‘หนู’ปัดร่วมรบ.ข้างน้อย เพื่อไทย-ก้าวไกลมั่นใจ 28มิย.ได้ข้อยุติ‘ปธ.สภา’ กรณ์ลาออกหัวหน้าชพก.จ่อใช้ชื่อเดิมชาติพัฒนา
‘ส.ว.เจตน์’ลั่นไม่กลัวม็อบบุกสภากดดันโหวตนายกฯ บอกก้าวไกลไม่ต้องมาคุย เย้ย ‘พิธา’ ติดกับดักมาตรา 112 เผยมีบางส่วนจ่อปิดสวิตช์ตัวเองไม่ว่าจะเสนอใครเป็นนายกฯ ด้าน ‘อนุทิน’ ย้ำชัดไม่ร่วมรัฐบาลเสียงข้างน้อย โต้ดีลลับ ลั่นจุดยืนไม่จับมือพรรคแก้ 112 ด้านแกนนำเพื่อไทย-ก้าวไกล มั่นใจหลังวันที่ 28 มิ.ย. ได้ข้อยุติเก้าอี้ประธานสภา ‘หัวเขียง’ ซัดทีมเจรจาอ่อนข้อให้ก้าวไกล รอถกในที่ประชุม ส.ส.เพื่อไทย กกต.จ่อเรียก ‘พิธา’ แจงหุ้นไอทีวี ด้าน ‘กรณ์’ ลาออกหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า เปิดเบื้องลึก พลาดเป้าส.ส.ต่ำสิบ จ่อกลับมาใช้ชื่อ ‘ชาติพัฒนา’ เหมือนเดิม ปชป.โต้ทาบกลับพรรค ฉะคนให้ข่าวปั่นกระแส ‘นิพนธ์’ หนุนแนวคิด ‘มาร์ค’ ลั่นเอกภาพพรรค ต้องมาก่อนตัวบุคคล สยบข่าวขั้ว ‘เฉลิมชัย’ ได้เปรียบเสียงโหวต
ส.ส.รายงานตัวแล้ว 271 คน
เมื่อเวลา 10.25 น. วันที่ 25 มิ.ย. ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดให้ส.ส.รายงานตัว แม้จะเป็นวันหยุด โดยตั้งแต่เปิดให้รายงานตัว จนถึงขณะนี้ มีส.ส.มารายงานตัวแล้ว 271 คน ทำให้เหลือ ส.ส.อีก 229 คน ที่ยังไม่มารายงานตัว และในช่วงเช้ามี ส.ส.มารายงานตัวเพียง 1 คน คือ นายธนพัฒน์ ศรีชนะ ส.ส.ยโสธร เขต 3 จากพรรคภูมิใจไทย

เงียบเหงา – นายธนพัฒน์ ศรีชนะ ส.ส.ยโสธร เขต 3 พรรค ภูมิใจไทย เข้ารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นส.ส.เพียงคนเดียวที่มารายงานตัวในวันอาทิตย์ ทำให้บรรยากาศเงียบเหงา โดยยังเหลือส.ส.อีก 229 คนที่ยังไม่มารายงานตัว ที่อาคารรัฐสภา
สำหรับในวันจันทร์ที่ 26 มิ.ย.นี้ มีรายงานว่า ส.ส.จากพรรคภูมิใจไทยอีก 58 คน ที่ยังไม่ได้รายงานตัวจะเดินทางสภา ในเวลา 09.30 น. ขณะที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล จะนำทีมส.ส.ของพรรคทั้งหมด 151 คน มารายงานตัวพร้อมกันในวันที่ 27 มิ.ย. เวลา 09.00 น. ส่วนพรรคชาติไทยพัฒนา จะมารายงานตัวพร้อมกันในวันที่ 28 มิ.ย.นี้ เวลา 11.00 น. เพื่อยืนยันการทำหน้าที่แทนประชาชน
ดังนั้น เมื่อส.ส.รายงานตัวเสร็จสิ้นทุกคนจะมารวมตัวกันอีกครั้ง ในวันที่ 3 ก.ค. เพื่อเข้าร่วมพิธีเปิดสมัยประชุมสภา เนื่องจากเมื่อวานนี้ (24 มิ.ย.) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาไปแล้วในวันดังกล่าว
บิ๊กตู่หน้าขรึมไม่ตอบปมเปิดสภา
เมื่อเวลา 18.00 น. ที่วัดราชบพิธสถิต มหาสีมาราม กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนางนราพร จันทร์โอชา ภริยา เข้าเฝ้าสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน เนื่องในโอกาสฉลอง พระชนมายุ 8 รอบ ณ พระอุโบสถ วัดราชบพิธฯ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ประชาชนมาร่วมลงนามถวายพระพร จำนวนมาก

ถวายพระพร – ประชาชนจำนวนมากร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ ๘ รอบ วันที่ 26 มิถุนายน 2566 ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กทม. เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเสร็จพิธี มีประชาชนมารอขอถ่ายรูปร่วมกับพล.อ. ประยุทธ์ โดยพล.อ.ประยุทธ์ มีสีหน้าและท่าทีเรียบเฉย ผู้สื่อข่าวถามถึงการเปิดประชุมสภาในวันที่ 3 ก.ค.นี้ เป็นห่วงในเรื่องใดหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์หันมามองด้วยสีหน้าเคร่งขรึม โดยไม่ตอบคำถาม ก่อนขึ้นรถเดินทางกลับทันที
