ลุ้นหยุดปฏิบัติหน้าที่สส. ในระหว่าง-รอวินิจฉัย ส้มพรึ่บให้กำลังใจล้น สว.โอเคถ้าเลิกยุ่ง‘112’ ปชป.เลือกหน.ใหม่ล่ม

จับตา กกต.ชิงยื่นศาลรธน.สอย ‘พิธา’ คดีหุ้นสื่อก่อนวันโหวต นายกฯ ‘พิธา’เดินสายขอบคุณชาวสุพรรณบุรี ก่อนเข้ากรุงพบด้อมส้มที่ฝ่าฝนมาให้กำลังใจแน่นเซ็นทรัลเวิลด์ ปลุกส.ส.-ส.ว.ร่วมเปลี่ยนอนาคตไทย เลขาฯ เพื่อไทยเผยก้าวไกลมั่นใจผ่านฉลุยตั้งแต่รอบแรก 13 ก.ค. ‘อดิศร’ ขู่ส.ว.อย่าทำตัวใหญ่กว่าประชาชน ระวังไม่มีที่อยู่ ‘ส.ว.สมชาย’ย้ำหากก้าวไกลเลิกแก้มาตรา 112 ก็น่าจะโอเค ‘สังศิต’ประกาศจุดยืนวางตัวเป็นกลาง ปชป.เลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ล่ม กลุ่มเพื่อนมาร์คคว่ำองค์ประชุม ต้องหาวันใหม่

จับตากกต.ชิงยื่นศาลปมหุ้นสื่อ
เมื่อวันที่ 9 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กรณีมีผู้ยื่นร้องขอให้พิจารณาและส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 ว่าการที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มีชื่อถือครองหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) จำนวน 42,000 หุ้น เข้าลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งส.ส.ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98(3) และเป็นเหตุให้สมาชิกภาพส.ส.สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) หรือไม่ ได้มี การรวบรวมข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย พยานหลักฐานต่างๆ และประสานข้อมูลกับคณะกรรมการไต่สวนนายพิธา กรณีรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งแต่ยังคงลงสมัครตามมาตรา 151 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. โดยคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้สรุปข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน ข้อกฎหมายเสร็จสิ้นแล้ว จะเสนอที่ประชุมกกต.ในวันที่ 10 ก.ค และคาดว่าที่ประชุมกกต.จะมีมติ ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ โดยให้สำนักงานดำเนินการทันที

หากกกต.มีมติและเสนอเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญที่ปกติจะมีการประชุมประจำสัปดาห์ในวันพุธ ซึ่งสัปดาห์นี้จะตรงกับวันที่ 12 ก.ค. หากศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัย และมีคำสั่งให้นายพิธาหยุดปฏิบัติส.ส.ไว้จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยย่อมมีผลต่อการโหวตสนับสนุนนายพิธาเป็นนายกฯ ตามที่ประธานสภานัดประชุมรัฐสภาวันที่ 13 ก.ค

ส้มสุพรรณ – นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล ขึ้นเวทีขอบคุณชาวสุพรรณบุรี ที่เลือกพรรคก้าวไกลเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ที่ลานสนามกีฬาโรงเรียนอนุบาลวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร จ.สุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 9 ก.ค.

‘พิธา’ขอบคุณคนสุพรรณฯ
เมื่อเวลา 10.30 น. ที่บริเวณลานสนามกีฬาฟุตบอลของโรงเรียนอนุบาลวัดป่าเลยไลยก์วรวิหาร อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล(ก.ก.) ลงพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี เพื่อขอบคุณพี่น้องประชาชน โดยแฟนคลับ มาต้อนรับราว 500 คน

นายพิธาขึ้นเวทีกล่าวว่า ตนพร้อมจะเป็นนายกฯ ของทุกคนทั้งประเทศไทย ถึงแม้ว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคก้าวไกลไม่ได้ ส.ส.เขตของสุพรรณบุรี แม้แต่คนเดียว แต่คะแนนส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) เรามาเป็นอันดับหนึ่ง แล้วคนสุพรรณบุรีน่ารักแบบนี้จะไม่ให้ผมมาหาท่านได้อย่างไร จริงๆ แล้วตนมาสุพรรณบุรีบ่อยครั้ง เคยอยู่กับพี่น้องชาวนา พี่น้องโรงสี เห็นแกลบรู้ว่าเป็นแกลบ เห็นรำรู้ว่าเป็นรำ เห็นขี้เถ้ารู้ว่าเป็นขี้เถ้า ใครบอกว่าพิธาไม่สนใจเป็นไปไม่ได้ และยังรู้ว่าของดีที่สุพรรณบุรีคือมาที่นี่ ต้องกินอะไร กินข้าวที่ไหน กินปลาสลิดที่ไหน แต่ไม่กินอยู่อย่างเดียว คือ “แห้วสุพรรณ”

เหลือเวลาอีกเพียง 4-5 วันเท่านั้น ที่จะมีการเลือกนายกฯ คนที่ 30 ของประเทศไทย คราวนี้ไม่แห้วแน่นอน กลับมาสุพรรณบุรี ครั้งนี้ ไม่ใช่มาในฐานะนักธุรกิจ ไม่ใช่ในฐานะ ส.ส. แต่กลับมาในฐานะแคนดิเดต นายกฯของพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลทั้ง 8 พรรค พร้อมที่จะเอาความรู้ความสามรถของแต่ละพรรคทั้ง 8 พรรค ในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องชาวสุพรรณบุรี จริงๆ แล้วในระบอบประชาธิปไตยพี่น้องชาวสุพรรณบุรี บอกว่ามาแล้ว 270,000 คะแนน บอกว่าให้ไปจัดตั้งรัฐบาล รีบๆ ไปพิจารณางบประมาณแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับระบบการศึกษาของที่นี้ ช่วยกันคืนคุณครูให้กับห้องเรียน ให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยของนักเรียน

วอนส.ส.-ส.ว.เปลี่ยนอนาคตไทย
เวลา 16.30 น. ที่ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ กทม. นายพิธาจัดกิจกรรมขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่เลือกพรรคก้าวไกล โดยมีแกนนำพรรคและส.ส.กทม.มาร่วมด้วย ท่ามกลางแฟนคลับพรรคก้าวไกลมาร่วมกิจกรรมจำนวนมาก ซึ่งแฟนคลับบางส่วนได้ต่อคิวเพื่อรอถ่ายภาพร่วมกับส.ส.อย่างคึกคัก โดยเริ่มจากการให้ส.ส.ของพรรคทยอยขึ้นกล่าว กระทั่งเวลาประมาณ 18.00 น. นายพิธาขึ้นเวทีพบปะชาวกทม. แม้บางช่วงมีฝนตกลงมาแต่ไม่มี ใครถอย

นายพิธากล่าวปราศรัยว่า ฝนจะตก ฟ้า จะร้อง ประชาชนก็ไม่เคยทิ้งตน และตนจะ ไม่ทิ้งประชาชนเช่นกัน เรามาไกลเกินกว่าจะถอยแล้วใช่ไหมพี่น้อง เหนื่อยอีกนิดเดียวพวกเราจะถึงเส้นชัยไปด้วยกัน เหลือเวลาอีกเพียง 4 วันเท่านั้นที่จะเป็นเวลาประวัติศาสตร์ ทั่วโลกกำลังจับตาดูพวกเราอยู่ เวลาที่เหลือ 4 วันเราจะถึงเส้นชัยอย่างแน่นอน ในวันที่ 13 ก.ค.จะเป็นการตัดสินใจของนักการเมืองทั้งสภาล่างและสภาสูงว่าสภาในอีก 1 ทศวรรษหรือศตวรรษของประเทศไทยจะเป็นแบบไหน ถ้าตัดสินใจถูกต้อง ให้โอกาสประเทศ ไทย และอยู่กับอนาคต ประเทศไทยจะเจริญไม่เป็นสองรองใครแน่นอน แต่ถ้าเราเลือกผิด ฝืนมติประชาชน ทำให้ไม่ปกติของการเมืองไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมายังคงไม่ปกติต่อไป ตนไม่รู้ว่าโอกาสทองแบบวันที่ 13 ก.ค.นี้จะมาถึงอีกเมื่อไร

ขอส่งข้อความถึงประชาชนว่าถ้าพวกคุณไม่ถอยตนก็ไม่ถอยเช่นกัน ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าพวกเราร่วมมือกัน ดังนั้น 13 ก.ค.นี้ ตนพร้อมที่จะเป็นนายกฯ ของพวกคุณทุกๆ คน ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นใหม่ รุ่นใหญ่ หรืออยู่ตรงไหนของประเทศไทย จะเลือกหรือไม่เลือกผมก็ตามขอให้นายกฯ ที่ชื่อพิธาได้รับใช้พวกคุณทุกคน ฝากถึงเพื่อนส.ส. เราทุกคนล้วนเป็นผลลัพธ์จากความอปกติของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผ่านการยุบพรรค การรัฐประหาร นิติสงคราม ไม่ว่าท่านจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาลสามารถให้โอกาสประเทศ ไทย คืนความปกติให้กับประชาชนทุกคน ขออย่าพลาดโอกาสนี้ เพราะประชาชนอาจจะหมดศรัทธาในระบบรัฐสภา หมดศรัทธาในตัวพวกท่าน แล้วจะไม่ให้อภัยพวกเราอีก ขออย่าทำให้ประชาชนต้องผิดหวัง

กำลังใจแน่น – นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล ขึ้นเวทีขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่เลือกก้าวไกลเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล โดยมีด้อมส้มฝ่าฝนมาให้กำลังใจแน่นลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ กทม. เมื่อวันที่ 9 ก.ค.

ขออย่าฝืนธรรมชาติอีกเลย
ฝากถึงพี่ๆ เพื่อนๆ สมาชิกวุฒิสภา แม้ว่าที่มาของพวกเราจะแตกต่างกัน แต่เราคือนักการเมืองของประชาชนเหมือนกัน ตนขอแสดงความขอบคุณและชื่นชมทุกท่านที่บอกว่าจะเป็นส.ว.ที่ลงมติตามรัฐบาลเสียงข้างมาก และจะไม่โหวตสวนมติประชาชนแน่นอน ดังนั้น ขอให้ทุกคนในที่นี้ปรบมือดังๆ ยาวๆ ให้กับทั้งส.ส.และส.ว. ที่มาของพวกเราอาจ ต่างกัน แต่เมื่อตนได้พูดคุยกับพวกเขาก็ห่วงชาติบ้านเมืองไม่ต่างกันจากตน เมื่อตนเป็นนายกฯ จะขอทำงานร่วมกันในช่วง 1 ปีสุดท้ายที่เหลือของพวกท่าน ขออนุญาตปรึกษาและทำงานกับส.ว.ใน 1 ปีที่เหลือของท่านเพื่อประชาชนเท่านั้น ไม่มีดีลลับ มีแต่ดีลรัก

ฟ้าหลังฝนย่อมสวยงามเสมอ ฝนตกมานานมากพอแล้ว ถึงเวลาฟ้าเปิดอย่าฝืนธรรมชาติอีกเลย เวลาฝนตกมันลงมาที่ดินและตกทั่วฟ้า ฝนตกขึ้นฟ้ามันฝืนธรรมชาติ เป็นไปไม่ได้ เราให้ธรรมชาติเป็นธรรมชาติ ให้ระบบเป็นระบบ

“ผมไม่ใช่นายกฯ ที่สมบูรณ์แบบ แต่จะเป็นนายกฯ ที่ขยันที่สุด ขอสัญญากับทุกคนว่าผมมีปัญหาคิดไม่ออกเมื่อไรก็จะกลับมาที่ถนนและพูดคุยรับฟังพี่น้องประชาชน และขอถวายชีวิตนี้ให้กับประชาชนทั้งประเทศ สัญญากับทุกท่านไม่ได้ว่าการเดินทางของพวกเราจะราบรื่นไปเสียทุกอย่าง แต่หากมีอุปสรรคขวากหนามไปเรื่อยๆ และตราบใดที่เราเดินอยู่ด้วยกันรับรองจะคุ้มค่าแน่นอน และในเมื่อผมสารภาพกับทุกคนอย่างนี้แล้วขอเสียงคนที่จะเดินไปพร้อมกับนายกฯ ที่ชื่อพิธาหน่อย เอาให้ดังไปถึงทำเนียบรัฐบาลเลย วันนี้ไม่มีเหน็ดเหนื่อย ไม่มีท้อแท้ ถึงเวลาที่ประเทศนี้ต้องขับเคลื่อนไปด้วยความหวัง พอกันทีกับความกลัว วันนี้ทุกอย่างอาจจะมืดมิด แต่ผมสัญญาว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันที่สว่างไสวของพี่น้องประชาชน” นายพิธากล่าว

พรรคร่วมจี้ตอบให้โหวตกี่ครั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานจาก 8 พรรคร่วมรัฐบาลถึงความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาลว่า หลังจากที่นายชัยธวัช ตุลาธน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคก้าวไกล นัดหารือ 8 พรรคร่วมรัฐบาลเพื่อเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับการโหวตนายกฯ ในวันที่ 11 ก.ค. เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภานั้น ทางพรรคร่วมรัฐบาลเตรียมสอบถามถึงความชัดเจนจากทางพรรคก้าวไกลถึงแนวทางการโหวตนายพิธาว่าจะต้องโหวตเลือกกันกี่ครั้ง ในกรณีที่โหวตนายพิธา รอบแรกไม่ผ่าน โดยถ้า ส.ว.ไม่ยกมือโหวตให้ หรือยกมือโหวตให้เพียงบางส่วน พรรค ก้าวไกลจะดำเนินการอย่างไรต่อ

นอกจากนี้จะได้มีการสอบถามถึงข้อเสนอที่ว่าจะให้โหวตนายพิธาไปเรื่อยๆ จนกว่า ส.ว.จะหมดวาระการดำรงตำแหน่งช่วงเดือน พ.ค.2567 นั้นเป็นความจริงหรือไม่

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเรียกประชุม ส.ส.พรรคในวันที่ 12 ก.ค. เวลาประมาณ 14.00 น. ที่พรรคหลังเสร็จการประชุมสภาในช่วงเช้า เพื่อกำหนดแนวทางการโหวตเลือกนายกฯ ในวันที่ 13 ก.ค. โดยพรรคเพื่อไทยยังคงยืนยันหลักการ และเจตจำนงที่จะผลักดันนายพิธาให้เป็นนายกฯ คนที่ 30 อย่างเต็มความสามารถ รวมทั้งสนับสนุนให้พรรคก้าวไกลเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทั้งนี้ ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยจะโหวตไปในทิศทางเดียวกัน คือโหวตให้นายพิธาเป็นนายกฯ ส่วนจะต้องโหวตกี่ครั้งคงต้องขึ้นกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

พท.เผยกก.คุยรอบแรกฉลุย
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีนายชัยธวัช ตุลาธน ส.ส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคก้าวไกล นัดหารือ 8 พรรคร่วมรัฐบาลเพื่อเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับการโหวตนายกฯ ว่า มีการนัดประชุม 8 พรรคร่วมรัฐบาลในวันที่ 11 ก.ค. เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีวาระที่จะคุยกันคือเรื่องการโหวตนายกฯ การสรุปสถานการณ์ทางการเมือง เข้าใจว่าไม่มีการพูดคุยกันถึงกรณีที่หากไม่สามารถโหวตนายพิธาได้ในครั้งแรกนั้น จะโหวตอีกกี่ครั้ง เนื่องจากทางพรรคก้าวไกลมั่นใจว่าโหวตครั้งเดียวผ่าน ยืนยันว่าพรรคร่วมทั้ง 8 พรรค เราจะเสนอชื่อนายพิธาเพียงชื่อเดียว

ต่อข้อถามว่าเบื้องต้นพรรคก้าวไกลได้ แจ้งมาหรือไม่ว่าขณะนี้มีเสียง ส.ว.ที่จะสนับสนุนนายพิธากี่เสียง นายประเสริฐกล่าวว่า ไม่ได้แจ้ง ผู้สื่อข่าวถามว่ากังวลหรือไม่ที่อาจจะมีการเสนอชื่อคนแข่ง นายประเสริฐกล่าวว่า มีการประเมินเรื่องนี้เช่นกัน ซึ่งกำลังจับตา ดูสถานการณ์อยู่ แต่เท่าที่ฟังจากการให้สัมภาษณ์ของหัวหน้าพรรคหลายๆ พรรคนั้น ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ฉะนั้น โอกาสที่จะมีการเสนอแข่งนั้นคิดว่ายัง ไม่น่ามี แต่ต้องติดตามสถานการณ์ของแต่ละพรรคต่อ คาดว่าแต่ละพรรคอาจมีการประชุมในวันที่ 11 ก.ค.

