ท่วมเล้าไก่แล้ว-ฟาร์มหมูก็ปริ่ม ‘ตรัง-สตูล’เดือดร้อนยกจังหวัด ต้องใช้เรือสญจร-กักตุนอาหาร วอนให้หน่วยงานรัฐเร่งเยียวยา

ใต้ยังอ่วม พิษฝนหนัก สตูลท่วมครบ 7 อำเภอ ชาวบ้านใช้เรือสัญจร คาดหากไม่มีฝนเติม สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย ส่วนที่ตรัง ท่วม 6 อำเภอ เจ้าของฟาร์มหมูสุดเซ็ง น้ำขึ้นสูง 1 เมตร ปริ่มจม ไม่รู้จะเคลื่อนย้ายยังไง เผยหากน้ำขึ้นกว่านี้คงต้องปล่อยให้จมตาย ขณะที่ไก่ไข่ ก็ได้รับผลกระทบ ตายไปแล้วกว่า 20 ตัว ส่วนที่โคราชฝนก็หนัก ได้โอกาสเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำ 27 แห่ง หวังใช้ได้ตลอดแล้งที่จะมาถึง

เมื่อวันที่ 2 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากฝนตกหนักตลอดทั้งวันตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย. -1 ก.ค. ที่ผ่านมาทำให้จ.สตูลในขณะนี้เกิดภาวะน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 6 อำเภอแล้ว คืออ.ทุ่งหว้า อ.ละงู อ.ควนกาหลง อ.ท่าแพ อ.มะนัง และอ.ควนโดน ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้น้ำลดแล้ว 5 อำเภอ หากฝนไม่ตกลงมาซ้ำอีก คาดว่าจะลดลงสู่ภาวะปกติในวันพรุ่งนี้ ยังคงเหลือที่อ.ละงู ที่ระดับน้ำยังคงเพิ่มสูง โดยเฉพาะที่ ม.5 บ้านดาหลำ ต.เขาขาว อ.ละงู ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำจากอ.ทุ่งหว้า และอ.มะนัง ทำให้สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ระดับน้ำยังเพิ่มสูงขึ้นกว่าเมื่อวาน ขณะที่ทางอบต.เขาขาวนำรถแบ๊กโฮมาขุดลอกท่อเพื่อเพิ่มช่องทางการระบายน้ำให้เร็วขึ้นด้วย

ส่วนพื้นที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในช่วงนี้คือพื้นที่อ.เมือง เนื่องจากเป็นพื้นที่รับน้ำจากอำเภอควนโดน โดยพื้นที่แรกที่เฝ้าระวังคือ ต.ฉลุง อ.เมือง เนื่องจากเป็นพื้นที่รับน้ำจาก ต.ย่านซื่อ อ.ควนโดน

สำหรับทางอบต.ฉลุง อ.เมืองสตูล ขึ้นธงแดง เพื่อเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด คาดว่าน้ำจะเข้าสู่พื้นที่ฉลุงในช่วงเที่ยง โดยเฉพาะย่านเศรษฐกิจต.ฉลุง อาจได้รับผลกระทบหากไม่เตรียมพร้อมรับมือแต่เนิ่นๆ เพื่อความปลอดภัยและความเสียหายในทรัพย์สินต่อไป

สำหรับสตูลขณะนี้ ปริมาณน้ำกระจายเข้าท่วมเกือบจะครบทั้ง 7 อำเภอแล้ว โดยมวลน้ำจากอำเภอควนกาหลง ไหลเข้าท่วมอำเภอควนโดน ตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา และน้ำจำนวนมากก็เริ่มไหลเข้าตัวเมืองสตูล โดยพื้นที่ได้รับผลกระทบเป็นพื้นที่ราบลุ่มต่ำและติดลำคลอง

ขณะที่น้ำด้านอำเภอทุ่งหว้า อำเภอมะนังและอำเภอละงู ปริมาณน้ำก็ยังคงไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนเรือกสวนไร่นา ชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วมซ้ำซากต้องใช้เรือเดินทางเข้าออกจากบ้าน

สตูลอ่วม – สภาพน้ำไหลหลากเข้าท่วมทุกอำเภอของ จ.สตูล หลังเกิดฝนตกหนัก โดยเฉพาะพื้นที่ ต.เขาขาว อ.ละงู ชาวบ้านต้องใช้เรือสัญจรไปมา ขณะที่เจ้าหน้าที่หน่วยงานเกี่ยวข้องเร่งระดมช่วยเหลือ เมื่อวันที่ 2 ก.ค.

นางชนิดา ทิ้งทอง อยู่บ้านเลขที่ 309 ม.1 ต.เขาขาว อ.ละงู จ.สตูล บอกว่า ลักษณะบริเวณน้ำที่ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนของตนใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ถึงจะแห้ง บ่อน้ำจืดก็ถูกน้ำท่วม ไร้น้ำสะอาดดื่มกิน ต้องออกไปหาข้างนอก อีกทั้งยังลูกอ่อนต้องซื้อข้าวของมากักตุนไว้การเดินทางไปมาก็ใช้เรือท้องแบนเป็นยานพาหนะ

ขณะที่ด้านส่วนราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะตำรวจตระเวนชายแดนที่ 436 ลงพื้นที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในการยกสิ่งของไว้บนที่สูงและประชาสัมพันธ์ให้พื้นที่ใต้น้ำเตรียมพร้อมรับมือมวลน้ำจำนวนมากที่จะไหลลงสู่ที่ต่ำอำเภอเมืองสตูลกระจายวงกว้างในช่วงบ่ายวันนี้ก่อนที่จะออกสู่ทะเล

ส่วนพื้นที่ที่ระดับน้ำเริ่มลดแล้ว เช่นอ.ท่าแพ ทางเจ้าหน้าที่ชุดจิตอาสา ตชด.436 ได้ออกสำรวจและมอบสิ่งของช่วยเหลือเบื้องต้น พร้อมทำความสะอาดบ้านเรือนราษฎรที่ประสบภัยหลังน้ำลด ในพื้นที่ อ.ท่าแพ อ.ควนกาหลง อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในขณะนี้ฝนได้หยุดตก แต่ท้องฟ้ายังคงมืดครึ้ม ขณะที่ในท้องทะเลอันดามัน ด้านจ.สตูล นั้นคลื่นลมยังคงมีกำลังแรง ชาวเรือโปรดระมัด ระวังในการเดินเรือ ส่วนเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในระยะนี้

สำหรับพื้นที่จังหวัดสตูล ลักษณะน้ำป่าไหลหลากท่วมจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ พื้นที่ส่วนใหญ่ประสบภัยเป็นพื้นที่ติดลำคลองและพื้นที่ต่ำขณะที่ปริมาณน้ำฝนในวันนี้ลดน้อยลง จากเมื่อวาน

ส่วนที่จ.ตรัง สถานการณ์น้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก คลี่คลายแล้วบางส่วน เนื่องจากฝนหยุดตกขณะที่ทะเลคลื่นยังคงสูง ชาวประมงควรงดออกทะเลจับสัตว์น้ำในระยะนี้ เพื่อป้องกันการเกิดอันตรายจากคลื่นลม ด้านการให้ความช่วยเหลือสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดตรัง ร่วมกับฝ่ายปกครองให้ความช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนในเบื้องต้น รวมพื้นที่ประสบภัย 6 อำเภอ 14 ตำบล ประชาชน 3616 คน

นายเถลิงศักดิ์ ภูวญาณพงศ์ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดตรัง เปิดเผยว่าที่อำเภอห้วยยอด ประชาชน ได้รับผลกระทบ จำนวน 3 ตำบล 11 หมู่บ้าน 66 ครัวเรือน 193 คน อำเภอสิเกา ประชาชนได้รับผลกระทบ จำนวน 2 ตำบล 2 หมู่บ้าน อำเภอกันตัง ประชาชนได้รับผลกระทบ จำนวน 4 ตำบล 6 หมู่บ้าน 8 ครัวเรือน 31 คน อำเภอวังวิเศษ ประชาชนได้รับผลกระทบ จำนวน 2 ตำบล 21 หมู่บ้าน 532 ครัวเรือน 1,834 คน อำเภอย่านตาขาว ประชาชนได้รับผลกระทบ จำนวน 1 ตำบล 7 หมู่บ้าน 23 ครัวเรือน 112 คน อำเภอปะเหลียน ประชาชนได้รับผลกระทบ จำนวน 3 ตำบล 21 หมู่บ้าน 561 ครัวเรือน 1,446 คน

สถานการณ์ปัจจุบันฝนหยุดตกระดับน้ำที่ท่วมขังเริ่มลดลง คาดว่าหากไม่มีฝนตกเพิ่มในพื้นที่สถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ จังหวัดได้จัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด อำเภอ จัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์อำเภอทุกอำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการฉุกฉินฯ เพื่อให้การช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัย ตลอด 24 ชั่วโมง ศูนย์บรรเทาและสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 43 โดยกองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 15 และกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตรัง สนับสนุนกำลังพลเข้าให้ความช่วยเหลือขนย้ายสิ่งของและอพยพประชาชนไปยังพื้นที่ปลอดภัย แขวงทางหลวงตรัง สนับสนุน เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกเส้นทางคมนาคมที่มีน้ำท่วมผิวจราจร สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดตรัง สนับสนุนเจ้าหน้าที่ประสานการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อปพร. ในพื้นที่ แจ้งเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเบื้องต้น รวมพื้นที่ประสบภัย 6 อำเภอ 14 ตำบล ประชาชน 3,616 คน

นายพริษฐ์ นราสฤษฏ์กุล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จังหวัดตรัง เตือนชาวประมงห้ามออกจับสัตว์น้ำในระยะนี้ เนื่องจากน้ำทะเลเปลี่ยนเป็นสีเข้มและมีคลื่นสูง หากออกเรือจับสัตว์น้ำเกรงว่าจะเกิดอันตรายกับชาวประมง นอกจากนี้ยังเตือนนักท่องเที่ยวไม่ให้ลงเล่นน้ำทะเล อาจจะเกิดอันตรายได้

ที่บ้านเลขที่ 74/1 หมู่ที่ 3 ต.นาโต๊ะหมิง อ.เมือง จ.ตรัง ผู้ใหญ่บ้านพร้อมด้วยผู้นำชุมชนและเจ้าของบ้าน กำลังเร่งหาทางขนย้ายหมูกว่า 60 ตัวที่ถูกน้ำท่วมคอกทั้ง 6 คอก โดยระดับน้ำสูงตั้งแต่ 50-60 เซนติเมตร ทำให้หมูส่งเสียงร้องด้วยความตกใจกลัวตลอดเวลา โดยมีหมูบางส่วนลอยหายไปกับสายน้ำ ส่วนหมูที่ยังอยู่ในคอก บางตัวพยายามเอาชีวิตรอดด้วยการยืนสองขาเพื่อเกาะถังใส่อาหารไม่ให้จมน้ำ และมีอีกหลายตัวระดับน้ำท่วมถึงจมูก จึงพากันเกาะกลุ่ม และเกาะฝาผนังเพื่อส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ แต่เป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากหมูเกิดความตื่นกลัว และไม่มีอุปกรณ์ในการขนย้ายหมูที่มีมากกว่า 60 ตัว ประกอบกับเป็นหมูที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 40-80 กิโลกรัม ทั้งพ่อพันธุ์แม่พันธุ์และหมูขุน ส่วนบริเวณบ้านถูกน้ำล้อมรอบสูงเกือบ 1 เมตร ทำให้ถึงย้ายออกจากคอกได้ หมูก็ไม่มีที่อยู่อาศัย

นางยุพิน สุเหร็น อายุ 66 ปี เจ้าของบ้าน เผยว่า ตอนนี้ได้แต่ทำใจและปล่อยให้หมูถูกน้ำท่วมไปจนกว่าระดับน้ำจะลดลง แต่หากน้ำเพิ่มสูงขึ้นก็คงต้องปล่อยให้หมูจมน้ำตายไปในที่สุด เช่นเดียวกับไก่ไข่ที่เลี้ยงไว้ในคอกกว่า 30 ตัว ตอนนี้จมน้ำตายไปแล้วกว่า 20 ตัว โดยคอกไก่มีระดับน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร และครั้งนี้นับเป็นน้ำท่วมหนักที่สุดในรอบ 10 ปี

วันเดียวกัน ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง พยากรณ์ลักษณะอากาศประจำวันว่า มีมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ส่งผลทำให้บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ ส่งผลทำให้บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง มีฝนฟ้าคะนอง และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดอำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี โดยจังหวัดนครราชสีมา มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ ส่วนช่วงวันที่ 3-6 ก.ค. มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย จะมีกำลังอ่อนลง ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ ซึ่งจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จะต้องระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนตกสะสม จนอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ลุ่มในระยะนี้

ซึ่งที่จังหวัดนครราชสีมา พบว่า ในช่วงนี้จะมีฝนฟ้าคะนองและฝนตกหนักแทบทุกวัน ส่วนใหญ่จฝนจะตกลงมาในช่วงบ่ายและเย็นทั้งในเขตตัวเมืองนครราชสีมา และในต่างอำเภอ ส่งผลดีทำให้มีน้ำฝนตกลงในไร่นาซึ่งต้นกล้าและพืชพันธุ์ทางการเกษตรกำลังเจริญเติบโตและต้องการน้ำจำนวนมากในฤดูเพาะปลูก ในขณะที่ชุมชนเมือง ประชาชนก็ถือโอกาสเก็บสำรองน้ำฝนเอาไว้ใช้ในช่วงฝนทิ้งช่วงหรือในฤดูแล้งที่จะมาถึง เพราะอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญ จะเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเริ่มจากสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงและปริมาณฝนตกลงมาน้อยกว่าปกติ สภาพอากาศจะแล้งยาวนานมากขึ้น หลายคนจึงรู้สึกกังวลว่า จะมีน้ำไม่เพียงพอใช้ไปตลอดฤดูแล้งปีนี้ยาวไปจนกว่าจะถึงฤดูฝนปีหน้า ซึ่งนายกิติกุล เสภาศีราภรณ์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานนครราชสีมา ยืนยันว่า ได้มีการวางแผนการบริการจัดการน้ำและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารจัดการน้ำภายในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 4 อ่าง และขนาดกลาง 23 อ่าง ให้เหมาะสม เพื่อสำรองน้ำเอาไว้ใช้ให้เพียงพอต่อความต้องการ และป้องกันปัญหาภัยแล้งขาดแคลนน้ำ

ที่จ.บุรีรัมย์ เกิดฝนตกหนักประกอบกับน้ำป่าไหลบ่าลงมาสมทบ ส่งผลให้เกิดน้ำหลากเข้าท่วมถนนในเขตเทศบาลตำบลปะคำ บ้านเรือนราษฎร ร้านค้า และสหกรณ์การเกษตรปะคำ ในพื้นที่ตำบลปะคำ อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ อย่างรวดเร็วแบบไม่ทันตั้งตัว ตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 16.00 น. ของวันที่ 1 ก.ค. โดยระดับน้ำท่วมสูงตั้งแต่ 50 เซนติเมตรไปจนถึงเกือบ 1 เมตร อีกทั้งกระแสน้ำยังไหลเชี่ยวแรง โดยน้ำหลากท่วมบ้าน ร้านค้าแบบกะทันหันประมาณ 10 หลัง ทำให้ไม่สามารถขนย้ายข้าวของ เครื่องใช้ไฟฟ้าขึ้นที่สูงได้ทันบางอย่างจมน้ำเสียหาย ขณะที่สหกรณ์การเกษตรปะคำ ก็ถูกน้ำท่วมทั้งรอบอาคารสำนักงาน บริเวณที่เปิดจำหน่ายน้ำมัน และโกดังเก็บปุ๋ย ได้รับความเสียหายบางส่วน

ล่าสุดน้ำที่หลากท่วมถนน บ้านเรือน ร้านค้า และสหกรณ์การเกษตรได้ลดระดับลงเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว รถทุกชนิดสามารถสัญจรไปมาได้ตามปกติ ร้านค้าเปิดทำการค้าขายได้แล้ว แต่ก็มีคราบดินโคลน และร่องรอยความเสียหายบ้าง อาทิ กระแสน้ำเซาะลานปูนหน้าบ้านแตกร้าว บางจุดทรุดตัว ส่วนสถานีบริการน้ำมันของสหกรณ์การเกษตรฯ ยังไม่สามารถเปิดให้บริการได้เนื่องจากต้องรอเช็กระบบไฟที่ถังจ่ายน้ำมัน ส่วนปุ๋ยที่เก็บไว้ในโกดังที่ถูกน้ำท่วมแล้วขนย้ายไม่ทันก็รอตรวจสอบอีกครั้งว่าเสียหายมากน้อยขนาดไหน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน