เปิดประชุมคึก นักธุรกิจจีนโลก ธนินท์โชว์วิชั่น

เปิดประชุมแล้วในไทย เวทีประชุมนักธุรกิจจีนโลก ด้านประธานหอการค้าไทย-จีน มั่นใจการพูดคุย 3 วัน ดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าไทยขั้นต่ำแสนล้าน ระบุบริษัทจีน 4-5 ราย พร้อมเข้ามาลุยอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ด้าน ‘เจ้าสัวธนินท์’ โชว์วิสัยทัศน์ ชี้เทคโนโลยีหัวใจการค้ายุคใหม่ ชวนลูกหลานแดนมังกรลงทุนในอีอีซี พร้อมหนุนพลังงานสะอาด ทั้งน้ำ ลม แสงอาทิตย์ และนิวเคลียร์ ขณะที่ ‘จุรินทร์’ ชวนใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ ‘สนั่น’ ดันตั้ง BOI ไทยในมณฑลต่างๆ ของจีน

เผยไทยจุดหมายนักธุรกิจจีน
เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีพิธีเปิดการประชุมนักธุรกิจชาวจีนโลก (World Chinese Entrepreneurs Convention : WCEC) ครั้งที่ 16 ที่หอการค้าไทย-จีนเป็นเจ้าภาพ จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 24-26 มิ.ย. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี และนาย เกาหยุนหลง รองประธานสภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประธานในพิธี ร่วมด้วยนายณรงศักดิ์ พุทธพรหมมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน และ นักธุรกิจจีนชั้นนำจาก 50 ประเทศ ราว 4,000 คน เข้าร่วม

นายเกากล่าวว่า นักธุรกิจจีนจะร่วมกับ นักธุรกิจไทยสร้างความมั่นคง ให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางนักธุรกิจจีนที่จะเข้ามาลงทุน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจไทย ซึ่งสภาพแวดล้อมลงทุนไทยมีความได้เปรียบ และเป็นมิตรกับนานาประเทศ มั่นใจว่านักธุรกิจ 2 ฝ่ายจะ ร่วมมือกันอย่างดี

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปัจจุบันไทยเร่งจัดทำ Mini FTA กับคู่ค้าทั่วประเทศ ล่าสุดลงนามไปแล้ว 7 ฉบับ มี 3 ฉบับลงนามกับจีน คือ 1.มณฑลไห่หนาน 2.มณฑลการซู่ และ 3.เมืองเซินเจิ้น และในเดือนส.ค.นี้จะลงนามเพิ่มกับมณฑล ยูนนาน และมีแผนจะลงนามร่วมกับภูมิภาคยุโรป ตุรกี ยูเออี เอฟต้า ถ้าสำเร็จจะทำให้ไทยมี FTA กับต่างประเทศรวม 20 ฉบับ กับ 53 ประเทศทั่วโลก จึงเป็นโอกาสของนักลงทุนจีนที่จะเข้ามาทำการค้า และลงทุนในไทย เพื่อใช้สิทธิพิเศษทางการค้าและการลงทุนจาก FTA ดังกล่าว โดยปัจจุบันจีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยติดต่อกันถึง 11 ปี ตั้งแต่ปี 2013 และโดยปี 2022 นักลงทุนชาวจีนมาขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากไทยสูงถึงเป็นลำดับหนึ่งของโลก

จีนโลก – พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี และนายเกา หยุนหลง รองประธานสภาที่ปรึกษาการเมือง สาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมเป็นประธานเปิดการประชุมนักธุรกิจชาวจีนโลก ครั้งที่ 16 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.

‘ธนินท์’เชียร์พลังงานนิวเคลียร์
นายณรงศักดิ์กล่าวว่า นักธุรกิจชาวจีนมีบทบาทต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยเป็นอย่างมาก จะใช้การประชุมครั้งนี้ขยายความร่วมมือทางการค้า และการลงทุนร่วมกับจีนเพื่อฟื้นฟูและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยช่วงหลังโควิด-19 ระบาด โดยรัฐบาลไทยกำลังเร่ง ผลักดันการลงทุนในอุตสาหกรรม 4.0 และการลงทุนในพื้นที่ EEC ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) ของจีน

“คาดว่าการประชุมครั้งนี้ ไทยจะสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนด้านการค้า และการลงทุนเข้าไทยได้ไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท ทั้งในภาคธุรกิจการท่องเที่ยว และภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมไฮเทค เช่น อุตสาหกรรมยายนต์ไฟฟ้า ขณะนี้มีหลายบริษัทจีน 4-5 ราย ได้เข้ามาตั้งฐานลงทุนในไทย อาทิ รวมไปถึงอุตสาหกรรมยารักษาโรค อุตสาหกรรมการเกษตร”