‘อดิศร’ขู่ส.ว.ระวังไม่มีที่อยู่
ด้านนายอดิศร เพียงเกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคการเมืองที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ ซึ่งเรียกว่าฝ่ายประชาธิปไตยได้มัดกันเป็นข้าวต้ม โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล โดยมีประชาชนเหมือนตอกไม้ไผ่ ซึ่งพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล จะต้องเป็นพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล จะต้องเป็นนายกฯ 312 เสียง ยืนยันว่าจะไม่มีการแตกเสียงกัน

นายพิธาเป็นคนหนุ่มอายุ 42 ปี ได้รับการเลือกจากประชาชนที่จะให้เป็นนายกฯ คนที่ 30 ของประเทศไทย ที่ผ่านมาคนไทยขาดคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศมานานแล้ว กว่า 10 ปี ที่ผ่านมาประเทศไทยต้องเสียโอกาสและเศรษฐกิจของประเทศไม่ดีการที่นายพิธา จะเข้ามาเป็นนายกฯ ถือเป็นบุคคลเหมาะสมที่สุดแล้วที่จะเข้ามากอบกู้เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการต่างประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนจากพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ที่มีเสียง ส.ส. 141 เสียง

ในวันที่ 13 ก.ค.นี้จะมีการประชุมรัฐสภาครั้งที่ 1 โดยรัฐสภามี ส.ว.กับ ส.ส.รวม 750 คน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือเป็นรัฐธรรมนูญที่เรียกได้ว่า เ_ล_ว มากที่สุด เพราะมีการให้ ส.ว.มาเลือกนายกฯ ได้ ตนพูดคุยกับ ส.ว.บางคนแล้ว อยากให้ทุกคนเคารพประชาชนที่ได้เลือก ส.ส.เข้ามา ตนได้ยกมือไหว้พร้อมบอกว่า ส.ว.เป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะ ไม่ควรต้องตั้งข้อสงสัยอะไรมากมาย เพราะประชาชนได้ตัดสินไปแล้ว อย่าไปสวนทาง ท่านจะทำตัวใหญ่กว่าประชาชนไม่ได้ หากทำตัวใหญ่กว่าประชาชน เชื่อได้เลยว่า ส.ว.จะไม่มีที่อยู่

‘อ.นันทนา’ส่งจม.ถึงวุฒิฯ
วันเดียวกันรศ.ดร.นันทนา นันทวโรภาส คณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก ส่งจดหมายเปิดผนึก ถึงส.ว.ว่า เรียน ท่านส.ว. ที่นับถือ วันที่ 13 ก.ค.นี้ คือวันที่ท่านจะได้ใช้อำนาจโหวตนายกฯ ตามตำแหน่ง ชี้ชะตาประเทศไทย การตัดสินใจ ลงมติของท่าน จะส่งผลอย่างใหญ่หลวง ต่อประเทศชาติ ประชาชน และตัวท่านเอง

นายพิธาได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนน 14.,438.851 คะแนน ได้ส.ส. รวม 151 คน เป็นพรรคที่ชนะเลือกตั้งมาเป็นอันดับหนึ่ง จึงเป็นความชอบธรรม ที่จะได้รับตำแหน่ง นายกฯ ตามฉันทามติของประชาชน

ข้อกล่าวหาทั้งหลายต่อตัวนายพิธา ล้วนเป็นเพียงข้อกล่าวหา ซึ่งตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา 29 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า ในคดีอาญาให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลย ไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษา อันถึงที่สุด แสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้น เสมือนเป็นผู้กระทำผิดมิได้

กรณีนายพิธา ยังไม่มีศาลใดพิพากษา หรือแม้แต่ประทับรับฟ้อง ย่อมถือว่านายพิธา เป็นผู้บริสุทธิ์ จึงเป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ ที่จะได้รับการลงมติให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

หากท่านส.ว.เลือกที่โหวตนายกฯ ตามเจตจำนงของมหาชน โดยเห็นชอบให้นายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศก็จะเดินหน้าตามครรลองประชาธิปไตยต่อไป ประชาชน ย่อมยินดี ที่เสียงของพวกเขาได้รับการตอบสนอง ในฐานะเจ้าของประเทศ บ้านเมืองก็จะสงบสุข ไม่มีการเมืองบนท้องถนน

ตัวท่านเอง ก็จะได้รับการยกย่องว่าเป็นส.ว.ผู้กล้าหาญ มีจิตวิญญาณประชาธิปไตย เป็นอิสระจากระบบอุปถัมภ์ทั้งปวง ครอบครัวของท่านก็จะได้รับการยอมรับนับถือจากสังคม

ผิดจากนี้ ท่านอาจตกเป็นจำเลยของสังคม ในข้อหาเป็นผู้ขัดขวางกระบวนการประชา ธิปไตยของประชาชน

ท่านเลือกได้ ที่จะให้ประวัติศาสตร์จะจำชื่อเสียงวงศ์ตระกูลของท่าน ในฐานะวีรบุรุษประชาธิปไตย ที่สังคมจะยกย่องสรรเสริญตลอดไป หรือจะเป็นโมฆบุรุษ ที่จะถูกสังคมประณาม ตราบชีวิตจะหาไม่

ท่านส.ว.ทั้งหลายโปรดตระหนักว่านี่คือช่วงเปลี่ยนผ่านของประเทศไทย สู่ยุคประชาธิปไตยแบบอารยะ เป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์ ที่ท่านร่วมสร้างให้แก่ชาวไทยทั้งประเทศ การลงมติของท่านจะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ที่ถูกหลานจะกล่าวขวัญ แซ่ซ้องตราบนานเท่านาน

‘สมชาย’ยันต้องไม่แตะ ม.112
นายสมชาย แสวงการ ส.ว.ให้สัมภาษณ์ถึงท่าทีการโหวตนายกฯ ว่า ขอให้รอดูวันที่ 13 ก.ค. ขณะนี้ส.ว.ยังไม่ได้พูดคุยกัน แต่ทุกคนมีวิจารณญาณอยู่แล้ว ทุกคนได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นส.ว.มา โดยท่านที่มาจากผบ.เหล่าทัพมีเจตนาชัดเจนว่าไม่ประสงค์ออกเสียงใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีของใครก็ตาม ส.ว.ไม่ได้มีหน้าที่เสนอชื่อนายกฯ แต่เป็นหน้าที่ของส.ส. ฉะนั้น ส.ว.จึงต้องดูว่าบุคคลนั้นมีคุณสมบัติเป็นเช่นไร รวมถึงต้องดูเรื่องการรวมเสียงและนโยบายพรรคการ เมืองที่จะร่วมกันเป็นรัฐบาล ว่าจะสามารถนำพาประเทศเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่ จะนำไปสู่ความขัดแย้งหรืออะไรที่สุดโต่งหรือไม่ หากประเทศชาติเดินหน้าไปสู่ความรุ่งเรือง เราก็ยินดี แต่หากเดินหน้าไปสู่วิกฤตหลายเรื่อง เราก็ไม่ยินดี

ผู้สื่อข่าวถามว่าเบื้องต้นเสียงส่วนใหญ่จะเป็นไปในทิศทางไหน นายสมชายกล่าวว่า ไม่ทราบ ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลง ต่อข้อถามว่าหากพรรคก้าวไกลลดเพดานเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 ทางส.ว.จะพูดคุยกันใหม่ถึงทิศทางการโหวตหรือไม่ นายสมชายกล่าวว่า ไม่ต้องพูดคุย แต่ต้องแสดงมา เอาให้ชัดเจนว่าเรื่องนี้ไม่มีเลย ไม่ต้องแก้ไขมาตรา 112 ไม่ต้องยุ่งกับนิรโทษกรรมได้หรือไม่

รวมถึงเรื่องรัฐธรรมนูญหากไม่พอใจก็แก้ ทำไมต้องร่างใหม่ คุณบอกว่าจะร่างใหม่ทุกมาตรา ตั้งแต่หมวดหนึ่งเรื่องความมั่นคง หมวดสองพระมหากษัตริย์ รวมถึงมาตราหกคุณก็ไม่เอา แถลงว่าผมจะบวชเป็นพระ ไม่แตะอะไรเลย กล้าหรือไม่ หากทำเช่นนั้นได้ก็น่าจะโอเค

แซะให้เปิดสวิตช์เฉพาะ‘พิธา’
ตนเห็นด้วยมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าให้ลดเพดาน ซึ่งหากลดเพดานจริง ตนสนับสนุนแต่ต้องชัดเจน ตรงไปตรงมา ไม่ใช่มาบอกว่านายพิธาคนเดียว คนอื่นไม่เกี่ยว พรรคก้าวไกลยังเดินเหมือนเดิม หรือบอกว่าประชาชนเข้าชื่อ เขามีสิทธิ์แล้วจะช่วยสนับสนุน แบบนี้ไม่ได้ เขาเรียกว่าถอยแบบไม่ถอย ถอยแบบศรีธนญชัย

ไม่ทราบว่า ส.ว. คนอื่นคิดเช่นไร แต่ตนเห็นว่าอันตราย ตนสนับสนุนคนรุ่นใหม่ แต่คนรุ่นใหม่นั้นควรมีวุฒิภาวะด้วย ซึ่งวุฒิภาวะต้องแสดงออกให้เห็นว่าคุณจะนำพาประเทศไปแทนคนรุ่นตนได้ ตนก็จะวางมือ เปรียบเทียบว่าหากใครทำธุรกิจเราก็อยากให้เขามาสานต่อธุรกิจอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องมีจังหวะก้าวที่เหมาะสม ลูกต้องแสดงฝีมือให้เห็น หาก พ่อแม่จะขอ กลับไปอยู่บ้านโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย ทำให้เขาเห็นว่าธุรกิจเขาจะมั่นคง ปลอดภัย แต่หากจะเอาธุรกิจไปเสี่ยง ถามว่าพ่อแม่คนไหนจะปล่อย

“ตราบใดที่ลูกยังไม่ทำให้วางใจ ก็ควรฝึกงานร่วมกันไปก่อนได้หรือไม่ คนรุ่นตนก็ต้องโอนภารกิจให้พวกเขาอยู่แล้ว แต่ขณะนี้คุณต้องทำให้ส.ว.ไว้วางใจว่าคุณจะพัฒนาประเทศไปข้างหน้า โดยไม่ไปสร้างปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งเป็นความเป็นห่วงเท่านั้นเอง ฉะนั้นหากจะแสดงอะไรก็แสดงออกด้วยการกระทำ ไม่ใช่ด้วยคำพูด ที่สับสนมากคือเรียกร้องมาตลอด 4 ปีว่าให้ส.ว.ปิดสวิตช์ แต่วันนี้บอกให้เปิดสวิตช์ แล้วเปิดสวิตช์เลือกเฉพาะคุณ ห้ามเลือกคนอื่น ตกลงจะเอาอย่างไรแน่ บอกมา” นายสมชายกล่าว

‘สังศิต’วางตัวเป็นกลาง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ส.ว. และประธานคณะกรรมาธิการการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำวุฒิสภา โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวประกาศท่าทีในการเลือกนายกฯ ว่า จุดยืนของผมในการเลือกนายกฯ ในวันที่ 13 ก.ค. ที่สัปปายะสภาสถาน อันแปลว่า “สถานที่ประกอบกรรมดี” ผมจะน้อมนำคำกล่าวของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) มาเป็นหลักในการลงคะแนนเสียง เพื่อเลือกนายกฯ คนใหม่

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์กล่าวไว้ว่า “จะใช้ท่าทีวางเฉยต่อคน เพื่อรักษาธรรม ไม่เห็นแก่คน-แต่เห็นแก่ธรรม วางตัวเป็นกลางต่อคน ไม่ขวนขวายช่วยคน เชียร์คน เพื่อที่จะได้ไม่ก้าวก่ายแทรกแซงธรรม หรือเพื่อให้เป็นไปตามธรรม”

‘ชัยวุฒิ’ยังลุ้น‘บิ๊กป้อม’นายกฯ
นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงการโหวตเลือก นายกฯ ว่า ตามหลักการต้องให้พรรคที่ได้เสียงส.ส.อันดับ 1 เสนอชื่อก่อน หากไม่ผ่านเป็นสิทธิ์ของพรรคอันดับ 2 แต่หากแคนดิเดต ของพรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทยไม่ผ่าน คงต้องมีการพูดคุยกันว่าจะมีพรรคการเมืองอื่นเข้ามาช่วย หรือสมการการเมืองจะเปลี่ยน แปลงอย่างไร โดยรัฐบาลต้องเป็นเสียงข้างมาก

หากมีการพลิกขั้ว โดยพรรคเพื่อไทย จับมือกับขั้วรัฐบาลเก่า ต้องมีการเจรจากันว่าแคนดิเดตของพรรคใดเหมาะสมจะเป็น นายกฯ ส่วนตัวมองว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐเหมาะสมที่สุด เนื่องจากเป็นแกนนำรัฐบาลปัจจุบัน มีประสบการณ์ มีวุฒิภาวะ สามารถนำพาประเทศให้ไป ข้างหน้าอย่างสงบสุขได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ประวิตร พร้อมจะเป็นนายกฯ หรือไม่ นายชัยวุฒิกล่าวว่า พร้อมมานานแล้ว และเชื่อว่าทุกฝ่ายยอมรับว่า พล.อ.ประวิตรไม่ขัดแย้งกับใคร สามารถประสานงานและเป็นที่เคารพของเกือบทุกกลุ่ม ทุกพรรค ส่วนพรรครวมไทยสร้างชาติ จะเสนอชื่อนายกฯ หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองกับ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่นั้น ตามหลักการพรรคร่วมรัฐบาลเดิมต้องพูดคุยกันก่อน และจะเสนอชื่อเพียงคนเดียว ตอนนี้และมองว่าการเลือกนายกฯ จะเสร็จสิ้นภายในเดือนก.ค.นี้

รทสช.เชื่อโหวตนายกฯ วุ่นแน่
นายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีรัฐสภาเตรียมเลือกนายกฯ ในวันที่ 13 ก.ค.นี้ ว่า หากพรรคก้าวไกลที่จะเสนอชื่อนายพิธา แต่ยังคงดึงดันต้องการเสนอแก้มาตรา 112 ซึ่งถือเป็นกฎหมายสำคัญมีไว้คุ้มครองประมุขของประเทศและสุ่มเสี่ยงขัดต่อรัฐธรรมนูญ ตนเป็นห่วงว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นชนวนความขัดแย้งขึ้นซ้ำอีก เพราะคนไทยทั้งประเทศรวมถึงตนก็ไม่เห็นด้วยกับการล่วงละเมิดสถาบันอันเป็นที่รัก เป็นศูนย์รวมจิตใจคนไทยมาตลอดอย่างแน่นอน ตนไม่อยากเห็นการออกมาปะทะกันของมวลชนทั้งสองฝ่ายเหมือนในอดีต บ้านเมืองเดินมาไกลมากแล้ว จึงขอย้ำว่าพรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่เห็นด้วยกับการแก้มาตรา 112 ขอคัดค้านอย่างถึงที่สุด และไม่สามารถโหวตให้นายพิธาและพรรค ก้าวไกลได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคก้าวไกลระบุได้เสียงส.ว.ที่จะโหวตให้นายพิธาครบแล้ว นายธนกรกล่าวว่า ตนมั่นใจว่าส.ว.ทุกคนมีวิจารณญาณและหลักการทำงาน ยึดประโยชน์ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชนเป็นที่ตั้ง การจะเลือกบุคคลใดมาเป็นประมุขฝ่ายบริหารต้องเลือกคนที่ดี มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีข้อกังขาให้สงสัยต้องไปตีความกันอีก ที่สำคัญตอนนี้นายพิธายืนยันว่าจะเสนอแก้ไขมาตรา 112 และยังมีอีกหลายเรื่องที่ถูกร้องและกำลังถูกตรวจสอบอยู่ ที่ผ่านมาพรรคก้าวไกลยังเคยรณรงค์ปิดสวิตช์ส.ว.มาแล้ว เรื่องนี้คงจำกันได้

“ประชาธิปไตยเสียงข้างมากในสภานั้นต้องรับฟังเสียงข้างน้อยด้วย ซึ่งเป็นประชา ธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นี่คือแบบของไทยเรา การจะมาเปลี่ยนแปลงโดยอ้างคำว่าปฏิรูปสถาบัน แต่เมื่อไปดูร่างกฎหมายที่เตรียมเสนอกลับมุ่งจะยกเลิกมาตรา 112 ลดโทษจนคนที่ทำผิดกลายเป็นแค่มาเสียค่าปรับ อีกทั้งเป็นการดึงสถาบันลงมาเป็นคู่ขัดแย้งกับประชาชน นี่คือการปกป้องตรงไหน ผมเชื่อแน่ว่าคนไทยรับไม่ได้ รวมถึงอีกหลายเรื่องที่แกนนำพรรคก้าวไกลจะดำเนินการ คนไทยรับไม่ได้แน่” นายธนกรกล่าว

ไม่ส่งแคนดิเดตแข่ง
ที่ จ.นครศรีธรรมราช นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติกล่าวถึงกระแสข่าวที่พรรครวมไทยสร้างชาติ จะส่งแคนดิเดตเข้าชิงตำแหน่งนายกฯ ในการประชุมสภาวันที่ 13 ก.ค.นี้ว่า มาถึงวันนี้พรรคที่มีคะแนนเสียงมากสุดคือพรรค ก้าวไกล เป็นภาระของพรรคก้าวไกล และมาถึงวันที่จะต้องลงมติโดยเปิดเผยเพื่อเลือก นายกฯ ในรูปแบบนี้ พรรคการเมืองอื่นคงจะไม่เสนอเข้าไปแข่งขัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อเสนอของสมาชิกพรรคเพื่อไทยหากโหวตนายพิธาไม่ผ่านจะต้องยื้อต่อไปเพื่อให้ส.ว.หมดวาระไปตามบทเฉพาะ กาล ในอีก 1 ปีหลังจากนั้นจะกลับมาโหวตกันใหม่ นายวิทยากล่าวว่าจะยอมรับกันได้หรือไม่ หากยอมรับได้ก็เป็นไปได้ และต้องถามว่าพร้อมหรือไม่ที่จะให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป แต่ ละฝ่ายทุรนทุรายไม่อยากให้เป็น คนที่รวมกันตั้งรัฐบาลก็จะทำให้สภาต้องหยุดนิ่ง และพล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้เป็นรักษาการ นายกฯ คนเก่าคือพล.อ.ประยุทธ์ และเป็นรัฐบาลต้องทำหน้าที่ต่อเนื่อง จะยืดเยื้อยาวนานเท่าไหร่กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าจะต้องรัฐบาลให้เสร็จภายในกี่วัน

ย้ำไม่ตั้งรบ.เสียงข้างน้อย
นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีนักวิชาการบางคนออกมาวิเคราะห์ระบุจะมีการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยและเสนอนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติชิงตำแหน่งนายกฯ ว่า ที่ผ่านมานายพีระพันธุ์และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค ได้ย้ำไปหลายครั้งว่าพรรครวมไทยสร้างชาติไม่มีแนวคิดหรือนโยบายในการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย เพราะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ ดังนั้น นักวิชาการที่ไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนควรหยุดพูดหรือวิเคราะห์เพื่อจุดประเด็นนี้อีก

ยืนยันพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรค การเมืองตามกฎหมายที่มีอุดมการณ์ชัดเจน แม้ว่าเรื่องนี้จะยังไม่เป็นมติของพรรค แต่ที่ผ่านมาได้มีการหารือกันเบื้องต้น และแนวทางของผู้บริหารพรรครวมถึงหัวหน้าพรรคในฐานะที่เป็นแคนดิเดตนายกฯ ก็ได้แสดงความชัดเจนว่าไม่ประสงค์ที่จะแข่งชิงตำแหน่ง นายกฯ พรรครวมไทยสร้างชาติไม่มีนโยบายจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยอยู่แล้วเพราะสร้างความเสียหายต่อประเทศ ทำให้ประเทศเดินหน้าไม่ได้ แค่จะโหวตร่างกฎหมายก็ไม่ผ่านแล้ว จะบริหารประเทศได้อย่างไร

อยากให้นักวิชาการหยุดคิดเรื่องนี้เพราะจะทำให้เกิดความสับสนกับประชาชน ไม่เกิดผลดีกับประเทศชาติ รวมถึงขอให้ได้เคารพในสิทธิในความเห็นของพรรคการเมือง และสิทธิส่วนตัวของหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติด้วย ไม่ใช่นั่งจินตนาการ เอาความคิดตัวเองมาชี้นำ ไม่เข้าใจว่ามีเจตนาดีหรือร้าย จึงขอให้หยุดการกระทำ และขอให้ประชาชนหยุดเชื่อการวิเคราะห์ที่ไม่มีหลักฐานมาสนับสนุน

‘เอกนัฏ’จี้อจ.หยุดบิดเบือน
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์เฟซบุ๊กว่า อาจารย์คนนี้ยังถูกเชิญออกรายการกล่าวพาดพิงพรรคและผมอยู่ต่อเนื่อง

คำก็ลูกเลี้ยง สองคำก็ลูกเลี้ยง ทีคนอื่นใช้คุณ+ชื่อ พูดจาส่อเจตนาอคติชัดเจน วันก่อนก็พยายามโยงว่า ผมติดนิสัยพ่อเลี้ยง พูดคลุมหวังให้คนเกิดความรู้สึกเป็นลบ ทั้งๆ ที่ผ่านมาผมพูดและทำงานการเมืองด้วยความชัดเจนมาโดยตลอด ต้องยํ้าอีกครั้งว่าการที่ผมเป็นลูกใครมันไม่สำคัญ ผมเป็นเลขาธิการพรรค เป็นหน้าที่ของผมที่ต้องร่วมกำหนดท่าทีและออกมาให้ข้อมูลชี้แจงแทนพรรค รวมถึงโฆษกและรองโฆษกด้วย

กรณีท่านสุเทพ ในครอบครัวผมเคารพท่านเหมือนพ่อ แต่ทางการเมืองผมได้ประกาศชัด และเพื่อนร่วมงานผมต่างก็ทราบดีจากข้อเท็จจริงที่ผ่านมาว่าเราต่างไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น แยกทางกันมาหลายปีตั้งแต่ท่านไปตั้งพรรคและผมก็กลับไปประชาธิปัตย์ จนกระทั่งผมออกมาทำพรรครวมไทยสร้างชาติ จนถึงวันนี้ผมก็เป็นตัวของผมเอง ผมทำอะไรขอรับผิดชอบเอง ไม่ต้องไปโยงมั่วๆ แบบนี้

ส่วนเรื่องการแสดงจุดยืนไม่สนับสนุนรัฐบาลเสียงข้างน้อย พรรคได้หารือกันตั้งแต่คืนวันที่ 3 ก.ค. ก่อนประชุมสภาโหวตประธานแล้ว และผมก็ได้พูดคุยกับหัวหน้า กรรมการบริหารพรรค และส.ส.มาโดยตลอด ถ้ามัวแต่รอถึงวันที่ 11 ก.ค.พรรคคงเสียหายจากการออกมาปล่อยข่าวบิดเบือนข้อเท็จจริงแบบกู้คืนไม่กลับไปแล้ว

พอเถอะครับ ที่จริงผมเป็นนักการเมือง พร้อมน้อมรับคำติชมอยู่แล้ว แต่ใช้ตำแหน่ง “อาจารย์” มาสื่อสารวิจารณ์โดยส่อเจตนาให้ร้ายกันแบบนี้ไม่เหมาะสม สื่อหลายรายการที่เชิญท่านไปก็ไม่ค่อยเปิดโอกาสให้ผมได้ชี้แจงเลย ขอใช้พื้นที่ของผมชี้แจงก่อนที่สังคมจะถูกชี้นำไปเข้าใจผิดให้มากกว่านี้

ตร.จัดคฝ. 8 กองร้อยรับมือม็อบ
รายงานข่าวด้านความมั่นคงจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตช.) เปิดเผยว่า การประชุมรัฐสภาเลือกนายกฯ ในวันที่ 13 ก.ค.นี้ หากชื่อของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล ไม่ผ่านรอบแรก มีแนวโน้มจะนำรายชื่อเข้าที่ประชุม 2 สภาให้โหวตใหม่ในวันที่ 19 ก.ค.ว่า เบื้องต้นได้มีการเตรียมกำลังจากตำรวจ คฝ.จำนวน 8 กองร้อย (1,360 คน) คอยรักษาความปลอดภัยกลุ่มผู้มาให้กำลังใจหรือกลุ่มผู้ชุมนุมหน้ารัฐสภา โดยจะป้องกันไม่ให้มีการชุมนุมกีดขวางหน้าสภา โดยจะให้ผู้มาให้ผู้ชุมนุมนั้นอยู่บริเวณแยกเกียกกาย

เบื้องต้นได้รับทราบว่าจะมีมวลชน 2 กลุ่มคือ จากกลุ่มของนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน และกลุ่มของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข คาดว่าจะมีคนรวมกันประมาณพันกว่าคน ซึ่งจากการประเมินใน วันที่ 13 ก.ค.จะยังไม่มีความวุ่นวาย แต่หากมีการโหวตนายกฯ ไม่ผ่านก็จะประเมินวันที่ 19 ก.ค.นี้ ที่คาดว่าจะมีการชุมนุมเข้มข้นมากกว่าวันที่ 13 ก.ค.

โพลเชื่อ 8 พรรคร่วมจริงใจ
วันเดียวกัน ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “ความจริงใจในการร่วมจัดตั้งรัฐบาล 8 พรรค” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 5-7 ก.ค.2566 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป รวมทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง

จากการสำรวจถึงความพึงพอใจของประชาชนต่อการที่สภาเลือก นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 45.50 ระบุว่า ค่อน ข้างพอใจ รองลงมา ร้อยละ 37.40 ระบุว่า พอใจมาก ร้อยละ 9.54 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ ร้อยละ 6.34 ระบุว่า ไม่พอใจเลย และร้อยละ 1.22 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ด้านความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับพรรคการเมืองที่จะได้รับประโยชน์จากการที่สภาเลือกนายวันมูหะมัดนอร์เป็นประธานสภา ร้อยละ 58.93 ระบุว่า ทั้งสองพรรคได้ประโยชน์พอๆ กัน รองลงมา ร้อยละ 23.13 ระบุว่า พรรคเพื่อไทยได้ประโยชน์มากกว่า ร้อยละ 7.94 ระบุว่า พรรคก้าวไกลได้ประโยชน์มากกว่า ร้อยละ 6.95 ระบุว่า ทั้งสองพรรคไม่มีใครได้ประโยชน์เลย และร้อยละ 3.05 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ ไม่สนใจ

สำหรับความเชื่อของประชาชนต่อ 8 พรรคที่กำลังร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลว่าจะร่วมมือกันอย่างจริงใจ ร้อยละ 38.40 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อ รองลงมา ร้อยละ 29.54 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อ ร้อยละ 16.87 ระบุว่า เชื่อมาก ร้อยละ 14.43 ระบุว่า ไม่เชื่อเลย และร้อยละ 0.76 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

เมื่อถามถึงความเชื่อของประชาชนต่อ 8 พรรคที่กำลังร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลว่าจะสามารถผลักดันให้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ ร้อยละ 38.62 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อ รองลงมา ร้อยละ 26.18 ระบุว่า เชื่อมาก ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อ ร้อยละ 10.69 ระบุว่า ไม่เชื่อเลย และร้อยละ 0.92 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

อยากเห็นนายกฯ-รบ.ใหม่เร็วๆ
“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ กรณี “คนไทยกับการเมืองไทยหลังจากได้ประธานสภา” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,078 คน สำรวจระหว่างวันที่ 5-7 ก.ค.2566 พบว่า ความเห็นต่อการเมืองไทยในช่วงนี้ คือ อยากเห็นนายกฯ คนใหม่และรัฐบาลใหม่โดยเร็ว ร้อยละ 71.65 โดยมองว่าปัญหาและอุปสรรคของ “รัฐบาลใหม่” คือ การจัดสรรตำแหน่งไม่ลงตัว มุ่งประโยชน์ส่วนตัวมากเกินไป ร้อยละ 68.32 ทั้งนี้การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ควรคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าของพรรคการเมือง ร้อยละ 78.52

นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 56.12 คาดว่า “การเลือกนายกฯ” ไม่น่าจะราบรื่น และหากได้รัฐบาลใหม่แล้ว อยากให้เร่งแก้ไขปัญหาปากท้อง ค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพ ร้อยละ 77.35 ส่วนความในใจของประชาชนที่อยากบอก “รัฐบาลใหม่” คือ ขอให้ตั้งใจทำงาน ร่วมมือกันพัฒนาประเทศ สร้างผลงานให้เป็นรูปธรรม ร้อยละ 43.05

ผลโพลชี้ให้เห็นว่าช่วงนี้ประชาชนติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิด แม้จะเบื่อหน่ายกับระบบที่กว่าจะได้มาซึ่งนายกฯ คนใหม่และรัฐบาลใหม่ แต่ยังเฝ้ารอและจับตามองว่าแต่ละพรรคการเมืองจะเคลื่อนไหวส่งสัญญาณอย่างไรต่อไป และมองว่าจากการเลือกประธานสภายังคงเป็นการเมืองแบบเก่าที่เน้นเล่นเกมการเมือง เสียงของประชาชนจึงบอกผ่านผล โพลว่า “อย่ามุ่งแต่ประโยชน์ส่วนตน ให้ตั้งใจทำงาน เร่งแก้ปัญหาปากท้องโดยเร็ว”

ปชป.ถกใหญ่-เลือกหน.ใหม่
เวลา 09.00 น. ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ หลักสี่ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จัดประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2566 เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ชุดใหม่ ตามข้อบังคับพรรคการเมือง หลังจากนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ลาออกจากหัวหน้าพรรค โดยมีแกนนำพรรคเข้าร่วมคับคั่ง และเป็นที่สังเกตว่ามีสมาชิกระดับอาวุโสหลายคนเข้าร่วมประชุม อาทิ นายโพธิพงษ์ ล่ำซำ นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล นายนิพนธ์ ธาราภูมิ และนายไพฑูรย์ แก้วทอง เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีนางนวลพรรณ ล่ำซำ หรือมาดามแป้ง ผู้จัดการทีมชาติไทยชุดใหญ่ เข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย โดยกล่าวว่า “คุณพ่อ (นายโพธิพงษ์ ล่ำซำ กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์) เป็นโหวตเตอร์” เมื่อ ผู้สื่อข่าวถามว่าจะลงสนามการเมืองหรือไม่ นางนวลพรรณตอบติดตลกว่า “ทำฟุตบอลสนุกกว่า”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค ที่มีชื่อลงชิงหัวหน้าพรรค มาถึงที่ประชุมพรรคเวลา 08.45 น. โดยมีสมาชิกพรรคมาต้อนรับ ผู้สื่อข่าวถามว่า วันนี้จะถูกเสนอชื่อและเป็นม้ามืดหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า “เคยพูดไปแล้ว ขอให้รอในที่ประชุมอย่างเดียว” เมื่อถามว่ากลับมาครั้งนี้จะกู้วิกฤตและรีแบรนด์พรรคใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า “ผมจะพูดในที่ประชุม”

นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ผู้สมัครหัวหน้าพรรคอาจจะมีม้ามืดที่ไม่เป็นข่าวเลยก็ได้ แต่เป็น ส.ส.มาหลายสมัย มีการศึกษาดี เคยทำงานเป็นผู้บริหารประเทศมาแล้ว เป็นคนไม่มีประวัติด่างพร้อย และมีชื่อเสียงตระกูลดี ถ้าให้ใบ้คือสิงห์เหนือเจอสิงห์ใต้

‘ดร.เอ้’ไม่ลงชิง-‘จ้อน’ยอมถอย
ด้านนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานคณะทำงานนโยบาย กทม. ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้จะไม่ลงสมัครในตำแหน่งหัวหน้าพรรคอย่างเด็ดขาด ผู้สื่อข่าวถามว่า คุณสมบัติแบบไหนที่เหมาะจะเป็นหัวหน้าพรรคนั้น นาย สุชัชวีร์กล่าวว่า ต้องเป็นผู้นำ ที่นำพาพรรคประชาธิปัตย์ไปสู่การเปลี่ยนแปลง เชื่อว่าทุกคนคิดเรื่องนี้

นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งประกาศตัวลงชิงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นคนแรก ส่งข้อความผ่านไลน์ว่า ขออภัยที่ไม่ได้ไปร่วมประชุมใหญ่วิสามัญในวันนี้ จึงขอฝากข้อความสุดท้ายมาถึงทุกท่าน ขอให้สมาชิกพรรคทุกคนร่วมแรงร่วมใจฟื้นฟูพรรคประชาธิปัตย์ของเรา ขอให้การเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและ กก.บห.ชุดใหม่ที่ต้องแบกรับภารกิจที่ยากลำบากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของพรรคเป็นไปโดยราบรื่นด้วยคุณค่าแห่งอุดมการณ์และความดีงามมากกว่าสิ่งตอบแทนใดๆ อย่าให้ซ้ำรอยปี 2561 ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนฟันฝ่าปัญหาและอุปสรรคทุกอย่างให้สำเร็จลุล่วงด้วยพลังความสามัคคีของทุกคนในพรรค

‘อู๊ดด้า’หวังพรรคกลับมายิ่งใหญ่
ต่อมาเวลา 10.00 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรค และนาย เฉลิมชัย ศรีอ่อน รักษาการเลขาธิการพรรคดำเนินการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2566 ขณะที่องค์ประชุมมีจำนวน 299 คน ครบตามกฎหมายและข้อบังคับพรรค

นายจุรินทร์กล่าวเปิดประชุมว่า ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ แม้จะไม่มากนัก แต่เชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์จะกลับมายิ่งใหญ่ได้อีก เหมือนหลายครั้งที่ปรากฏตลอดมา ขอบคุณหลายคนที่ร่วมหัวจมท้ายฟันฝ่าอุปสรรคมาถึงขณะนี้ หลังการเลือกตั้ง ตนได้มีโอกาสพบกับหลายๆ คน ซึ่งมีหลายคนมาขอโทษที่ไม่สามารถนำชัยชนะมาสู่พรรคได้ และมาให้กำลังใจตน ซึ่งตนบอกว่าทั้งหมดเป็นความรับผิดชอบของตน และขอให้ทุกคนสู้ต่อไป อย่าท้อถอย ท่ามกลางวิกฤตย่อมมีโอกาสอีกเสมอ และขอให้ช่วยกันเป็นกำลังสำคัญให้กับพรรคต่อไป

“สำหรับผม ผมไม่เคยท้อ ยังระลึกถึงพระคุณพรรคเสมอ ที่เติบโตมาได้ถึงทุกวันนี้ และพร้อมสนับสนุนพรรค ไม่ว่าจะอยู่สถานภาพใด ดังที่ได้ปฏิบัติมาตลอดชีวิตการทำงานของผม ขอฝาก กก.บห.ชุดใหม่ ให้สามารถนำพรรคไปในทิศทางที่ถูกต้อง เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน และเปิดโอกาสให้คนทุกรุ่นได้มีโอกาสนำพาพรรคเดินหน้าไปสู่การเป็นสถาบันทางการเมืองที่ยั่งยืน ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขสืบไป” นายจุรินทร์กล่าว

ปิดห้องหารือลับครั้งแรก
จากนั้นเข้าสู่วาระการประชุม และก่อนที่จะเข้าสู่วาระการเลือกหัวหน้าพรรคและ กก.บห. นายสาธิต ปิตุเตชะ รักษาการรองหัวหน้าพรรค ได้หารือว่า ระหว่างที่พรรคจะตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พรรค เพื่อตรวจนับคะแนนนั้น ตนจะขอเสนอญัตติ ยกเลิกข้อบังคับพรรคที่ 87 ก่อน หรือรอให้มี กกต.พรรคก่อน ซึ่งนายจุรินทร์ขอให้ กกต.ขึ้นมาทำหน้าที่จะได้เสนอทีเดียว

ระหว่างนั้นนายธนา ชีรวินิจ อดีต ส.ส.กทม. เสนอว่า การประชุมครั้งนี้เชื่อว่าจะมีสมาชิกแสดงความคิดเห็นตามความเชื่อและความคิดของแต่ละคน ดังนั้น การแสดงออกในฐานะพี่น้องของพรรค น่าจะเป็นเรื่องภายในที่เราจะได้พูดคุยกันอย่างเต็มที่ จึงขอเสนอให้สื่อมวลชนออกจากห้องประชุม เพื่อจะได้พูดคุยกันอย่างต็มที่ว่าประชาธิปัตย์ควรเดินไปอย่างไร ซึ่งนายสาธิตเห็นด้วยกับข้อเสนอของนายธนา ทำให้นายจุรินทร์ขอให้เชิญสื่อมวลชนและผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องออกจาก ที่ประชุม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ผ่านมาการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เคยเชิญสื่อออกจากห้องประชุม ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก และเป็นที่น่าสังเกตว่า พรรคได้จัดที่นั่งให้นายอภิสิทธิ์ ไว้รวมกับอดีตหัวหน้าพรรคติดกับนายจุรินทร์ แต่นายอภิสิทธิ์ไปนั่งในส่วนของสมาชิกที่ร่วมประชุม ใกล้กับนายพนิต วิกิตเศรษฐ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ

เสนอเลื่อนหวั่นพรรคแตก
หลังจากผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากห้องประชุมแล้ว สมาชิกได้แสดงความคิดเห็นในญัตติที่นายสาธิตเป็นผู้เสนอ คือ ขอใช้เสียง 3 ใน 5 ของที่ประชุม งดเว้นข้อบังคับพรรคที่ 87 ในส่วนของสัดส่วนน้ำหนักการโหวตของส.ส. 70 เปอร์เซ็นต์ และสมาชิกอื่นๆ 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งที่ประชุมใช้เวลาถกเถียงถึงสองชั่วโมงกว่า กระทั่งนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รักษาการรองหัวหน้าพรรค รับผิดชอบกทม. เสนอญัตติว่าขอใช้เสียง 3 ใน 5 ขององค์ประชุมเท่าที่มีอยู่ เพื่องดเว้นข้อบังคับที่กำหนดไว้ว่าเมื่อหัวหน้าพรรคลาออกให้เลือกตั้งกก.บห.ชุดใหม่ ภายใน 60 วัน ซึ่งที่ประชุมได้ตกลงกันว่าหากญัตติของนายองอาจผ่าน ญัตติของนายสาธิตก็ไม่จำเป็นต้องหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอีก เพราะจะทำให้การเลือกหัวหน้าพรรคต้องเลื่อนออกไป

เวลา 13.10 น. เป็นการลงมติในญัตติของนายองอาจ โดยวิธีการยกมือ ผลปรากฏว่าที่ประชุมลงคะแนนสนับสนุนเพียง 151 คะแนน เท่ากับว่าเสียงไม่ถึง 3 ใน 5 ขององค์ประชุมเท่าที่มีอยู่ ต่อมาที่ประชุมได้ลงมติในญัตติของนายสาธิต ที่ให้งดเว้นข้อบังคับที่ 87 ผลปรากฏว่าที่ประชุมลงคะแนนสนับสนุน 147 คะแนน เท่ากับว่าเสียงไม่ถึง 3 ใน 5 ขององค์ประชุมเท่าที่มีอยู่เช่นกัน เวลา 13.35 น. จึงพักการประชุม เพื่อให้สมาชิกรับประทานอาหารกลางวัน

องค์ล่ม-กลุ่มเพื่อนมาร์คล้ม
ต่อมาเวลา 14.20 น. เข้าสู่วาระการเลือก กก.บห.ชุดใหม่ โดยมีกก.บห.ทั้งหมด 41 คน ในจำนวนนี้ต้องมีผู้หญิง 10 คน และเข้าสู่การเลือกหัวหน้าพรรค โดยก่อนให้เสนอชื่อผู้สมัคร คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รักษาการรองหัวหน้าพรรคและกกต.พรรค ให้ตรวจสอบองค์ประชุม แต่ใช้เวลานานในการตรวจสอบ และไม่ยอมประกาศจำนวน องค์ประชุมเพราะมีผู้เข้ามาเป็นองค์ประชุมอีก ทำให้น.ส.ผ่องศรี ธาราภูมิ รักษาการ กก.บห.เสนอให้นับองค์ประชุมใหม่ ปรากฏว่าองค์ประชุมไม่ครบ 250 คน มีเพียง 221 คน แต่ในที่ประชุมให้รอสมาชิกถึงเวลา 15.00 น.

เวลา 15.00 น. ครบกำหนดเวลาแล้วที่ประชุมได้นับองค์ประชุมใหม่อีกครั้ง ปรากฏว่าองค์ประชุมมี 201 คน ดังนั้นการเลือกตั้งไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ เพราะองค์ประชุมไม่ครบ นายจุรินทร์ จึงสั่งยุติการประชุมในเวลา 15.09 น.

รายงานแจ้งว่า สาเหตุที่องค์ประชุมล่ม เนื่องจากสมาชิกพรรคส่วนหนึ่งที่สนับสนุนนายอภิสิทธิ์แก้เกมโดยการไม่อยู่เป็นองค์ประชุม สืบเนื่องจากการที่ที่ประชุมมี มติยืนยันที่จะใช้น้ำหนักคะแนน 70:30 ตามข้อบังคับพรรค โดยสัดส่วนคะแนน 70 เปอร์เซ็นต์จะขึ้นอยู่กับ 25 ส.ส. ส่วนอีก 30 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับอดีต ส.ส. อดีตรัฐมนตรี อดีตผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นๆ และอดีตหัวหน้าพรรค

ประกอบกับ ส.ส.ปัจจุบันประมาณ 20 คน จากทั้งหมด 25 คน มีท่าทีจะเลือกนาย นราพัฒน์ แก้วทอง ที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รักษาการเลขาธิการพรรค การประชุมช่วงบ่าย จึงทำให้สมาชิกหลายคนไม่อยู่ร่วมองค์ประชุม โดยเฉพาะนายสาธิต ปิตุเตชะ รักษาการรองหัวหน้าพรรค ที่ให้การสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เพราะมีความกังวลว่า ผลคะแนนที่ออกมาจะไม่เป็นธรรม และทำให้นายนราพัฒน์ ได้รับการเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่

นายอภิสิทธิ์ ได้ลุกขึ้นกล่าวต่อที่ประชุมช่วงการประชุมลับว่าโดนพาดพิงเกี่ยวกับการงดเว้นข้อบังคับที่ตนเองเป็นคนเขียนเอง ซึ่งได้ชี้แจงว่าเขียนตามวิวัฒนาการสถานการณ์ต่างๆ ทั้งสถานการณ์ทางการเมือง การบริหารจัดการพรรค และกฎหมายพรรคการเมือง ขอให้สมาชิกพรรคภูมิใจกับความทุกข์ที่ เกิดขึ้น ในการเลือกหัวหน้าพรรคและกก.บห. ที่เกิดขึ้น เพราะเป็นเพียงพรรคเดียวที่ทุกข์ได้แบบนี้ พรรคอื่นไม่มีแบบประชาธิปัตย์

ประชุมล่ม – นายชวน หลีกภัย นายบัญญัติ บรรทัดฐาน นายจุรินทร์ ลักษณ วิศิษฏ์ อดีตหัวหน้าประชาธิปัตย์ และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รักษาการเลขาธิการพรรค ร่วมประชุมเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ แต่องค์ประชุมไม่ครบ ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ เมื่อวันที่ 9 ก.ค.

12 ก.ค. เคาะวันนัดใหม่
นายชวน หลีกภัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์นี้แสดงว่าความเห็นในพรรคยัง ไม่เป็นเอกภาพ ใช่หรือไม่ว่า คิดว่าไม่ได้เป็นอย่างนั้น ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้คิดว่าต้องมีการพูดคุยกันในกก.บห.ชุดรักษาการ

ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รักษาการรองหัวหน้าพรรค กล่าวว่า ในฐานะที่อยู่พรรคนี้มานานยอมรับไม่เคยเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อน หากที่ประชุมยอมรับญัตติของตนตั้งแต่ต้นก็ไม่เกิดปัญหานี้ เพราะตนได้พยายามประสานกับทั้ง 2 กลุ่มให้มีการพูดคุยกันเพื่อหาข้อตกลง แต่ไม่ได้รับการตอบสนองจากทั้งสองฝ่ายถึงปัญหาความขัดแย้งที่คุกรุ่นมาก่อนหน้านี้

เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวว่าสมาชิกพรรคบางส่วนอยากให้ชะลอการเลือกหัวหน้าพรรคออกไปเพื่อรอลุ้นโอกาสที่จะได้เข้าร่วมรัฐบาล หากผลสรุปพรรคเป็นฝ่ายค้านก็จะยกตำแหน่งหัวหน้าพรรคให้นายอภิสิทธิ์ นายองอาจกล่าวว่า ตนไม่ได้คิดถึงเรื่องรอเป็นรัฐบาล แค่อยากให้พวกเรามีโอกาสพูดคุยให้ตกผลึกมากกว่า เพื่อจะได้ร่วมมือกันให้ได้มากที่สุด

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรค กล่าวว่า ตนจะรีบนัดประชุมกก.บห.ชุดรักษาการโดยเร็ว คาดว่าจะเป็น วันที่ 12 ก.ค. เพื่อยกเว้นข้อบังคับพรรค ให้มีการประชุมเลือกหัวหน้าพรรคและกก.บห. ชุดใหม่อีกครั้ง

นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การที่ไม่สามารถเลือกหัวหน้าพรรคภายในวันนี้ได้นั้นไม่ใช่ความล้มเหลว เพราะการประชุมดำเนินการตามข้อบังคับตลอด เเต่ปัญหาที่พบ คือ ตามกำหนดการเดิม จะเริ่มการประชุมเวลา 13.00 น. แต่ปรากฏว่าการประชุมช่วงเช้า ยืดเยื้อ กว่าจะได้พักรับประทานอาหารกลางวันก็ล่วงเลยเวลาไปจนถึงช่วงบ่าย ทำให้สมาชิกหลายคนที่ต้องกลับต่างจังหวัด ได้จองตั๋วเครื่องบินไว้เเล้ว ต้องเดินทางกลับต่างจังหวัดไปก่อน เนื่องจากไม่สามารถขยับเวลาได้ เชื่อว่าการประชุมครั้งหน้าจะไม่มีปัญหา

‘นราพัฒน์’พร้อมกุมบังเหียน
นายนราพัฒน์ แก้วทอง รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ถือเป็นเสน่ห์ความเป็นประชาธิปไตย ของพรรคที่เป็นทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งในเวลาเดียวกัน เพราะบางทีตนต้องเคารพเสียงในการตัดสินใจของสมาชิกพรรคว่าจะเดินไปในทิศทางไหน ซึ่งวันข้างหน้าหวังว่าพรรคจะเป็นพรรควันเดโมแครต หรือวันประชาธิปัตย์ให้ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าจะไม่ถอยชิงหัวหน้าพรรคใช่หรือไม่ นายนราพัฒน์กล่าวว่า เจตนาของตนอยากเข้ามาบริหารปรับเปลี่ยนโครงสร้างข้อบังคับต่างๆ ในพรรค รวมถึงผนวกผู้อาวุโสกับคนรุ่นใหม่เข้า ด้วยกัน ทั้งแนวความคิดและยุทธวิธีของ คนรุ่นใหม่ ตนคิดว่าอาจอยู่ในตำแหน่ง 1 ปีครึ่ง ไม่เกิน 2 ปี เพื่อคืนอำนาจให้สมาชิกได้พิจารณาอีกครั้ง เพราะในที่ประชุมได้พูดคุยกันว่าสัดส่วน 70:30 ไม่เป็นธรรม วันนี้จึงถือเป็นโอกาสที่เราได้มาพูดคุยกันเพื่อให้กฎระเบียบกติกาเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่หาก วันนี้เรายังเป็นแบบนี้ถือว่าแพ้ภัยตัวเอง ฉะนั้นการสื่อสารภายในองค์กรถือเป็นเรื่องสำคัญ

“ผมใช้เวลาตัดสินใจระยะหนึ่งที่เข้ามาเสนอตัวชิงหัวหน้าพรรค แต่มีผู้ใหญ่มาทาบทามเสนอมุมมองและไอเดีย หาใคร สักคนที่เป็นกลาง ที่พูดคุยกับทุกฝ่ายได้เพื่อให้เรารวมกันเป็นหนึ่ง ผมจึงเห็นว่าเป็นเหตุผลที่สอดคล้องกันอยู่แล้ว และในวันข้างหน้า หากได้รับโอกาสจากสมาชิกสนับสนุนให้เป็นหัวหน้าพรรคผมก็ยินดีที่จะเป็นคนขับเคลื่อนกฎ และร่างข้อบังคับหรือกติกาให้มีความทันสมัยต่อโลก” นายนราพัฒน์กล่าว

‘บิ๊กตู่‘ทดสอบรถไฟฟ้าสีชมพู
เมื่อวันที่ 9 ก.ค. นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในวันจันทร์ที่ 10 ก.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม มีกำหนดการตรวจสอบความพร้อมก่อนทดสอบการเดินรถไฟฟ้า (Trial Run) โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายสีชมพูช่วงแคราย-มีนบุรี ที่สถานีมีนบุรี-สถานีศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ-สถานีลาดปลาเค้า เพื่อสร้างความมั่นใจในความพร้อมและความปลอดภัย ก่อนที่จะเปิดทดสอบการเดินรถไฟฟ้าในการให้บริการประชาชน โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม ร่วมคณะตรวจสอบความพร้อม ดังนี้ เวลา 13.30 น. นายกฯ เดินทางถึงสถานีมีนบุรี รับฟังรายงานสรุปภาพรวมการดำเนินงานโครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรีจากผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน แห่งประเทศไทย (รฟม.) ก่อนเยี่ยมชมจุดเชื่อมต่อกับโครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ในอนาคต

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ร่วมทดสอบการเดินรถโครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายสีชมพู เส้นทางสถานีมีนบุรี (PK30) ไปยังสถานีศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ (PK12) และย้อนเส้นทางกลับมาสิ้นสุดที่สถานีลาดปลาเค้า (PK18) กรุงเทพมหานคร ซึ่งใช้เวลาเดินทาง 30 นาที โดยจะถึงสถานีลาดปลาเค้า (PK18) ในเวลาประมาณ 14.30 น.

รฟม.ได้ดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี ถือเป็นหนึ่งในโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ในความรับผิดชอบของรฟม. โดยเป็นระบบไฟฟ้ารางเดี่ยว (Monorail) มีจำนวนทั้งสิ้น 30 สถานี ระยะทางรวมประมาณ 34.5 กิโลเมตร โครงการมีโครงสร้างทางวิ่งยกระดับตลอดสาย เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (สายสีม่วง) ที่สถานีศูนย์ราชการนนทบุรี บนถนนรัตนาธิเบศร์ และโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ที่สถานีมีนบุรี และมีอาคารจอดแล้วจร (Park and Ride) สำหรับผู้ใช้รถยนต์ส่วนตัวบริเวณเดียวกับพื้นที่ศูนย์ซ่อมบำรุง สถานีมีนบุรี โดย ณ สิ้นเดือนมิ.ย.2566 การดำเนินงานโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูฯ มีความก้าวหน้างานโยธา ร้อยละ 96.97 ความก้าวหน้างานระบบรถไฟฟ้า ร้อยละ 97.34 และความก้าวหน้าโดยรวม ร้อยละ 97.15

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน