ขอรบ.ใหม่ตั้งกก.อิสระ พร้อมติดคุก-ที่ถูกฟ้อง!
จี้คืนความยุติธรรมคดีเสื้อแดง 99 ศพ ‘ธาริต’น้ำตาคลอ แถลงพร้อมญาติผู้สูญเสียได้รับบาดเจ็บ วอนขอนายกฯ คนใหม่ตั้งคณะกรรมการอิสระรื้อ ชี้เป็นต้นตอคสช.ปฏิวัติ เผยยื่นขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากรณีโดนฟ้องตามป.อาญา มาตรา 157 และมาตรา 200 ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เปิดใจโดนคำขู่นายทหารยศสูงไม่ให้ดำเนินคดี 99 ศพ ระบุ ‘ถ้าไม่ฟังกันพวกอั๊วปฏิวัติแล้วลื้อจะโดนย้ายคนแรก’ แล้วก็เป็นจริง ลั่นพร้อมติดคุกฟังคำตัดสินศาลฎีกาตัดสินคดีมาร์ค-เทือกฟ้องพรุ่งนี้
เมื่อวันที่ 8 ก.ค. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ นายธนากร แหวกวารี หัวหน้าทีมทนายความของนายธาริต นางพะเยาว์ อัคฮาด แม่น้องเกด พยาบาลอาสาที่ถูกกระสุนจากฝ่ายทหารยิงเสียชีวิตรวม 6 ศพภายในวัดปทุมวนาราม พร้อมญาติผู้เสียชีวิตและตัวแทนญาติคนตาย 99 ศพ ได้แถลงข่าว ร้องขอศาลฎีกาให้คืนความยุติธรรมให้ผู้เสียชีวิต 99 ศพ และครอบครัวผู้ตายกับผู้บาดเจ็บอีกกว่า 2,000 คน ในเหตุการณ์เมษายน-พฤษภาคม 2553 “99 ศพ สมควรได้รับคืนความยุติธรรมและพ้นจากตราบาปว่าเป็นผู้ผิด ใน 4 ประเด็นสำคัญๆ
นายธาริตกล่าวว่า ประเด็นที่ 1 สืบเนื่องจากเหตุการณ์ชุมนุมของ นปช. เมื่อช่วงเมษายน-พฤษภาคม 2553 ศูนย์ศอฉ.โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ออกคำสั่งให้สลายการชุมนุม โดยทหารใช้อาวุธปืนสงครามเอ็ม16 ทำให้มีผู้บาดเจ็บกว่า 2,000 คน และเสียชีวิต 99 ศพ จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้กรมสอบสวนคดีพิเศษซึ่งมีตนเป็นอธิบดีในขณะนั้น จำเป็นต้องทำหน้าที่เพื่อรักษาความยุติธรรม ด้วยการดำเนินคดีต่อผู้ออกคำสั่ง ในข้อหาตามมาตรา ป.อาญา มาตรา 288-289
นายธาริตกว่าวว่าจากการปฏิบัติหน้าที่ ดังกล่าวของตน ในนามอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในขณะนั้น ส่งผลให้ผู้ต้องหาในคดี คือ นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ยื่นฟ้องพนักงานสอบสวนในคดี ตามมาตรา 157 มาตรา 200 โดยกล่าวหาว่าพนักงานสอบสวนกลั่นแกล้งพวกตนให้ถูกดำเนินคดีเพื่อรักษาความยุติธรรม ทั้งต่อพนักงานสอบสวน รวมถึงผู้เสียชีวิต 99 ศพ และผู้บาดเจ็บอีกกว่า 2,000 คน ตนเห็นว่า หากเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้ทำหน้าที่ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดแล้วถูกฟ้องกลับและถูกดำเนินคดีตาม ป.อาญา มาตรา 157 มาตรา 200 อาจก่อให้เกิดลัทธิเอาอย่างด้วยการใช้ช่องโหว่ของกฎหมาย มาตรา 157 มาตรา 200 ฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐก็จะกลายเป็นแบบอย่างที่กระทำความผิดแล้วไม่ต้องรับผิด เพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐกลัวที่อาจจะต้องได้รับโทษอาญาเสียเอง

จี้คดี 99 ศพ – นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ นางพะเยาว์ อัคฮาด แม่น้องเกด พร้อมญาติคนตาย 99 ศพ ร่วมกันแถลงขอคืนความยุติธรรมให้ครอบครัวผู้ตายกับผู้บาดเจ็บอีกกว่า 2 พันคน ในเหตุการณ์เม.ย.-พ.ค. 2553 เมื่อวันที่ 8 ก.ค.
ดังนั้น ตนจึงได้ยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ป.อาญา มาตรา 157 และมาตรา 200 นั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยยื่นคำร้องผ่านศาลฎีกา ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ศาลยุติธรรมจะต้องส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งหมายความว่าศาลอาญาและศาลฎีกาจะวินิจฉัยเสียเองไม่ได้
นายธาริตกล่าวต่อไปว่า ประเด็นที่ 2 ตามที่มีข่าวเมื่อเดือนมิถุนายนว่า ตนได้เลื่อนการฟังคำพิพากษาศาลฎีกาหลายๆ ครั้ง โดยอาจเป็นการหลบเลี่ยงอย่างน่าสงสัยนั้น ตนได้ชี้แจงว่ามีการขอศาลอาญาเลื่อนคดีหลายๆ ครั้งจริง แต่มีสาเหตุมาจากเหตุสำคัญถึง 4 ประการ ได้แก่ 1.การส่งหมายศาลในครั้งแรกไม่ตรงกับภูมิลำเนาจำเลย 2.จำเลยเจ็บป่วยเป็นโควิดสองครั้ง เส้นเลือดในสมองตีบ และ เข้ารับการผ่าตัดไตทั้ง 2 ข้าง ที่โรงพยาบาลพญาไท 2 และโรงพยาบาลศิริราช 3.มีญาติ ผู้ตายของ 99 ศพยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในคดีนี้หลายรายหลายครั้ง และ 4.จำเลยยื่นขอให้ศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากฎหมายที่ใช้บังคับ กับคดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
เหตุจำเป็นทั้ง 4 ประการดังกล่าว ศาลอาญาต้องเลื่อนการอ่านคำพิพากษา เพราะต้องส่งให้ศาลฎีกาเป็นผู้สั่งคำร้อง ด้วยเหตุคดีอยู่ในอำนาจของศาลฎีกานั้นเอง การเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดีนี้หลายๆ ครั้ง จึงมีเหตุสำคัญและจำเป็นทั้ง 4 ประการ ดังกล่าว ซึ่งเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่ได้เกิดจากความผิดของนายธาริต ที่จะหลบเลี่ยงไม่ฟังคำพิพากษา
นายธาริตกล่าวต่อว่าประเด็นที่ 3 ตนและญาติของผู้ตายจำนวนมาก มีความกังวลและไม่สบายใจต่อคำพิพากษาศาลฎีกาที่จะอ่านโดยศาลชั้นต้น (ศาลอาญา) จึงร้องขอโดยญาติผู้ตาย เข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สามจำนวนมากหลายราย ส่วนตนก็ได้ร้องขอให้ศาลฎีกาส่งคดีไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามาตรา 157 มาตรา 200 แห่ง ป.อาญา ที่จะใช้บังคับคดีนั้น ขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญ ขณะนี้คำร้องต่างๆ ที่กล่าวมายังไม่ทราบผลว่าศาลฎีกาได้สั่งคำร้องอย่างไร โดยเฉพาะได้สั่งให้ส่งมาตรา 157 และมาตรา 200 ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความหรือไม่
นายธาริตกล่าวต่ออีกว่า ประเด็นที่ 4 ข้อกังวลและไม่สบายใจของตน และญาติผู้ตายเป็นอย่างยิ่งคือ ด้วยความเคารพต่อศาลฎีกา แม้ว่าศาลอาญาซึ่งเป็นศาลชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้องตนกับพวก เพราะเหตุว่าได้กระทำการตามหน้าที่และผู้ตายทั้ง 99 ศพ ไม่ได้กระทำความผิดใดๆ แต่หากศาลฎีกาจะได้พิพากษากลับไม่เป็นไปตามศาลชั้นต้น โดยลงโทษตนกับพวก ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่รักษากฎหมายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วย่อมเกิดผล อย่างใหญ่หลวงมาก อาจเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงทำนองนี้ได้อีกในประเทศไทย เพราะได้แบบอย่างว่าทำแล้วไม่ต้องรับผิดและเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งดีเอสไอและหน่วยงานอื่นๆ จะไม่กล้าดำเนินคดีเพราะอาจต้องติดคุกเสียเอง
อดีตอธิบดีดีเอสไอกล่าวว่าคำพิพากษาของศาลฎีกาซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานในคดีนี้จึงสำคัญอย่างที่สุด “ผมได้แถลงชี้แจงมาเป็นลำดับก็ด้วยผมมีความประสงค์จะร้องขอให้ศาลฎีกาได้โปรดเมตตาคืนความยุติธรรมให้แก่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ซึ่งถึงแก่ความตาย 99 ศพ พร้อมครอบครัวผู้สูญเสีย และผู้บาดเจ็บอีก 2,000 คน รวมถึงตัวผม กับพวกที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐผู้รักษากฎหมายด้วย ในสถานการณ์ของบ้านเมืองเช่นนี้คงมีแต่ศาลยุติธรรม โดยเฉพาะศาลฎีกาและศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่จะผดุงความยุติธรรมตามความเป็นจริง และความยุติธรรมตามธรรมชาติที่สมควรจะพึงมีอยู่ต่อไป ด้วยความเคารพและคาดหวังเป็นอย่างสูง แล้วในวันที่ 10 ก.ค.66 นี้จะเกิดอะไรขึ้นผมบอกเลยว่า เป็นเรื่องที่น่าสนใจและมีผลต่อความยุติธรรม”
นายธาริตเปิดเผยด้วยว่าครั้งหนึ่งตนถูกเรียกตัวไปในค่ายทหารแห่งหนึ่งในถนนราชดำเนิน เป็นนายทหารยศสูงซึ่งไม่ขอ เอ่ยชื่อ เขาบอกว่า ธาริตอย่าดำเนินคดี 99 ศพ ถ้าไม่ฟังกันพวกอั๊วปฏิวัติแล้วลื้อจะโดนย้ายคนแรก ตนถือว่านี่คือคำขู่ ดังนั้นเมื่อปฏิวัติ ไม่ถึง 24 ชั่วโมงก็ถูกย้ายจริงๆ
นายธาริตกล่าวด้วยน้ำตาคลออีกว่า อย่างไรก็ตาม ตนขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้แต่งตั้งคณะกรรมการอิสระ ซึ่งขอใช้คำว่า ซีเนียร์ ซูเปอร์ บอร์ด เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดดึงความยุติธรรมให้ 99 ศพ ตนพร้อมไปศาลในวันจันทร์นี้ และพร้อมติดคุก ซึ่งเป็นการต่อสู้ที่ไม่สูญเปล่า
ด้านนายณัทพัช อัคฮาด น้องชาย พร้อมด้วยกลุ่มคนเสื้อแดง น.ส.กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม เมื่อปี 2553 กล่าวว่า เพิ่งมาทราบจากนายธาริต การสลายการชุมนุมเป็นเหตุผลหลักในการรัฐประหารนั้นก็เพิ่งมารู้วันนี้เพิ่งปะติดปะต่อภาพ เพราะว่าวันที่เกิดการรัฐประหารตนอยู่ในเหตุการณ์แล้วก็ถูกทหารควบคุมตัวไปในวันที่รัฐประหารเลย ซึ่งเขาก็ถามผมว่าคุณคือณัทพัช คือญาติผู้สูญเสียปี 2553 ใช่ไหม ตนตอบว่าใช่พอใช่ปุ๊บก็เก็บของขึ้นรถนั้นเลยก็เอาไปขังไว้เลยก็สอดคล้องกันกับที่นายธาริตพูด
นายณัทพัชยังกล่าวว่า ในการทำงานของเจ้าหน้าที่อย่างที่นายธาริตได้พูดไปเป็นการทำงานที่ทำไปด้วยศักยภาพ แล้วเจตจำนงของข้าราชการที่ต้องทำเพื่อประชาชนจริงๆ หาได้น้อยมากที่จะมีข้าราชการที่มีกระดูกสันหลังเหยียดตรงกล้าทำ เพื่อความถูกต้อง แล้วสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีกสองวันจะได้รู้ว่าข้าราชการที่มีกระดูกสันหลังเหยียดตรงและไม่โค้งงอให้กับอำนาจทางการเมืองจะมีที่ยืนในประเทศนี้หรือไม่ จะเป็นบรรทัดฐานที่ชัดเจนที่จะประจานตัวเองสู่สังคมโลกให้เขารับทราบว่าประเทศนี้ข้าราชการที่ทำเพื่อประชาชนกลับถูกรังแกกลับถูกกลั่นแกล้ง
นายณัทพัชยังกล่าวว่า ที่ตนพูดได้เพราะว่าเราก็ถูกกลั่นแกล้งมาตลอดจริงๆ เหมือนที่ทุกท่านเจอทุกท่านทราบ ตนก็ยังโดนอยู่ตอนนี้มี 44 คดีที่ผ่านมา ไม่มีเลยที่แม้แต่ความยุติธรรมที่จะได้รับ อยากให้ท่านผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย ถ้าพิพากษาที่ค้านสายตาประชาชน เห็นว่าคนที่ตายอยู่ตรงนั้นน่ะไม่มีตัวตนแล้วก็เลือดของเขาที่เป็นสีแดงมันจะเป็นตราบาปและฝังอยู่ในชุดข้าราชการสีขาวของท่าน ไม่ว่าจะฟอกขาวตัวเองแค่ไหนมันก็จะไม่มีวันทางเข้าอย่างบริสุทธิ์
ด้านนายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายธาริตแถลงข่าวพาดพิงบิดเบือนก่อให้เกิดความเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรม และเสียหายต่อนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ว่า หลักการสำคัญในเรื่องนี้ขอย้ำว่าสิ่งที่นายธาริตออกมาพูด กล่าวหานายอภิสิทธิ์และนายสุเทพนั้น ได้พิสูจน์ความจริงจนสิ้นกระแสความแล้วจากกระบวนการยุติธรรม จากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) การพิสูจน์ความจริงผ่านกระบวนการยุติธรรมนั้น เนื่องจากมีการยื่นฟ้องนายอภิสิทธิ์ ต่อศาลอาญา ในข้อหาเจตนาฆ่า ผู้ชุมนุม สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยต่างๆ สลายการชุมชุม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ซึ่งเป็นข้อหาที่ร้ายแรง แต่ศาลชั้นต้นยกฟ้อง เพราะไม่มีเขตอำนาจในการพิจารณาคดีนี้ โดยศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา มีคำพิพากษายกฟ้องเช่นกัน
นายราเมศกล่าวว่า อำนาจการพิจารณาคดีจึงตกไปอยู่กับป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่มีอำนาจโดยตรง โดยผลการวินิจฉัยของ ป.ป.ช. รับฟังเป็นที่ยุติว่า เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย ด้วยเหตุผล “อยู่ในช่วงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลว่า การชุมนุมของกลุ่ม นปช. มิใช่การชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญ และมีบุคคลที่มีอาวุธปืนปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. จึงมีเหตุจำเป็นที่ ศอฉ. ต้องใช้มาตรการขอพื้นที่คืน เพื่อให้เกิดความสงบสุขในบ้านเมือง โดยมีคำสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่นำอาวุธติดตัว หากมีความจำเป็นสามารถนำมาใช้เพื่อระงับยับยั้งได้ไปตามสถานการณ์ หรือเหตุการณ์เฉพาะหน้า หรือป้องกันตนเองได้ อันเป็นไปตามหลักสากล ตามนัยคำพิพากษาศาลแพ่ง ในคดีหมายเลขดำที่ 1433/2553” และศาลฎีกาได้เคยวินิจฉัยไว้ในคดีเลขที่ 1699/2560 “ว่าการกระทำของนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง” ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่สอดคล้องต้องกัน ยุติด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เพราะได้ผ่านการค้นหาความจริงด้วยกระบวนการยุติธรรม
นายราเมศกล่าวต่อว่า การที่นายธาริตแถลงมาทั้งหมดทำไมไม่เอาไปสู้คดีในชั้นศาล ทำไมไม่เอาข้อเท็จจริงไปเข้าสู่กระบวนการของศาลในคดีที่เคยสั่งให้ดำเนินคดีนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ส่วนที่นายธาริต กล่าวว่า” จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้กรมสอบสวนคดีพิเศษซึ่งมีตนเป็นอธิบดีในขณะนั้น จำเป็นต้องทำหน้าที่เพื่อรักษาความยุติธรรม ด้วยการดำเนินคดีต่อผู้ออกคำสั่งให้ทำร้ายประชาชน ในข้อหาตามมาตรา ป.อาญา มาตรา 288-289” ในประเด็นนี้ เคยย้ำมาตลอดเวลาว่า ยุติแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาและคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช ว่านายอภิสิทธิ์และนายสุเทพไม่ได้กระทำความผิดเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย นายธาริตถูกฟ้องกลับในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบสืบเนื่องมาจากการดำเนินคดีนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก ขณะนี้รอฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งนายธาริตเลื่อนฟังคำพิพากษามาหลายครั้ง ทำไมไม่เอาสิ่งที่แถลงเข้าสู่สำนวนคดีที่นายธาริตถูกฟ้อง แล้วต่อมาทำไมถึงต้องให้การรับสารภาพ แสดงว่านายธาริตยอมรับว่าได้ดำเนินกระบวนการดำเนินคดีนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะถ้ายืนยันว่าปฏิบัติหน้าที่ได้ถูกต้องตามกฎหมายแล้วจะรับสารภาพทำไม กลับมากล่าวหาบุคคลอื่น แสดงว่าที่ให้การรับสารภาพต่อศาลคือคำให้การเท็จใช่หรือไม่
“ทั้งนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ไม่เคยปฏิเสธกระบวนการยุติธรรม ไม่เคยเรียกร้องให้มีการนิรโทษกรรมให้กับตนเอง ต่อสู้คดีจากข้อกล่าวหา จนผ่านกระบวนการตรวจสอบการพิสูจน์ด้วยกระบวนการยุติธรรมว่าไม่ได้ทำผิดตามที่กล่าวหา การที่นายธาริตออกมาแถลง คำแถลงเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม บิดเบือนให้สังคมสับสน เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตรงไปตรงมาไม่ต้องกลัวว่าจะถูกดำเนินคดี นายธาริตอย่าพยายามยกเรื่องนี้มาลบล้างการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่ชอบในการดำเนินคดีนายอภิสิทธิ์และนาย สุเทพ คนจริงเขาไปสู้ในศาล ไม่ใช่มาพูดนอกศาลให้ตนเองดูดี ควรเคารพกระบวนการ ยืนกรานต่อสู้ตามหลักกฎหมาย และอย่าอายต่อความจริง ไม่เช่นนั้นเรื่องนี้จะไม่มีข้อยุติและ จะนำเหตุการณ์นี้มาบิดเบือนเพื่อทำลายผู้อื่น อยู่ตลอดเวลา” นายราเมศกล่าว