นายธนินท์ เจียรวนนท์ นายกสมาคม นักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และประธานกิตติมศักดิ์ถาวรหอการค้าไทย-จีน กล่าวว่า ปัจจุบันโลกของเทคโนโลยีก้าวหน้าไปมาก วันนี้จีนมีปัจจัย พื้นฐานในด้านต่างๆ พร้อมที่จะพลิกโฉมการพัฒนาจากเดิมที่ใช้แรงงานราคาถูก จึงมั่นใจในนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนเป็นอย่างมาก และหนุนนโยบาย 1 แถบ 1 เส้นทางของจีน ที่นายสี จิ้น ผิง ประธานธิบดี วางแนวทางไว้เพราะเป็นการร่วมพัฒนาแบ่งปันเศรษฐกิจร่วมกันในภูมิภาค

ทั้งนี้ โลกยุคใหม่ที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเศรษฐกิจคือ สงครามแข่งขันในด้านการค้า จึงต้องมีการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ บริการ และเทคโนโลยี รวมถึงต้องพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่ให้มีความรู้และความสามารถทัดเทียมระดับนานาชาติ แข่งขันได้อย่างไม่เพลี่ยงพล้ำในเวทีโลก ปัจจุบันไทยมี นโยบายส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 ของโลก ผ่านการพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดยให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น สิทธิปลอดภาษีโครงการที่ส่งเสริมการสร้างสรรค์เทคโนโลยี เป็นต้น

“ไทยเป็นใจกลางอาเซียน จึงขอฝาก นักธุรกิจจีนโพ้นทะเลทุกคน และนักธุรกิจชาวจีนทั่วโลก ให้พิจารณามาลงทุนที่ไทยโดยเฉพาะอีอีซี ในอนาคตสิ่งที่สำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมการผลิต ต้องใช้ไฟฟ้า ซึ่งผมเพิ่งเดินทางไปฝรั่งเศส เห็นนโยบายฝรั่งเศสลงทุนในการผลิตไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งประชาชนไม่ได้คัดค้านในการสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ เพราะเขามีมาตรการในการลดความเสี่ยง และการคุ้มครองความเสี่ยง ขณะที่พลังงานสะอาด น้ำ ลม แสงอาทิตย์ ก็ถือว่าเป็นพลังงานสะอาด ขณะที่พลังงานนิวเคลียร์ก็เป็นพลังงานที่สะอาด และถือว่ามีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากที่สุด ซึ่งพลังงานทั้งหมดเป็นพลังงานสะอาดที่มีความสำคัญในอนาคต” นายธนินท์กล่าว

เผยจีนลงทุนอันดับหนึ่งในไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงบ่ายได้มีการสัมมนากลุ่มย่อยในหัวข้อ “ภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศไทย” โดยนายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาการลงทุนของประเทศไทยยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งมีผลต่อศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว เชื่อว่าการจัดประชุมในครั้งนี้ จะเป็นโอกาสขยายลงทุนในอุตสาหกรรมและบริการต่างๆ แต่เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวช้ากว่าประเทศในเอเชีย เพราะไทยพึ่งพารายได้จากท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวช้า ปีนี้คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะโตได้ 3.6% ทั้งปีนักท่องเที่ยวต่างชาติ จะกลับขึ้นมาที่ 29 ล้านคน คาดว่าจะเป็น นักท่องเที่ยวจีนมากถึง 5 ล้านคน และปีนี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มเป็น 35 ล้านคน

ส่วนระบบการเงินของไทยถือว่ามีความเข้มแข็ง นโยบายการเงินผ่อนคลาย ขณะที่อัตราดอกเบี้ยของไทยยังอยู่ในระดับต่ำสุดในอาเซียน และนโยบายไม่เร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรงแบบประเทศอื่น จะช่วยสร้างโอกาสในการลงทุนให้กับไทยในระยะต่อไป อย่างไรก็ตามปัญหาค่าจ้างแรงงานที่อาจปรับตัวสูงขึ้น อาจส่งผลต่อเงินเฟ้อและกระทบ ต่อเอสเอ็มอี รวมทั้งอาจจะมีการส่งผ่านต้นทุนภาคธุรกิจมายังราคาสินค้าในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ไทยเป็นแหล่งรองรับการลงทุนที่ดีที่สุดของจีน เพราะไทยมีจุดแข็งตั้งอยู่ในศูนย์กลางอาเซียน มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีโดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซี มีซัพพลายเชนที่ครบวงจร ในอุตสาหกรรมยนยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเคมีภัณฑ์ รวมทั้งมีนโยบายการลดคาร์บอน ส่งสริมเศรษฐกิจ BCG และมีแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่เพียงพอ จุดสำคัญที่สุดคือมีความปลอดภัยในการลงทุน เนื่องจากไทยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกประเทศ ไม่มีปัญหาภัยธรรมชาติ

