จี้ทบทวนแจ้งจับน.ศ. ชายแดนใต้แบ่งแยกดินแดน คณะทำงานย่อย 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ชี้การสำรวจความคิดเห็นบนพื้นฐานการเมืองที่แตกต่างเป็นเรื่องปกติ รัฐควรเปิดใจกว้าง รับฟัง ถกเถียงอย่างมีวุฒิภาวะ ดีกว่าใช้อำนาจ กฎหมาย อาวุธ ตั้งข้อสังเกตทำไมแจ้งความในช่วงสุญญากาศทางการเมือง ขณะที่ภาคประชาสังคมเชื่อเป็นการกลั่นแกล้งทำให้กลัว จี้ทหาร กอ.รมน.ถอนแจ้งความ เพราะในพื้นที่ยังมีความรุนแรง
เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ที่พรรคประชาชาติ คณะทำงานย่อย 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ประชุมคณะทำงานแก้ปัญหาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งที่ 3 โดยมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ และส.ส.บัญชีรายชื่อ นายรอมฎอน ปันจอร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร นายก่อแก้ว พิกุลทอง ตัวแทนจากพรรค เพื่อไทย นายชวลิต วิชยสุทธิ์ พรรคไทย สร้างไทย และพล.ท.พงศกร รอดชมภู ที่ปรึกษาคณะทำงาน เข้าร่วมประชุม
นายรอมฎอนให้สัมภาษณ์หลังประชุมว่าข้อสรุปมีทิศทางที่เห็นชัดขึ้น ยืนยันว่าการคลี่คลายปัญหาชายแดนภาคใต้มีความแตกต่างจากการบริหารงานของรัฐบาลชุดก่อนอย่างแน่นอน วันนี้คุยกันเรื่องมิติด้านเศรษฐกิจสังคมและการศึกษา มีข้อเสนอนำเอานโยบายของ 8 พรรค มาจัดเรียงลำดับความสำคัญ ครั้งก่อนคุยเรื่องความมั่นคงเป็นหลัก วันนี้ คุยเรื่องสังคม เพราะเห็นตรงกันจากข้อมูลข้อเท็จจริงว่าความเหลื่อมล้ำในจังหวัดชายแดนภาคใต้สูงมาก เป็นจังหวัดท้ายตารางหลายเรื่อง อาทิ เรื่องปากท้องปัจจัยสี่ โอกาสทางเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งการเกษตร และการประมง
ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีหน่วยงานความมั่นคงแจ้งความดำเนินคดีกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตปัตตานี และผู้เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมสิทธิในการกำหนดชะตาตนเอง โดยกล่าวหาเป็นการแบ่งแยกดินแดนว่าถ้าภายใต้การนำของรัฐบาลพลเรือน การฟ้องร้องลักษณะนี้ต้องถูกทบทวนอย่างหนัก การทำกิจกรรมอย่างนี้เคยเกิดขึ้นแล้ว มีการสำรวจความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ บน พื้นฐานการเมืองที่แตกต่างกันเป็นเรื่องปกติ
นายรอมฎอนกล่าวว่าในฐานะที่เป็นรัฐบาล และหน่วยงานความมั่นคง จำเป็นต้องรับฟัง มีการตั้งข้อสังเกตว่าถ้าเราฟังนักศึกษากิจกรรมเหล่านั้นอาจเห็นรากเหง้าของปัญหา ทำไมถึงมีปรากฏการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ทำไมเยาวชนถึงมีกิจกรรมเหล่านั้นเกิดขึ้น ถ้าเปิดใจฟังจากมุมของรัฐที่เคารพสิทธิเสรีภาพประชาชน ถือเป็นโอกาสในการทำความเข้าใจความคิดเห็นที่ แตกต่าง และโอกาสที่สังคมไทยจะรับมือกับความคิดเห็นที่แตกต่างได้โดยสันติวิธี
คณะทำงานย่อยแก้ปัญหาชายแดนใต้กล่าวอีกว่า อย่าลืมว่าเยาวชนกลุ่มที่ทำกิจกรรมเติบโตมาท่ามกลางความขัดแย้งที่มีการใช้ความรุนแรงจากทุกฝ่าย ปัญหาคือถ้าไม่โอบรับโอบอุ้มเขา แม้จะมีความคิดเห็นที่ต่างกันขนาดไหน สังคมไทยไม่มีพื้นที่ให้กับคนเห็นต่าง อนาคตของประเทศจะอยู่อย่างไร ในทางวิชาการมีการถกเถียงกันมานาน ไม่ใช่แค่การแบ่งแยกดินแดนอย่างที่หลายคนเข้าใจ ยังมีทางเลือกอีกมาก แต่อยู่ที่เรามีวุฒิภาวะ มากขนาดไหนในการรับมือกับเหตุการณ์นี้ ยอมรับความแตกต่าง โอบกอดผู้คนที่มีความแตกต่างทางความเชื่อ ความคิด อุดมการณ์ และอัตลักษณ์ทางการเมือง เชื่อว่ารัฐบาล ภายใต้การนำของนายพิธา เราน่าจะเห็นโอกาสในการโอบรับผู้คนไปด้วยกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่าการแจ้งความดังกล่าวเป็น การกระทำที่รีบเกินไปหรือไม่ นายรอมฎอน กล่าวว่าตั้งข้อสังเกตว่าการแจ้งดำเนินคดีในช่วงเวลาสุญญากาศแบบนี้ เหมือนรัฐบาลเก่ายัง ไม่ไป รัฐบาลใหม่ยังไม่มา อาจเกิดความเคลือบแคลงใจต่อผู้มีอำนาจในการตัดสินใจโหวต ทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงเวลาแบบนี้ ไม่แน่ใจ ฝั่งเจ้าหน้าที่ว่าทำอย่างไร แต่ถ้าไปถามเจ้าหน้าที่คงตอบว่าไม่ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ เชื่อว่าภายใต้การนำโดยรัฐบาลพลเรือน ทิศทางใหม่ๆ สิ่งที่เคยเห็นในอดีตคุ้นเคยคงไม่คิดแบบนั้นอีก ต่อไป
ต่อข้อถามถึงกรณีในใบโปรโมตกิจกรรมมีภาพนายรอมฎอนรวมอยู่ด้วย อาจถูกดำเนินคดีด้วย นายรอมฎอนกล่าวว่าเป็นไปได้ เพราะมีการพูดชื่อตนอยู่แล้ว ตนพร้อมแลกเปลี่ยนถกเถียง เพราะการถกเถียงดีกว่าการใช้กำลัง อำนาจ กฎหมาย และอาวุธ หากสรุปบทเรียนจากการแก้ปัญหาแบบทหารนำ จะเจอปัญหาที่เป็นผลพวงจากมาตรการที่กราดเกรี้ยวต่อเนื่อง ซึ่งเป็นมรดกมาถึงปัจจุบัน คือสิ่งที่ลำบากมากที่ชาวชายแดนภาคใต้ต้องเจอ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องการภาวะการนำและทิศทางแบบใหม่ เพราะใช้กรอบคิดแบบเดิม โดยไม่ประเมินผลในระยะยาวไม่ได้แล้ว ผลการเลือกตั้งก็บอกแล้วว่าปัญหาที่ผ่านมาต้องการแนวคิดใหม่ในการแก้ปัญหา
ขณะเดียวกัน น.ส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผอ.มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เดินทางมาร่วมสังเกตการณ์ประชุมคณะทำงานย่อยด้านสันติภาพชายแดนใต้ และให้สัมภาษณ์ถึง การแจ้งจับกลุ่มนักศึกษาชายแดนใต้แบ่งแยกดินแดนว่า การพูดคุยเรื่องรูปแบบการเมืองการปกครองมีได้ในทุกมิติ ทุกที่ เป็นสิทธิโดยสมบูรณ์ในการแสดงออกทางความคิดเห็น บางประเทศเอาเรื่องนี้มาออกแบบเป็นกฎหมายอาญา ก็ต้องแก้ไข ถ้าหมิ่นประมาทผู้ใด หรือขัดต่อกฎหมายใด ต้องมาคุยกัน หากผิดทางแพ่งก็ฟ้องทางแพ่ง แต่การตั้งหลักดำเนินคดีอาญากับผู้ที่แสดงความเห็นนั้นไม่ได้
น.ส.พรเพ็ญกล่าวว่า เราเคยแสดงออกในการรณรงค์ป้องกันการทรมานอุ้มหาย ก็เคยโดนคดีจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) สุดท้าย ก็ถอนแจ้งความ ครั้งนี้จึงมองว่าสุดท้ายก็คงถอนฟ้อง แต่การตั้งหลักฟ้องในขณะที่รอรัฐบาลใหม่ เป็นการฉวยโอกาสที่ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบในการใช้สิทธิเสรีภาพ การตั้งข้อหาลักษณะนี้มีมา 18 ปีแล้ว ในคดีความมั่นคงกว่าพันคดี ทนายต้องต่อสู้ว่าไม่ใช่ข้อหากบฏ คดีนี้น่าสนใจ เพราะไม่มีข้อหาเรื่องความรุนแรง แต่เป็นเรื่องของความคิดเห็นทั้งหมด มีหลายขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรมที่ต้องฝ่าไปให้ได้ ทั้งตำรวจ ศาล กอ.รมน. จะเลือกไม่สั่งฟ้องก็ได้
“เราอยู่ในประเทศที่ล้าหลัง ที่ต้องการประชาธิปไตยในการก้าวข้ามความขัดแย้ง การเอาคดีแบบนี้มาให้นักกิจกรรม คงเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อทำให้กลัว แต่ในยุคนี้คงยากแล้ว รวมถึงการใช้ความรุนแรงก็ไม่ใช่ทางออก เหมือนการฟ้องคดีมาตรา 112 ที่ฟ้องไปก่อน ทำให้เราไม่สามารถใช้สิทธิเสรีภาพในการออกแบบการแก้ไขปัญหาได้” น.ส. พรเพ็ญกล่าว และว่ากังวลเป็นห่วง เพราะความรุนแรงทางกายภาพในพื้นที่ยังมี คู่ขัดแย้ง ค่อนข้างชัดเจน อยากให้ทหาร กอ.รมน. หน่วยงานความมั่นคง เชื่อในกระบวนการทางการเมืองรัฐสภา อย่าไปแจ้งความข้อหากบฏ เพราะเรากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
รายงานจากข่าวกลุ่มนักศึกษาชายแดนใต้ระบุว่า ขณะนี้ฝ่ายนักศึกษาจัดเตรียมทนายความไว้ต่อสู้คดีแล้ว ยืนยันไม่หลบหนีไปไหน พร้อมชี้แจงทุกข้อกล่าวหา จากการประชุมปรึกษาทนายความยืนยันจะใช้ทนายคนเดียวกัน เป็นผู้ทำสำนวนแก้ต่าง มั่นใจในความเป็นผู้บริสุทธิ์จากข้อกล่าวหาแบ่งแยกดินแดน