พท.มั่นใจได้ข้อยุติปมปธ.สภา
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์กรณีความชัดเจนตำแหน่งประธานสภา หลังมีกระแสข่าวพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จะเสนอชื่อนายสุชาติ ตันเจริญ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นประธานสภา และล่าสุดนายสุชาติพยายามหลบสื่อในวันไปรายงานตัวต่อสภาว่า พรรคเพื่อไทยจะหารือกันภายใน ในวันที่27 มิ.ย.นี้ เพื่อให้ได้ข้อสรุป แล้วนำไปหารือกับ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) วันที่ 28 มิ.ย. ยืนยันว่าพรรคดำเนินการเรื่องนี้อย่างชัดเจนตรงไป ตรงมา และเราร่วมมือกับพรรคก้าวไกล เพื่อ เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล ไม่มีเล่นนอกเกมอย่างแน่นอน
“มั่นใจหลังวันที่ 28 มิ.ย. ประเด็นประธานสภา ระหว่างก้าวไกลกับเพื่อไทยจะได้ข้อยุติ เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายจากนั้นวันที่ 29 มิ.ย. จะประชุมหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 8 พรรค เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง และความคืบหน้าจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงจะรับทราบความคืบหน้าการทำงานของคณะกรรมการชุดเปลี่ยนผ่านทั้ง 14 คณะด้วย” นายประเสริฐกล่าว
เชื่อขั้วเดิมไม่เสนอนายกฯแข่ง
เมื่อถามถึงกระแสข่าวพรรคร่วมรัฐบาลเดิม จะเสนอตั้งนายกรัฐมนตรีแข่งกับ 8 พรรคที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล นายประเสริฐกล่าวว่า อันดับแรกถ้าเขาจะทำเช่นนั้น คงหมายถึงการตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย หากเกิดขึ้นจริง จะไม่สามารถบริหารงานได้และถือเป็นการขัดมติประชาชน ที่แสดงผ่านผลการเลือกตั้ง โดยเลือกพรรคฝ่ายค้านเดิมมาร่วม 312 เสียง เพื่ออยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในประเทศ ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ที่พรรคเพื่อไทยจะเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลตามความต้องการของประชาชนให้ได้ เชื่อว่าฝ่ายรัฐบาลเดิมคงนึกถึงประเทศชาติและไม่ทำอะไรเช่นนั้น
ประยุทธ์ซัดทีมเจรจา
นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงส.ส. พรรคส่วนใหญ่มองว่าตำแหน่งประธานสภาควรอยู่ที่พรรคเพื่อไทย แต่คณะเจรจากลับ มองว่าควรให้เป็นของพรรคอันดับหนึ่งว่า คณะเจรจาได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ไปเจรจา ซึ่งต้องมารายงานต่อกก.บห. หากไม่มีปัญหา กก.บห.สามารถตัดสินใจได้ หรือหากยังมีปัญหาอยู่ ก็ควรนำปัญหานั้นเข้าที่ประชุม ส.ส.เพื่อ รับฟังความคิดเห็น ไม่ใช่เห็นอย่างไรแล้วว่าไปเลย
“เดิมเริ่มต้นที่ตัวแทนพรรคที่ไปเจรจาจัด ตั้งรัฐบาล บอกว่าการแบ่งตำแหน่งกับพรรค ก้าวไกล จะเป็น 14 บวก 1 คือพรรคหนึ่งได้เก้าอี้ นายกฯ อีกพรรคได้ตำแหน่งประธานสภา แต่เมื่อคนที่ไปเจรจาบอกว่าจะยกตำแหน่งประธานสภา ให้พรรคอันดับหนึ่ง จึงขัดกับสิ่งที่ไป เจรจามา กลายเป็นพรรคหนึ่งได้ 14 บวกสอง อีกพรรคไม่ได้คงไม่ใช่ เราจึงต้องมาพิจารณากันหลายด้าน ดังนั้น วันที่ 27 มิ.ย. ส.ส.พรรคหารือคงหารือกันเรื่องนี้” นายประยุทธ์กล่าว

ต่อยอด – นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ ส.ส.เลย พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยทีมคณะทำงานด้านเศรษฐกิจ และคณะทำงานด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย ร่วมชมงาน Startup x Innovation Thailand expo เพื่อหาช่องทางต่อยอดผลงานวิจัยต่างๆ ผ่านนโยบายของพรรค ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ไม่มั่นใจพท.โหวตทางเดียวกัน
เมื่อถามว่าหากประชุมส.ส.แล้วทิศทางการโหวตประธานสภาจะเป็นไปทางเดียวกันหรือไม่ นายประยุทธ์ กล่าวว่า ตนไม่มั่นใจ เพราะการเลือกประธานสภาให้ทำเป็นทางลับ ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 120 กำหนด ซึ่งมีแค่มาตรา 159 ในการเลือกนายกฯ ที่ให้ทำอย่างเปิดเผย เมื่อลับแล้วจะบอกว่าเหมือนกันเลยหรือไม่ ไม่สามารถให้ความมั่นใจได้ เพราะจับมือใครดมไม่ได้ เมื่อมีมติที่ประชุมพรรคไปอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วนำไปสู่การเจรจากับพรรค ก้าวไกล ถ้าเป็นที่พอใจของทั้งสองฝ่าย โอกาสเป็นกลุ่มก้อนก็มี แต่ถ้าไม่ โอกาสคนละทิศคนละทางก็มี ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าจะลงโทษคนที่ไม่โหวตตามมติพรรค ก็ไม่เข้าใจว่าจะลงโทษกันอย่างไรเพราะการโหวตเป็นทางลับ
ก้าวไกลเชื่อคุยเพื่อไทยลงตัว
นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ รองเลขาธิการพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ถึงพรรคก้าวไกล จะยังคงเดินหน้าตามแนวทางเดิม คือพรรคอันดับ 1 ต้องได้ตำแหน่งประธานสภาว่า คาดว่าจะยังคงเดินหน้าตามแนวทางเดิม และความชัดเจนในเรื่องการหารือตำแหน่งประธานสภา คิดว่าในสัปดาห์นี้น่าจะลงตัว หลังจากมีการพูดคุยกันทั้ง 2 ฝ่าย วันนี้แม้จะยังไม่มีการพูดคุยลงรายละเอียด แต่ไม่ว่า แกนนำจากพรรคเพื่อไทย หรือก้าวไกลเอง เห็นพ้องต้องกันในตำแหน่งส่วนต่างๆอยู่แล้ว ความชัดเจนน่าจะชัดเจนขึ้นหลังจากพูดคุยกันในวันที่ 28 มิ.ย.
เมื่อถามถึงกรณีมีโอกาสหรือไม่ที่พรรค เพื่อไทยและพรรคก้าวไกลจะไปถึงขั้นโหวตประธานสภาแข่ง นายณัฐชากล่าวว่า ไม่น่าจะมีโอกาสไปถึงจุดนั้น เพราะเราเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ต้องทำงานร่วมงานกันอีกมาก นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่มีปัญหาแน่นอน ขอแค่มีโอกาสได้พูดคุยกันก่อน

ย้ำจุดยืน – นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ประชุมส.ส. หลังกกต.ให้การรับรอง โดยนายอนุทินย้ำจุดยืนไม่ร่วมรัฐบาลเสียงข้างน้อย และไม่เอาพรรคที่แก้ไข ม.112 ที่พรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.
ภท.ประชุมละลายพฤติกรรมส.ส.
เมื่อเวลา 13.00 น. ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) มีการประชุมส.ส.พรรค โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค เป็นประธาน มีส.ส.ร่วมประชุม 66 คน ขาดประชุม 5 คน จากส.ส.ทั้งหมด 71 คน
จากนั้นเวลา 15.00 น. นายอนุทินแถลงหลังการประชุมว่า เป็นการประชุม ส.ส. ครั้งแรก ซึ่งครั้งนี้มีส.ส.ใหม่ 27 คน จาก 68 คนที่เป็นส.ส.เขต จึงต้องมาละลายพฤติกรรม ระหว่างส.ส.เก่ากับส.ส.ใหม่ให้รู้จักกันมากขึ้น และรับรู้ถึงแนวนโยบาย โดยเฉพาะความเป็นเอกภาพ เป็นปึกแผ่นของพรรคที่เราให้ความสำคัญอย่างมาก อย่างไรก็ตามในวันที่ 26 มิ.ย. เวลา 10.00 น. ตนจะนำส.ส.ของพรรคไปรายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภา ให้พร้อมกันมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะมีบางคนไปรายงานตัวก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนทิศทางการเมืองหลังจากนี้ วันนี้ส.ส.ของพรรคมีฉันทามติให้เป็นหน้าที่ของหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรค ในการขับเคลื่อนทางการเมืองในช่วงเริ่มเปิดประชุมสภาชุดใหม่
รอดูชื่อปธ.สภาก่อนโหวต
เมื่อถามว่าพรรคจะรวบรวมรายชื่อ 50 ส.ส.ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ สอบนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ยังไม่ได้คุยเรื่องนี้ และยังไม่มีการพูดคุยถึงทิศทางการโหวตประธานสภา ซึ่งพรรคภูมิใจไทย เป็นพรรคอันดับ 3 วันนี้การนำเสนอต่างๆ ควรเป็นเรื่องของพรรคอันดับ 1 ที่จะจัดตั้งรัฐบาล ปกติก็จะเสนอรายชื่อประธานสภา
เมื่อถามว่าวันประชุมเพื่อโหวตประธานสภา พรรคจะเสนอชื่อคนของพรรคหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ทำอะไรที่เป็นการบล็อก หรือเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการทางการเมืองโดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเรื่องนี้มีแต่ข่าวลือ
เมื่อถามว่าพรรคจะฟรีโหวตประธานสภาหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ต้องดูว่าในที่สุดใครเป็นแคนดิเดตประธานสภา และรองประธานสภา ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์ส.ส. เราไม่บังคับ แต่ต้องหารือถึงทิศทาง ที่สำคัญขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่าเป็นอย่างไร เพราะชื่อที่ปรากฏยังไม่ได้เสนอมาในที่ประชุม
“เราคงไม่ฟรีโหวตแบบไม่ทราบว่าส.ส. จะโหวตอย่างไร คงต้องหารือกันก่อน เราให้อิสระส.ส.แสดงความเห็น ซึ่งผู้บริหารก็ต้องรับฟัง” นายอนุทินกล่าว
ย้ำจุดยืนไม่ร่วมงานพรรคแก้ 112
เมื่อถามถึงสูตรตั้งรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคพลังประชารัฐ เพื่อดึงขั้วส.ว.ร่วมโหวต นายอนุทินกล่าวว่า เป็นสูตรผู้สื่อข่าว ไม่ใช่สูตรของพรรค ซึ่งพรรคท่องสูตรอยู่ 3 บท คือ อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้
เมื่อถามว่ารอให้ได้คือรอส้มหล่นหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า รอให้ได้ คืออาจจะรอให้เป็นผู้นำฝ่ายค้านก็ได้ ตนทำงานการเมือง สิ่งสำคัญที่ยึดถือคือเป็นส.ส.ส่วนที่มากกว่านั้นคือบริบทการเมือง วันนี้สิ่งแรกคือเราเป็นส.ส. ทุกคนชนะมาท่ามกลางกระแสความกดดันและการถูกด้อยค่า แต่เราก็มีส.ส. มากขึ้นกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ มีความเข้มแข็งในพื้นที่ อยู่บทบาทไหน เป็นส.ส. ก็ไม่มีปัญหา จะเป็นรัฐบาลเป็นฝ่ายค้านได้หมด
ส่วนที่มีกระแสข่าวพรรคภูมิใจไทยจะฉีกแถลงการณ์ที่เคยระบุว่าจะไม่ร่วมงานกับพรรคที่จะแก้ไขมาตรา 112 แต่กลับมีกระแสดีลลับกับพรรคก้าวไกล นายอนุทินกล่าวว่า พรรคไม่มีวันฉีกแถลงการณ์เรื่อง 112 นี่คือเจตนารมณ์ของพรรค เป็นเรื่องสำคัญที่สุด เราออกแถลงการณ์ได้ต้องมีความมั่นใจมาก ว่าการไปร่วมกิจกรรมทางการเมืองใดๆ ที่มีความตั้งใจ อย่าว่าแต่ยกเลิก แค่แก้ไขก็ ไม่เอาแล้ว ถามกันแบบนี้เหมือนถามใส่ปาก แถลงการณ์ของพรรคเหมือนธรรมนูญของพรรคเปลี่ยนแปลง ไม่ได้ ถ้าเปลี่ยนแปลง ตนกับเลขาฯ คนนี้ต้องไม่ใช่ผู้บริหารพรรค ถ้าเปลี่ยนแปลงยุบพรรคเสียดีกว่า เรามีความเชื่อมั่น เคารพสักการะในสถาบัน แต่อยู่ดีๆ มีข่าวปล่อยพบคนนั้นคนนี้ เรื่องดีลลับก็ไม่มี นี่คือพรรคการเมือง ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง เราไม่ทำอะไรลับๆ ล่อๆ
ลั่นภท.ไม่ร่วมรัฐบาลเสียงข้างน้อย
เมื่อถามว่าส.ว.บางคนให้สัมภาษณ์พลิกสูตรว่าขั้วปัจจุบันจะกลับมาชนะมีโอกาสหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ส.ว.ก็มีบทบาทของท่าน การตั้งรัฐบาลต้องตั้งรัฐบาลที่มีความเข้มแข็ง ตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็ไม่รอด รอวันตาย และขอยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยไม่สนับสนุนรัฐบาลเสียงข้างน้อย เปิดประชุมก็อยู่ในช่วง งบประมาณต้องเปลี่ยน พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ต่างๆ ตามนโยบาย หากเสียงข้างน้อยก็ไม่ผ่าน รัฐบาลก็ต้องลาออก ถามว่าใครจะทำสิ่งเหล่านั้น ทำเพื่อสะใจใคร ทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นความยั่งยืนของบ้านเมือง วันนี้เขากำลังฟอร์มรัฐบาลเสียงที่มากพอ พรรคภูมิใจไทยจึงอยู่นิ่งให้พรรคอันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาล เราปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินการไปอย่างเรียบร้อยก่อน ไม่ว่าจะจัดตั้งได้หรือไม่ได้
เมื่อถามย้ำว่าสูตรเสียงข้างน้อยแล้วดึงงูเห่ามาเสริมทีหลัง นายอนุทินกล่าวว่า หมดแล้ว ยุคสมัยนี้ไม่มีแล้ว นึกไม่ออก ถ้าทำการเมืองแบบเก่าคงลำบาก
หมอเจตน์เย้ย‘พิธา’ติดกับดัก 112
นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ส.ว. ให้สัมภาษณ์ถึงความเคลื่อนไหวของส.ว.ในการโหวตเลือกนายกฯ ว่า ตนไม่ค่อยได้ คุยกับส.ว.คนอื่น เพราะปิดสมัยประชุม ส่วนข้อมูลที่ตนได้ยิน ได้รับฟังมาก็มีน้อย จึงไม่สามารถพูดเเทน ส.ว.กลุ่มต่างๆ ได้
เมื่อถามว่าเคยมีคนของพรรคก้าวไกลโทรศัพท์มาพูดคุยให้ช่วยโหวตนายพิธา หรือไม่ นพ.เจตน์กล่าวว่า ส่วนตัว ไม่มีโทร.มา แต่ส.ว.บางคน ได้ยินว่ามี ส่วนใหญ่ จะขอชี้แจงเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งก็ถูกปฏิเสธไป เพราะ ส.ว.เขาบอกว่ารู้ว่าการแก้ไขมาตรา 112 มีเหตุผลอย่างไร รู้ว่าเป็นอย่างไร เขาจึงบอกว่าไม่ต้องมาชี้แจง เสียเวลา นี่คือการฟังจากส.ว.บางคน แต่ขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อว่าส.ว.คนไหน
เมื่อถามว่าอยากส่งสัญญาณอะไรถึงพรรคก้าวไกลหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมา วิจารณ์ ส.ว.อย่างหนัก แต่ขณะเดียวกัน วันนี้กำลังโน้มน้าว ให้ส.ว.โหวต นายพิธา เป็นนายกฯ นพ.เจตน์กล่าวว่า เขาติดล็อกตัวเขาเองเรื่องมาตรา 112 จริงๆ เส้นทางในการเป็นนายกฯ ของนายพิธา มันไม่ยากจนเกินไป เพียงแต่เขาปลดล็อกเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 ตนคิดว่าเขามีโอกาสสูงที่จะได้เป็นนายกฯ แต่การติดล็อกตัวเองด้วยการที่ประกาศไว้ ถึงแม้ใน เอ็มโอยู พรรคร่วมรัฐบาล 8 พรรค จะไม่มีการแก้ไขมาตรา 112 แต่พรรคก้าวไกลจะเสนอเอง อย่างนี้เท่ากับแตะ และแสดงถึงเจตนารมณ์ของตัวเขาและพรรคก้าวไกล ในเรื่องของสถาบัน ฉะนั้น ในฐานะที่ตนยึดมั่นอยู่กับสถาบัน ถือว่าตรงนี้เป็นสิ่งที่ไม่สมควร จึงต้องการให้เขาประกาศให้ชัดเจน
ลั่นไม่กลัวม็อบล้อมสภากดดัน
เมื่อถามถึงสถานการณ์วันโหวตนายกฯ มีการประเมินว่าม็อบจะมาล้อมสภาเพื่อกดดันให้ส.ว.โหวตนายพิธา แรงกดดันภายนอกสภา ส่งผลต่อการตัดสินใจของส.ว. หรือไม่ นพ.เจตน์กล่าวว่า ตนตอบแทนส.ว.คนอื่น ไม่ได้ แต่ส่วนตัว ตลอด 10 ปี เราเจอมาตลอด ตั้งแต่ม็อบเสื้อแดง หรือม็อบช่วง 4 ปีที่ผ่านมา กรณีอย่างนี้เราต้องมีความคิด ไม่หวั่นไหว และหวั่นไหวไม่ได้ เพราะโดยตำแหน่งหน้าที่ และคิดว่าส.ว. ส่วนใหญ่ไม่น่าจะหวั่นไหว
“คิดว่ามีม็อบแน่ เป็นหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงต้องวางแผนมาตรการป้องกันเตรียมไว้ ซึ่งการที่มาชุมนุมต้องชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ถ้าจะมาชุมนุมแล้วมาก่อความวุ่นวาย คุกคามอะไรอย่างนี้ ถ้าทำผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เขาก็ต้องทำตามกฎหมาย และอำนาจหน้าที่” นพ.เจตน์กล่าว
เผยมีส.ว.จ่อปิดสวิตช์ตัวเอง
นพ.เจตน์กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ มีส.ว.บางคน บอกว่าให้ไปหา 376 เสียงมา ไม่ต้องมาพึ่งส.ว. อีกทั้งยังมี ส.ว.อีกกลุ่มหนึ่งที่จะปิดสวิตช์ทุกกรณีไม่ว่าส.ส.จะเสนอใครมาให้โหวตเป็นนายกฯ ก็ตาม เขาก็จะงดออกเสียงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นใคร ไม่ว่าจะซีกไหน เขาจะปิดสวิตช์ตัวเขาเอง นี่เป็นความคิดของส.ว.อีกกลุ่มหนึ่ง
เมื่อถามว่าส.ว.กลุ่มที่จะปิดสวิตช์ตัวเอง มีประมาณกี่คนที่ไม่ว่า ส.ส.จะเสนอ แคนดิเดตนายกฯ นพ.เจตน์ กล่าวว่า บอกจำนวนแน่ชัดไม่ได้ แต่คิดว่าคงไม่น้อยซึ่งต้องยอมรับความคิดของเขา เพราะ ส.ว.กลุ่มนี้เวลาที่มีการเสนอญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เขาก็โหวตให้กับคนเสนอกฎหมายมาตลอด น่าจะอยู่ใน 23 คน ให้ลองไปดู แต่ก็ไม่ใช่ 23 คนเป๊ะ ก็ให้ไปดูในกลุ่มนั้น ซึ่งอาจจะรวมคนนอกกลุ่มด้วยก็ได้ คงประเมินไม่ถูก
สุพิศาลโต้ส.ว.ขวาง-อ้าง 112
พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์กรณีส.ว. เริ่มออกมาส่งสัญญาณไม่โหวต นายพิธา เป็นนายกฯ เพราะเงื่อนไขเรื่องมาตรา 112 ว่า การเลือกนายกฯ คราวนี้เป็นไปตามฉันทามติของเสียงข้างมาก 27 ล้านเสียง กลุ่ม ส.ว.ควรเข้าใจ มิใช่การตั้งเงื่อนไข ควรทำหน้าที่งดงามให้กับเสียงส่วนใหญ่ ส่วนนโยบายที่อาจจะขัดใจท่าน ก็ยังไม่มีใครทำ นโยบายแก้ไขมาตรา 112 ยังต้องใช้เสียงข้างมาในสภา ต้องรับฟังเสียงประชาชนตามมาตรา 77 อีก มีกระบวนการอีกตั้งนาน จะอ้างเหตุแบบนี้เป็นเหตุที่ไม่โหวตให้ นายพิธา ว่าแตะต้องสถาบัน ซึ่งไม่ใช่เลย การแก้ไขคือแก้ไขให้งดงาม ให้สมฐานะและแก้ไขวิกฤตที่จับเอาผู้เห็นต่างให้ได้รับสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญที่ตราไว้
ดับฝันซื้องูเห่าตัวละร้อยล้าน
ส่วนที่นายไพศาล พืชมงคล อดีตที่ปรึกษารองนายกฯ ปูดแผนร้ายสกัด 312 เสียง รัฐบาลเสียงข้างน้อย เตรียมซื้องูเห่าจากขั้ว 8 พรรค ราคางูตัวละ 100 ล้านบาท พล.ต.ต. สุพิศาล กล่าวว่า เป็นไปได้ยาก ถ้า 3 พรรค อย่างพรรคก้าวไกล เพื่อไทย และประชาชาติ รวมกันแน่น กับอีก 6 พรรคตั้งรัฐบาล เชื่อว่าจะไม่โอนเอียงไปไหนเด็ดขาด และงูเห่า ก็จะไม่มีในรอบนี้ ยึดเอาคำว่าปักหมุดประชาธิปไตย
ส่วนที่ช่วงนี้มีข่าวว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะถูกเสนอชื่อจากกลุ่มรัฐบาลเสียงข้างน้อย 180 กว่าเสียง ขึ้นมาเป็นนายกฯ แข่งกับขั้วรัฐบาล 8 พรรค บริหารงานไม่ได้ไม่เป็นไร เดี๋ยวซื้องูเห่าจากขั้วประชาธิปไตย หลังโหวตนายกฯก็ได้นั้น พล.ต.ต.สุพิศาล กล่าวว่า ยืนยันว่าดูดยาก เชื่อว่าหลังจากเลือกประธานรัฐสภา จะเห็นความเรียบร้อย
“เชื่อว่าฝั่งประชาธิปไตยจะตกลงกันได้ เพื่อสยบข้อมูลข้อมูลการซื้องูเห่าร้อยล้าน มันเป็นจินตนาการที่อาจเกิดขึ้นในอดีต ที่จะ ขนลากกระเป๋ากันได้ แต่สมัยนี้ยาก ถือเป็นครั้งแรกที่เรามัดรวมกันอย่างแน่นหนา ไม่มีวิกฤตอย่างอื่น คนที่คิดและก็ฝัน หรือนึกภาพมโนภาพไป ก็เป็นสิ่งที่อาจจะทำได้ในอดีต แต่ปัจจุบันมันไม่ได้แล้ว กล้องซีซีทีวีมี ฝากถึงท่านผู้อาวุโสทุกท่าน เราน้อมรับคำแนะนำ และน้อมรับที่จะดูแลประชาชนแทนเสียงของท่านที่จะโหวตให้ นายพิธา ด้วย”
‘กรณ์’ไขก๊อกหัวหน้าชพก.
นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา ตนได้เข้าพบและยื่นจดหมายถึงนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรค เพื่อขอบคุณในความไว้วางใจที่มอบให้ พร้อมกับแจ้งลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค ในฐานะอดีตหัวหน้าพรรค ขอขอบคุณประชาชนทุกคน ทุกคะแนนเสียงที่ได้สนับสนุนแนวคิดทางการเมืองของพวกเรา ตนจะสนับสนุนนโยบายทั้งหมดที่เราได้นำเสนอในสถานะประชาชนคนหนึ่งต่อไป
‘วรวุฒิ’ประกาศลาออกด้วย
นายวรวุฒิ อุ่นใจ รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า ได้แชร์โพสต์ของนายกรณ์ มาที่เฟซบุ๊กของตัวเอง พร้อมเขียนข้อความระบุว่า นายกรณ์ ลาออกจากหัวหน้าพรรคแล้ว ตนในฐานะรองหัวหน้าพรรคก็ลาออกด้วยเช่นกัน ก็คงทำบทบาทในฐานะผู้สนับสนุนธุรกิจ เอสเอ็มอีและผู้ประกอบการไทย ในบทบาทของนักธุรกิจเอกชนแบบที่ทำมาตลอดชีวิต ขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุน
เฟ้นหาหัวหน้า-เปลี่ยนชื่อพรรค
แหล่งข่าวจากพรรคชาติพัฒนากล้า เผยว่า ข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่ นายกรณ์ โพสต์ชี้แจงต่อสาธารณะ ยืนยันว่าไม่ได้ทะเลาะเบาะแว้ง มีการพูดคุยกันดี ทั้งนี้ก่อนที่นายกรณ์ จะ ลาออก ได้แจ้งและพูดคุยกับทางพรรคด้วยดี เหตุผลการลาออก มาจากผลการเลือกตั้งที่ ไม่ได้เป็นไปตามเป้าเดิม ที่จะพาส.ส.พรรค ไม่ต่ำกว่า 10 ที่นั่ง ซึ่งถือว่าพลาดเป้าไปมาก ดังนั้น การลาออกจากหัวหน้าพรรคของ นายกรณ์ ถือว่าเป็นการแสดงสปิริต
อย่างไรก็ตาม คาดว่าสัปดาห์หน้า ทางพรรคจะประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ รวมถึงพิจารณาแนวทางที่จะเปลี่ยนชื่อพรรค กลับมาเป็นพรรคชาติพัฒนา เหมือนเดิมหรือไม่
นิพนธ์ย้ำปชป.ต้องมีเอกภาพ
นายนิพนธ์ บุญญามณี รักษาการ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมใหญ่วิสามัญพรรค เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ชุดใหม่ ในวันที่ 9 ก.ค.นี้ว่า ตอนนี้ยังไม่ได้คุยกัน แต่ได้อ่านคำสัมภาษณ์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมาแล้ว เห็นว่าแนวทางที่ท่านเสนอมาจะทำให้พรรคเดินไปข้างหน้าได้ การสร้างเอกภาพภายในพรรคเป็นสิ่งจำเป็น ตนจึงเห็นด้วยกับแนวทางของ นายอภิสิทธิ์ เพราะเรามีบทเรียนมาหลายครั้งแล้ว ก่อนจะพูดถึงเรื่องตัวบุคคลในประชาธิปัตย์ ใครก็ได้มีคนที่เหมาะสมอยู่แล้ว
“วันนี้เราต้องคุยกันและเห็นพ้องกันก่อนว่า ถ้าจะแก้ปัญหาได้จะทำอย่างไร พรรคเรามีบทเรียนมาหลายครั้งแล้ว ถ้ามันไม่มีเอกภาพจะ เดินไปข้างหน้าลำบาก ฉะนั้น การทำให้พรรคมีเอกภาพเป็นสิ่งจำเป็น ถ้าคุยกันได้ก็ต้องคุยกัน เราไม่ใช่คนอื่นคนไกล ทุกคนเป็นคนในพรรคด้วยกัน มีอะไรก็ต้องคุยกัน และในทาง การเมืองมันไม่มีใครได้อะไร 100 เปอร์เซ็นต์ ทุกอย่างต้องคุยกันแบบพี่น้องซึ่งเป็นเรื่องของคนภายในพรรค” นายนิพนธ์กล่าว
สยบข่าวขั้ว‘เฉลิมชัย’ได้เปรียบ
ส่วนที่มีการวิเคราะห์ว่ากลุ่มของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รักษาการเลขาธิการพรรค ยังกุมความได้เปรียบเรื่องเสียงโหวตตามข้อบังคับพรรคอยู่ที่ 70 ต่อ 30 เปอร์เซ็นต์นั้น นายนิพนธ์กล่าวว่า พรรคไม่ใช่ฝั่งของใคร ทุกคนเป็นประชาธิปัตย์ และตนเชื่อมั่นในประชาธิปัตย์ คิดว่าทุกคนคิดถึงอนาคตของพรรคเป็นหลัก ตัวบุคคลเรามาแล้วก็ไป แต่พรรคต้องอยู่ ตัวบุคคลเราเปลี่ยนมาเยอะหลายยุคแล้ว
“ตัวบุคคลไปได้ แต่พรรคจะต้องอยู่ แต่ถ้าเราคิดว่าตัวบุคคลมาก่อนพรรค อันนี้มันเป็นคนละหลักการแล้ว ผมคิดว่าตัวบุคคลเปลี่ยนได้ แต่พรรคจะต้องอยู่ ฉะนั้นในฐานะพี่น้องกันมีอะไรก็คุยกัน คุยกันฉันมิตร” นายนิพนธ์กล่าว
ปัดทาบ‘กรณ์’นั่งหัวหน้าพรรค
นายชัยชนะ เดชเดโช รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข่าวทาบทามนายกรณ์ มาเป็นหัวหน้าพรรคว่า ยืนยันว่าไม่จริง ฝากถึง ผู้ที่ปล่อยข่าวว่าขอให้มีข้อมูลชัดเจนมากกว่านี้ เนื่องจากการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคไม่จำเป็นต้องทาบทามใคร คนไหนที่มีคุณสมบัติครบและมีความประสงค์ก็ลงสมัครได้ทุกคน และส.ส.ยังไม่มีการคุยกันว่าใครเหมาะสม ขณะนี้บุคคลที่เป็นข่าว ไม่ได้รับคำยืนยันจากเจ้าตัวว่าสนใจสมัครจริงหรือไม่และช่วงนี้ ส.ส.ทั้ง 25 คน อยู่ต่างจังหวัดเป็นส่วนใหญ่
เมื่อถามว่าข่าวพรรคผลักดันนายเดชอิศม์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา และรักษาการรองหัวหน้านั้น นายชัยชนะกล่าวว่า ข้อเท็จจริงยังไม่ใช่ทั้งนั้น เจ้าตัวยังไม่มีใครยืนยันสักคนเดียวว่าจะลงสมัคร
ฉะคนให้ข่าวปั่นกระแส
“คนที่พยายามให้ข่าวว่ามีการล็อกสเป๊ก หรือทาบทามคนโน้นคนนี้ ผมบอกว่าคนที่รักพรรคจริงๆ วันนี้ต้องให้ข่าวด้านบวกของพรรค อย่าให้ข่าว หวังแค่เรื่องตัวเอง แบบนี้ไม่ได้ ผมยืนยันว่าวันนี้ถ้าทุกคนบอกว่ารักพรรคประชาธิปัตย์ ก็ต้องช่วยกัน ต้องมีความเป็นเอกภาพ ต้องมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน และต้องไม่ใส่ร้ายป้ายสีใคร” นายชัยชนะกล่าว
กกต.จ่อเรียก‘พิธา’แจงหุ้นสื่อ
รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งว่า สำหรับความคืบหน้ากรณี กกต.มีมติตั้งคณะกรรมการไต่สวนสืบสวนขึ้นมาตรวจสอบกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัคร รับเลือกตั้ง และรู้ว่าไม่มีสิทธิแต่ยังลงสมัครรับเลือกตั้ง ตามมาตรา 42 (3) และมาตรา 151 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.หรือไม่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างที่คณะกรรมการไต่สวนฯ ซึ่งเป็น ผู้เชี่ยวชาญดำเนินการสืบสวนหาข้อเท็จจริงว่ามีมูลตามความที่ปรากฏออกมาหรือไม่ โดยนอกจากพยานเอกสารที่เป็นบันทึกการประชุมผู้ถือหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) คลิปเสียงบันทึกการประชุม บัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นแจ้งต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หลักฐานการถือครองหุ้นต่างๆแล้ว
สิ่งสำคัญคือการเชิญนายพิธา มาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาด้วยเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม รวมทั้งอาจจะมีการขอเรียกพยานเอกสารเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเอกสารจากป.ป.ช.ด้วย คาดว่าหลังจากรวบรวมพยานหลักฐานครบถ้วนแล้ว ทางคณะกรรมการไต่สวนจะออกหนังสือเชิญให้นายพิธา เข้ามาชี้แจง เบื้องต้นระยะเวลา 20 วันที่กกต.ให้กรอบการทำงานกับคณะกรรมการไต่สวนจะครบกำหนดภายในเร็วๆนี้
ห่วงคนไทยเหตุไม่สงบในรัสเซีย
เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในเมืองรอสตอฟ ออน ดอน ทางตอนใต้ของรัสเซีย และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามความคืบหน้าของสถานการณ์ต่อเนื่อง เพื่อดูแลประชาชนชาวไทยที่พำนักอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว
โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก ระบุว่า รัฐบาลท้องถิ่นในเมืองต่างๆ ของรัสเซียประกาศยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย และงดเว้นกิจกรรมขนาดใหญ่ รวมทั้งปิดช่องทางการสัญจรในบางเส้นทาง จึงขอให้ทุกท่านติดตามประกาศและข่าวสารจากรัฐบาลท้องถิ่นในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และขอให้ชาวไทยในเมืองรอสตอฟ ออน ดอน ปฏิบัติตามมาตรการของรัฐบาลท้องถิ่นตามที่นายจ้างแนะนำ และขอให้ชาวไทยในเมืองอื่นๆ หลีกเลี่ยงการเดินทางไปเมืองรอสตอฟ ออน ดอน ในช่วงเวลานี้
ขณะที่นางกาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ขอให้ประชาชนที่พำนักอยู่ในรัสเซีย และยังไม่ได้ลงทะเบียนแจ้งช่องทางติดต่อ ประจำปี 2566 ให้สถานเอกอัครราชทูตฯ ทราบ ขอให้ลงทะเบียนในลิงก์ต่อไปนี้ https://forms.gle/C4CEqMSWxcjZhBqf7 และขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทาง เทเลแกรม (https://t.me/rtemoscon) และเฟซบุ๊กของสถานเอกอัครราชทูตฯ อย่างใกล้ชิด (https://www.facebook.com/rtemoscow) หากมีเหตุฉุกเฉินขอให้ติดต่อหมายเลขฉุกเฉินของสถานเอกอัครราชทูตฯ ที่ +7916 939 2155
ไทยอันดับ 1 อาเซียน
วันที่ 25 มิ.ย. น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม รับทราบรายงานการพัฒนาที่ยั่งยืน ประจำปี 2566 ขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และมีความยินดีที่การพัฒนาของประเทศไทยดีขึ้น โดย SDG Index ของไทยขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 43 จากอันดับที่ 44 ของประเทศทั้งหมด 166 ประเทศ โดยผลคะแนน SDG Index ที่ 74.7 คะแนน ในปี 2566 ทำให้ไทยมีคะแนนการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน ติดต่อกันเป็นปีที่ 5