ไม่ฟันธง-ต้องลงมติกี่ครั้ง พท.ลั่นดันก้าวไกลเต็มสูบ ปชป.ทาบ‘ดร.เอ้’นั่งหัวหน้า
‘วันนอร์’ ประธานสภาเคาะแล้ว เผยหลังได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นัดประชุมร่วมรัฐสภาในวันที่ 13 ก.ค.นี้ ดีเดย์โหวตตั้ง ‘พิธา’ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ฟันธงว่าจะต้องลงมติกี่ครั้ง หลังมีเค้าลางว่าอาจไม่ผ่านด่านส.ว.ที่ต้องใช้มือถึง 64 คน ชี้เป็นหน้าที่ของทั้งสองสภาจะต้องหานายกฯ ให้ได้ตามรัฐธรรมนูญกำหนด ด้าน ‘ชัยธวัช’ มั่นใจมีเสียงสนับสนุนถึง 376 เสียง ขณะที่ภูมิธรรมลั่นเพื่อไทยจะร่วม ผลักดันแคนดิเดตจากก้าวไกลไปจนถึงที่สุด หึ่งประชาธิปัตย์ส่งเทียบเชิญ ‘ดร.เอ้’ นั่งเป็นหัวหน้าพรรคต่อจากจุรินทร์ ด้านเจ้าตัวยังแบ่งรับแบ่งสู้
ตู่พยักหน้า-ทูลเกล้าฯ ชื่อปธ.สภา
เมื่อวันที่ 5 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เปิดเผยว่า สภาผู้แทนราษฎรได้ส่งรายชื่อประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 3 คน มายังทำเนียบรัฐบาลแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนที่นายกฯ นำรายชื่อ ขึ้นทูลเกล้าฯ โดยไม่ต้องนำเข้าที่ประชุมครม.เพื่อพิจารณา
ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม พยักหน้ารับ หลังผู้สื่อข่าวถามว่าจะนำรายชื่อประธานสภาและรองประธานสภาขึ้นทูลเกล้าฯ เมื่อไร
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา นายวัน มูหะมัดนอร์ มะทา ว่าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร เดินทางเข้ามาร่วมประชุมกับเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่ชั้น 10 ห้องประชุมประธานสภาผู้แทนฯ เพื่อเตรียมความพร้อมการรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธานสภา ผู้แทนฯ โดยมีส.ส.ของพรรคประชาชาติทั้งหมด เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย
วันนอร์นัด 13 ก.ค.เลือกนายกฯ
ต่อมา เวลา 12.00 น. นายวันมูหะมัดนอร์ ให้สัมภาษณ์ว่า ระหว่างที่ตนรอการ โปรดเกล้าฯ ได้เชิญเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร รองเลขาธิการสภา และเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมการในเรื่องรับพระบรมราชโองการฯ ซึ่งอาจเป็นช่วง 1-2 วันนี้ และเตรียมการเปิดประชุมสภาผู้แทนฯ และประชุมร่วมรัฐสภา โดยกำหนดว่าหากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ลงมาแล้ว จะประชุมสภานัดแรกวันที่ 12 ก.ค.โดยมีระเบียบวาระเพียงให้ ส.ส.ที่ยังไม่ได้ปฏิญาณตนได้ปฏิญาณตนก่อนปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งจะปรึกษาหารือกันว่า จะประชุมสภาแต่ละสมัยจำนวนกี่วัน และวันไหนบ้าง แม้ที่ผ่านมามีการจัดให้มีการประชุมในวันพุธ และวันพฤหัสบดีก็ตาม ก็ต้องขอความเห็นในที่ประชุมอยู่ดี
นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า ส่วนการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีจะมีขึ้นในวันที่ 13 ก.ค. เวลา 09.30 น. ซึ่งได้หารือกับนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา เรียบร้อยแล้ว โดยทางสำนักงานเลขาธิการสภา จะออกหนังสือเชิญสมาชิกทั้งสองสภามาประชุมร่วมกัน

นัดโหวตนายกฯ – นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ว่าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ระหว่างร่วมประชุมกับเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 5 ก.ค. โดยระบุว่าจะนัดประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 13 ก.ค.นี้
นัดประชุมจนกว่าได้ตัวนายกฯ
เมื่อถามว่าการโหวตนายกฯ ในส่วนของนายพิธา หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคก้าวไกล ที่มีแนวโน้มว่าจะโหวต ไม่ผ่าน ประธานจะให้โหวตกี่ครั้ง นายวัน มูหะมัดนอร์กล่าวว่า จำนวนครั้งคงพูดไม่ได้ เพราะครั้งเดียวอาจผ่านก็ได้ คือได้ 376 เสียง แต่ถ้าไม่ครบก็ต้องพิจารณาการประชุมในรอบต่อไป และต้องวิเคราะห์ดูว่าคะแนนที่ได้มีจำนวนเท่าไหร่ถึงจะครบ 376 เสียง และหากฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะขอเวลาในการประชุมกี่ครั้ง แต่โดยสรุปคือรัฐสภาต้องประชุมให้ได้นายกฯ ไม่ใช่นายพิธาคนเดียว หากนายพิธาได้ก็ถือว่าได้ไป แต่ถ้าไม่ได้ก็ต้องหาจนกว่าจะได้นายกฯ เพราะรัฐสภามีหน้าที่เลือกนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อไปบริหารประเทศ เราจะขาดนายกฯ ไม่ได้
“ในเบื้องต้นผมพูดอย่างเป็นกลาง คือ ส.ส.ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการออกกฎหมายและพิจารณางบประมาณเขาร่วมกันที่จะ ตั้งรัฐบาลแล้ว 312 เสียง ซึ่งเมื่อวันที่ 4 ก.ค. ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าการเลือกรองประธานคนที่ 1 ได้คะแนน 312 เสียง อันนี้ก็จะเป็นหลัก แต่การเลือกนายกฯ ไม่ใช่เสียงข้างมาก 312 เสียงแล้วจะได้เป็น เพราะต้องได้ 376 เสียงเป็นอย่างน้อย ซึ่งยังขาดอีก 64 คะแนน และหากไม่ได้ก็ต้องโหวตให้ได้ 376 เสียง และหากวันแรกไม่ได้ถือว่าการประชุม วันนั้นต้องจบ และนัดโหวตนายกฯ ในนัดครั้งต่อไป โดยต้องคำนึงความพร้อมของสมาชิกในการเข้าร่วมประชุมด้วย เพื่อให้ ทุกคนเข้าร่วมประชุมอย่างครบถ้วน ผมเชื่อมั่นว่าหากเราทำอะไรด้วยความเหมาะสมเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนสิ่งนั้นจะบรรลุเป้าหมาย” นายวันมูหะมัดนอร์กล่าว
ชี้รธน.ไม่กำหนดต้องเป็นคนเดิม
เมื่อถามว่าหากพรรคร่วมรัฐบาลยังยืนยันที่จะเสนอชื่อนายพิธาจะประชุมอีกหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่ารัฐธรรมนูญ ไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นคนเดิมหรือคนใหม่ แต่เบื้องต้นต้องเป็นคนที่ กกต. กำหนดคุณสมบัติครบถ้วน แต่ถ้าหากว่ารายชื่อทั้งหมดที่ส่งไปยังกกต.ยังไม่ผ่านก็ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดว่าให้รัฐสภาเสนอคนนอกได้ แต่ก็เป็นขั้นตอนที่ยาว เพราะรัฐสภาต้องมีเสียงมากกว่า 2 ใน 3 ที่เห็นว่าควรจะให้เสนอคนนอกเข้ามาโหวตในสภาได้ ซึ่งต้องได้เสียง 376 เสียงก็ถือว่าเป็นนายกฯ ได้ ตนคิดว่าเราไม่สามารถที่จะไปคาดเดาได้ แต่สิ่งที่สำคัญคือต้องมีนายกฯ และเป็นนายกฯ ที่บริหารประเทศต่อไปได้
เมื่อถามว่าประธานจะดูปัจจัยคำมั่นสัญญาของ 8 พรรคร่วมที่จะดันนายพิธาให้ถึงที่สุดหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า พรรคร่วมรัฐบาลได้ตกลงใจร่วมกันว่าจะสนับสนุนหัวหน้าพรรคที่มีเสียงข้างมากที่ได้รับการเลือกตั้งมาเมื่อวันที่ 14 พ.ค.โดยเป็นข้อตกลงของ 8 พรรค แต่รัฐสภาก็ต้องทำหน้าที่ ในการเลือกนายกฯ เพราะการโหวตเป็น เรื่องของรัฐสภาที่มี ส.ว.เข้ามาเกี่ยวข้อง หากเฉพาะสภาผู้แทนฯ อย่างเดียวก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะ 312 เสียงถือว่าเกินครึ่งไปเยอะแล้ว
ปปช.เปิดบัญชีทรัพย์สินพิธา
วันเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีพ้นจากตำแหน่ง ส.ส.เมื่อวันที่ 20 มี.ค.66 จำนวน 40 ราย โดยมีบุคคลที่น่าสนใจ ดังนี้
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล มีรายได้ประจำ เงินเดือน 1,362,720 บาท รายได้จากทรัพย์สิน ขายคอนโดฯ ปี 63 จำนวน 13,673,506 บาท ขายรถ 2 คัน ปี 65 จำนวน 936,000 บาท ขายหนังสือ ชื่อ “ความรักคือการตกหลุมรักหลายๆ ครั้ง” 431,712 บาท
รายได้ระหว่างการดำรงตำแหน่ง 3,418,376.50 บาทต่อปี รายได้ระหว่าง การดำรงตำแหน่งเฉลี่ย 234,000 บาท/ปี รายได้ระหว่างดำรงตำแหน่งเฉลี่ย 107,928 บาท/ปี รวมรายได้ต่อปี 5,123,024.50 บาท
รายจ่ายต่อปี ค่าอุปโภคบริโภค 2,400,000 บาท ค่าเบี้ยประกัน 80,973.40 บาท บุตรที่ ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีค่าอุปโภคบริโภค 120,000 บาท และค่าเบี้ยประกัน 28,985.48 บาท รายจ่ายอื่นๆ ค่าเล่าเรียนบุตร 413,000 บาท ค่าท่องเที่ยว 100,000 บาท เงินบริจาค 5,193,000 บาท รายจ่ายในระหว่างการดำรงตำแหน่งเฉลี่ย 1,298,250 บาท/ปี รวมรายจ่ายต่อปี 3,879,223.40 และบุตร 561,985.48 บาท เงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร 1,362,720 บาท
มี 85 ล.-นาฬิกาสะสม 10 เรือน
ข้อมูลรายการทรัพย์สิน เงินสด 1,800,000 บาท เงินฝาก 27 บัญชี 286,045.70 บาท เงินลงทุน 1,346,698.98 บาท เงินให้กู้ยืม 15,000,000 บาท ที่ดิน 1 แปลง 14 ไร่ 62-7-10 โฉนด 13543 พื้นที่ต.วังก์พง อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ มูลค่า 18,000,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 15,000,000 บาท ยานพาหนะ แบ่งเป็นรถยนต์ Majesty 2,000,000 บาท และรถจักรยานยนต์ 1 คัน จักรยานไฟฟ้า 4 คัน รวม 140,000 บาท รวมทั้งสิ้น 2,140,000 บาท สิทธิและสัมปทาน 19,413,985.50 บาท ทรัพย์สินอื่นๆ อาทิ นาฬิกา 10 เรือน มูลค่า 5,707,900 บาท พระเครื่อง 8 องค์ มูลค่า 2,000,000 บาท รวมมูลค่า 12,036,990 บาท รวมทรัพย์สินทั้งสิ้น 85,023,720.18 บาท
รายการหนี้สิน เงินเบิกเกินบัญชี 807,414 บาทหนี้สินอื่น 19,932,762.02 บาท รวม หนี้สิน 20,740,176.02 บาท ทั้งนี้หุ้นบริษัทไอทีวี จำกัด (มหาชน) จำนวน 42,000 หุ้น มูลค่า 44,100 บาท ผู้ยื่นในฐานะผู้จัดการมรดก ตามคำสั่งศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขแดงที่ 1860/2550 ได้รับมอบหมายจากทายาท ผู้มีสิทธิรับมรดกของนาย พงษ์ศักดิ์ ลิ้มเจิรญรัตน์ ผู้ตายให้รับโอน หลักทรัพย์ หุ้นนี้ อันเป็นกองมรดกถือครองไว้แทนทายาทอื่น
ขอเอกสารเป็นผู้จัดการมรดก
นายวัฒนชัย ส้มมี ผู้ช่วยเลขาธิการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริต แห่งชาติ ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการยื่นทรัพย์สินของนายพิธา ว่า นายพิธาได้ขอขยายเวลาในการยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเวลา 30 วัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ โดยต้องเปรียบเทียบกับกรณีการยื่นเข้ารับตำแหน่งทุกรายการว่ามีความเคลื่อนไหว ที่ผิดปกติ หรือมีความถูกต้องคลาดเคลื่อนหรือไม่ หากพบความผิดปกติหรือคาดเคลื่อนก็ต้องตรวจสอบยืนยันทรัพย์สินบางรายการหรือทั้งหมด ส่วนกรณี หุ้นบริษัทไอทีวี จำกัด (มหาชน) นั้นป.ป.ช.มีเอกสารที่นายพิธาได้ยื่นประกอบเพิ่มเติม โดยหากสื่อมวลชนหรือประชาชนต้องการตรวจสอบสามารถทำหนังสือยื่นความประสงค์เข้ามาได้
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีนายพิธา อ้างว่าเป็นผู้จัดการมรดกนั้น เป็นแค่เพียงบางรายการหรือทั้งหมด นายวัฒนชัยกล่าวว่า เท่าที่เห็นเป็นคำสั่งศาลที่ระบุว่าเป็นเอกสารในฐานะผู้จัดการมรดก อย่างไรก็ตามป.ป.ช. ได้ขอเอกสารเกี่ยวกับนายพิธาได้อ้างว่า เป็นผู้จัดการมรดกแล้ว เพราะอยากทราบ รายละเอียดเพิ่มเติมว่ามีอะไรบ้าง เนื่องจาก นายพิธาได้ยื่นเพียงคำสั่งศาลเท่านั้น รวมถึงรายการทรัพย์สินที่นายพิธาได้ยื่นต่อศาล ไว้ด้วยซึ่งทางนายพิธาได้ขอขยายเวลายื่น 30 วัน จะครบกำหนดในวันที่ 23 ก.ค.นี้ หากได้รับเอกสารดังกล่าวจะดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียด
เตือนส.ส.ใหม่ยื่นบัญชีใน60วัน
เมื่อถามถึงกรณีการขายที่ดินอ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีการสลักหลังว่าได้ทำการขาย แต่ไม่ได้มีการระบุวงเงินซื้อขาย นายวัฒนชัยกล่าวว่า ทางป.ป.ช. ขอเวลาตรวจสอบว่ากรณีที่ยื่นมาเป็นรายการทรัพย์สินส่วนตัว หรือมีความคลาดเคลื่อนผิดปกติหรือไม่ นายวัฒนชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ที่เพิ่งเข้ารับการปฏิญาณตนไปเมื่อวันที่ 4 ก.ค. จะเริ่มนับหนึ่งตั้งแต่วันที่ 5 ก.ค. 66 จะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามกฎหมายกำหนดในระยะเวลา 60 วัน โดยจะครบกำหนดในวันที่ 2 ก.ย.66 แต่สามารถขอขยายระยะเวลาได้
ทั้งนี้ อยากให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ตระหนักว่าเป็นหน้าที่ในการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งจะดำเนินการตรวจสอบและเปิดเผยตาม ที่กฎหมายกำหนดเช่นเดียวกันเพื่อให้สาธารณชนได้ร่วมตรวจสอบว่าทรัพย์สินที่ยื่นมานั้นถูกต้องหรือไม่อย่างไร ขอให้เป็นหน้าที่โดยเคร่งครัดในการยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช.
‘เรืองไกร’ยื่นกกต.ชี้พิรุธ‘พิธา’
วันเดียวกัน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า วันนี้ได้ส่งคำร้องทางไปรษณีย์ไปยังกกต.ขอให้ตรวจสอบข้อมูลการขายที่ดินของนายพิธา ที่ต.วังก์พง อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อ 27 มี.ค. 2566 เหตุใดหลังโฉนดรายการจดทะเบียนเมื่อ 10 เม.ย.60 ระบุประเภทการจดทะเบียนคือผู้จัดการมรดก ตามคำสั่งศาลแพ่งกรุงเทพใต้คดีหมายเลขแดงที่ 1860/2550 ลว. 16 มี.ค.50 แต่หลังโฉนดลำดับต่อมา ระบุประเภทการจดทะเบียนคือ โอนมรดก ผู้ให้สัญญาคือ นายพิธา ผู้รับสัญญาคือ นายพิธา บันทึกถ้อยคำการชำระภาษีอากร 27 มี.ค.66 ระบุข้อ 1 ว่าข้าพเจ้าผู้โอนได้อสังหาริมทรัพย์นี้มาโดย (1) การรับโอนมรดกเมื่อ 18 ก.ย. 2549 แต่หนังสือสัญญาขายที่ดิน 27 มี.ค. 2566 ข้อ 4 ระบุว่า ผู้ขายได้ที่ดินมาโดยการรับโอนมรดก เมื่อ 18 ก.ย. 2549 ไม่ค้างชำระภาษีบำรุงท้องที่ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ดินทำไมแตกต่างจากข้อเท็จจริงการเป็นผู้ถือหุ้นไอทีวี ตามแบบ บมจ.006 ตามรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นตั้งแต่ปี 2551-2566 ที่ระบุชื่อผู้ถือหุ้นคือ นายพิธา โดยไม่มีระบุวงเล็บท้ายชื่อว่า (ผู้จัดการมรดกนายพงษ์ศักดิ์ ลิ้มเจริญรัตน์) ตามที่มีการเผยแพร่เอกสารและต่อมา 25 พ.ค. 2566 นายพิธาได้โอนหุ้นออกไปแล้ว
นายเรืองไกรตั้งข้อสังเกตว่า การที่นาย พิธาระบุในบันทึกถ้อยคำการชำระภาษีอากร เมื่อ 27 มี.ค.66 ว่าตัวนายพิธาผู้โอนได้อสังหาริมทรัพย์นี้มาโดยการรับโอนมรดกเมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2549 และการระบุในหนังสือสัญญาขายที่ดินเมื่อ 27 มี.ค. 2566 ข้อ 4 ว่า ผู้ขายได้ที่ดินมาโดยการรับโอนมรดก เมื่อ 18 ก.ย. 2549 นั้นถูกต้องหรือไม่ เนื่องจาก 18 ก.ย. 49 เป็นวันที่นายพงษ์ศักดิ์ ตาย และเป็นวันก่อนที่ศาลแพ่งจะมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดก เมื่อ 10 เม.ย. 50 อีกทั้ง 18 ก.ย.49 นายพิธาไม่ได้อยู่ในประเทศไทย รายการจดทะเบียนที่ดินดังกล่าวจึงแตกต่างจากทะเบียนผู้ถือหุ้น บมจ.006 หรือไม่อย่างไร และเชื่อว่าข้อมูลต่างๆ เหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อกกต.ในการพิจารณายื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสถานะส.ส.ของนายพิธาต่อไป
ชัยธวัชมั่นใจเสียงพอตั้งนายกฯได้
นายชัยธวัช ตุลาธน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการรวมเสียง ส.ว. เพื่อโหวตนายกฯ ว่า บอกเป็นตัวเลขเป๊ะๆ ไม่ได้ ต้องให้เกียรติกัน และมองว่ามีเวลาเหลืออีกประมาณ 10 วัน จะพยายามทำความเข้าใจมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้จะมีความพยายามนำประเด็นต่างๆ มาปั่นเกินความเป็นจริง มาทำลายความเชื่อมั่นของพรรคก้าวไกล ทางพรรคก็ได้ชี้แจงไปแล้ว และเข้าใจกันด้วยดี ส่วนการจัดสรรโควตาครม.จะชัดเจนก็ต่อเมื่อได้นายกฯ อย่างเป็นทางการแล้ว หากผลักดันนายพิธา ได้สำเร็จ ก็จะมีรายละเอียดตามมา
นายชัยธวัชย้ำว่าการที่นายวันมูหะมัดนอร์ ได้ประธานสภาจะไม่กระทบกับโควตาใน ครม.ของพรรคประชาชาติ ไม่เกี่ยวข้องกัน ส่วนกรณีนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เคยให้สัมภาษณ์ถ้าไม่รีบจัดตั้งรัฐบาลเพื่อไทยอาจพลิกขั้วมาจัดตั้งรัฐบาลเอง นายชัยธวัชกล่าวว่า แน่นอน ตราบใดที่ 8 พรรคร่วมรัฐบาลยังจับมือกันแน่นจะตั้งรัฐบาลได้สำเร็จแน่นอน เรามีเป้าหมายและหลักการชัดเจน เราคงไม่ทำงานการเมืองยอมแลกกับทุกอย่าง ใช้ทุกวิธีการเพื่อจะได้อำนาจและเป็นรัฐบาล เพราะจะไม่เป็นประโยชน์กับประชาชน
แจงปมเสนอชื่อรองปธ.สภา
นายชัยธวัชยังกล่าวกรณี นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ตำหนินาย ชัยธวัชไม่ได้เป็นผู้เสนอชื่อนายพิเชษฐ์ เป็นรองประธานคนที่ 2 ว่า ก่อนหน้าได้ตกลงกันแล้วว่าระหว่างนายวันมูหะมัดนอร์ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายพิธา และตน ได้ตกลงกันว่าจะเสนอกันเป็น 3 ฝั่ง คือ นายพิธาจะเสนอชื่อนายวันมูหะมัดนอร์ นายประเสริฐ เสนอชื่อพรรคก้าวไกล และพ.ต.อ. ทวี เสนอชื่อพรรคเพื่อไทย วนไปแบบนี้ หลังเกิดเรื่องนายประเสริฐได้ขอโทษแล้วและบอกว่าเป็นความผิดพลาดในการสื่อสาร ย้ำว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เป็นความผิดพลาดในการทำงานเป็นเรื่องปกติ ก็เข้าใจกัน แล้วก็ขอโทษขอบคุณกัน
เมื่อถามว่าจากเหตุการณ์ดังกล่าวจะส่งผลทำให้เกิดรอยร้าวกับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า เชื่อว่าไม่มีรอยร้าว ถ้าตัวเองเป็นนพ.ชลน่าน ถ้าเข้าใจแบบนั้น ก็อาจไม่พอใจเป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อมี การชี้แจง และได้อธิบายกัน ก็เข้าใจกันดี และไม่มีปัญหา
ทั้งนี้ เนื่องจากเมื่อ 4 ก.ค. ขณะที่ พ.ต.อ.ทวีลุกขึ้นเสนอชื่อนายพิเชษฐ์ เป็นรองประธานสภา คนที่ 2 นพ.ชลน่าน แสดงอาการไม่พอใจที่ พ.ต.อ.ทวี เป็นผู้เสนอชื่อ โดยพูดว่า “เฮ้ย เลขาฯ ก้าวไกลไปไหนวะ ทำไมไม่เป็นคนเสนอเพื่อไทย จะเล่นเกมกันตลอดเลยหรือไง” แล้วเดินมาต่อว่านาย ชัยธวัช ถึงที่นั่งในโซนพรรคก้าวไกล ก่อนที่ต่อมานายประเสริฐ จะเดินมาขอโทษนายชัยธวัช ชี้แจงว่าเกิดจากการเข้าใจผิด และก่อนหน้าโหวตคณะเจรจานัดแนะกันเรื่องคนที่จะเสนอชื่อแคนดิเดตทั้ง 3 ตำแหน่ง
เสรีไม่เชื่อซื้อมือส.ว.โหวตพิธา
นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. ในฐานะประธานกมธ.พัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา กล่าวถึงกระแสข่าว มี ส.ว.บางกลุ่มเรียกรับผลประโยชน์ เพื่อแลกโหวตให้นายพิธาเป็นนายกฯ ว่า ตนไม่ทราบข้อเท็จจริงและไม่ทราบตัวตนว่า ส.ว.เป็นใคร ไม่เชื่อว่าเรื่องดังกล่าวจะเป็นจริง เนื่องจากการซื้อเสียง ส.ว.เพื่อแลกโหวตนั้นไม่ใช่จะเกิดแค่วงเล็กๆ เพราะต้องได้เสียงถึง 60-70 เสียง หากเขาจะซื้อแค่ 10- 20 เสียง ก็ไม่สามารถการันตีว่าจะได้รับเสียงโหวตที่เพียงพอตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด คือ 376 เสียง โดยขณะนี้ฝั่ง 8 พรรคร่วมรัฐบาลที่มีเสียง 311 เสียง ยังขาดอีกเกือบ 70 เสียง ดังนั้นหากทำจริง เชื่อว่าจะมีการบันทึกหลักฐานไว้ คงไม่ยอมให้มีการจ่ายผลประโยชน์มูลค่ามหาศาลกันฟรีๆ หรือไร้หลักฐาน
เมื่อถามว่า ส.ว.จะหารือร่วมกันก่อนวันโหวตนายกฯ หรือไม่ นายเสรีกล่าวว่า คงมีการพูดคุย แต่เป็นแบบธรรมชาติและเป็นปกติ อีกทั้งสัปดาห์หน้า วันที่ 10-11 ก.ค. ส.ว.จะมีการประชุมหลังจากที่มีการเปิดสมัยประชุมสภา แล้ว เมื่อถามถึงทิศทางโหวตนายกฯ ส่วนตัว ยืนยันจุดยืนเดิมหรือไม่ นายเสรี กล่าวว่า ไม่ใช่ว่าตนจะยืนยันจุดเดิมหรือไม่ แต่พรรคก้าวไกล และนายพิธา ควรแสดงจุดยืน หากไม่ยอมถอยเรื่องการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ตนก็ ไม่ถอยเช่นกัน
วิโรจน์ก็แจงปมต๋อม-ชลน่าน
ด้านนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าว นพ.ชลน่าน ตำหนินายชัยธวัช ว่า นพ. ชลน่านไม่ได้มีอาการโมโหโวยวายตามที่มีข่าว นพ.ชลน่านเดินมาถามเฉยๆ ว่า เกิดอะไรขึ้น พรรคก็ชี้แจงว่าเป็นการเสนอแบบสามเหลี่ยม นพ.ชลน่านก็บอกว่า “อ้อเหรอ” และเดินกลับ สีหน้ายิ้มแย้ม แถมมีการตบบ่าทักทายพูดคุยกันปกติ คาดว่าเป็นการเข้าใจผิดเรื่องลำดับการเสนอชื่อมากกว่า
ส่วนที่มีข่าวว่านพ.ชลน่านพูดว่า “จะเล่นเกมกันตลอดหรือไง” นั้น นายวิโรจน์ยืนยัน “ผมอยู่ในเหตุการณ์ตลอด ไม่ได้ยินคำนี้ ซึ่งต้องให้ความเป็นธรรมกับพี่หมอด้วย” ไม่รู้แหล่งไหน ตนอยู่ในเหตุการณ์ไม่ได้ยินประโยคนั้นและไม่รู้สึกว่า นพ.ชลน่าน สีหน้าไม่พอใจ “ผมขอเป็นประจักษ์พยานและต้องให้ความเป็นธรรมกับพี่หมอ หลังๆ พี่หมอก็โดนเยอะ ต้องแฟร์กับพี่หมอด้วย เรื่องที่เกิดขึ้นคนละ Mood and Tone เลย”

ลานายกฯ – วงดุริยางค์เครื่องลมแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ที่ตึกสันติไมตรี หลังนอก ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 5 ก.ค. ก่อนเดินทางไปแสดงในงาน Bandmasters Association Annual Convention/Clinic ที่สหรัฐอเมริกา ในฐานะตัวแทนประเทศไทย
2รมต.แจงปมเดินขึ้นไปส่งบิ๊กตู่
เมื่อเวลา 12.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวหลังเดินขึ้นไปส่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม บนตึกไทยคู่ฟ้าว่า ไม่มีอะไร นายกฯ ชวนขึ้นไปดื่มกาแฟ ยังมีรัฐมนตรีอยู่ข้างบนอีกหลายคน
ขณะที่นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐกล่าวว่า ไม่มีอะไร ขึ้นไปส่งนายกฯ เฉยๆ เมื่อถามว่าเป็นการแสดงสัญลักษณ์อะไรหรือไม่ นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ประเด็นหลักไม่มี แต่การโหวตอะไรต้อง ประชุมวิปในส่วนพรรคร่วมรัฐบาลเดิมเพื่อ ให้เป็นระบบ เห็นจากการโหวตรองประธานสภาคนที่ 1 ต่อไปคงต้องมีการประชุม กันก่อน
เมื่อถามว่าเสียงฝั่งขั้วรัฐบาลเดิมแตก หรือไม่ นายชัยวุฒิกล่าวว่า เสียงไม่ได้แตก แต่เพราะไม่มีวิป จึงไม่ได้พูดคุยกัน เนื่องจากยังไม่มีโครงสร้างวิปในสภาก็อาจทำให้ ฉุกละหุก ส่วนที่พรรคภูมิใจไทยเสียงแตกนั้นยืนยันยังรักกลมเกลียว ยังพูดคุยกันอยู่ ยังทำงานร่วมกันยังมัดรวมกันอยู่ 180 เสียง เพียงแต่ว่าการโหวตเมื่อวันที่ 4 ก.ค. อาจ ไม่ไปทิศทางเดียวกัน เมื่อถามว่า การตั้ง วิปรัฐบาลขั้วเดิมจะทันก่อนโหวตนายกฯ หรือไม่ นายชัยวุฒิกล่าวว่า ทันอยู่แล้ว มี การพูดคุยกันอยู่ พรรคไหนที่ใหญ่ที่สุด จะเป็นผู้ประสานวิป
ชัยวุฒิอุบไต๋ขั้วเดิมชิงนายกฯ
เมื่อถามถึงกระแสข่าวสูตรจัดตั้งรัฐบาล ที่พรรคภูมิใจไทยจับกับพรรคเพื่อไทย และ มีพรรคพลังประชารัฐไปร่วม โดยให้พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นนายกฯ โดยทิ้งพรรคก้าวไกล นายชัยวุฒิกล่าวว่า “ไม่ทราบ ยังไม่เคยได้ยินและยังไม่มีการพูดคุย”
นายชัยวุฒิกล่าวว่า ต้องดูเอ็มโอยูของ 8 พรรคร่วม ที่รวมเสียงข้างมากได้ 312 เสียงเป็นหลัก และจากการโหวตรองประธานสภาก็ถือว่าเป็นการเช็กเสียงแล้วรวมกันได้ 312 เสียง ที่เขาจะขับเคลื่อนต่อไป โดยหลักการพรรคร่วมรัฐบาลเดิมจะส่งชื่อแข่งหรือไม่และจะส่งใครก็เป็นประเด็นหนึ่ง หรืออาจไม่ส่งชื่อแข่งเหมือนประธานสภา เนื่องจากในการโหวตจริงต้องดูเสียงของรัฐสภาด้วย ไม่ใช่เฉพาะแค่เสียงส.ส. ดังนั้นส.ส.และ ส.ว.ต้องไปหารือกันด้วย เมื่อถามว่าปัจจัยที่จะส่งชื่อแข่งชิงนายกฯ หรือไม่ส่งอยู่ที่อะไร นายชัยวุฒิกล่าวว่า ไม่ทราบ ต้องคุยกัน อีกที
เมื่อถามว่าพรรคร่วมรัฐบาลเดิมยังเหนียวแน่นใช่หรือไม่ นายชัยวุฒิกล่าวว่า ยังไม่มีใครไปไหน ยังอยู่ด้วยกันและคุยกันอยู่ เมื่อถามกรณีเสียงโหวตให้นายวิทยา แก้ว ภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ชิงตำแหน่งรองประธานสภาคนที่หนึ่งเหมือนยังไม่เต็มที่ นายชัยวุฒิกล่าวว่า ไม่ได้เป็นมติของพรรคร่วมรัฐบาลเดิม เรายังไม่ได้คุยกันก็อาจมีความเห็นที่แตกต่างกันได้บ้าง เป็นธรรมดา
‘อ้วน’ลั่นดันพิธานายกฯให้ได้
ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างพรรคพท.กับพรรคก้าวไกล หลังจากให้คนกลางมาทำหน้าที่ประธานสภา ว่า ความสัมพันธ์ยังคงร่วมมือกันเพื่อเป้าหมายทางการเมือง ที่ต้องการให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยและได้รัฐบาลประชาธิปไตยมาแก้ปัญหาให้กับประชาชนที่รอการเปลี่ยนแปลงอยู่ ส่วนที่มองว่าทั้งสองพรรคตกลงกันไม่ได้ จนต้องใช้คนกลางนั้นไม่ได้มีปัญหา เพราะที่สุดแล้วทุกอย่างจบลงด้วยดี ยืนยันพรรคเพื่อไทยจะสนับสนุนพรรคก้าวไกลเป็นแกนกลางจัดตั้งรัฐบาล โดยมีนายพิธาเป็นนายกฯ เราจะทำให้ประสบความสำเร็จ อะไรที่ช่วยให้ไปถึงเป้าหมายรัฐบาลประชาธิปไตยได้ เราก็จะช่วยอย่างเต็มที่
เมื่อถามว่าหากนายพิธาไม่สามารถ ฝ่าด่านส.ว.ได้ ทั้ง 8 พรรคจะดำเนินการอย่างไร นายภูมิธรรมกล่าวว่า เรายืนยัน จะพยายามทำให้ได้ และพรรคก.ก.ก็แสดงความเชื่อมั่นว่าจะทำได้สำเร็จ เราจึงไม่คิดอะไรล่วงหน้า แต่ถ้ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ทั้ง 8 พรรคจะหารือกันเพื่อหาทางออกร่วมกันให้ได้
เมื่อถามถึงสูตรแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรี จากเดิมที่ยึด 14 บวก 1 ตอนนี้เมื่อประธานสภา เป็นคนกลางแล้วมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า สูตรแบ่งเก้าอี้เป็น 14 บวก 1 มาโดยตลอดตั้งแต่ต้น สูตรที่มีการออกมาบอกว่าเป็น 15 กับ 13 นั้นไม่ทราบว่ามาจากไหน ตอนนี้เรื่องประธานสภาเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องเลือกนายกฯ จากนั้นค่อยฟอร์มรัฐบาล ซึ่งตำแหน่งรัฐมนตรีต่างๆ นั้นจะเป็นกระบวนการที่จะทำคู่ขนานกันไป
ปชป.ดัน‘ดร.เอ้’หัวหน้าพรรค
ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวจากพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2566 ในวันที่ 9 ก.ค. โดยมีวาระเลือกหัวหน้า และกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ หลังนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ลาออก ต้องจับตาไปที่การเสนอชื่อบุคคลชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนใหม่ หลังจากก่อนหน้านี้มีการจับตาไปที่คู่ชิงระหว่างนายเดชอิศม์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา รักษาการรองหัวหน้าพรรคดูแลภาคใต้ โดยการผลักดันของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รักษาการเลขาธิการพรรค และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
ล่าสุดมีรายงานว่า ขณะนี้มีความเคลื่อน ไหวของกลุ่มนายเฉลิมชัย ได้เทียบเชิญ “ดร.เอ้” นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อดีต ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.เพื่อชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคฯ ภายหลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยพูดคุยมาแล้วครั้งหนึ่งแต่เจ้าตัวปฏิเสธ ดังนั้นจึงต้องจับตาไปที่การประชุมใหญ่วิสามัญ ในวันที่ 9 ก.ค.นี้ ซึ่งจะมีการเสนอชื่อ นาย สุชัชวีร์ เป็นหัวหน้าพรรค และนายเดชอิศม์ เป็นเลขาธิการพรรค ขณะที่ เสนอน.ส. วทันยา บุนนาค หรือมาดามเดียร์ เป็นรองหัวหน้าพรรครับผิดชอบกทม. แทนนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รักษาการรองหัวหน้าพรรครับผิดชอบ กทม.ที่อาจขยับไปเป็นรองหัวหน้าพรรคตามภารกิจ
ขณะที่ฝั่งที่สนับสนุนนายอภิสิทธิ์ ยังไม่ถอดใจ พยายามผลักดันขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค โดยใช้สาขาพรรคในการเดินเกม โดยเฉพาะการใช้เสียง 3 ใน 5 ขององค์ประชุมเพื่อยกเว้นข้อบังคับพรรค จากเสียงโหวต 70 ต่อ 30 เป็น 1 คน 1 โหวต ซึ่งสะท้อนจากการที่ 48 สาขาพรรคภาคอีสาน ที่ออกแถลงการณ์ รวมถึงสาขาพรรคภาคเหนือ และอดีตส.ส.บางส่วนที่ออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ และเห็นด้วยกับการงดเว้นข้อบังคับดังกล่าว เพื่อให้เกิดความยุติธรรม เนื่องจากส.ส.ปัจจุบันมีน้อยเพียง 25 คน ขณะที่องค์ประชุมทั้งหมดมี 375 คน ดังนั้นการที่จะให้คน 25 คน มีอำนาจมากกว่า ถือว่าไม่เป็นธรรม
ทั้งนี้ นายสุชัชวีร์ยอมรับสั้นๆ ว่า มีผู้ใหญ่มาชักชวนให้เป็นหัวหน้าพรรคจริง เพราะเห็นว่าน่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ แต่จนนาทีนี้ยังไม่ตัดสินใจว่าจะลงสมัครเป็นหัวหน้าพรรคหรือไม่
ชี้ติดข้อบังคับพรรคแต่ยกเว้นได้
ขณะที่นายนริศ ขำนุรักษ์ อดีตส.ส.พัทลุง ปฏิเสธว่าตนไม่ได้เป็นหนึ่งในสมาชิกที่ไปร่วมเทียบเชิญนายสุชัชวีร์ ตามที่มีการระบุ เพราะขณะนี้ตนไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคและได้ยุตติบทบาทในฐานะแกนนำ จึงไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะไปเทียบเชิญได้ อย่างไรก็ตามเห็นว่าในสถานการณ์เช่นนี้จำเป็นต้องมีผู้เข้ามากอบกู้พรรค ฉะนั้นใครที่อาสาเข้ามาตนก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุน และเห็นว่าบุคคลที่ปรากฏชื่อชิงทุกคนมีความเหมาะสมทั้งสิ้น ยืนยันว่าตนพร้อม ที่จะให้การสนับสนุนทุกคนที่พรรคให้ความเห็นชอบ
เมื่อถามว่า ส่วนตัวมองว่านายสุชัชวีร์ มีความเหมาะสมหรือไม่ นายนริศกล่าวว่า เข้าใจว่านายสุชัชวีร์ ติดในเรื่องคุณสมบัติตามข้อบังคับที่ระบุว่า ต้องสังกัดพรรคมาไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่เชื่อว่าสามารถยกเว้น ข้อบังคับได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีการดำเนินการดังกล่าวมาแล้ว 2-3 ครั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้มีเพียงนายอลงกรณ์ พลบุตร รักษาการรองหัวหน้าพรรคตามภารกิจ คนเดียวที่ประกาศตัวอย่างชัดเจนว่า ลงชิงหัวหน้าพรรคแน่นอน
วันเดียวกัน นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช และรักษาการรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก “ฝากถึงบุคคลที่ชอบให้ข่าวว่ารักพรรคประชาธิปัตย์อยู่บ่อยๆ การเลือกตั้งปี 62/66 คุณตอบตัวเองให้ได้ก่อนมั้ยว่าคุณลงคะแนนให้พรรคประชาธิปัตย์รึเปล่า 555”
‘จ้อน’ท้าคู่แข่งออกมาเปิดหน้าสู้
ด้านนายอลงกรณ์ พลบุตร รักษาการรองหัวหน้าพรรค และผู้สมัครหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การประชุมใหญ่วิสามัญพรรคประชาธิปัตย์ ในวันที่ 9 ก.ค. เพื่อเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ จะเป็นไปโดยราบรื่นไม่มีปัญหา โดยดำเนินการในกรอบของ ข้อบังคับและธรรมเนียมปฏิบัติของพรรค ซึ่งผ่านการเลือกหัวหน้าพรรคมา 8 ท่านแล้ว ครั้งนี้เป็นการเลือกหัวหน้าพรรคคนที่ 9 ในช่วงเวลา 78 ปีของพรรค และเป็นอีกครั้งหนึ่งที่พรรคประชาธิปัตย์จะแสดงให้เห็นถึงความเป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชน
นายอลงกรณ์กล่าวต่อว่า มีความหวังว่าจะมีผู้สมัครหัวหน้าพรรคท่านอื่นๆ ประกาศตัวก่อนวันประชุมใหญ่ เพื่อให้สมาชิกได้ทราบล่วงหน้าถึงแนวคิด จุดยืนนโยบายแบบตรงไปตรงมาเปิดเผย แต่ขอติติงเรื่องเดียวคือไม่ควรให้ใครไปล่ารายชื่อแล้วออกแถลงการณ์สนับสนุนคนนั้นคนนี้เพราะตัวแทนสมาชิกหลายคนอึดอัดใจที่ต้องลงชื่อด้วยความเกรงใจ ถ้าแต่ละคนทำแบบเดียวกันทุกภาค ความแตกแยกแบ่งฝ่ายจะเกิดขึ้น พฤติกรรมแบ่งกลุ่มแบ่งพวกแบบนี้ควรเลิกได้แล้ว เราต้องการเอกภาพ การเปลี่ยนผ่านผู้นำพรรคจะได้ราบรื่นเรียบร้อย
“ขอขอบคุณทุกเสียงสนับสนุนและกำลังใจที่มอบให้ผม ผมเชื่อมั่นว่า ด้วยสปิริตประชาธิปัตย์ สมาชิกพรรคทุกคนจะร่วมมือเดินหน้าปฏิรูปพรรคพร้อมสนับสนุนคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่และหัวหน้าพรรคคนใหม่ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่ได้รับเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่พรรคในวันที่ 9 ก.ค.นี้”นายอลงกรณ์กล่าว
นายอลงกรณ์กล่าวต่อว่า พรรคประชา ธิปัตย์ต้องการผู้นำที่มีจุดยืนประชาธิปไตย มีภาวะผู้นำที่เข้มแข็ง มีวิสัยทัศน์ก้าวหน้า มีศักยภาพสามารถฟื้นฟูปฏิรูปพรรคและสร้างความเป็นเอกภาพในพรรค เพื่อให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่แข็งแกร่งในอุดม การณ์และเป็นพรรคการเมืองทางเลือกหลักของประชาชนอีกครั้งหนึ่ง
น.ศ.ฟ้องตร.สลายม็อบเอเปค
วันที่ 5 ก.ค. ที่ศาลปกครอง ถ.แจ้งวัฒนะ กลุ่มราษฎรหยุด APEC 2022 จัดกิจกรรม ยื่นฟ้องกลับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) โดยส่งทนายความเข้ายื่นต่อศาลปกครอง กรณีเหตุการณ์การสลายการชุมนุมกลุ่มราษฎรหยุด APEC 2022 เมื่อ 18 พ.ย.65 ระหว่างที่ ไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เป็นการสลายการชุมนุมที่รุนแรง และมีผู้ได้รับบาดเจ็บและถูกดำเนินคดีจำนวนมาก
ทนายของกลุ่มกล่าวว่า การยื่นฟ้องคดีปกครองในวันนี้หลักการสำคัญคือ การสร้างบรรทัดฐานให้มีการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐและตำรวจในการเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในการชุมนุมว่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย และถูกต้องตามหลักการสากลหรือไม่ ซึ่งตาม ข้อเท็จจริงที่ผู้ฟ้องเล่าว่า เมื่อ 18 พ.ย. 65 ซึ่งปัญหาของการชุมนุมและการปิดกั้นวันนั้น มีปัญหาความไม่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่แรก เริ่มตั้งแต่คำสั่งที่ตำรวจไม่ให้เดินขบวนไปที่ศูนย์ฯ สิริกิติ์ เส้นทางที่เดินไป หรือแม้แต่บริเวณศูนย์ประชุมฯ ก็ไม่ได้เป็นพื้นที่ต้องห้ามชุมนุม มีเพียงเงื่อนไขห้ามชุมนุมปิดกั้นการเข้าออกหรือรบกวนการประชุม แต่คำสั่งกลับห้ามการเคลื่อนขบวนทั้งหมด
หลังจากผู้ชุมนุมยืนยันใช้สิทธิเสรีภาพก็เริ่มเดิน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือความรุนแรง ใช้เครื่องมือกีดขวางมาปิดกั้น ใช้กำลัง ใช้กระสุน ทุบตีรุมเตะต่อย กระทืบ ด่าทอ การขว้างปาสิ่งของ ล้วนเป็นการปฏิบัติไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.ชุมนุม ไม่เป็นไปตามแผนของ ตร. รวมถึงหลักการสากลที่สหประชาชาติกำหนดไว้
การฟ้องวันนี้ 1.เรียกร้องให้มีการชดเชยเยียวยา 2.เรียกร้องให้ ตร. ผู้บัญชาการที่เกี่ยวข้องทบทวนปรับปรุงการดูแลการชุมนุม สร้างบรรทัดฐานรับรองการชุมนุมในครั้งต่อๆ ไปด้วย ซึ่งค่าเสียหายที่เรียกไปผู้เสียหาย 19 คน รวม 12 ล้านบาท ทั้งชดเชยต่อการบาดเจ็บ ค่าเสียหายต่อสิทธิเสรีภาพที่ถูกละเมิด และทรัพย์สินที่เสียหาย ค่าเสียหายที่สำคัญคือค่าเสียหายต่อสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม ซึ่งเรียกไปคนละ 150,000 บาท การเรียกค่าเสียหายเพื่อเป็นบรรทัดฐานว่ารัฐและตำรวจต้องใช้ความระมัดระวังและให้ความเคารพต่อเสรีภาพการชุมนุมของประชาชน ไม่ปล่อยให้เกิดความรุนแรงเช่นนี้อีก
ทั้งนี้ บริเวณข้างศาลปกครองมีกลุ่มผู้ชุมนุมกว่า 20 คนเข้าร่วมกิจกรรมระหว่างทนายความเข้ายื่นฟ้อง ทั้งการแสดงละครที่เกี่ยวกับเหตุการณ์วันที่ 18 พ.ย.65 การเผารูปภาพความรุนแรงในการชุมนุมนั้น การเผาพริกเผาเกลือ และการอ่านแถลงการณ์