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาการลงทุนจากจีนเติบโตเร็วมาก ทำให้ปัจจุบันจีนเป็นนักลงทุนอันดับหนึ่งของไทยมีมูลค่าลงทุนสูงถึง 9 หมื่นล้านหยวน โดยปีนี้ในช่วงไตรมาสแรก จีนลงทุนในไทยแล้วราว 5 พันล้านหยวน เติบโตสูงถึง 87% นอกจากนี้ไทยยังมีอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ต้องการส่งเสริมสอดคล้องกับการลงทุนของจีนอีกด้วย เช่น อุตสาหกรรมอีวี อุตสาหกรรม BCG อุตสาหกรรมดิจิทัล คาดว่าจะทำให้ไทยและจีนสามารถขยายมูลค่าการลงทุนระหว่างกันเพิ่มขึ้นได้อีก

แนะ 3 อุตสาหกรรมอนาคต
นายหลี เสี่ยวปอ นายกสมาคมการค้าวิสาหกิจจีน-ไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคาร ICBC กล่าวว่า จีนถือเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยต่อเนื่องนับเป็นสิบปี โดยในปี 2565 ที่ผ่านมา การค้าไทย-จีน มีมูลค่า 1.35 แสนล้านดอลลาร์ โดยจีนเข้ามาลงทุนในไทยสูงสุดที่ 2,200 ล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกันไทยเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการส่งเสริมความร่วมมือหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง โดยความร่วมมือระหว่างไทย-จีน ที่เพิ่มมากขึ้น มีทั้งความร่วมมือในอุตสาหกรรมยานยนต์ ยางล้อ โซลาร์เซลล์ อีคอมเมิร์ซ เป็นต้น

ทั้งนี้ สิ่งที่นักลงทุนจีนคำนึงถึงในการตัดสินใจเข้ามาลงทุนในไทย คือ ความสัมพันธ์ไทย-จีนที่มีความมั่นคงในระยะยาว, ประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ดี โดยได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่น่าลงทุนเป็นลำดับต้นๆ จากธนาคารโลก อีกทั้งการลงทุนในประเทศไทย ยังช่วยขยายห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมของจีน ซึ่งไทยมียังมีการให้สิทธิพิเศษด้านการลงทุน เช่น ด้านภาษี มีนิคมอุตสาหกรรมที่มีความสมบูรณ์

นอกจากนี้ เสถียรภาพระบบการเงินของไทยที่มีความแข็งแกร่ง มีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงเป็นอันดับ 14 ของโลก มีการดูแลและลดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน การมี MOU ร่วมกันในการชำระเงินสกุลท้องถิ่น ตลอดจนความนิยมในการใช้อีคอมเมิร์ซอย่างกว้างขวาง เหล่านี้จึงทำให้ไทยน่าสนใจ และมีความได้เปรียบด้านการลงทุนมากกว่า ประเทศอื่นๆ

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ต้องการเชิญชวนให้จีนเข้ามาลงทุนในไทย เพราะไทยยังมีโอกาสที่ดีในการลงทุน ใน 3 อุตสาหกรรมอนาคต ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรม S-Curve หรือ อุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น 5 อุตสาหกรรมอนาคต ได้แก่ หุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม (Robotics), อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ (Aviation and Logistics), อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Biofuels and Biochemicals), อุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital), อุตสาหกรรมการแพยท์ครบวงจร (Medical Hub) โดยขณะนี้ ส.อ.ท. ได้มีการจัดตั้งสถาบันเศรษฐกิจและการลงทุนไทย-จีน ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ในการผลักดันการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ระหว่างไทยและจีน

หนุนตั้ง BOI ไทยในเมืองจีน
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงแนวทางการดึงดูดและการรองรับนักลงทุนจีนว่า ไทยควรเร่งปรับปรุงกลไกความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนกับประเทศจีน โดยการจัดตั้งแพลตฟอร์มแบ่งปันข้อมูลทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน การก่อตั้งบริษัทร่วมทุนไทย-จีน รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนความร่วมมือระหว่างธุรกิจ ในระดับภาคเอกชนของ 2 ประเทศ ทั้งหอการค้าฯ สมาคมอุตสาหกรรมต่างๆ ระหว่างไทยและจีนให้มากยิ่งขึ้น ขยายความร่วมมือด้านการลงทุนของจีนใน EEC ของไทย โดยใช้กลไกขับเคลื่อนภายใต้กรอบความร่วมมือ RCEP

การยกระดับความร่วมมือล้านช้าง-แม่น้ำโขง และการเร่งผลักดันโครงการรถไฟไทย-ลาว-จีน เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้ใกล้ชิด และสอดคล้องกับข้อริเริ่ม Belt and Road Initiative (BRI) ของจีนด้วย, การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมไทย-จีน โดยเฉพาะการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษระหว่างไทย-จีน และการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในลักษณะ 2 ประเทศ 2 นิคม เพื่อสนับสนุนและเชื่อมโยงซับพลายเชน ซึ่งกันและกัน รวมทั้งจัดตั้ง One Stop Service ด้านการลงทุนแบบครบวงจร รวมถึงผลักดันให้มีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ (BOI) ของไทยในมณฑลต่างๆ ของประเทศจีนให้มากขึ้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน