พิธายื่นทันเวลาบัญชีทรัพย์สิน กกต.เตือนระวังนักร้อง-ใส่ร้าย

ตำแหน่งประธานสภาลงตัว ‘ภูมิธรรม-ประเสริฐ’ ระบุเพื่อไทยยึดหลักการพรรคอันดับ 1 นั่งประธานสภา พรรคอันดับ 2 ได้รองประธานสภาทั้ง 2 เก้าอี้ ‘ชลน่าน’ ชี้สัปดาห์นี้แบ่งตำแหน่งเริ่มชัด พรรคร่วมแถลงข้อยุติ 22 มิ.ย. ขณะที่ ‘อดิศร’ ของขึ้นถ้ายกให้ก้าวไกล เตรียมฉะในวงประชุมส.ส. 21 มิ.ย. กกต.แจงโทษทำให้คนเข้าใจผิดผู้สมัครส.ส. โทษถูกจำคุก-ปรับ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี ‘เรืองไกร’ ไม่หยุด บี้กกต.สอบบัญชีที่ดิน ‘พิธา’ คาใจระบุเป็น ‘ทรัพย์ที่ได้จากการรับมรดก’ ‘พิธา’ ยื่นบัญชีทรัพย์สิน ป.ป.ช. ทันเดดไลน์ มั่นใจไม่มีปัญหา

พท.ชี้สัปดาห์นี้แบ่งเค้กต้องเริ่มชัด
เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการประชุมหัวหน้า 8 พรรคร่วมรัฐบาลว่า เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะประกาศรับรองส.ส. 95% ในวันที่ 21 มิ.ย. ทางแกนนำทั้ง 8 พรรคจึงเห็นตรงกันว่าควรประชุมกันหลัง กกต.รับรอง ส.ส.แล้ว โดยเลื่อนการประชุมหัวหน้าพรรคไปเป็นวันที่ 22 มิ.ย.แทน วาระการพูดคุยคงต้องขยับการหารือเพื่อเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล ในส่วนของตำแหน่งรัฐมนตรีและตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น คงไม่ได้นำมาหารือกันในวงประชุมของหัวหน้าพรรค แต่ควรไปหารือกันผ่านคณะเจรจาระหว่างพรรค โดยพรรคก้าวไกล (ก.ก.) จะเป็นแกนหลักในการพูดคุยร่วมในแต่ละพรรคการเมืองเพื่อหาข้อตกลง

เมื่อทราบผลการรับรอง ส.ส.จากกกต.แล้ว ส่วนตัวมองว่าการหารือกันในสัปดาห์นี้ต้องเริ่มมีความชัดเจนทั้งในส่วนของตำแหน่งรัฐมนตรี โดยเฉพาะตำแหน่งประธานสภาด้วย เพราะเมื่อ กกต.ประกาศรับรอง ส.ส.ครบ 95% และส.ส.ทยอยรายงานตัวที่สภาแล้ว ทางพรรคร่วมต้องมีแนวทางและทิศทางในการโหวตตำแหน่งประธานสภาหลังเปิดการประชุม

ในส่วนของตำแหน่งประธานสภานั้น ทราบจากทีมเจรจาของพรรคเพื่อไทยว่าขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ หลังจากที่ได้คุยไว้กับพรรคก้าวไกลไปก่อนหน้านี้ ส่วนที่นายรังสิมันต์ โรม โฆษกพรรคก้าวไกลระบุว่าตำแหน่งประธานสภาควรเป็นของพรรคก้าวไกลเพื่อขับเคลื่อนงานในสภานั้น ความเห็นของบุคคลที่ไม่ใช่คณะเจรจา ถือเป็นความประสงค์ของบุคคลนั้นๆ เชื่อว่าเรื่องตำแหน่งประธานสภาจะไม่ใช่ชนวนขัดแย้งที่จะสร้างปัญหาหรือเป็นประเด็นในการทำร่วมกันระหว่างสองพรรค เพราะ ทุกอย่างต้องพูดคุยกันด้วยเหตุและผล

ข้อมูลพร้อม – นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ว่าที่ส.ส.แพร่ เขต 3 นพ.นิยม วิวรรธนดิฐกุล ว่าที่ส.ส.แพร่ เขต 2 พรรคเพื่อไทย นายธาตรี บุญมาก รองผู้ว่าฯ แพร่ คณะอบจ.แพร่ ภาคเอกชน ประชุมเพื่อนำข้อมูลการพัฒนาแพร่เสนอนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ที่มาเยือนจ.แพร่ วันที่ 19 มิ.ย.

