เป็นวาระอื่นๆ ซึ่งไม่ได้มีผู้ถือหุ้นเสนอวาระเพื่อพิจารณาและอนุมัติเพิ่มเติม บริษัทจึงเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้น ซักถามในเรื่องอื่นๆ
ในการประชุมดังกล่าว มีคำถามที่ซ้ำซ้อนจากผู้ถือหุ้นหรือเป็นคำถามที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการของบริษัท ดังนั้น การจัดทำบันทึกคำถามและคำตอบในรายงานการประชุม บริษัทจึงได้สรุปสาระสำคัญของคำถามและคำตอบในระหว่างการประชุม เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการของบริษัทเท่านั้น เพื่อให้มีความกระชับและชัดเจนโดยมิได้จดบันทึกการประชุม เป็นคำต่อคำ
ทั้งนี้ การบันทึกรายงานการประชุมที่เป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้ เป็นการสรุปคำตอบจากคำถามหลายข้อที่ผู้ถือหุ้นส่งเข้ามา ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องสิทธิตามสัญญาเข้าร่วมงานและดำเนินการสถานีวิทยุโทรทัศน์ฯ นั้น บริษัทได้บันทึกรายงานการประชุมไว้แล้วในวาระ 9 หน้า 14 ว่า
“ผลคดีเป็นจุดสำคัญที่สุด หากผลคดียังไม่ออก เป็นไปได้ยากมากที่บริษัทจะดำเนินการใดๆ ในขณะนี้๊” สำหรับในส่วนที่มีการบันทึกรายงานการประชุมว่า “ปัจจุบัน บริษัทยังดำเนินกิจการอยู่ ตามวัตถุประสงค์ของบริษัท และมีการส่งงบการเงินและยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ” นั้น บริษัทไม่ได้ต้องการจะสื่อสารว่าบริษัทยังประกอบกิจการสื่ออยู่ แต่หมายถึงบริษัทยังคงดำเนินการอยู่ภายใต้วัตถุประสงค์ที่บริษัทได้จดทะเบียนไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าโดยมิได้มีการเลิกกิจการแต่อย่างใด
มีรายได้การลงทุน-ดอกเบี้ยรับเท่านั้น
2.ในส่วนของแบบนำส่งงบการเงิน (ส.บช.3) ของบริษัทประจำปี 2565 ที่บริษัทยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2566 บริษัทขอเรียนว่า รายได้จากการประกอบธุรกิจของบริษัทได้แสดงอยู่ในงบการเงินของบริษัท ประจำปี 2565 ซึ่งได้มีการตรวจสอบ และลงนามรับรองโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาตและได้ยื่นต่อกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งในงบการเงินดังกล่าว ได้แสดงให้เห็นว่ารายได้ของบริษัทมาจาก ผลตอบแทนจากการลงทุนและดอกเบี้ยรับเท่านั้น ซึ่งงบการเงินฉบับดังกล่าว บริษัทได้ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 21 มี.ค.2566 เช่นกัน
3.ในส่วนของงบการเงินไตรมาส 1 ประจำปี 2566 ของบริษัทที่มีการโพสต์ในเว็บไซต์ www.itv.co.th ตามที่มีข่าวอยู่ในขณะนี้นั้น บริษัทขอเรียนให้ทราบว่างบดังกล่าวเป็นเพียงร่างงบการเงินที่ใช้ภายในบริษัทและยังไม่ได้มีการสอบทานหรือตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบบัญชี จึงยังไม่สามารถนำไปอ้างอิงหรือใช้งานภายนอกบริษัทได้ และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายใดๆ
ขอเรียนย้ำว่า การดำเนินการประชุม การจัดทำรายงานการประชุม การนำส่งแบบนำส่งงบการเงิน และการดำเนินการต่างๆ ของบริษัทเป็นการดำเนินการทางธุรกิจตามปกติและเป็นไปตามกฎหมายทุกประการ