แกนนำก้าวไกลมั่นใจรวบรวมได้เกินกึ่งหนึ่งโตซื้อตัว-ยกมือหนุนพท.เรียกขันนอตสส.ลงมติแนวทางเดียวกัน
ส.ว.ฮึ่มหากรอบแรก ‘พิธา’ ไม่ผ่าน รอบสองต้องเปลี่ยนเป็นคนใหม่ ถ้าหากยังเสนอชื่อคนเดิมจะนั่ง อยู่เฉยๆ งดออกเสียงแต่ไม่ถึงกับประท้วงหรือวอล์กเอาต์ ขณะที่แกนนำก้าวไกลประสานเสียงยืนยันได้ครบ 376 เสียงเกินกึ่งหนึ่ง เพียงพอส่งหัวหน้าพรรคเป็นนายกฯ ด้านเพื่อไทยย้ำจับมือกันมั่นคง พร้อมหนุนก้าวไกลเต็มที่ ‘ภูมิธรรม’เสนอหารือกันระหว่าง 8 พรรคก่อนถึงวันลงมติ เตรียมเรียกประชุมส.ส.เพื่อไทยเพื่อให้โหวตไปในทิศทางเดียวกัน ด้านประชาธิปัตย์ยืนยันไม่มีฟรีโหวต รอคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่มาเคาะอีกที
ปธ.-รองปธ.รับราชโองการ
เมื่อวันที่ 7 ก.ค. เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา บรรยากาศบริเวณชั้น 6 รัฐสภา สถานที่จัดพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร นั้น ตั้งแต่เวลา 08.30 น. มีบรรดาส.ส.จากพรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชาติ พร้อมทั้งข้าราชการประจำสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เข้าร่วมพิธีคับคั่ง
เวลา 09.55 น. นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ผู้อำนวยการกองอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และคณะ พร้อมเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเชิญพระบรมราชโองการ มาถึง มีเนื้อความว่า
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้า เจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่สภาผู้แทนฯ ลงมติเมื่อวันที่ 4 ก.ค. เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นประธานสภาผู้แทนฯ รองประธานสภา 1.นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นประธานสภาผู้แทนฯ 2.นายปดิพัทธ์ สันติภาดา เป็นรองประธานสภา คนที่หนึ่ง 3.นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เป็นรองประธานสภา คนที่สอง จึงแต่งตั้งให้ผู้มีนามดังกล่าวเป็นประธานและรองประธานสภา ตามความในมาตรา 116 ของรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 5 ก.ค. 2566 โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

โปรดเกล้าฯ – นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา พร้อมด้วยนายปดิพัทธ์ สันติภาดา และนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เข้ารับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธาน ที่อาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ก.ค.
วันนอร์ยันโหวตซ้ำ-ถ้าไม่ผ่าน
จากนั้น เวลา 10.25 น. นายวันมูหะมัดนอร์ นายปดิพัทธ์ และนายพิเชษฐ์ กล่าวหลังเข้าร่วมพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง พวกเราจะน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานให้กับสมาชิกรัฐสภา เมื่อวันที่ 3 ก.ค. ในพิธีเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยที่ 26 ที่ผ่านมา เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติต่อไป
นายมูหะมัดนอร์ กล่าวถึงวันโหวตนายกฯ ว่า หากไม่เสร็จสิ้นในวันที่ 13 ก.ค. ก็ได้หารือกับประธานวุฒิสภาแล้วว่าอาจต้องมาประชุมกัน 19 ก.ค. เพราะดูแล้วว่าน่าจะเป็นวันที่เหมาะสมที่สุด เพราะเว้นไป 1 สัปดาห์ เพื่อให้เลขาธิการสภาได้ทำหนังสือเชิญมาประชุมอีกครั้งในเวลาเช่นเดิม ส่วนการประชุม 19 ก.ค.จะเสร็จสิ้นเรียบร้อยหรือไม่ขึ้นอยู่กับที่ประชุม หน้าที่ของรัฐสภาจะเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่เลือกนายกฯ เพื่อไปบริหารประเทศต่อไป ต้องทำหน้าที่นี้เพื่อให้ได้นายกฯ ไม่เช่นนั้นประเทศจะไม่มีนายกฯ เพราะปัญหาที่ประชาชนและปัญหาของชาติกำลังรอคอยรัฐบาลใหม่อยู่มากข้างหน้า ดังนั้นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติคือ ต้องสนับสนุนให้การบริหารประเทศต่อไปได้ในเวลาที่เหมาะสม
ส่วนข้อกังวลของส.ว.เรื่องการโหวต นายกฯ นั้น ส.ว.ซึ่งเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยเช่นเเดียวกับ ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญในการปฏิบัติหน้าที่ก็เป็นอิสระ เป็นเรื่องที่ต้องใช้ดุลพินิจเพื่อประชาชนและประเทศชาติ เพราะทุกคนก็มีคุณวุฒิวัยวุฒิมีประสบการณ์ และทุกคนต้องมีหัวใจตรงกันคือบ้านเมือง ประเทศชาติและประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ ทุกคนต้องทำให้ดีที่สุด
“และขอฝากพี่น้องประชาชนรัฐสภาจะทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุดตามที่ท่านคาดหวัง ในฐานะเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติเป็นประธานรัฐสภา ขอความสนับสนุนความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ เพราะต้องการความสมัครสมานสามัคคีจากทุกฝ่าย ขอให้ท่านสนับสนุนให้มีนายกฯ อย่างเรียบร้อยในเวลาที่ท่านรอคอยและจะทำให้ดีที่สุด ต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายทั้งสภา พรรคการเมืองและประชาชน เพื่องานที่เราจะมีในวันที่ 13 ก.ค.เป็นไปด้วยความเรียบร้อย” นายวันมูหะมัดนอร์กล่าว
ปดิพัทธ์เชื่อมีทางออกกว่า 1
ด้านนายปดิพัทธ์กล่าวว่า ความห่วงใยเกี่ยวกับเรื่องการชุมนุมบริเวณรัฐสภานั้น ไม่มีความกังวลใดๆ ในวันที่ 10 ก.ค.ประธานสภาจะแบ่งงานให้รองประธานทั้ง 2 คน ในส่วนของการชุมนุม การรักษาความปลอดภัย กับการให้บริการประชาชนในพื้นที่สภา ประชาชนมีสิทธิชุมนุมแน่นอนตามรัฐธรรมนูญถ้าอยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่และพ.ร.บ.การชุมนุม
นายปดิพัทธ์ ให้สัมภาษณ์กรณีส.ว.มี ข้อเสนอให้ปัดตกแคนดิเดตนายกฯ ที่ไม่ได้รับเสียงโหวตถึงเกณฑ์เป็นนายกฯ ในรอบแรก ว่า ในการประชุมรัฐสภาตนเป็นเพียงสมาชิกรัฐสภาเท่านั้น ส่วนการพิจารณาในรายละเอียด อยู่ที่ประธานรัฐสภาและรองประธานรัฐสภาที่จะพิจารณา
“ทางออกของเรื่องนี้ ผมตอบไม่ได้เพราะไม่เกี่ยว แต่ในฐานะสมาชิกรัฐสภาทางออกเรื่องนี้มีมากกว่าหนึ่ง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับมติและการประชุมว่าเป็นอย่างไร และมติที่ประชุมเป็นเช่นไร” นายปดิพัทธ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ค่ำวันที่ 6 ก.ค.พรรคประชาชาติ ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอการประชุมที่มี กก.บห. และส.ส.ของพรรคเข้าร่วม วาระสำคัญคือการที่นายวันมูหะมัดนอร์ประกาศ ลาออกจากหัวหน้าพรรคอย่างเป็นทางการ เนื่องจากการทำหน้าที่ประธานสภาต้องเป็น กลาง พร้อมทั้งถือโอกาสนี้ให้โอวาท กก.บห. และส.ส.พรรค เน้นย้ำจุดยืนให้ยืนหยัดทำงานเพื่อประชาชน อย่าทำงานเพื่อหวังประโยชน์ส่วนตน ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความชื่นมื่น แกนนำพรรคและส.ส.พรรคได้มอบกระเช้าดอกไม้แสดงความยินดีกับนายวันมูหะมัดนอร์จำนวนมาก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการรัฐสภา ได้ออกหนังสือด่วนมากที่ สผ 0014/ร1 ถึง ส.ส. และส.ว. เรื่องการประชุมร่วมรัฐสภา เนื่องด้วยประธานรัฐสภาได้มีคำสั่งให้นัดประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ในวันที่ 13 ก.ค.2566 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน แขวงนครไชยศรี เขตดุสิต กทม. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 272 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560
ต๋อมเชื่อส.ว.ให้โอกาส‘พิธา’
ที่รัฐสภา นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวถึงการโหวตนายกฯ ที่ทางส.ว. ค่อนข้างชัดเจนไม่สนับสนุน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกฯ เนื่องจากเงื่อนไขมาตรา 112 ว่า ยังเป็นความเห็นของส.ว. เพียงบางคน เพราะ ส.ว.ส่วนใหญ่ยังไม่ได้แสดงออกอะไร อย่าเพิ่งประเมินสถานการณ์จากสิ่งที่เห็น สิ่งที่เป็นอาจไม่ใช่สิ่งที่เห็นก็ได้
เมื่อถามว่ายังเชื่อมั่นเสียงส.ว.ที่ไปคุยมาใช่หรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า ยังมั่นใจว่าจะผ่านไปได้ด้วยดี ยังมั่นใจในวิจารณญาณของส.ว.ส่วนใหญ่ว่าอยากเห็นประเทศชาติเดินหน้าอย่างไร การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญ ที่ประชาชนแสดงออกว่าต้องการความปกติให้ประชาธิปไตยของไทย “ผมยังเชื่อมั่น ส.ว.จำนวนมากท่านจะให้โอกาสนี้กับประเทศไทย”
เมื่อถามว่าเสียงที่เหลือต้องมาจาก ส.ว.เท่านั้นหรือมีการพูดคุยกัยส.ส. นายชัยธวัชกล่าวว่า ในส่วนของส.ส.คงเป็นสิทธิ์ของแต่ละคนในพรรคที่เราไม่ได้ชวนมาร่วมจัดตั้งรัฐบาล แต่เชื่อว่าจะมีส.ส.หลายคนใช้จุดยืนของตัวเอง เพื่อจะใช้สถานะความเป็นผู้แทนราษฎรปกป้องรักษาระบบไว้ให้ได้ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ
เมื่อถามว่าจะมีการเจรจาถอยบางเรื่อง เพื่อให้ส.ว.เห็นใจโหวตนายพิธา นายชัยธวัชกล่าวว่า คงเน้นพูดคุยและทำความเข้าใจมากกว่า ส่วนใหญ่ส.ว.รับรู้ข้อมูลจากสื่อมวลชนสั้นๆ หรือบางทีอาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริง จึงเน้นการทำความเข้าใจมากกว่า
ถ้าไม่ผ่านเสนอชื่อซ้ำแน่นอน
เมื่อถามว่าจะไม่ลดเพดานมาตรา 112 ใช่หรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าการลดเพดานหมายถึงอะไร แต่ที่ผ่านมาก็พยายามอธิบายเจตนารมณ์ของเราเป็นอย่างไร ทำไมถึงคิดว่าการเดินแนวทางแบบนี้ดีต่อระบบประชาธิปไตยและสถาบัน เมื่อถามว่ายังยืนยันจะแก้ไขมาตรา 112 แม้จะมีคำทักท้วงจากส.ว. นายชัยธวัชกล่าวว่า มั่นใจว่าถ้าได้อธิบายเหตุผลจะมีความเข้าใจมากขึ้น ซึ่งวันนี้จะมีการหารือกับประธานสภาเรื่องการแสดงวิสัยทัศน์ของแคนดิเดตนายกฯ ก่อนโหวต เป็นไปได้หรือไม่ว่าก่อนโหวตจะเปิดให้ส.ส.และส.ว. อภิปรายหรือซักถามแคนดิเดตที่ถูกเสนอชื่อ ไม่ว่าจะกี่คน เพื่อให้เกิดความชัดเจนที่สุดก่อนลงมติ
เมื่อถามว่าหากการโหวตในรอบแรก นายพิธาไม่ได้รับเลือก จะมีการเสนอชื่อซ้ำหรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นจริงก็ต้องว่าตามนั้น ไม่มีการเสนอครั้งเดียวแน่นอน วันนี้ยังเชื่อว่าจะโหวตจบในครั้งเดียว
เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ถ้ามีการเสนอชื่อแข่ง นายชัยธวัชกล่าวว่า ไม่ได้กังวล เป็นปกติในระบบรัฐสภา ยังเชื่อว่าส.ว. จะไม่สนับสนุนรัฐบาลเสียงข้างน้อย เมื่อถามว่ายอมหรือไม่อาจเป็นคนอื่นในฝั่งประชาธิปไตยเช่นพรรคเพื่อไทย นายชัยธวัชกล่าวว่า ตอนนี้มีอยู่คนเดียว อย่าเพิ่งเลยไปถึงตอนนั้น
เมื่อถามว่า ส.ว.สายทหารบางคนบอกเลยว่าจะไม่เลือก นายชัยธวัชกล่าวว่า อย่าเพิ่งดูถูกอาชีพทหาร คิดว่าทหารจำนวนมากก็มีความหวังดีกับประเทศชาติ ตนได้มีโอกาสพูดคุยแล้วทำทุกวันทั้ง ส.ว.ทหาร พลเรือน ตำรวจ รวมถึงข้าราชการ ก็ทำเต็มที่ที่สุดจนวันสุดท้าย
ศิริกัญญามั่นใจ 13 กค.ผ่านฉลุย
ที่พรรคก้าวไกล น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค ให้สัมภาษณ์กรณีส.ว.บางรายจะเปลี่ยนใจไม่โหวตให้นายพิธา ว่า เป็นสิ่งที่เราทราบอยู่แล้วว่าจะเกิดขึ้น พรรคได้พูดคุยกันว่าเราจำเป็นต้องหาเสียงสนับสนุนจากส.ว. ให้ได้มากเกินที่จำเป็น เรามีการ เตรียมพร้อมไว้แล้ว อาจมีข่าวว่าส.ว.จะสนับสนุนไม่ถึง 10 คนบ้าง ต้องขอยืนยันว่าฐานข้อมูลของเราไม่ได้เป็นเช่นนั้น และยังคงมั่นใจวันที่ 13 ก.ค.นี้เราจะได้เสียงส.ว. สนับสนุนยกมือโหวตให้นายพิธาเป็นนายกฯ ครบถ้วนในครั้งแรก
เมื่อถามว่าได้พูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่หากนายพิธา ไม่ผ่านครั้งแรก จะดำเนินการต่ออย่างไร น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ยังไม่มีการพูดคุยกัน ส่วนเสียงสนับสนุนจากส.ว. ต้องได้มากกว่า 64 เสียงนั้น ขณะนี้ครบแล้ว แต่ยังคงต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง หากมีส.ว.คนใดเปลี่ยนใจจะได้สำรองไว้ เพราะเราไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้นหน้างาน เมื่อถามว่ามีส.ว.หลายคนขอรอดูหน้างาน ก่อนจะตัดสินใจ กังวลจะเปลี่ยนใจหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า การพูดต่อหน้าสาธารณะและการพูดคุยเจรจา อาจไม่ตรงกันก็ได้ ซึ่งยินดีและยอมรับในสิทธิ์ของส.ว.ที่จะให้ข่าวหรือชี้แจงต่อสาธารณะ
ยันใช้วิธีพูดคุย-ไม่จ่ายเงินซื้อ
เมื่อถามถึงกระแสข่าวพรรคก้าวไกลใช้เงินซื้อเสียง ส.ว.ให้โหวตสนับสนุนนายพิธา น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าทรัพยากรของพรรคก้าวไกลมีค่อนข้างจะจำกัด และเป็นเรื่องที่เราไม่นิยมทำอยู่แล้ว การซื้อเสียง ส.ว. จึงไม่เป็นความจริงอย่างแน่นอนเราใช้วิธีการพูดคุยเพียงอย่างเดียว เนื่องจาก มี ส.ว.บางท่านที่ไม่สะดวกจะเปิดเผยต่อสาธารณชน ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าคะแนนเสียงจาก ส.ว. ไม่น่าจะได้มาง่ายๆ จึงนำไปสู่การใช้วิธีการอื่นๆ แต่แน่นอนว่าไม่ใช่วิธีการซื้อเสียง ต่อให้ไม่ซื้อเสียง เสียง ส.ว.ก็พออยู่แล้ว
เมื่อถามว่ามองอย่างไรกับการที่ ส.ว. ตั้งเงื่อนไขการโหวตหนุนนายพิธา น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ขอให้ ส.ว.ทุกคน ยึดหลักการประชาธิปไตยเสียงข้างมากตามปกติ ไม่จำเป็นต้องรักเรา เชียร์เรา เชียร์ก้าวไกล หรือ เชียร์นายพิธา ขอแค่เคารพเสียงประชาชนที่ได้เลือกเรามา ให้เป็นพรรคอันดับ 1 และรวมตัวจัดตั้งรัฐบาล ได้คะแนนเสียงข้างมากในสภา ยึดหลักการง่ายๆ แค่นี้ เพื่อให้ประเทศไทยได้เดินหน้าต่อ ให้โอกาสประเทศไทยได้ไปต่อ
เผย 8 พรรคต่างช่วยพูดคุยส.ว.
ที่รัฐสภา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีการโหวตนายกฯ 13 ก.ค.นี้กังวลท่าทีของส.ว.หรือไม่ว่า เท่าที่ฟังมีแค่ส.ว.บางส่วนที่แสดงความคิดเห็น ส.ว.ส่วนมากยังสงวนท่าที คิดว่าการตัดสินใจของส.ว.จะตรงกับความต้องการของประชาชน เมื่อถามว่าจะพูดคุยกับพรรค ก้าวไกลในเงื่อนไขมาตรา 112 ของส.ว.เพื่อปิดข้ออ้างไม่โหวตหนุนนายพิธาหรือไม่ นายประเสริฐกล่าวว่าเป็นเรื่องที่พรรคก้าวไกลต้องพิจารณาเรื่องนี้ ต้องไปปรับกลยุทธ์เพื่อประโยชน์ในการเลือกนายกฯ เมื่อถามว่าท่าทีของส.ว.ชัดเจนเรื่องมาตรา 112 ทำให้มีการคาดการณ์นายพิธาจะไม่ได้รับเลือกในรอบแรก นายประเสริฐกล่าวว่า หากฟังจากแกนนำพรรคก้าวไกลเขามั่นใจว่าจะผ่าน ให้ความมั่นใจมาโดยตลอดว่าส.ว.จะสนับสนุน ให้ดูการโหวตก่อน
ทั้งนี้ แกนนำทั้ง 8 พรรคหากใครรู้จักส.ว.คนใดก็พยายามทำความเข้าใจอยู่ แต่ส่วนใหญ่คือพรรคก้าวไกลต้องเดินเป็นหลัก เมื่อถามว่าเพื่อไทยขยับช่วยเรื่องนี้เยอะหรือไม่ นายประเสริฐกล่าวว่า ก็เยอะอยู่ ช่วง 2-3 วันนี้ต้องทำการบ้านอย่างหนัก เพราะเหลือเวลาไม่ถึงสัปดาห์จะเลือกนายกฯ
เมื่อถามว่าโค้งสุดท้ายมีอะไรแนะนำก้าวไกลหรือไม่ นายประเสริฐกล่าวว่า พรรคก้าวไกลมีความสามารถอยู่แล้ว แต่อยากแนะนำให้ทุกฝ่ายสร้างบรรยากาศการเลือกนายกฯ ไม่ว่าจะฝั่งส.ส. หรือส.ว. หรือแม้แต่ประชาชน การพิจารณาขอให้คำนึงถึงผลประโยชน์ที่ชาติและประชาชนจะได้รับเป็นหลัก
ไร้แผนสำรอง-ถ้าไม่ผ่านก็คุยกัน
เมื่อถามว่า 8 พรรคร่วมมีแผนสำรองหรือไม่หากโหวตรอบแรกนายพิธาไม่ได้รับเลือก หรือกรณีมีการเสนอชื่อแข่ง นายประเสริฐกล่าวว่า เราไม่มีแผนสำรอง หากรอบแรกไม่ผ่านคงต้องกลับมาคุยกันอีกครั้ง ส่วนข้อกังวลขั้วเก่าจะเสนอคนแข่งนั้น นายประเสริฐกล่าวว่า จากการให้สัมภาษณ์พรรครวมไทยสร้างชาติและพรรคภูมิใจไทยชัดเจนว่าไม่สนับสนุนรัฐบาลเสียงข้างน้อย ก็เบาใจได้ระดับหนึ่ง แต่การเมืองก็เกิดอะไรขึ้นได้ จึงเป็นเรื่องที่แกนนำทั้ง 8 พรรคร่วมต้องประเมินสถานการณ์ให้ดี
เมื่อถามว่าหากโหวต 2-3 ครั้งแล้ว นายพิธายังไม่ผ่านจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ นายประเสริฐกล่าวว่า เป็นเรื่องที่ 8 พรรคต้องกลับมาคุยกันเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ เมื่อถามว่าเพื่อไทยมีแคนดิเดตนายกฯ 3 คน จะสะกิดบอกพรรคก้าวไกลหรือไม่ว่ายังมีอีก 3 คน จะได้มีนายกฯ ที่มาจากพรรคฝ่ายประชาธิปไตย นายประเสริฐกล่าวว่า ก้าวไกลทราบอยู่แล้วว่าเพื่อไทยมีแคนดิเดต 3 คน แต่ยังไม่ได้คุยกันในประเด็นนี้ และไม่ได้มีการเตรียมแผนสำรอง
เมื่อถามว่าหากเลือกใครเป็นนายกฯ ไม่ได้อาจนำไปสู่การตั้งรัฐบาลแห่งชาติ นายประเสริฐกล่าวว่า คงไม่เดินทางไปถึงจุดนั้น เชื่อว่าสุดท้ายแล้วประเทศมีทางออก คงไม่เกิดรัฐบาลแห่งชาติ
เศรษฐาเชื่อยังมีส.ส.พลังเงียบ
ที่โรงแรมแรมแบงค็อก แมริออท ควีนปาร์ค นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีขั้วรัฐบาลปัจจุบันเห็นว่าหากโหวตเลือกนายกฯ ครั้งแรกไม่ผ่าน การโหวตครั้งถัดไปควรให้โอกาสพรรคอันดับสองเสนอชื่อ ไม่ควรเสนอชื่อเดิมซ้ำเพราะไม่ใช่การเลือกหัวหน้าห้อง นายเศรษฐา กล่าวว่า ต้องดูที่ตัวเลข ควรให้โอกาสเขาในการโหวตครั้งที่สอง ส่วนจะผ่านไปได้ด้วยดีหรือไม่นั้น ตามที่ได้คุยกับก้าวไกลการให้สัมภาษณ์ของนายพิธาก็คาดว่าจะได้ 376 เสียง เราเลือกตั้งเสร็จแล้ว เลือกตั้งจบแล้ว เราก็อยากให้การโหวตนายกฯ ในวันที่ 13 ก.ค.นี้เป็นไปได้ด้วยดี ยืนยันเพื่อไทยไม่แตกแถว สนับสนุนนายพิธาเป็นนายกฯ คนที่ 30
เมื่อถามว่าเงื่อนไขหลักของส.ว.กรณีมาตรา 112 จะเป็นข้ออ้างในการโหวตเลือกนายพิธา นายเศรษฐากล่าวว่า ส.ว.หลายคนก็ออกมาแสดงความคิดเห็น แต่เชื่อว่าไม่เกิน 10 คน ซึ่งส.ว.มีถึง 250 คน อาจมีพลังเงียบที่เห็นด้วยกับก้าวไกลและเพื่อไทย

หนุนพิธา – นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ยืนยันสนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกฯ คนที่ 30 ระหว่างร่วมงานสัมมนาที่โรงแรมแบงค็อก แมริออทฯ ควีนส์ปาร์ค เมื่อวันที่ 7 ก.ค.
ไม่เกี่ยวพท.-แม้วกลับไม่กลับ
เมื่อถามถึงการแบ่งโควตากระทรวง นายเศรษฐากล่าวว่า ยังอยู่ในการต่อรอง แต่จากที่ได้ยินมาก็น่าจะลงตัวกันหมดแล้ว ส่วนตัวไม่ได้อยู่ในคณะที่ถกกันเรื่องนี้ ตามความเข้าใจของตนคงเป็นตามที่สื่อเสนอ
เมื่อถามถึงกระแสข่าวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ยืนยันจะเดินทางกลับไทยเดือนก.ค.นี้ นายเศรษฐา กล่าวว่า ตนไม่ทราบข่าว แต่นายทักษิณก็ยืนยันหลายครั้งแล้วว่าหากกลับมาก็เป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน ไม่กระทบเรื่องของพรรค จะเข้ากระบวนการทางกฎหมาย ส่วนจะทำให้ทิศทางการเมืองเปลี่ยนหรือไม่นั้น นายทักษิณย้ำแล้วว่าการกลับมาไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรรคและการจัดตั้งรัฐบาล การบริหารจัดการประเทศ ดังนั้น จึงไม่เกี่ยวข้องกัน
พท.จ่อจัดติวส.ส.โหวตเอกภาพ
ที่พรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรค กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมโหวตนายกฯ ว่า เราได้เตรียมความพร้อมมาตั้งแต่ต้นว่าเรามีทิศทางอย่างไร สิ่งที่ออกมาตั้งแต่การโหวตเลือกประธานสภาก็ทำให้เรารู้ว่ามีแนวทางอย่างไร ชัดเจนเป็นไปตามความมุ่งหวังของเรา ซึ่งเรามีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนว่า 8 พรรคจะทำรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยให้สำเร็จ เสียงของพรรคเพื่อไทยทั้งหมดจะไปตามทิศทางที่คุยกันไว้ตั้งแต่ต้น หลังจากนี้จะยังต้องเตรียมความพร้อมไปในทางเดียวกันอีกครั้ง โดยจะจัดสัมมนาส.ส.ก่อนวันโหวตเลือกนายกฯ 2-3 ครั้ง คาดว่าจะเป็นวันที่ 10-12 ก.ค. อาจจะเป็นที่ทำการพรรคหรือพื้นที่ใกล้เคียง
นายภูมิธรรมกล่าวว่า ทั้งหมดเป็นการเตรียมการทำงานให้กับส.ส.ที่จะเข้าไปทำงานในสภา และเตรียมเรื่องการประสานงานทั้งหมด ซึ่งอาจจะมีผลที่เกี่ยวกับสถานการณ์ที่ต้องให้ส.ส.อยู่ในทิศทางเดียวกัน จะเป็นการทำความเข้าใจในทิศทางที่จะเดินไปร่วมกันข้างหน้า ทั้งนี้ ในช่วงนี้เป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่านพรรคเพื่อให้ไปสู่การแก้ไขจุดอ่อนต่างๆ ที่พรรคพท.เคยมี เพื่อเดินไปข้างหน้าให้ได้เช่นกัน อาจจะต้องมีการปรับกระบวนการให้เป็นไปในทิศทางใหม่ รวมไปถึงการทำงานทำกิจกรรมต่างๆ ในอนาคตก็จะถือโอกาสพูดคุยในการสัมมนาครั้งนี้
หารือกก.-พรรคร่วมก่อนลงมติ
เมื่อถามว่า 8 พรรคร่วมจะต้องพูดคุยก่อนวันลงมติโหวตเลือกนายกฯ หรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่เพื่อไทยได้ประสานงานกันไปเบื้องต้นแล้วว่าทิศทางที่ชัดเจนแน่วแน่เราจะจับมือเดินไปด้วยกัน ดังนั้น เราจะต้องมีเวลาประเมินสถานการณ์ร่วมกันก่อนวันโหวตว่าจะมีทิศทางอย่างไร จะต้องปรับปรุงเพิ่มเติมในส่วนใด ตอนนี้เลขาธิการพรรค พท.ได้ประสานไปยังเลขาธิการพรรคก้าวไกลว่าจำเป็นต้องมีหรือไม่ ถ้ารู้สึกว่าไม่มีอะไรน่ากังวลก็อาจจะไม่ต้องประชุมหารือร่วมกัน แต่ความเห็นส่วนตัวได้พูดคุยกันสักหน่อยก็คงจะดี เผื่อจะได้เห็นปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ เป็นเหมือนการทำความเข้าใจสถานการณ์ และจะได้ไปทำความเข้าใจกับส.ส.ในพรรคของตัวเองให้เข้าใจสถานการณ์ร่วมกัน 8 พรรคร่วมจะได้เดินไปในทิศทางเดียวกัน
เมื่อถามว่าในบันทึกข้อตกลงที่จะต้อง ช่วยสนับสนุนนายพิธาเต็มความสามารถในการเป็นนายกฯ จะต้องไปถึงจุดไหน นายภูมิธรรมกล่าวว่า สิ่งสำคัญจริงๆ คือเรื่องของเจตนารมณ์ เรากำลังแสดงเจตนารมณ์กับแนวคิดความมุ่งมั่นของเราว่าเราจะจับมือกันอย่างมั่นคง และ 8 พรรคก็จะแสดงความมั่นใจให้กับประชาชนทราบว่าเราจะร่วมมือกันที่จะผลักดันให้เกิดรัฐบาลประชาธิปไตยที่มีพรรคก้าวไกลเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและผลักดันให้นายพิธาเป็นนายกฯ ซึ่งเป็นเจตจำนงที่มุ่งมั่นชัดเจน ส่วนจะเดินหน้าไปอย่างไรก็ต้องดูตามสถานการณ์ โดยให้พรรคก.ก.เป็นผู้ประเมินและตอบคำถาม หากมีประเด็นอะไรที่จะเกิดขึ้นก็ต้องมาหารือกันใน 8 พรรคร่วมช่วยกันคิดและผลักดัน
มีทางเลือกหลายทางสู่เป้าหมาย
เมื่อถามถึงท่าทีของส.ว.ในการลงมติหากการโหวตครั้งแรกไม่ผ่าน ครั้งต่อไปควรจะเป็นบุคคลเดิม หรือเพียงครั้งแรกก็น่าจะพอทราบผลแล้วว่าได้หรือไม่ได้ นายภูมิธรรมกล่าวว่า วันนี้เราชัดเจนคือร่วมมือกันผลักดันให้นายพิธาประสบความสำเร็จเป็นนายกฯจึงไม่อยากคิดคำว่าถ้า เพราะคิดว่าเราก็มั่นใจและนายพิธา ก็แสดงความมั่นใจว่าได้มีการพูดคุยกับ ส.ว.หลายๆ คนแล้ว ก็ยังเชื่อมั่นว่าส.ว.จะเข้าใจในปัญหาบางอย่างที่อาจจะมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนหรือมีอะไรที่ติดค้างได้พูดคุยกันไปหมดแล้ว พรรคพท.ก็เชื่อมั่น ไม่มีความคลางแคลงใจ พร้อมผลักดันเต็มที่ เพียงแต่ว่าในแต่ละพรรคหากจะมีอะไรส่งเสริมสนับสนุนหรือผลักดันให้มากขึ้นนั้นก็พร้อมที่จะทำเต็มที่ต่อไป เราเชื่อว่าจะผ่านไปได้ด้วยดี
“อย่างการลงมติเลือกรองประธานสภาคนที่หนึ่ง ก็มีส.ส.ของพรรคภูมิใจไทยที่ไม่ลงมติสนับสนุนคนที่มาจากพรรคก.ก.ก็แสดงให้เห็นว่าไม่ได้ปฏิเสธ แต่ก็ไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงว่าคิดอย่างไร ทั้งนี้ ขึ้นอยู่ที่พรรคก.ก.ว่าจะตัดสินใจและเลือกแบบไหน ซึ่งมีทางเลือกอยู่หลายทาง เพราะยังมีหนทางที่จะเดินไปสู่เป้าหมาย ทั้งเรื่องเสียงสนับสนุนจากส.ว. 64 เสียง หรือขอให้พรรคร่วมรัฐบาลเดิมสนับสนุนให้ 8 พรรคร่วม โดยไม่ต้องเข้ามาร่วมในคณะรัฐมนตรีด้วยก็ได้ อยู่ที่พรรคก.ก.ตัดสินใจและร่วมหารือกันใน 8 พรรค” นายภูมิธรรมกล่าว
เมื่อถามว่าพรรค พท.ได้เข้าไปช่วยพูด คุยกับส.ว.ด้วยหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า พรรค พท.ก็อาจจะช่วยพูดคุยกับส.ว.บางคนที่รู้จัก และอาจจะมีที่แนะนำให้พรรคก.ก.ไปพูดคุยทำความเข้าใจด้วยตัวเอง แต่ภารกิจหลักต้องเป็นพรรคแกนนำ ยอมรับว่ามีส.ว.หลายคนที่รู้จักกับส.ส.ของพท.หลายคนก็มีเจตนารมณ์หวังดีกับประเทศชาติ เพียงแต่อาจมีแนวคิดทางการเมืองบางเรื่องแตกต่างกัน แต่ก็มองว่าเป็นเรื่องที่ทำความเข้าใจกันได้
‘ตู่’ย้ำรทสช.ไม่ชงชื่อนายกฯ
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลประกาศเกียรติคุณเป็น “ค่าของแผ่นดิน” ประจำปี 2565 ว่าแผ่นดินนี้เป็นแผ่นดินของคนไทยทุกคน ถึงเวลาเราต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน เพื่อทำให้คนบนแผ่นดินมีความเจริญเติบโต มีความพอเพียง มีอาชีพ มีรายได้ที่เหมาะสม ในเรื่องของการทำความดีกับคนอื่น ซึ่งจะตอบกลับมาเป็นกุศลให้ตนเองและครอบครัวมีความสุข มีความเจริญ ไม่ไปอยู่ในท่ามกลางความขัดแย้ง และไม่ไปทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้น ไม่ว่าจะพูดหรือทำอะไรก็ตามเป็นเรื่องที่ควรจะทำโดยเฉพาะในเวลานี้
จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อทันทีถึงประเด็นทางการเมืองว่า ในเรื่องการเมืองมีอย่างเดียว วันนี้ทราบตั้งแต่เช้าแล้วได้มีการรับสนองพระบรมราชโองการในการแต่งตั้งประธานสภาและรองประธานสภาทั้ง 2 คน ซึ่งในฐานะรัฐบาลได้ทำตามขั้นตอนทุกประการไปด้วยความเรียบร้อยจนถึงวันนี้ ต่อไปคงเป็นเรื่องของสภา เรื่องของ ส.ส.ที่จะดำเนินการต่อไป ก็สุดแล้วแต่ว่าจะอะไรก็แล้วแต่ ก็เป็นเรื่องของมติต่างๆ
“ผมไม่มีคำตอบอะไรทั้งสิ้น ผมไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวอะไรทั้งสิ้นเลย ผมบอกไปตั้งนานแล้ว ฉะนั้นอย่าเอาผมไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งใดๆ ทั้งสิ้นเท่านั้นเอง บ้านเมืองมันไปไม่ได้” จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์เดินออกจากโพเดียมให้สัมภาษณ์ทันที
ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคร่วมรัฐบาลเดิมได้มีการพูดคุยอะไรกันหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่มี ไม่ได้พูดคุย เมื่อถามว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะเสนอชื่อนายกฯ หรือไม่ และยืนยันหรือไม่จะไม่มีการเสนอชื่อคนในพรรครวมไทยสร้างชาติ และเสนอชื่อคนในพรรคร่วมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ก็เขาพูดไปแล้ว พูดไปแล้วไงเล่า
ยันปชป.ไม่ฟรีโหวตนายกฯ
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า หลังได้หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ในวันที่ 9 ก.ค.แล้ว ก็จะมีการพิจารณาร่วมกันระหว่าง กก.บห. และ ส.ส.ทั้ง 25 คน ว่าจะมีทิศทางในการเลือกนายกรัฐมนตรีอย่างไร
“ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีฟรีโหวต ต้องเป็นไปตามมติพรรค และเชื่อว่าจะต้องรีบประชุมเพื่อให้ทันตามกำหนดที่ประธานสภา ผู้แทนราษฎรระบุว่าจะเลือกนายกฯ ในวันที่ 13 ก.ค. ซึ่งเราจะต้องมีความชัดเจนเพราะหากไม่ชัดเจนสังคมก็จะตั้งคำถามได้ และปกปิดไม่ได้เพราะต้องกระทำโดยเปิดเผยในสภาดังนั้น ทุกการดำเนินการในฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะการเลือกนายกฯ ที่ต้องเปิดเผยทุกคำพูดจึงต้องรับผิดชอบ เหนือสิ่งอื่นใดความเป็นพรรคต้องรับผิดชอบ” นายราเมศ กล่าว
นายราเมศกล่าวต่อว่า หากจะบอกว่าเสียงข้างมากชนะเลือกตั้งแล้วจะมาบังคับว่าประชาธิปัตย์ต้องเลือกคุณพิธาเป็นนายกฯ เราจะตั้งพรรคการเมืองไปทำไม ยุบไปรวมกับพรรคก้าวไกลดีไหมครับ ซึ่งไม่ใช่ ผมถึงบอกว่าประชาธิปไตยต้องรับฟังเสียงข้างน้อย ไม่ใช่เสียงข้างมาก บอกได้มา 14 ล้านเสียงแล้วพรรคนี้ไม่ยกมือให้เขาเป็นนายกฯ แล้วใช้สังคมประชาชนมากดดันว่าคุณไม่ยกมือให้เขาไม่ได้ ซึ่งสังคมก็เกรียวกราวตอบรับเขาล้นหลามทั้งประเทศ พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีสิทธิ์คิดหรือว่าเขาจะเลือกใครเป็นนายกฯ เราต้องทำตามกระแสแบบนั้นหรือ ซึ่งมันไม่ใช่ ที่ผมพูดไม่ได้ใช้ความรู้สึกส่วนตัว หรือความรู้สึกของความเป็นมนุษย์ แต่เป็นสิ่งที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ เหมือนสิทธิของประชาชนทั่วไป
‘เชาว์’ถอยกรูด-หวั่นครหา
นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “ยกเลิกนัด 8 ก.ค. ที่พรรคประชาธิปัตย์” ระบุตามที่ตนได้ประกาศนัดพบปะสมาชิกเสาร์ที่ 8 ก.ค. ที่ลานพระแม่ธรณีฯ เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันก่อนวันเลือกตั้ง กก.บห.พรรค เนื่องจากในวันดังกล่าวตรงกับการประชุมของ ส.ส.และ กก.บห.พรรคด้วย จึงมีการวิพากษ์วิจารณ์และตั้งข้อครหาไปทำนองว่าเป็นการจัดม็อบเพื่อกดดันการประชุม ส.ส.และ กก.บห.พรรค ซึ่งไม่เป็นผลดีใดๆ ต่อพรรคในสถานการณ์เช่นนี้
เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาที่เกิดขึ้น และเพื่อลดบรรยากาศความตึงเครียดก่อนการเลือกตั้ง จึงขอยกเลิกนัด 8 ก.ค. หากสมาชิกประสงค์พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือมีข้อเสนอเกี่ยวกับแนวทางการฟื้นฟูพรรคประชาธิปัตย์ ขอให้ไปในวันประชุมใหญ่ 9 ก.ค. ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์
ขอยืนยันอีกครั้งว่าทุกความเคลื่อนไหวขณะนี้เกิดจากความเป็นห่วงพรรค จากสัญญาณที่เห็นชัดว่าอาจมีการนำพาพรรคไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง กระทบต่อพรรคประชาธิปัตย์ในระยะยาวจนยากที่จะกอบกู้ การเลือกหัวหน้าและผู้บริหารพรรคใหม่ เป็นประตูบานแรกที่จะสร้างความเชื่อมั่นกับประชาชนว่า พรรคยังคงเป็นสถาบันการเมืองที่เชื่อถือและพึ่งพาได้ จึงควรเปิดกว้างให้ทุกเสียงในที่ประชุมมีสิทธิเท่ากัน ด้วยการงดเว้นการใช้ข้อบังคับที่ให้น้ำหนัก ส.ส.เป็นสัดส่วนในองค์ประชุม 70%
ส.ว.ไม่เอาแล้วยื่นตีความพิธา
วันเดียวกัน นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. ประธานกมธ.การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา กล่าวถึงการเข้าชื่อส.ว. ยื่นตีความคุณสมบัติแคนดิเดต นายกฯ นั้น ล่าสุดเห็นว่าไม่ใช่แนวทางและไม่เหมาะสม รวมถึงไม่ควรทำ แต่ขณะนี้ทราบว่าจะมี ส.ส.ที่อาจเข้าชื่อเพื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นคุณสมบัติของนายพิธา ดังนั้นควรปล่อยให้เป็นเรื่องของสภา ขณะเดียวกันทราบว่า กกต. อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของนายพิธาและเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ส่วนจะดำเนินการได้ทันก่อนโหวตเลือกนายกฯ หรือไม่นั้นตนไม่ทราบ
เมื่อถามว่าการโหวตเลือกนายกฯ มีผู้เสนอไม่ควรนำการแก้ไขมาตรา 112 หรือคุณสมบัตินายพิธามาตั้งแง่ เพราะเป็นคนละเรื่องกัน นายเสรีกล่าวว่า ไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ เพราะตามรัฐธรรมนูญกำหนดหน้าที่ให้สมาชิกรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ไม่ใช่แค่เลือกหรือไม่เลือก กรณีจะให้ความเห็นชอบต้องพิจารณารายละเอียดที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน ส่วนที่บางฝ่ายอ้างว่า ส.ว.ใช้อำนาจยับยั้งการแก้ไขมาตรา 112 ตอนพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ของวุฒิสภาได้นั้น ไม่สามารถรอให้ถึงตอนนั้นได้ เพราะส.ว.ต้องตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ทราบเจตนาผู้เสนอว่าต้องการใช้เป็นเวทีเปิดช่องวิพากษ์วิจารณ์สถาบัน
ขู่ถ้าชงชื่อซ้ำรอบ 2 งดออกเสียง
เมื่อถามถึงกรณีที่ส.ว.ให้ปัดตกชื่อ แคนดิเดตนายกฯ ที่โหวตไม่ผ่านรอบแรก นายเสรีกล่าวว่า ตามกติกาไม่มีสิ่งใดห้ามแต่อยู่ที่ความเหมาะ ความควร หากคนที่รัฐสภาไม่เห็นชอบในรอบแรกแล้วจะเสนอกลับมาอีกเพื่ออะไร หากทำเช่นนั้นอาจทำให้เกิดภาพได้ว่ามีการล็อบบี้กันเกิดขึ้นหรือไม่ ทั้งที่คะแนนรอบแรกปรากฏชัดเจนอยู่แล้ว “หากรอบแรกไม่ได้ รอบต่อไปต้องเปลี่ยนคน และหากรอบสองยังเสนอชื่อคนเดิม ส.ว.ก็ไม่จำเป็นต้องประท้วงหรือวอล์กเอาต์แค่นั่งบนเก้าอี้และงดออกเสียง ก็เพียงพอเพราะมีค่า เท่ากัน”
นางประภาศรี สุฉันทบุตร ส.ว. กล่าวว่า จากที่ให้สัมภาษณ์ ยืนยันว่าจนถึงขณะนี้ ยังสนับสนุนนายพิธาเป็นนายกฯ ไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 เรื่องหุ้นสื่อไอทีวี ที่ตนบอกว่าเป็นเรื่องขององค์กรที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณา ส.ว.ไม่มีหน้าที่ไปตัดสินในเรื่องเหล่านี้นั้น หมายความว่าขณะนี้เป็นวาระของการเลือกนายกรัฐมนตรี สำหรับเรื่องมาตรา 112 หากมีการเสนอเข้าสู่สภา ส.ว.ก็ต้องมีส่วนในการพิจารณากลั่นกรองกฎหมายตามหน้าที่ด้วยอยู่แล้ว “โดยส่วนตัวของดิฉันเอง ดิฉันไม่เห็นด้วยกับการไปเเก้ไขมาตรา 112 เมื่อเข้าสู่สภา เชื่อว่าข้อเสนอ หรือร่างพ.ร.บ.แก้ไขมาตรานี้จะตกไป”
ชัยธวัชป้อง‘ไหม’ปฏิญาณครบ
วันเดียวกัน นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่างกรณีนักร้องร้อง ป.ป.ช.ขอให้สอบจริยธรรม น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ก้าวไกล กรณีปฏิญาณตนว่า น.ส.ศิริกัญญาปฏิญาณตนตามปกติ แต่อาจมีบางช่วงที่หันไปคุยกับนายพิธา ตนยืนอยู่แถวเดียว กับน.ส.ศิริกัญญา อันที่จริงไม่น่าเป็นสาระอะไร การถวายสัตย์ไม่ตรงตามรัฐธรรมนูญสำคัญกว่าและเรื่องใหญ่กว่า แต่ไม่ทราบว่า นักร้องหายไปไหน หากจำกันได้เมื่อปี 2562 มีการปฏิญาณตนไม่ตรงตามรัฐธรรมนูญชัดเจนมาก
ส่วนเรื่องนี้จะเป็นอุปสรรคต่อการโหวตเลือกนายกฯ หรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่ากระบวนการปฏิญาณตนในสภาไม่เกี่ยวกับสถาบัน เป็นการปฏิญาณตนของ ส.ส.ต่อสภาและรัฐธรรมนูญ และย้ำว่าน.ส.ศิริกัญญาได้ปฏิญาณตนเรียบร้อยแล้วเพราะยืนข้างกัน เข้าใจว่าขณะนั้นสมาชิกต้องพูดตามประธานทีละประโยค แต่ไม่ทราบว่าเกิดอะไรเมื่อพูดชื่อเสร็จก็มีการปฏิญาณตนต่อโดยไม่รอประธาน ทำให้น.ส.ศิริกัญญาหันไปคุยกับนายพิธาว่าเหตุใดไม่รอประธาน เรื่องนี้จะไม่เป็นประเด็นทางข้อกฎหมายเพราะได้ปฏิญาณตนเรียบร้อย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่ถวายสัตย์ไม่ใช้ข้อความตามรัฐธรรมนูญที่เรื่องใหญ่กว่าก็ยังปล่อยผ่าน กันได้
ทั้งนี้ วันเดียวกัน นายศรีสุวรรณ จรรยา ได้นำคลิปในห้องประชุมมายื่นร้องต่อ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบกรณีดังกล่าว
ศิริกัญญาเห็นใจปปช.ต่อกรณีนี้
ที่พรรคก้าวไกล น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวกรณีที่ถูกร้องสอบจริยธรรมว่า เป็นสิทธิของนายศรีสุวรรณ การที่ส.ส.จะปฏิญาณตน คือประธานจะเป็นผู้กล่าวนำและให้ ส.ส.พูดตามทีละวรรค ตนยอมรับว่าตกใจเนื่องจากเกิดเหตุการณ์ผิดคิว เพราะในช่วงการกล่าวคำปฏิญาณเจ้าหน้าที่ยกมือส่งสัญญาณให้หยุดรอ ตนเห็นจึงหันไปหานายพิธา เพื่อจะบอกรอให้ประธานพูดก่อนแล้วค่อยพูดตาม แต่ในขณะนั้น ส.ส.ในที่ประชุมได้กล่าวกันไปแล้ว ทำให้ต้องพูดตามไปเรื่อยๆ จนจบ และได้พูดทวนอีกครั้งให้ครบ ถือว่าได้ปฏิญาณตนครบถ้วนสมบูรณ์ พร้อมแสดงความเห็นว่า หาก ป.ป.ช.ต้องตรวจสอบการกล่าวปฏิญาณตน ส.ส.ทั้ง 498 คน เป็นเรื่องที่ยากลำบาก เนื่องจากกล้องไม่ได้จับที่หน้าทุกคน
น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า มั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาภายหลังจากคำร้องดังกล่าว เนื่องจากสามารถอธิบายได้และมีพยานที่ได้อยู่ในเหตุการณ์ รับทราบว่าตนได้กล่าวคำปฏิญาณครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว โดยข้างซ้ายมีนายพิธา และข้างขวาเป็นนายปดิพัทธ์ เรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยมาก และเห็นใจ ป.ป.ช.ที่ต้องมา ตรวจสอบ ยินดีให้ตรวจสอบเชื่อว่าจะไม่มีผล กระทบต่อพรรคก้าวไกล วันนี้ได้เสนอตัวมาเป็นฝ่ายบริหาร การตรวจสอบย่อมเข้มข้นกว่าตอนที่เป็นฝ่ายค้าน จึงไม่ได้กังวลใจ
‘เรือง’จี้กกต.ส่งศาลรธน.ปมพิธา
ด้านนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เผยว่า การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของนายพิธา บางส่วนอาจเกี่ยวข้องกับลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (3) คือ นายพิธา ระบุด้วยลายมือมีรายได้จากการขายหนังสือ 431,712 บาท รายได้ เฉลี่ย 107,928 บาทต่อปี และมีทรัพย์สินรายการสิทธิและสัมปทานที่เป็นหนังสือ 4 รายการ ในฐานะเขียนเอง หรือร่วมกับผู้เขียนอื่น การที่นายพิธาแจ้ง ป.ป.ช. ว่า มีรายได้จากการขายหนังสือ และแจ้งหนังสือไว้ 4 รายการ ซึ่งเขียนเองหรือร่วมกับผู้เขียนอื่นนั้น จะทำให้นายพิธาเข้าข่ายเป็น “เจ้าของ” ในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ หรือไม่
ดังนั้น จึงมีเหตุอันควรขอให้ กกต.ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสี่ ต่อไปว่า สมาชิกภาพส.ส.ของนายพิธา สิ้นสุดลงตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่ และขอให้ดำเนินการตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสี่ โดยด่วน ด้วยการส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพส.ส.ของนายพิธา สิ้นสุดลงหรือไม่”
‘ติ่ง’โวยบีบปชป.ลงมติให้พิธา
วันเดียวกัน นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พวกที่กดดันให้พรรคโหวตนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี ถือเป็นตรรกะแปลกๆ ลืมรากเหง้าของความเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ลืมธรรมนูญ และอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์มาได้อย่างไร การโหวตพรรคก้าวไกลที่มีมติแก้กฎหมาย มาตรา 112 เท่ากับ การยกเลิก และเมื่อได้อ่านร่างกฎหมายฉบับที่พรรคก้าวไกลเขียนก็ชัดเจนแล้วว่าเจตนาเอาออกจากหมวดความมั่นคงและลดความสำคัญลง
“ดังนั้นการกดดันให้พรรคโหวตนายพิธา ก็เท่ากับการทำผิดอุดมการณ์ของพรรค แล้วจะเป็นสมาชิกพรรคอยู่ได้อย่างไร ธรรมนูญของพรรคเปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่เมื่อไร และเราทุกคนยังเชื่อมั่นในกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ว่าจะไม่ทำอะไรที่สิ้นคิดแบบนั้น จะโหนกระแสประชาธิปไตยแบบก้าวไกลทำไม ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าเป็นประชาธิปไตยแบบเผด็จการที่ชี้นิ้วสั่งคนนั้นคนนี้ และกดดันคนนั้นคนนี้ที่คิดเห็นต่างจากตนเอง เชื่อมั่นว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่โหวตนายพิธาแน่นอน” นางมัลลิกากล่าว