ยึดหลักพรรคอันดับ 1 นั่งปธ.สภา
ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงตำแหน่งประธานสภาที่ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลมีความประสงค์ในตำแหน่งดังกล่าวว่า ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยยืนยันหลักการเดิมมาโดยตลอด ว่าเมื่อพรรคก้าวไกลได้ประมุขฝ่ายบริหารแล้วพรรคเพื่อไทยควรได้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ แต่เพื่อให้ได้ข้อยุติและไม่เกิดปัญหากับทั้งสองพรรค พรรคเพื่อไทยจึงมีจุดยืนและข้อสรุปของพรรคต่อกรณีประธานสภา ดังนี้

1.เราเห็นชอบในหลักการว่าพรรคอันดับ 1 จะทำหน้าที่ประธานสภา 2.เนื่อง จากพรรคอันดับ 1 และ 2 มีจำนวนใกล้เคียงกันมาก ดังนั้นตำแหน่งรองประธานสภา ทั้ง 2 คน จึงควรเป็นคนของพรรคลำดับ 2 และ 3.รายละเอียดการประสานงานต่างๆ จะเป็นวาระของคณะทำงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป โดยตัวแทนของ 2 พรรคควรหารือกัน อย่างไรก็ตาม ต้องรอกกต. ประกาศผลการเลือกตั้งและการประกาศรับรอง ส.ส.อย่างเป็นทางการก่อน ตัวแทนของ 2 พรรคการเมืองจะหารือกันเพื่อสรุปให้เกิดความชัดเจนต่อไป

พรรคอันดับสองได้ 2 รองประธาน
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จุดยืนของพรรคเพื่อไทยคือ การให้พรรคที่มีเสียงส.ส. อันดับ 1 เป็นประธานสภา ส่วนตำแหน่งรองประธานสภาอีก 2 คน ให้เป็นของพรรคที่ได้คะแนนเป็นอันดับ 2 อยากให้ยึดหลักการจุดนี้ไว้ มิเช่นนั้นกองเชียร์ 2 ฝ่ายจะถกเถียงกันไม่หยุด เรื่องตำแหน่งประธานสภา จะเป็นการประสานงานพูดคุยเฉพาะพรรคอันดับ 1 และ 2 คือ พรรคก้าวไกลกับพรรคเพื่อไทยที่จะมาพูดคุยหาข้อสรุปกันอีกครั้ง ภายหลังจากที่กกต.ให้การรับรองส.ส.เกิน 95% ถ้ายึดตามหลักการร่วมกันที่ว่านี้จะตกลงคุยกันได้ง่ายขึ้น โอกาสผิดใจกันจะลดลง ไม่ต้องมาเถียงกันเรื่องความสามารถที่ต่างมองว่าคนของตัวเองมีความสามารถ

เมื่อถามว่าแสดงว่าแนวโน้มพรรค เพื่อไทยยอมให้ตำแหน่งประธานสภาแก่พรรคก้าวไกลในฐานะพรรคอันดับ 1 นายประเสริฐกล่าวว่า ยังตอบไม่ได้ ต้องรอดูการรับรองส.ส.จากกกต.ก่อนใครจะเป็นพรรคอันดับ 1 เพราะพรรคอันดับ 1 และอันดับ 2 มีคะแนนใกล้เคียงกัน ห่างกันแค่ 10 ที่นั่งเท่านั้น แต่เรามีหลักการร่วมกันให้พรรคอันดับ 1 เป็นประธานสภา จะได้ตกลงกันง่ายขึ้น

ได้ข้อยุติ-แถลง 22 มิ.ย.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด พรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล ได้หารือตำแหน่งประธานสภาลงตัวและพร้อมแถลงใน วันที่ 22 มิ.ย. ซึ่งป็นวันที่ 8 พรรคร่วมรัฐบาลนัดประชุมที่พรรคก้าวไกล หลังกกต.จะประกาศรับรองส.ส. ในวันที่ 21 มิ.ย. ทำให้จำเป็นต้องหาข้อยุติเรื่องนี้ ให้เสร็จสิ้นเพื่อที่จะดำเนินการในขั้นตอนต่อไป คือการโหวตเลือกนายกฯ

ทั้งนี้ ความขัดแย้งกันของแกนนำพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล มีแนวโน้ม ลดลงจากการแถลงข่าวร่วมกันล่าสุด ระหว่างนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล และนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค เพื่อไทย มั่นใจว่าจะไม่มีความขัดแย้ง เกิดขึ้น โดยมีสัญญาณว่าคณะเจรจายังไม่มีการกลับมาถกอะไรเพิ่มเติม ซึ่งตอนนี้กำลังเดินหน้าไปตามขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง แต่หากเกิดความขัดแย้งขึ้นก็ยังมั่นใจว่าจะสามารถหาข้อยุติในวงถกได้ โดยเหตุผล ที่พรรคก้าวไกลจำเป็นต้องนั่งเก้าอี้ประธานสภา ยังคงยืนยันว่าเพื่อผลักดันวาระทั้ง 3 ข้อตามนโยบายของพรรค

‘อดิศร’ยัวะ-จ่อฉะในวงถกส.ส.
นายอดิศร เพียงเกษ ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีแกนนำพรรคเพื่อไทยแสดงจุดยืนให้พรรคที่มี ส.ส.อันดับ 1 ได้ตำแหน่ง ประธานว่ายังยืนยันความเห็นเดิมว่าเมื่อพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีใครได้เสียงข้างมากเด็ดขาดไปกว่ากันก็สมควรไปโหวตในสภา ใครจะได้ตำแหน่งประธานสภาเรื่องนี้ควรเป็นทฤษฎี “กินแบ่ง” ไม่ใช่ “กินรวบ”

ถ้าอยากจะกินรวบต้องได้เสียงขาดลอย 376 เสียง แต่ถ้าสูงแค่ 151 แล้วจะเป็น ทั้งประมุขฝ่ายบริหารและประมุขฝ่ายนิติบัญญัติถือว่าเพ้อฝัน ได้เท่านี้แต่จะเอาทั้งหมดไม่ได้ ยืนยันว่าตำแหน่งประธานสภาควรเป็นของพรรคเพื่อไทยหรืออย่างน้อยต้องใช้มติที่ประชุมสภาตัดสิน เพราะสภาเป็นของทุกคน ไม่ใช่ของพรรคก้าวไกล

ผู้สื่อข่าวถามว่าแกนนำพรรคเพื่อไทยแสดงจุดยืนชัดเจนให้พรรคอันดับ 1 เป็นประธานสภาจะคัดค้านอย่างไร นายอดิศรกล่าวว่า เรื่องนี้ผู้ใหญ่ในพรรคไม่เคยแจ้งให้ทราบมาก่อน ตนไม่เห็นด้วยและเชื่อว่ามีคนในพรรคก็ไม่เห็นด้วยหลายคนเช่นกัน ซึ่งจะไปตัดสินใจโดยความเห็นของแกนนำเพียง 1-2 คนไม่ได้ ตนก็เป็นผู้ใหญ่ในพรรค แต่ไม่รู้เรื่องนี้ ฉะนั้น จึงควรนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมพรรคเพื่อสอบถามความเห็นสมาชิกพรรคก่อน ซึ่งตนจะนำเรื่องนี้ไปสู้ในที่ประชุมพรรคอย่างถึงที่สุดแน่นอน

“วันที่ 21 มิ.ย. ผมจะนำเรื่องนี้ไปสอบถามต่อที่ประชุมว่าเหตุใดไม่แจ้งให้สมาชิกทราบ ไม่ใช่ไปตัดสินใจกันเอง นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นก้าวไกลไปแล้วหรือ พรรคเพื่อไทยเคยพลาดตอนไปช่วยโหวตให้ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ในขณะนั้น ชิงตำแหน่งนายกฯ ตอนปี 2562 มาแล้ว ทั้งที่พรรคก็มีชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของตัวเองอยู่ จะไปกลัวเขาตลอดไม่ได้ เหล็กอยู่เฉยๆ จะอ่อนได้ยังไง จะต้องมีอะไรเกิดขึ้น” นายอดิศรกล่าว

กกต.แจงโทษใส่ร้ายผู้สมัครส.ส.
วันเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เผยแพร่อินโฟกราฟิกความรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้ง เป็นข้อกฎหมายมาตรา 143 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.2561 กรณีทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดผู้สมัคร ส.ส.ฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้งจะมีผลอย่างไร ว่าผู้ใดกระทำการอันเป็นเท็จเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจผิด ว่าผู้สมัครผู้ใดกระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.2561 ต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาทและให้ ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 5 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การชี้แจงข้อกฎหมายดังกล่าวสอดรับกับที่ขณะนี้ มีผู้ยื่นร้องต่อ กกต.ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติการเป็น ส.ส.ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดต นายกฯ พรรคก้าวไกล และว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ กรณีถือหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) และมีผู้เห็นต่างมองว่าการยื่นตรวจสอบนายพิธากรณีดังกล่าวเป็นการนำข้อมูลเท็จมายื่นร้องเพื่อกลั่นแกล้งนายพิธา โดยไปแจ้งความดำเนินคดีเอาผิดผู้ที่ยื่นร้องนายพิธาต่อพนักงานสอบสวนแล้ว

‘เรืองไกร’บี้สอบบัญชีที่ดิน‘พิธา’
นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า วันที่ 18 มิ.ย. ตนได้ส่งหนังสือไปยังสำนักงานกกต.ทางไปรษณีย์ โดยส่งหนังสือถึงประธาน กกต. เป็นการพบข้อสังเกตที่ควรขอให้กกต.ตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า รายการที่ดิน ทำไมถึงหมายเหตุว่า เป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการรับมรดก ซึ่งแตกต่างจากบัญชีหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ที่มีข่าวว่า ยื่นเพิ่มเติม แต่ทำไมแจ้ง ไม่เหมือนกัน จึงควรขอให้กกต.เรียกพยานหลักฐานจากสำนักงาน ป.ป.ช. และกรมที่ดินหรือสำนักงานที่ดิน มาประกอบการตรวจสอบ ดังนี้

1.ตามบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนายพิธา ที่ยื่นต่อป.ป.ช. กรณีเข้ารับตำแหน่งส.ส. เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2562 มีการแสดงรายการที่ดินไว้ 2 รายการ โดยรายการที่ 2 คือ โฉนดที่ดิน หมายเลข 13543 ต.วังก์พง อ.ปราณบุรี จ.ประจวบ คีรีขันธ์ ไม่ระบุ วัน เดือน ปี ที่ได้มา เนื้อที่ 14 ไร่ 62.7 ตารางวา มูลค่าปัจจุบัน ประมาณ 18,000,000 บาท

2.ที่ดินแปลงดังกล่าวมีหมายเหตุ ระบุว่า “ลำดับที่ 2 เป็นทรัพย์ที่ได้รับจากการรับมรดก”

3.คำว่า “เป็นทรัพย์ที่ได้รับจากการรับมรดก” จึงอาจไม่สอดรับกับข้อมูลที่มีการยื่นเพิ่มเติมกรณีแจ้งการถือครองหุ้นไอทีวี ที่กล่าวอ้างตามปรากฏในสื่อต่างๆ ว่า ยื่นในฐานะเป็นผู้จัดการมรดก

คาใจระบุเป็นทรัพย์ได้จากมรดก
4.กรณีที่ระบุรายการที่ 2 คือ โฉนดที่ดินหมายเลข 13543 ต.วังก์พง อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ไม่ระบุ วัน เดือน ปี ที่ได้มา เนื้อที่ 14 ไร่ 0 งาน 62.7 ตารางวา มูลค่าปัจจุบัน ประมาณ 18,000,000 บาท โดยมีหมายเหตุว่า “ลำดับที่ 2 เป็นทรัพย์ที่ได้รับจากการรับมรดก” นั้น จึงควรมีการตรวจสอบโดยการเรียกพยานเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เรียกบัญชีแสดงรายการที่ดินดังกล่าว จาก สำนักงาน ป.ป.ช. ทุกแผ่นทุกรายการมาประกอบการตรวจสอบที่มาของที่ดินแปลงดังกล่าว

เรียกบัญชีแสดงรายการหุ้นไอทีวี จากสำนักงาน ป.ป.ช. ทุกแผ่นทุกรายการมาประกอบการตรวจสอบที่มาของหุ้นไอทีวี ดังกล่าว, เรียกพยานเอกสารเกี่ยวกับที่ดินแปลงดังกล่าวจากกรมที่ดินหรือสำนักงานที่ดินที่เกี่ยวข้อง โดยขอให้เรียกเอกสารการขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์หลังโฉนดที่ดินดังกล่าว ทุกแผ่นทุกรายการมาตรวจสอบที่มาที่ไปว่า การรับมรดกในที่ดินแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะเหตุใด มีนายพิธา เกี่ยวข้องในกรณีใด ด้วยสาเหตุใด อาศัยพยานหลักฐานใดมาแสดง

5.ขอให้ตรวจสอบด้วยว่า การยื่นบัญชีที่ดิน เหตุใด จึงหมายเหตุว่า เป็นทรัพย์ที่ได้จากการรับมรดก และมีความแตกต่างจากการยื่นบัญชี (เพิ่มเติม) กรณีหุ้นไอทีวี จำนวน 42,000 หุ้น อย่างไร หรือไม่

‘พิธา’ยื่นทรัพย์สินทันเดดไลน์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทนายส่วนตัวของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค แคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล และทีมกฎหมายของพรรคก้าวไกลได้จัดส่งเอกสารการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อป.ป.ช. เรียบร้อยแล้วทางไปรษณีย์ โดยประทับตราลงวันที่ 18 มิ.ย.2566 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของกรอบระยะเวลาที่กำหนด หลังจากนายพิธาขอเลื่อนการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าวที่ครบกำหนดเมื่อเดือนพ.ค.2566 ส่วนการยื่นในครั้งนี้ ทีมกฎหมายของพรรคก้าวไกลยืนยันว่าไม่มีปัญหาใดๆ

ทั้งนี้ การยื่นบัญชีทรัพย์และหนี้สินของนายพิธา เป็นการยื่นกรณีพ้นจากตำแหน่ง ส.ส. เมื่อวันที่ 20 มี.ค.2566

โพลชี้ปชช.เบื่อม็อบต้านรบ.ใหม่
ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “การชุมนุมหลังจัดตั้งรัฐบาล” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 14-16 มิ.ย.2566 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจาย ทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และ รายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง

จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการชุมนุมต่อต้านนายกฯ หรือรัฐบาลใหม่ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 26.72 ระบุว่า จะมีการชุมนุมต่อต้าน แต่ไม่มีความรุนแรง เกิดขึ้น รองลงมา ร้อยละ 25.42 ระบุว่า จะไม่มีการชุมนุมต่อต้านใดๆ ทั้งสิ้น ร้อยละ 25.19 ไม่มั่นใจ ร้อยละ 22.44 จะมีการชุมนุมต่อต้าน และมีความรุนแรงเกิดขึ้น และร้อยละ 0.23 ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ด้านสิ่งที่จะทำหากรัฐบาลใหม่ นายกฯ ไม่ได้มาจากพรรคการเมืองที่เลือก ร้อยละ 38.63 ระบุว่า ยอมรับในรัฐบาลใหม่อย่างเต็มใจ รองลงมา ร้อยละ 22.52 ไม่ยอมรับ แต่จะไม่เข้าร่วมชุมนุมต่อต้านรัฐบาลใหม่ ร้อยละ 16.87 จำใจต้องยอมรับในรัฐบาลใหม่ ร้อยละ 14.43 เฉยๆ ไม่สนใจว่าใคร จะเป็นนายกฯ หรือรัฐบาล ร้อยละ 7.02 ไม่ยอมรับ และจะเข้าร่วมชุมนุมต่อต้านรัฐบาลใหม่แน่นอน และร้อยละ 0.53 ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

สำหรับความกังวลของประชาชนหากเกิดการชุมนุมทางการเมืองเพื่อต่อต้านรัฐบาลใหม่ ร้อยละ 56.87 ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลง รองลงมา ร้อยละ 37.18 ระบุว่า การเกิดความรุนแรงจากการชุมนุม (เช่น การทำลายทรัพย์สิน การทำร้ายซึ่งกันและกัน) ร้อยละ 32.98 ระบุว่า การเกิดความขัดแย้งของคนในชาติ ร้อยละ 29.16 ระบุว่า การก่อรัฐประหาร ร้อยละ 21.45 ระบุว่า การกระทำที่ ไม่เคารพกฎหมาย และ/หรือละเมิดสิทธิ ผู้อื่น ร้อยละ 18.63 ระบุว่า สภาพการจราจรที่ติดขัดจากการชุมนุม ร้อยละ 12.21 ระบุว่า การแทรกแซงจากต่างชาติ ร้อยละ 3.82 ระบุว่า ไม่มีความกังวล และร้อยละ 1.98 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ

เมื่อถามถึงความเบื่อหน่ายกับเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองเพื่อต่อต้านรัฐบาล ร้อยละ 57.71 ระบุว่า เบื่อมาก รองลงมา ร้อยละ 20.46 ค่อนข้างเบื่อ ร้อยละ 12.75 ไม่เบื่อเลย ร้อยละ 8.09 ไม่ค่อยเบื่อ และร้อยละ 0.99 ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ

ตาดีกา – พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคประชาชาติ นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ว่าที่ส.ส. เขต 3 ปัตตานี พรรคประชาชาติ ร่วมกิจกรรม ตาดีกาสัมพันธ์อำเภอยะรัง ครั้งที่ 24 ที่ศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) ประจัน จ.ปัตตานี

‘ทวี’ดับร้อนปมแยกดินแดน
ที่วัดพรหมนิวาส ต.บางนาค อ.เมือง จ.นราธิวาส พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ว่าที่ ส.ส. บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคประชาชาติ (ปช.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.พัฒนวุฒิ อังคะนาวิน นายธนาวิทย์ ไชยานุพงศ์ คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาชาติ ไปร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็น และร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้กับผู้แทนองค์กรพุทธในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ 4 อำเภอ จ.สงขลา คือ อ.จะนะ เทพา สะบ้าย้อย และนาทวี

ผู้แทนองค์กรพุทธกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ดีใจที่พรรคประชาชาติเป็นพรรคการเมืองแรกลงมาพบองค์กรพุทธ หลังได้สนทนากันรู้สึกว่าทางพรรคมีความเข้าใจปัญหา และอยากร่วมทำงานกับพรรคประชาชาติ พร้อมเสนอให้พรรคประชาชาติตั้งคณะทำงาน 1 ชุดเพื่อพัฒนาความมั่นคงของพี่น้องไทยพุทธในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเสนอรัฐบาลชุดใหม่ตรวจสอบรายชื่อกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ หรือกลุ่มก่อความไม่สงบที่หลบหนีตามบัญชีรายชื่อของหน่วยความมั่นคงที่มีอยู่ให้ตรงกับปัจจุบัน เพราะน้ำตาไม่ว่าของพุทธหรือมุสลิม เวลาร้องไห้ก็เหมือนกันหมด ซึ่งพบความลำบากเหมือนกัน

ด้าน พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า ทุกพรรคจะส่งคนลงพื้นที่เพื่อหาแนวทางสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนจริงๆ ซึ่งคณะทำงานชุดใหญ่จะสนองตอบปัญหาของประชาชน เรื่องปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้น่าจะมีการประชุมอีก 1-2 ครั้ง แล้วน่าจะนำคณะชุดใหญ่ลงมารับฟังในพื้นที่ต่อไป

“พรรคประชาชาติ ถ้าไม่แก้ปัญหาภาคใต้ แล้วไปแก้ปัญหาที่อื่น ก็ไม่ต้องมีพรรคประชาชาติ เชื่อว่าเราจะตั้งรัฐบาลได้ และผลักดันนโยบายที่รับปากกับประชาชน ไม่ว่าด้านเศรษฐกิจ การศึกษา สร้างความเจริญให้พื้นที่ต่างๆ ไม่ได้สร้างเฉพาะคนภาคใต้ ต้องสร้างให้คนทั้งประเทศ ในแง่ของศาสนา ต้องเรียนว่าคนพุทธต้องอยู่ได้ พระต้องอยู่ได้ วัดต้องอยู่ได้ ต้องอยู่ได้อย่างได้รับเกียรติ เช่นเดียวกับคนมุสลิมที่เป็นคนส่วนใหญ่ในสามจังหวัด แต่คนมุสลิมจะต้องอยู่ในประเทศไทยได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

พระครูโฆสิตสุตาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดบูรพาราม กล่าวว่า เรื่องภาคใต้ ไม่มีเรื่องไหนสำคัญกว่าปัญหาความไม่สงบ และเชื่อว่าพรรคประชาชาติรู้ปัญหาดี สมมติว่าพรรคประชาชาติได้เป็นรัฐบาล สมมติว่าพ.ต.อ.ทวีได้เป็นรัฐมนตรี อยากให้เป็นรัฐมนตรีที่มีหน้าที่ในการแก้ปัญหาภาคใต้โดยตรง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงที่ผ่านมาพรรคประชาชาติถูกจับโยงกับกิจกรรม “ประชามติเอกราชปาตานี” เพราะมีบุคคลระดับรองหัวหน้าพรรคไปร่วมงานสัมมนาที่ ม.อ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา ต่อมาทางพรรคยืนยันว่าไม่ได้สนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน แต่มีบางฝ่ายไปยื่นเรื่องให้กกต.ตรวจสอบพฤติกรรมของพรรค

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน