เจอ2คดีกระหน่ำใส่ หุ้นสื่อ-112ถึงศาลรธน. ฮือต้านมติกกต.ทั่วปท.
วันสำคัญมาถึง รัฐสภาโหวตนายกฯ คนที่ 30 แคนดิเดต นายกฯ ‘พิธา’ ระทึก เจอมติกกต.ส่งศาลรธน.ฟันคดีหุ้นสื่อ พร้อมขอให้สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ส.ส. เด้งสองศาลรธน.รับคำร้องปม ‘พิธา-ก้าวไกล’ เสนอแก้ม.112 เข้าข่ายล้มล้างการปกครองให้ชี้แจงภายใน 15 วัน หัวหน้าก้าวไกลโวยไม่เป็นธรรม แต่มีสติ-กำลังใจดี พรรคก้าวไกลปลุกแฟนด้อมใส่เสื้อสีส้มแสดงพลังหน้าสภาวันนี้ ขณะที่แฟนส้มทั่วประเทศฮือต้านกกต.ทั่วเมือง บช.น.ออกประกาศห้ามชุมนุมรอบสภา 50 เมตร 12-15 ก.ค.นี้ ‘ส.ว.สมชาย’ แฉมีมือมืดล็อบบี้ส.ว.โหวตแลกกล้วย 7+15 ตัวเลขสูง 30-50 ล้าน ‘อิ๊ง’ ให้กำลังใจ ‘ทิม’ ได้เป็นนายกฯ ‘ทักษิณ’ ย้ำชัดกลับไทยหลังการเมืองนิ่ง
กกต.ส่งศาลฟัน‘พิธา’-ชงยุติหน้าที่
เมื่อช่วงเช้าวันที่ 12 ก.ค. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เผยแพร่ข่าวว่า ตามที่สำนักงาน กกต. ได้เสนอรายงานของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีมีหลักฐานปรากฏว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล(ก.ก.) เป็นผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดในวันสมัครรับเลือกตั้ง อันเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 82 วรรคสี่ ให้ที่ประชุม กกต.พิจารณา ในวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา โดย กกต.พิจารณาเรื่องดังกล่าวต่อจากการประชุมคราวที่แล้วเห็นว่า สมาชิกภาพของนายพิธามีเหตุสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) จึงให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยต่อไป
ทั้งนี้ ยังมีคำขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ไว้จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย หลังใช้เวลากว่า 3 วันรับฟังและพิจารณาผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขอสำนักงาน กกต.แล้วเห็นว่ามีข้อมูลพยานหลักฐานเพียงพอให้เชื่อว่ามีเหตุตามที่มีการยื่นคำร้องจริง โดยนายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกกต.ได้ลงนาม ในคำร้องและมอบหมายเจ้าหน้าที่สำนักงาน กกต.นำไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญทันที
เสียงข้างมากเห็นชอบ 4:1
รายงานข่าวจากที่ประชุมกกต. แจ้งว่า บรรยากาศในการพิจารณาคุณสมบัติการเป็นส.ส.ของนายพิธา ของกกต.ทั้ง 5 คน เห็นว่า บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ประกอบกิจการเป็นสื่อ หากมีการถือหุ้นจะเข้าข่ายขัดคุณสมบัติการเป็นส.ส. จำเป็นต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 ทั้งมีการพูดถึงว่า หากกกต. ไม่ส่งศาลธรรมนูญในวันนี้ ก่อนที่รัฐสภาจะมีการโหวตนายกฯ อาจจะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ขัดกฎหมายมาตรา 157 จึงมีการลงมติเห็นชอบด้วยคะแนน 4 ต่อ 1 เสียง
โดย 4 เสียงประกอบด้วย 1.นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกกต. 2.นายฐิติเชษฏฐ์ นุชนาฏ 3.นายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ และ 4.นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ส่วน 1 เสียงที่ไม่เห็นด้วยกับการส่งศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ คือ นายปกรณ์ มหรรณพ โดยนายปกรณ์ได้แสดงความกังวลต่อที่ประชุมว่า อาจถูกมวลชนมองว่าการกระทำของกกต.ไม่เหมาะสม ที่จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในช่วงนี้ และควรจะต้องมีสอบประเด็นอื่นเพิ่มเติม อาทิ ความเป็นเจ้าของหุ้นไอทีวี ว่านายพิธาเป็นเจ้าของหุ้นจริงหรือไม่ให้ชัดเจนกว่านี้ แม้ทุกคนจะเห็นตรงกันว่าไอทีวีเป็นธุรกิจสื่อก็ตาม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมกกต.ครั้งนี้ นอกจาก 5 กกต.ยังมีนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เข้าร่วมในฐานะตัวแทนของสำนักงาน กกต. ส่วนกกต.อีก 2 คนพ้นตำแหน่งเพราะอายุครบ 70 ปี คือ นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี และนายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย
เวลา 13.00 น. ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการกกต. และพ.ต.ต.ณัฐวัฒน์ เสงี่ยมศักดิ์ รองเลขาธิการกกต. พร้อมเจ้าหน้าที่นำกล่องเอกสารสำนวนคดี 3 กล่อง รวมทั้งมีคำขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาสั่งให้นายพิธายุติการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ไว้จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย
คาดศาลรธน.ถกครั้งหน้า
ต่อมาสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญออกเอกสารข่าวแจ้งว่า เมื่อเวลา 15.15 น. กกต. (ผู้ร้อง) ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 12 ก.ค. พร้อมเอกสารประกอบคำร้อง เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ว่า สมาชิกภาพของส.ส.ของนายพิธาสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101(6) ประกอบมาตรา 98(3) หรือไม่ ซึ่งสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญลงรับคำร้องในทางธุรการแล้ว จะได้นำเสนอคำร้องดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 49 ต่อไป
สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญยังออกเอกสารข่าวกรณีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องที่ประธานสภาขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง(5) ประกอบมาตรา 187 หรือไม่ไว้พิจารณาและมีคำสั่งให้นายศักดิ์สยามผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค.2566 จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยนั้น โดยศาลรัฐธรรมนูญอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยแล้วเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้บุคคลที่เกี่ยวข้องจัดส่งเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมต่อศาลรัฐธรรมนูญ
รายงานข่าวเผยว่า คำร้องของกกต.ที่ส่งศาลรัฐธรรมนูญกรณีนายพิธา ตามกระบวนการต้องเข้าคณะปกติที่จะพิจารณาคำร้องว่าถูกต้องหรือไม่ ก่อนที่จะส่งให้คณะชุดเล็กพิจารณารับหรือไม่รับคำร้อง แล้วจะส่งความเห็นไปยังคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คาดว่าน่าจะเข้าสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในการประชุมครั้งหน้าว่าจะรับคำร้องไว้พิจารณาหรือไม่ ไม่สามารถที่จะพิจารณาได้ในวันนี้ ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการเพื่อความรอบคอบในการพิจารณา
รับคำร้องเสนอแก้มาตรา 112
สำหรับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญประจำสัปดาห์ในวันเดียวกันนี้ มีวาระการพิจารณาที่บรรจุไว้อยู่แล้ว โดยศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาคดี ของนายธีรยุทธ สุวรรณเกษร (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญตามมาตรา 49 ว่าการกระทำของนายพิธา (ผู้ถูกร้องที่ 1) และพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้องที่ 2) ที่เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่..) พ.ศ… เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่าง ต่อเนื่องเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง หรือไม่
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคสอง แล้วแต่อัยการสูงสุดมิได้ดำเนินการตามที่ร้องขอภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับ คำร้องขอ กรณีเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคสาม ที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องโดยตรงต่อ ศาลรัฐธรรมนูญได้ จึงมีคำสั่งรับคำร้องนี้ไว้พิจารณาวินิจฉัยตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 7 (3) แจ้งให้ผู้รับทราบ และให้นายพิธา และพรรค ก้าวไกล ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้องตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 54 และเพื่อประโยชน์แก่การพิจารณา แจ้งอัยการสูงสุดว่าหากอัยการสูงสุดได้รับพยานหลักฐานใด เพิ่มเติมให้จัดส่งศาลรัฐธรรมนูญโดยเร็ว

ไม่หวั่นไหว – นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล หารือกับส.ส.ของพรรคระหว่างประชุม สภาผู้แทนฯ ที่รัฐสภา ภายหลังกกต.มีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพส.ส. ก่อนโหวตนายกฯ 1 วัน เมื่อวันที่ 12 ก.ค.
‘ทิม’โวยไม่เป็นธรรม-กำลังใจดี
ที่รัฐสภา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า คิดว่ากระบวนการวันที่ 13 ก.ค. ยังเหมือนเดิมทุกอย่าง ต้องขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ส่งกำลังใจมาให้เสมอ ตนยังกำลังใจ ดีอยู่ ผู้สื่อข่าวถามว่า กกต.ไม่ได้เรียกไปชี้แจงเป็นธรรมหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า รู้สึกว่าไม่เป็นธรรม เท่าที่ฟังการแถลงเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นโดยเอาไปเทียบเคียงกับคดีที่เกี่ยวกับการกู้เงินของพรรค แต่นี่เป็นคนละรูปแบบกัน
ดังนั้น ระเบียบของ กกต.ควรเปิดโอกาสให้ชี้แจง รวมถึงระยะเวลาถือว่าสั้น คำนวณดูพบว่าเป็นเวลา 32 วัน ครึ่งหนึ่งของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ 1 ใน 10 ของรัฐมนตรีที่อยู่ในยุค คสช. 4 คน ซึ่งบรรทัดฐานต่างกัน เป็นสิ่งที่ดูว่าเร่งรัดเกินไป และเป็น 1 วันก่อนโหวตนายกฯ ซึ่งเป็นอะไรที่ไม่ควรเกิดขึ้น แต่ตนยังเชื่อว่าเดินหน้าตามปกติและตนยังสติดี กำลังใจดีแน่นอน ไม่ได้เสียขวัญกำลังใจอะไร ขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจ
ผู้สื่อข่าวถามว่ากังวลหรือไม่ว่าจะมีการนำเรื่องดังกล่าวไปเป็นปัจจัยโหวตนายกฯ นายพิธากล่าวว่า ไม่กังวล มองเป็นเรื่องปกติ คิดว่าวุฒิสภาจะแยกแยะได้ว่าแต่ละเรื่องเป็นอย่างไร และเรื่องที่ร้องไปก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นสื่อมวลชนที่หยุดกิจการไปนานแล้ว และตนถือในฐานะผู้จัดการมรดกไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้อง ซึ่งคุณสมบัติแคนดิเดตนายกฯ ยังมีอยู่ ตนดูสภาพแล้วจากการที่มีการเคลื่อนไหวนอกสภาแบบนี้ แสดงให้เห็นว่าในสภามีความมั่นใจมากขึ้นว่าจะไปถึง 376 เสียง จึงมีการใช้องค์กรอิสระข้างนอกหรือไม่ เป็นการตั้งคำถามไว้
เมื่อถามว่าเหลือเวลาอีก 1 วัน จะโหวตเลือกนายกฯ แล้วเป็นห่วงอะไรมากที่สุด นายพิธากล่าวว่า ยังไม่มีอะไรน่าห่วง คิดว่ากระบวนการยังเป็นไปตามปกติ และไม่ได้เป็นสิ่งที่เกินความคาดหมาย สามารถบริหารจัดการได้ ตนจะเข้าสภาตามปกติ ซึ่งการอภิปราย 6 ชั่วโมง ตนจะตอบทุกข้อซักถามทุกข้อกังวลใจพร้อมการแสดงวิสัยทัศน์ ไม่มีอะไรน่ากังวล
“หวังว่าจะไม่เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองจนทำให้สู่การชุมนุมในขณะนี้ เพราะการกลั่นแกล้งผมเพียงคนเดียวมีราคาจ่ายที่สูง ระบบกลไกในการบริหารราชการและบริหารประเทศ และหลักเกณฑ์ที่เป็นบรรทัดฐานของนักการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย หากจะสกัดกั้นผมเพียงคนเดียวหรือพรรคก้าวไกล แต่เป็นเสียงของประชาชน” นายพิธากล่าว
ก้าวไกลสวนมติ-ผิดขั้นตอน
วันเดียวกัน พรรคก้าวไกลออกแถลงการณ์ว่า พรรคก้าวไกลเห็นว่า เมื่อพิจารณาระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 และฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติม เห็นว่าสิ่งที่ประธาน กกต.กล่าวนั้นไม่ถูกต้อง คดีหุ้นไอทีวีไม่อาจนำคำวินิจฉัยคดีเงินกู้ยุบพรรคอนาคตใหม่มาเทียบเคียงได้
กรณีคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนพิจารณาแล้วเห็นว่ามีพยานหลักฐานสนับสนุนพอฟังได้ว่านายพิธากระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ต้องดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ข้อ 54 และเปิดโอกาสให้นายพิธาชี้แจงข้อ กล่าวหาตามข้อ 57 และข้อ 58 การที่ กกต.จะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 กกต.จะต้องปฏิบัติตามระเบียบให้ครบถ้วนดังที่กล่าวไปเสียก่อน
การที่ กกต.จะเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยอ้างว่า เห็นว่ามีหลักฐานสนับสนุนเพียงพอโดยยังไม่แจ้งข้อกล่าวหา ไม่เปิดโอกาสให้ชี้แจง โดยอ้างว่าเป็นเพียงการตรวจสอบข้อเท็จจริงเท่านั้น จึงไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบที่ กกต.กำหนดนั้น จึงเท่ากับว่า กกต.ปฏิบัติตามระเบียบแต่เพียงบางส่วน และจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบที่ตนได้ตราขึ้น อันอาจเป็นการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้

ก้าวไกลชน – นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล พร้อมด้วยส.ส.ของพรรค เปิดแถลงตอบโต้พร้อมตั้งคำถามถึงกกต. กรณีส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพส.ส.ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก่อนโหวตนายกฯ เพียง 1 วัน ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 12 ก.ค.
ลั่นไม่ว่าเกิดอะไร-มีสิทธิ์ 100%
เวลา 12.10 น. ที่รัฐสภา นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล พร้อม ส.ส.พรรค แถลงหลังพรรคก้าวไกลออกแถลงการณ์ว่า เชื่อว่า กกต.มีความผิดตามที่มีการยื่นคำร้อง เนื่องจากความรีบเร่งที่ผิดปกติ เห็นได้จากเมื่อมีมติตอนเช้าแล้วเสร็จ ประธานกกต.รีบลงชื่อในเอกสาร และมอบหมายให้เจ้าหน้าที่กกต. ไปยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญทันทีในวันนี้ เพื่อให้ทันการประชุมประจำสัปดาห์ในช่วงบ่าย รวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม ถ้าระบบราชการไทยทำงานเช่นนี้ทุกหน่วยงาน ประเทศชาติเจริญแน่นอน เช่นนี้แล้วอด ไม่ได้ที่สังคมจะตั้งคำถามกับกกต. ที่ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตามกระบวนการสมบูรณ์ นำเรื่องเข้าที่ประชุมประจำสัปดาห์ทันทีในบ่ายวันนี้ เพื่อให้นายพิธาถูกสั่งยุติการปฏิบัติหน้าที่ส.ส. ให้ได้ในวันนี้ ก่อนจะมีการโหวตเลือกนายกฯ ใช่หรือไม่
หลายปีที่ผ่านมาการกระทำโดยใช้นิติสงคราม บทบาทขององค์กรอิสระต่างๆ รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญ ถูกตั้งข้อสงสัยมาโดยตลอดว่าตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของกลุ่มการเมืองใดกลุ่มการเมืองหนึ่งหรือไม่ กรณีที่เกิดขึ้นวันนี้จะเป็นข้อพิสูจน์ว่าข้อ กล่าวหาเหล่านั้นเป็นจริงหรือไม่ และเราในฐานะผู้แทนราษฎรขอฝากเสียงเตือนจากพี่น้องประชาชนไปยังกกต. และองค์กรอิสระทั้งหมด ว่าท่านที่หลงแก่อำนาจจนเกินขอบเขต วันใดวันหนึ่งเมื่อการเมืองกลับมาเป็นปกติ ประชาชนจะลงโทษพวกท่าน
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในวันนี้ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ตนและส.ส.ในนามพรรคก้าวไกล รวมถึงเพื่อนสมาชิกอีก 7 พรรค ยืนยันว่าจะไม่กระทบกับการเสนอรายชื่อนายพิธาเป็นนายกฯ รัฐมนตรีคนที่ 30 แม้ว่าจะมีการรับส่งลูกกันอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ศาลสั่งยุติการปฏิบัติหน้าที่ของนายพิธา แต่นายพิธายังมีสิทธิ์ 100% ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ และ ผู้ได้รับคะแนนเสียงมาเป็นอันดับหนึ่งจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน

เสียงประชาชน – ประชาชนและผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกล ชุมนุมเรียกร้องส.ว.โหวตนายกฯ ตามเสียงประชาชน พร้อมตั้งข้อสงสัยกกต.เร่งรีบส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติของนายพิธา ที่สกายวอล์ก หอศิลป์ กทม. เมื่อวันที่ 12 ก.ค.
โพสต์ปลุกสีส้มทำภารกิจด่วน
ผู้สื่อข่าวถามว่ากังวลหรือไม่จะมีผลต่อการตัดสินใจของส.ว. นายชัยธวัชกล่าวว่า คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีคนหวังผลทางการเมืองจริงๆ บิดเบือนเจตนารมณ์ในการบังคับใช้กฎหมาย บิดเบือนระเบียบข้อบังคับเรื่องต่างๆ ย่อมต้องหวังผลทางการเมือง แต่เราเชื่อว่าจะมีส.ว.ที่มากเพียงพอที่มีสติ มีความเป็นธรรม มีวิจารณญาณ ข้อกล่าวหาเหล่านี้ยังไม่สามารถเป็นบทสรุปได้ว่านายพิธามีความผิดตาม กระบวนการที่ยังไม่สิ้นสุด และไม่ใช่หน้าที่ ของส.ส. หรือส.ว.ที่จะวินิจฉัยเรื่องนี้ ยังเชื่อมั่นว่ายังมีส.ว.ที่อยู่ข้างความถูกต้อง ที่ต้องใช้เอกสิทธิ์ของตนเองเป็นไปตามเสียงของพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากถูกสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ พรรคก้าวไกลจะเดินหน้าต่ออย่างไร นายชัยธวัชกล่าวว่า ไม่มีแผนสำรองอะไร ยังเดินตามเดิม ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งอย่างไร นายพิธายังมีสิทธิ์ถูกต้องตรงตามกฎหมายในการเป็นแคนดิเดตนายกฯ
“ผมเชื่อว่ามีบางฝ่ายต้องการให้นายพิธา ไม่ได้เป็นนายกฯ โดยไม่เห็นแก่บ้านเมือง ไม่เห็นหัวประชาชน พวกเรา ส.ส.ที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน จะทำให้ดีที่สุดในการปกป้องเสียงของประชาชน วันพรุ่งนี้จะเป็นโอกาส และทางแยกของสังคมไทยว่าเราจะวนกลับไปสู่การเมืองที่ไม่เห็นหัวประชาชนเหมือนเดิม หรือเราจะคืนความปกติให้กับระบอบประชาธิปไตยของไทย และพาประเทศไทยไปข้างหน้า ผู้มีอำนาจมีสิทธิที่จะเลือก และผมเชื่อว่าคราวนี้ประชาชนจะไม่ยอม” นายชัยธวัชกล่าว
เวลา 16.26 น. เพจพรรคก้าวไกลโพสต์ว่า ก้าวไกลขอเชิญทุกคนร่วมทำภารกิจด่วน! “พฤหัสสีส้ม” เชิญชวนทุกคนร่วมใส่เสื้อผ้าสีส้ม ติดสัญลักษณ์ ร่วมสื่อสารทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสนับสนุนให้รัฐสภาลงมติโหวตพิธาเป็นนายกฯ คนที่ 30 ของประเทศไทยให้สำเร็จ โดยทุกคนสามารถออกมาร่วมติดตามผลการโหวตของรัฐสภาได้ที่แต่ละจุดใกล้บ้านท่านทั่วประเทศ แต่หากใครอยู่กรุงเทพฯ เราชวนทุกท่านมาร่วมติดตามกันที่รัฐสภา แยกเกียกกาย ในวันที่ 13 ก.ค.2566 โดยพร้อมเพรียงกัน
แฟนด้อมทั่วประเทศฮือต้าน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังกกต.มีมติดังกล่าว ปรากฏว่าช่วงบ่ายในโลกโซเชี่ยล “แฮชแท็กกกต.มีไว้ทำไม” ติดอันดับหนึ่งของเทรน ทวิตเตอร์ทันที และยังมีการแสดงความเห็นอย่างดุเดือดถึงการทำหน้าที่ของกกต. อาทิ สนับสนุนประชาชนไปแจ้งความดำเนินคดีกับกกต.ชุดนี้ต้องติดคุก #กกต.มีไว้ทำไม รวมทั้งมีการโพสต์ประวัติของกกต.ทั้ง 5 คน
เวลา 14.30 น. เจ้าหน้าที่อาคาร B ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กทม. ได้นำแผงเหล็กมากั้นบริเวณทางเข้าออกประตู 1 ซึ่งติดกับสำนักงาน กกต. โดย พ.ต.อ.ชูศักดิ์ ศรีวงษ์ชัย รองผบก.น.2 ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 60 นายมารักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณโดยรอบสำนักงานกกต. หลังมีการปลุกระดมผ่านทางโซเชี่ยลให้ “บุกกกต.ด่วน บ่ายวันนี้” แต่กระทั่งเย็นมีเพียงประชาชน 1-2 คน ที่มาอยู่หน้าทางเข้าสำนักงานกกต. โดยระบุว่า มาเพื่อแสดงออกว่าไม่เห็นด้วยกับมติกกต.
ขณะที่ในหลายจังหวัดมีการโพสต์นัดรวมตัวในวันเดียวกันนี้ เพื่อแสดงออกไม่เห็นด้วยกับมติกกต. เช่น จ.สุรินทร์ นัดรวมตัวเวลา 16.00 น. ที่อนุสาวรีย์รัฐธรรมนูญ ศาลากลางหลังเก่า จ.อุบลราชธานี นัดกันเวลา 18.00 น. หน้าคณะรัฐศาสตร์ ม.อุบลราชธานี และ กลุ่มมวลชนที่สนับสนุนพรรคก้าวไกล ยังขึ้น ป้ายตามสะพานลอยในตัวเทศบาลนครอุบลราชธานี และตามจุดสำคัญของจังหวัด เรียกร้องให้ ส.ส. ส.ว.เคารพมติประชาชน เลือกนายพิธาเป็นนายกฯ

หนุนพิธา – กลุ่มมวลชนที่สนับสนุนพรรคก้าวไกล จ.อุบลราชธานี ขึ้นป้ายตามสะพานลอยในตัวเทศบาลนครอุบลฯ เรียกร้องให้ ส.ส. ส.ว. ร่วมลงมติเลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 30
ส่วนที่จ.สกลนคร ช่วงบ่าย นายขจรศักดิ์ เบ็ญชัย ทนายความ อดีตผู้สมัครส.ส.สกลนคร เขต 3 พรรคก้าวไกล พร้อมสมาชิกพรรคก้าวไกล นำพวงหรีดดอกไม้จันทน์ไปวางที่หน้าสำนักงาน กกต.สกลนคร

ค้านมติกกต. – นายขจรศักดิ์ เบ็ญชัย ทนายความ อดีตผู้สมัคร ส.ส.สกลนคร เขต 3 พรรคก้าวไกล พร้อมสมาชิกพรรคก้าวไกลในจ.สกลนคร นำพวงหรีดไปวางที่หน้า สำนักงาน กกต.สกลนคร คัดค้านกรณีกกต.กลาง มีมติส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยประเด็นหุ้นสื่อของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล
ที่จ.นครราชสีมา เพจ “KoratMovement” ของกลุ่มเยาวชนต่อต้านเผด็จการใน จ.นครราช สีมา โพสต์ว่า “16.30 น. วันนี้ ลานย่าโม ร่วมออกมาแสดงจุดยืนปักหลักสู้ เคียงข้างประชาธิปไตย ไม่เอาเผด็จการ ไม่มีแกนนำ เอาป้ายที่อยากสื่อสารบอกสังคมมาด้วยว่าเราชาวโคราช ต้องการประชาธิปไตย”
เพจแนวร่วมเสรีกาญจน์ เพื่อประชาธิปไตยรวมพลที่ศาลหลักเมือง จ.กาญจนบุรี 17.00 น.
ด้านกลุ่มเพื่ออยุธยา เพื่อประชาธิไตย ชูป้ายเรียกร้องฟังเสียงประชาชน ที่ศูนย์ข้อมูลการท่องเที่ยว พระนครศรีอยุธยา (ศาลากลางเก่า)
หุ้นพลังงานขึ้นยกแผง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตลาดหุ้นไทยวันที่ 12 ก.ค. ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET) ปิดที่ 1,491.14 จุด ลดลง 5.82 จุด ลดลง -0.39% มูลค่าซื้อขาย 52,288.15 ล้านบาท โดยบรรยากาศการซื้อขายช่วงเช้าดัชนีหุ้นดีดตัวขึ้นมาในแดนบวก หลังกกต.มีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพส.ส.ของนายพิธา ทำให้มีแรงซื้อเก็งกำไรหุ้นกลุ่มพลังงาน ที่เคยถูกกดดันจากนโยบายทลายทุนผูกขาดของพรรคก้าวไกล ส่งผลให้หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นเกือบทั้งหมด หลังปิดตลาดภาคเช้า นำโดยหุ้นบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เพิ่มขึ้น 4.40% ที่ 47.50 บาทต่อหุ้น มูลค่าซื้อขาย 1,468 ล้านบาท โดยระหว่างวันราคาหุ้นปรับขึ้นทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 47.75 บาท ซึ่งเป็นราคาสูงสุดในรอบ 1 เดือนกว่า ขณะที่ราคาต่ำสุดของวันอยู่ที่ 44.75 บาท และปิดตลาดที่ 47.25 บาท เพิ่มขึ้น 1.75 บาท หรือบวก 3.85% ด้วยมูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 2,315.85 ล้านบาท
ส่วนหุ้น บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ปิดที่ 53 บาท เพิ่มขึ้น +1.25 บาท หรือ บวก +2.42% มูลค่าซื้อขาย 785 ล้านบาท
บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO ปิดที่ 131 บาท เพิ่มขึ้น +2.50 บาท หรือบวก +1.95% มูลค่าการซื้อขาย 244 ล้านบาท
แคนดิเดตได้จ้อก่อนโหวต
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อโหวตนายกฯ ในวันที่ 13 ก.ค.นั้น จากข้อสรุปร่วมกันของคณะกรรมการประสานงาน (วิป) ของ ส.ว.และพรรคการเมือง จะเริ่มการประชุมตั้งแต่เวลา 09.30 น. ซึ่งแคนดิเดต นายกฯ ของพรรคก้าวไกลคือนายพิธาจะแสดงวิสัยทัศน์ จากนั้นเปิดให้ ส.ส. ส.ว. ใช้เวลาในการอภิปราย โดยส.ว.ได้เวลา 2 ชั่วโมง ส.ส.รวมทุกพรรค 4 ชั่วโมง คาดจะเริ่มลงมติได้ในเวลา 17.00 น. โดยเป็นการลงมติแบบขานชื่อตามตัวอักษร จากสมาชิกรัฐสภา 750 คน คิดว่าน่าจะกินเวลาเกือบ 3 ชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม หลังจาก กกต.มีมติกรณีหุ้นสื่อของนายพิธา ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย คาดที่ประชุมจะหยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นมาเป็นหัวข้ออภิปรายอย่างกว้างขวาง รวมถึงอาจมีประเด็นแทรกอื่นๆ อาจทำให้ที่ประชุมใช้เวลาการอภิปรายมากกว่าที่กำหนดส่งผลต่อการลงมติได้
‘คำนูณ’ชี้สมาชิกภาพยังสมบูรณ์
เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) โดยมีวาระหารือถึงการโหวตนายกฯ ต่อที่ประชุมรัฐสภาในวันที่ 13 ก.ค. มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภาเป็นประธานการประชุม และมีส.ว.ที่เป็นวิปวุฒิสภาเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง รวมถึง ส.ว.ที่แสดงจุดยืนต่อการโหวตนายกฯ ตามมติของเสียงข้างมากของสภา อาทิ นายวันชัย สอนศิริ และนายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ส่วนช่วงท้ายการประชุม วิปวุฒิสภาขอเป็นการประชุมลับ ใช้เวลาหารือลับประมาณ 40 นาที
นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. ในฐานะ โฆษกกมธ.วิปวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์หลังเสร็จประชุมว่า เป็นการประชุมตามปกติเพื่อกำหนดระเบียบวาระสัปดาห์หน้า รวมถึงการเตรียมการประชุมร่วมรัฐสภาในวันที่ 13 ก.ค.ที่มีเพียงวาระเดียว คือ การเลือกนายกฯ ผู้สื่อข่าวถามว่า กกต. ส่งเรื่องคุณสมบัติของนายพิธาให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้วนั้น จะส่งผลกระทบต่อการโหวตนายกฯ หรือไม่ นายคำนูณกล่าวว่า ไม่มีเหตุที่จะกระทบ แม้กกต.จะมีมติส่งศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่เปลี่ยนแปลง เว้นแต่ศาลจะมีมติอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ขณะนี้ยังไม่มี ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ สมาชิกภาพของนายพิธายังสมบูรณ์ ท่านอยู่ในที่ประชุมแน่นอน
‘สมชาย’ยันไม่ใช่เกมการเมือง
นายสมชาย แสวงการ ส.ว. ให้สัมภาษณ์ว่า การที่กกต.ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีหุ้นสื่อของนายพิธา เป็นเรื่องปกติ ที่จริงควรทำตั้งนานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งทำวันนี้ เนื่องจากมีผู้ร้องตั้งแต่นายพิธายังเป็นผู้สมัคร ส.ส. ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์เดียวกับที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ถูกยื่น ย้ำว่าไม่ใช่เรื่องเกมการเมือง เนื่องจากไม่มีใครเอาหุ้นไปให้นายพิธาถือ นายพิธา เป็นคนถือเอง ไม่มีนิติ สงครามใดๆ อย่างที่เขาพูดกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีผลต่อการโหวตหรือไม่ นายสมชายกล่าวว่า แล้วแต่คน ในการวินิจฉัย ตนไปก้าวล่วงไม่ได้ แต่จะดูในหลักการว่าสิ่งที่นายพิธาต้องมี 4 ข้อ คือ มีความซื่อสัตย์ สุจริตหรือไม่ มีวิสัยทัศน์หรือไม่ มีความรอบรู้หรือไม่ และสามารถสร้างแรงบันดาลใจได้หรือไม่ ส่วนหลักการสำคัญในการเป็นคณะรัฐมนตรี เคยพูดแล้วว่าต้องดูความมั่นคงของประเทศ ซึ่งไม่ใช่ความมั่นคงทางทหาร แต่คือความเป็นชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
เราเคยทักท้วงแล้วว่า หลายเรื่องเป็นการขับเครื่องบินชนเพดาน อะไรที่มันสุดโต่งก็ขอให้ลดเพดานลง นโยบายบางเรื่องอาจจะเป็นการพลิกฟ้า คว่ำแผ่นดิน ต้องรอฟังแถลงว่าเขาจะลดเพดานได้หรือไม่ ไม่ใช่เฉพาะแค่มาตรา 112 โดยมาตรา 112 เราเห็นอยู่แล้วว่า เขียนจนกระทั่งโทษต่ำกว่าคดีหมิ่นประมาทชาวบ้านทั่วไปอีก ไม่มีประมุขไหนไม่มีกฎหมายคุ้มกัน ยิ่งพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย ตกลงกันตั้งแต่ปี 2475 แล้วยิ่งไปเขียนแบบนั้นไม่ได้
แฉมีล็อบบี้โหวตแลกกล้วย
ตนได้รับข้อความมาสองวันแล้ว จากผู้ใหญ่ในแวดวงการเมือง เตือนให้ระมัดระวัง ว่ามีขบวนการที่พยายามจากพรรคก้าวไกล ซึ่งตนคิดว่านายพิธา และแกนนำพรรคอาจไม่เห็นด้วยที่มีผลประโยชน์ มีการติดต่อทาบทามให้ได้ผลประโยชน์จากการเลือกแคนดิเดต นายกฯ จากพรรคก้าวไกล แต่กรณีที่ ส.วบางคนออกมาเปิดเผยว่า ถูกทาบทามไม่ให้โหวต นายพิธา เรื่องนี้ตนไม่ได้ข่าว มองว่าเป็นตรรกะที่ประหลาด ไม่น่าเป็นไปได้
“เมื่อเช้าก็เห็นออกรายการวิทยุโทรทัศน์หลายที่ ว่ามีไลน์หลุดจาก ส.ว. ว่ามาทาบทามว่าจ่ายเงิน ให้กล้วย แลกกับการไม่โหวต ให้คุณพิธา ผมถามว่าแบบนี้ใครได้ประโยชน์ ไม่น่าเป็นไปได้ แต่ถ้าจะโหวตให้คุณพิธา ผมไม่เชื่อว่าคุณพิธาจะทำได้ แต่อาจมีกลุ่มไม่หวังดี พยายามทำให้วุ่นวาย ถามว่ามีหรือไม่ ก็เรียนตรงๆ ว่ามีข้อมูลที่สมาชิกมาเล่าให้ฟัง” นายสมชายกล่าว
ตนเชื่อมั่นใน ส.ว. 250 คนที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ โดยมาจากการสรรหา ยืนยันว่าทุกคนจะปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่มีเรื่องอามิส สินจ้าง ส.ว. จะไม่รับสินบนใดๆ ใครจะปฏิเสธจริงจังหรือไม่ ตนไม่ทราบ แต่ยืนยันว่า ส.ว. ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่จะไปรับผลประโยชน์แบบนี้ ถ้าไปทำเช่นนั้นมันขายชาติ สาเหตุที่ออกมาเปิดเผยขบวนการข้างต้น เพราะเชื่อว่ามีกลุ่มที่ไม่หวังดี
ผู้สื่อข่าวถามว่า คนที่ได้รับติดต่อล็อบบี้มีจำนวนเท่าไหร่ นายสมชายกล่าวว่า ไม่ทราบ แต่บอกได้คร่าวๆ ว่า 7+15 กล้วย 7 หวีมัดจำ ถ้าสำเร็จมี 15 หวี จริงเท็จไม่ทราบ แต่ตัวเลขที่ส่งมาเท่าที่เห็นก็มี 30-50 อยู่ ตนยังไม่เชื่อว่าจะมีใครทำ เพราะอาชญากรรมทิ้งร่องรอย
‘เสรี’จี้ประธานวุฒิฯสอบด่วน
ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ช่วงค่ำวันที่ 11 ก.ค.มีเผยแพร่ข้อความแช็ตในกลุ่มไลน์ ส.ว.ตามโลกโซเชี่ยลมีเดีย เป็นข้อความของส.ว.หญิงคนหนึ่งตัดพ้อส.ว.ด้วยกัน ถึงการถูกต่อว่า ภายหลังจากที่ส.ว.หญิงคนดังกล่าวแสดงท่าทีจะโหวตสนับสนุนนายพิธา เป็น นายกฯ พร้อมทั้งระบุว่า มีการยื่นข้อเสนอเป็นกล้วยและตำแหน่งให้หลังพ้นตำแหน่งส.ว. หากลงมติไม่สนับสนุนนายพิธาเป็นนายกฯ
นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. กล่าวยอมรับว่า แช็ตไลน์ดังกล่าวเป็นข้อความการพูดคุยของส.ว.ในกลุ่มไลน์จริง แต่ดูแล้วคงเป็นการคิดไปเองของส.ว.คนดังกล่าว ที่คิดว่า มีส.ว.คนอื่นๆ ไปกดดันต่อว่า กรณีการจะโหวตสนับสนุนนายพิธา ทั้งที่ความจริงไม่มีใครไปทำอะไร ส.ว.ทุกคนเป็นผู้ใหญ่ มีวุฒิภาวะ ไม่มีใครทำอะไรแบบนั้นอยู่แล้ว แม้จะมีความเห็นไม่ตรงกัน ส่วนใหญ่ใช้วิธีนิ่งเฉย ไม่พูดอะไร
“สิ่งที่สร้างความเสียหายคือ การไปบอกว่า มีการแจกกล้วยให้ส.ว.คนที่จะไม่โหวตสนับสนุนนายพิธา ทำให้ภาพลักษณ์ส.ว.เสียหาย ประชาชนเข้าใจผิด เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะเอาเงินไปแจกคนที่ไม่ลงคะแนนให้ ไม่มีใครทำกัน เรื่องนี้อยากให้นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ตั้งกรรมการมาตรวจสอบมีการแจกเงินในการโหวตนายกฯ จริงหรือไม่ เพราะทำให้วุฒิสภาเสียหาย” นายเสรีกล่าว
‘สมศักดิ์’ปัดเป็น‘2 ส.’
ที่รัฐสภา นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย(พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวมีรายชื่อเป็นสอง ส.รัฐมนตรี ล็อบบี้ส.ว.โหวตนายกฯ ว่า ไม่มีเรื่องการล็อบบี้ เพราะเป็นเรื่องของพรรคก้าวไกลที่ต้องไปพูดคุยทำความเข้าใจกับส.ว. การจัดตั้งรัฐบาลตั้งแต่เริ่มจับขั้ว อาจเห็นคนโน้นบ้างคนนี้บ้างไปๆ มาๆ แต่สุดท้ายก็ตกผลึกในการโหวต โดยวันที่ 13 ก.ค. จะเป็นอย่างไรก็เป็นพัฒนาการทางการเมืองช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
“ผมไม่ได้ไปไหน อยู่เฉยๆ ไม่ได้รับมอบหมายอะไรทั้งสิ้น มีหน้าที่พบปะประชาชน สอบถามปัญหาความเดือดร้อน แต่เรื่องล็อบบี้เงินทองขอให้ลืมไปเลย มันล้าสมัยแล้ว ถ้าทำตัวแบบนั้นผมคงเดินมาไม่ถึงวันนี้ ขอย้ำว่าไม่มีล็อบบี้ แต่การรู้จักมักคุ้นพูดคุยกันก็มีบ้าง เวลามาสภาหรือการตั้งกระทู้ถาม เพราะครั้งที่แล้วกระทรวงยุติธรรมเกี่ยวข้อง กับส.ว.เยอะ มีการไปชี้แจงบ่อย บางคนพูดอะไรออกมาปล่อยข่าวออกมา ข่าวก็ย้อนกลับไปหาตัวเองจนไม่รู้ว่าตัวเองปล่อยหรือเปล่า ทั้งๆ ที่ไม่มีหลักไม่มีอะไรเลย ขอให้ดูมติพรรคเป็นหลักซึ่งจะเป็นไปตามนั้น และจะไม่ไปก้าวก่ายพรรคอื่น” นายสมศักดิ์กล่าว
ด้านนายสุทิน คลังแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กระแสข่าวแจกกล้วยในรัฐสภา ตนยังไม่ทราบ แต่เมื่อมีการเลือกตั้ง เรื่องแบบนี้อาจเกิดขึ้นได้ด้วย 2 เหตุผล 1.อาจเป็นเรื่องจริง มีการเคลื่อนไหวเพื่อที่จะสกัดหรือสนับสนุนคนใดคนหนึ่ง และ 2.เป็นเรื่องการปั่นข่าวหรือไอโอ เพื่อทำลายความชอบธรรมของคนบางคน ตนยังไม่เชื่อว่าจะมีตอนนี้ แต่การล็อบบี้หรือการพยายามโน้มน้าวกัน หรือจะถึงขั้นมีกล้วยหรือไม่ต้องดูกันอีกทีหนึ่ง ขอหาข้อมูลก่อน
พท.เอกฉันท์-หนุน‘พิธา’
เวลา 14.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย มีการประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทยโดยมีคณะกรรมการบริหารพรรค พร้อมด้วย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯ พรรค ร่วมประชุม
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบให้นายพิธาเป็นนายกฯ ซึ่งทุกคนพร้อมขานชื่อสนับสนุนอย่างเปิดเผย รวมทั้งมอบให้ตนเป็นผู้เสนอชื่อ และมีสมาชิกพรรคเป็นผู้อภิปรายให้ความเห็นสนับสนุนบุคคลที่สมควรเป็นนายกฯ
ผู้สื่อข่าวถามว่าที่ประชุมได้หยิบยกประเด็น กกต.ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัตินายพิธาคดีหุ้นสื่อหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า เป็นประเด็นที่ได้มีการหารือข้อกังวลต่างๆ ว่าถ้าลงมติแล้ว อาจมีผลกระทบต่อพรรคหรือไม่ ซึ่งฝ่ายกฎหมายให้ความเห็นต่อที่ประชุม เรามั่นใจการโหวตนายกฯ วันที่ 13 ก.ค. ว่าชอบด้วยกฎหมายตราบใดที่ยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นายพิธายังก็มีคุณสมบัติครบถ้วน
ต่อข้อถามว่าให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบหรือไม่กรณีที่ ส.ว.ระบุว่ารู้ว่านายพิธามีปัญหาแต่ยังจะโหวตให้ อาจถึงขั้นยุบพรรค นพ.ชลน่านกล่าวว่า เราก็ปรึกษาหารือ แต่ไม่ถึงขั้นที่วิเคราะห์ เพราะเป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานของ ส.ว.บางท่าน เมื่อดูข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง มั่นใจว่าสิ่งที่เราทำชอบด้วยกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อ กกต.มีมติเช่นนี้ห่วงสถานการณ์ของนายพิธาหรือไม่ เพราะยิ่ง เป็นข้ออ้างให้ ส.ว.ไม่สนับสนุนนายพิธา นพ.ชลน่านกล่าวว่า ตนก็เป็นห่วง เป้าหมายของ 8 พรรคร่วมรัฐบาลมีเป้าหมายให้การโหวตเลือกนายกฯ สำเร็จลุล่วง เมื่อมีสถานการณ์อะไรเกิดขึ้น ต้องยอมรับว่าเราเป็นห่วง และเป็นหน้าที่ของพวกเราที่ต้องแก้ปัญหาและบรรลุเป้าหมายให้ได้
‘อิ๊ง’ให้กำลังใจได้นั่งนายกฯ
น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทยให้สัมภาษณ์ว่า ขอให้กำลังใจนายพิธา คงต้องปล่อยให้ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการไปตามขั้นตอน ผู้สื่อข่าวถามว่าการยื่น คำร้องดังกล่าวจะกระทบต่อการตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยหรือไม่ น.ส.แพทองธารกล่าวว่า ตอนนี้ยังสามารถเสนอชื่อนายพิธาได้เหมือนเดิม ไม่ได้กระทบอะไร ส่วนที่ ส.ว.ออกมาตั้งแง่ไม่อยากยกมือให้นายพิธา เพราะมีประเด็นนี้เกิดขึ้นนั้น คงต้องแล้วแต่ ส.ว. แต่ขอให้ยึดตามการตัดสินใจของประชาชนที่เลือกตั้งมา ขอให้รอดูในวันที่ 13 ก.ค. ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยจะยังสนับสนุนนายพิธาต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากเกิดอุบัติเหตุกับนายพิธา แคนดิเดตฝ่ายประชาธิปไตยจะเหลือแค่จากพรรคเพื่อไทย น.ส.แพทองธารกล่าวว่า เราต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด และวันที่ 13 ก.ค. คงเห็นอะไรชัดขึ้น การพูดอะไรไปวันนี้อาจมีอะไรเปลี่ยนแปลง หากพูดอะไรไปวันนี้แม้ล่วงหน้าแค่วันเดียวยังถือว่าเร็วไป ขอรอวันที่ 13 ก.ค.ทีเดียว เมื่อถามว่าเชื่อว่าวันที่ 13 ก.ค. จะได้นายกฯ หรือไม่ น.ส.แพทองธารกล่าวว่า “หวังว่าจะได้ เราก็ต้องเต็มที่”
25 ปชป.งดออกเสียง
เวลา 12.00 น. ที่รัฐสภา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มีการประชุมส.ส. 25 คน โดยมีนายประมวล พงศ์ถาวราเดช ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ และประธาน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานการประชุม เพื่อหารือถึงแนวทางการลงมติเลือกนายกฯ
น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ส.ส.ตรัง รองประธาน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยหลังการประชุมว่า ที่ประชุม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์มีมติตรงกันว่าให้งดออกเสียงในการโหวตเลือกนายกฯ เพราะพรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนชัดเจนว่าไม่สนับสนุนแคนดิเดตของพรรคการเมืองที่มีนโยบายแก้ไขมาตรา 112 สำหรับมติดังกล่าวจะนำไปแจ้งต่อคณะกรรมการบริหารพรรค ชุดรักษาการที่จะมีการประชุมในวันเดียวกันนี้ เวลา 15.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์
ผู้สื่อข่าวถามว่าเหตุใดพรรคจึงไม่ลงมติว่าไม่เห็นชอบ แทนการงดออกเสียง น.ส.สุณัฐชากล่าวว่า ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าทำตามธรรมเนียม เพราะเมื่อย้อนกลับไปในสมัยปี 2562 ที่พรรคก้าวไกลหรือพรรคอนาคตใหม่เดิมในขณะนั้น เรียกร้องให้มีการลงมติสนับสนุนพรรคที่มาจากเสียงข้างมากในสภา แต่พรรคดังกล่าวไม่ได้สนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นแคนดิเดตที่มาจากพรรคในฝ่ายเสียงข้างมาก ให้เป็นนายกฯ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคภูมิใจไทยแถลงพูดไปแล้วว่าเราไม่สามารถให้การสนับสนุนพรรคการเมืองที่มีเจตนาแตะต้องมาตรา 112 ขณะเดียวกันไม่เห็นด้วยกับการมีรัฐบาลเสียงข้างน้อย
ผบ.เหล่าทัพติดภารกิจ-ไม่มาสภา
พล.ร.อ.เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผบ.ทร. ในฐานะ ส.ว.โดยตำแหน่ง กล่าวว่า วันที่ 13 ก.ค. ตนมีภารกิจไปร่วมงานพิธีรำลึก รศ.112 ที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า ซึ่งเป็นภารกิจกำหนดล่วงหน้าไว้แล้ว และกระทำกันทุกปี ซึ่งปีนี้จัดยิ่งใหญ่พอสมควร ในรอบ 130 ปี ยืนยันว่าพิธีรำลึก รศ.112 ตรงกับ 13 ก.ค. ไม่ได้เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 และไม่ได้ส่งสัญญาณอะไร ได้ยื่นใบลาไปยังประธานวุฒิสภาแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงาน สำหรับ พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ติดราชการที่ จ.ลพบุรี พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผบ.ทสส. ติดราชการ จ.พิษณุโลก พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ. ติดภารกิจตรวจชายแดน พล.อ.อ.อลงกรณ์ วัณณรถ ผบ.ทอ. ไปราชการที่ต่างประเทศ ซึ่ง ผบ.เหล่าทัพเหล่านี้ล้วนเป็น ส.ว.โดยตำแหน่งทั้งสิ้น
ตร.สั่งห้ามชุมนุมรอบสภา 50 ม.
พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กล่าวว่า การประชุมรัฐสภาเลือกนายกฯ ในวันที่ 13 ก.ค. คาดจะมีประชาชนมาแสดงออกหรือจัดการชุมนุมนั้น พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร.ที่ดูแลงานมั่นคง อำนวยการในภาพรวม และ บช.น.ได้ชี้แจงการจัดเตรียมแผนรักษาความปลอดภัย อำนวยความสะดวก การจราจร และการบริหารจัดการพื้นที่รัฐ สภา โดยใช้การขับเคลื่อนการปฏิบัติผ่าน ศปก.ตร.
ตร.มีความพร้อมในการรักษาความปลอดภัย อำนวยความสะดวกจราจร และบริหารจัดการพื้นที่รัฐสภา ร่วมมือกับ กทม. จัดสถานที่รองรับการชุมนุมบริเวณพื้นถนน 1 ช่องจราจร และทางเท้าภายในศูนย์ราชการกรุงเทพมหานคร เกียกกาย (ฝั่งสนามเด็กเล่น) พื้นที่ 710 ตร.ม. รองรับผู้ชุมนุมได้ 100-200 คน หากเกินกว่าปริมาณที่รับได้ บช.น.จะปรับพื้นที่ตามจำนวนผู้ชุมนุมต่อไป
โดย พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. ลงนามคำสั่งกองบัญชาการตำรวจนครบาล ที่ 315/2566 เรื่องประกาศห้ามชุมนุมสาธารณะในรัศมีไม่เกิน 50 เมตร รอบรัฐสภา ตามมาตรา 7 วรรคท้าย พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ตั้งแต่ 12 ก.ค. เวลา 06.00 น. ถึงวันที่ 15 ก.ค.2566 เวลา 24.00 น. ซึ่งอาจมีการปิด ปรับเปลี่ยนเส้นทางการจราจร เพื่ออำนวยความสะดวกในการดูแลการชุมนุม
ตร.ขอความร่วมมือผู้ชุมนุมอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย ภายในสถานที่ที่จัดให้ หากจะชุมนุมนอกสถานที่ดังกล่าวขอให้ปฏิบัติตามกฎหมาย พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ให้ผู้จัดชุมนุมมีหนังสือแจ้งการชุมนุมต่อหัวหน้าสถานีตำรวจล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง และขอให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมปฏิบัติตามกฎหมาย หากฝ่าฝืนจะมีโทษตามกฎหมาย โดย ตร.จะบังคับใช้ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558, แผนดูแลการชุมนุมสาธารณะตามมติครม. 25 ส.ค.2558 และแผนชุมนุม 63 (ตร.) รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
สำหรับประชาชนทั่วไปให้หลีกเลี่ยง เส้นทางการจราจรบริเวณถนนสามเสน หน้ารัฐสภาตลอดห้วงเวลาการประชุมสภา ตั้งแต่เวลา 09.30 น. วันที่ 13 ก.ค.เป็นต้นไป
ม็อบหนุน-ต้านมาพรึ่บ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เบื้องต้นฝ่ายความมั่นคงพบว่ามี 14 กลุ่ม ที่จะแสดงเจตจำนงหนุนนายพิธา ได้แก่ กลุ่มแฟนคลับพรรคก้าวไกล (ด้อมส้ม) กลุ่มทะลุฟ้า กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย กลุ่มเครือข่ายแรงงาน คณะก้าวหน้า กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย กลุ่ม iLaw กลุ่มเฟมินิสต์ปลดแอก กลุ่มทะลุวัง กลุ่มโมกหลวงริมน้ำ กลุ่มการ์ด We Volunteer กลุ่มเพื่อนกัญปฏิวัติ และกลุ่มล่องนภา
นายอานนท์ กลิ่นแก้ว ประธานศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มในวันโหวตนายกฯ ว่า ตอนแรกจะไม่ไปเคลื่อนไหว และให้กระบวนการของสภาเดินหน้าไปตามครรลอง แต่เห็นว่า กลุ่มที่สนับสนุนนายพิธาจะมาหลายกลุ่ม จึงตัดสินใจจะไปเคลื่อนไหวเช่นกัน ยืนยันว่า ไม่ได้ไปเผชิญหน้าหรือปะทะกับใคร แต่จะไปยื่นหนังสือต่อส.ว. ในช่วงเวลา 10.00 น. เพื่อเตือนส.ว.ถึงการทำหน้าที่ลงมติเลือกนายกฯ ด้วยสำนึกต่อหน้าที่ของ ส.ว.ที่ได้ปฏิญาณตนไว้
การเลือกนายกฯ ต้องกลั่นกรองบุคคล ไม่ให้กระทำเรื่องที่สั่นคลอนต่อสถาบัน เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทย ดังนั้น ส.ว.ต้องกลั่นกรองบุคคลที่จะมาบริหารประเทศ ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวหรือเข้ามาแก้ไขมาตรา 112 ทั้งนี้ จะส่งมวลชนเข้าไปอยู่ร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุมอีกฝ่าย เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้มีการกระทำจาบจ้วงสถาบัน หากมีการ กระทำที่ไม่เหมาะสม จะถ่ายรูปและเก็บข้อมูลหลักฐาน เพื่อไปแจ้งความดำเนินคดี พร้อมทั้งได้ประสานกับกลุ่มปกป้องสถาบันอื่นๆ ซึ่งพร้อมจับตาการโหวตนายกฯ อย่างใกล้ชิด
ส.ส.ทำหน้าที่ครบ 500 คน
เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภา เป็นประธานการประชุม แจ้งกรณีส.ส.ลาออกและเลื่อนลำดับส.ส.บัญชีรายชื่อ ทั้ง นายอนุชา บูรพชัยศรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ นายสุเทพ อู่อ้น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทย และให้ทั้งหมดปฏิญาณตน รวมถึง นายสะถิระ เผือกประพันธุ์ ส.ส.ชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ จากนั้นนายวันมูหะมัดนอร์ แจ้งว่า ขณะนี้มีส.ส.ที่ปฏิบัติได้ 500 คน
จากนั้นเข้าสู่วาระการประชุม เพื่อกำหนดวันและเวลาการประชุมสภา นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า ข้อบังคับข้อที่ 19 วรรคสอง กำหนดให้ที่ประชุมต้องมี 2 สมัย ตามธรรมนูญกำหนดสมัยละ 120 วัน แต่ข้อบังคับกำหนดว่า 120 วันนั้นจะกำหนดประชุมสัปดาห์ละกี่วันสภาต้องเป็นผู้กำหนด แล้วเปิดให้สมาชิกอภิปรายเสนอเเนะอย่างกว้างขวาง จากนั้นนายวันมูหะมัดนอร์ สรุปว่า จะประชุมสัปดาห์ละ 2 วัน และจะเพิ่มได้ตามความจำเป็นเร่งด่วน และสมาชิกหลายคนเห็นด้วยให้เริ่มประชุมในเวลา 09.00 น.และหารือคนละ 3 นาที เป็นเวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที
ส่วนการพิจารณาสมัยประชุมซึ่งกำหนดให้มี 2 สมัยประชุม สมัยประชุมละ 120 วัน โดยสมัยแรกเริ่มตั้งแต่วันที่มีพระราชกฤษฎีกาเปิดสมัยประชุม วันที่ 3 ก.ค.สิ้นสุด 30 ต.ค. และสมัยที่ 2 เริ่มวันที่ 12 ธ.ค. จนถึง 9 เม.ย. 2567
‘โทนี่’กลับไทยแน่-หลังมีรบ.ใหม่
ที่พรรคเพื่อไทย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทยให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนการเดินทางกลับประเทศไทยของนายทักษิณ ชินวัตร ว่า เมื่อคืนวันที่ 11 ก.ค.ได้คุยกับคุณพ่อ เรื่องการเดินทางกลับ คุณพ่อระบุว่าเวลาเดินทางกลับจะบวกลบกับที่เคยบอกไว้ไม่มาก คุณพ่อบอกว่าไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่คนมองภาพว่าเป็นการเมือง ท่านไม่อยากให้ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ถ้ากลับมาแล้วเป็นการแก้ปัญหาได้จะดีกว่า ไม่ใช่กลับมาในช่วงที่การเมืองยังไม่นิ่งแล้วทำให้เกิดความวุ่นวาย ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น ส่วนตัวคิดว่าเปลี่ยนวันกลับไม่มาก และยืนยันว่าจะเดินทางกลับ หากไม่ใช่เดือนก.ค.ตามที่เคยบอกไว้ อาจเลื่อนออกไปไม่มาก ต้องดูก่อนว่าการโหวตเลือกนายกฯ วันที่ 13 ก.ค.จะจบลงอย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะกลับมาหลังจากการจัดตั้งรัฐบาลเสร็จเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่ น.ส.แพทองธารกล่าวว่า คุณพ่อไม่ได้พูดว่าต้องตั้งรัฐบาลก่อนแล้วกลับมา ไม่ได้มีโจทย์นั้น แต่ขอให้การเมืองนิ่งกว่านี้หน่อย เมื่อกลับมาจะได้ไม่เป็นการกระตุ้นทางการเมือง เพราะการกลับมาของคุณพ่อจะกลายเป็นประเด็นการเมืองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งไม่อยากให้เกิดความวุ่นวาย ท่านห่วงประเทศในเรื่องนี้ อยากให้การจัดตั้งรัฐบาลรวมถึงการโหวตเลือกนายกฯ นิ่งก่อน ไม่เช่นนั้นจะเป็นปัจจัย
‘วิษณุ’รับจนท.เตรียมแผนรับ
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนรมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ว่า นายทักษิณประกาศก่อนหน้านี้จะกลับมาก่อนวันเกิดของเขาเอง แต่ขณะนี้แม้ว่าจะใกล้วันเกิดก็ยังไม่มีข่าวคืบหน้า หากจะกลับมาเมื่อไรคงติดต่อมา จะได้ดำเนินการตามกระบวนการขั้นตอน เป็นธรรมดาที่การเดินทางกลับต้องเกี่ยวพันกับตำรวจ กรมราชทัณฑ์ รวมถึงผู้เกี่ยวข้องต้องเตรียมการ
ผู้สื่อข่าวถามว่าแสดงว่าทางการข่าวเป็นไปได้ที่นายทักษิณจะกลับไทย นายวิษณุกล่าวว่า นายทักษิณเป็นคนพูดเอง ถ้าไม่ได้พูดก็ไม่มีอะไรต้องทำ แต่เมื่อพูดคนที่เกี่ยวข้องต้อง เตรียมตัวเป็นธรรมดา อย่าว่าแต่กรณีของนายทักษิณ สมัยก่อนในคดีนายราเกรซ สักเสนา ต้องมีการเตรียมการไว้แบบนี้ และจากการที่ตนสอบถามยังไม่มีรายงานว่าจะกลับหรือไม่ เมื่อไร ย้ำว่ากลับมาต้องเข้าสู่กระบวนการ ตัวนายทักษิณก็ทราบว่าต้องเผชิญกับอะไรบ้าง
ต่อข้อถามว่าต้องมาเข้าสู่กระบวนการก่อน จึงจะขอพระราชทานอภัยโทษได้ใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ใช่ เพราะไม่ใช่ว่าจะทำเรื่องขอมาก่อนในขณะที่อยู่ต่างประเทศได้ ผู้สื่อข่าวถามว่าหากต้องถูกจำคุกมีกำหนดเวลาหรือไม่ว่าต้องจำคุกเท่าไรจึงจะขอพระราชทานอภัยโทษได้ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่มี ขอได้ ส่วนจะโปรดเกล้าฯ พระราชทานเมื่อไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อถามว่าขณะนี้มีการเตรียมพื้นที่คุมขังนายทักษิณอย่างไรบ้าง นายวิษณุกล่าวว่า ขอไม่ตอบ อธิบายไม่ได้เพราะเป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพของเขา และยังกระทบกับความสงบเรียบร้อยด้วย
บช.น.พร้อมคุมตัวดำเนินคดี
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) มีรายงานว่า พล.ต.ต. โชคชัย งามวงศ์ รองผบช.น. เรียกประชุม เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อมในการรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ กรณีนายทักษิณจะเดินทางกลับในเดือนก.ค.นี้ ตามที่นายทักษิณประกาศว่ากลับมารับโทษแน่นอน
ทั้งนี้ บช.น.เตรียมแผนวางกำลังรักษาความปลอดภัยและเส้นทางการเดินทางทั้งทางหลักและทางรอง กำหนดเส้นเป้าหมายการเดินทางจากเริ่มต้นควบคุมตัวที่สนามบินดอนเมือง หรือสนามบินสุวรรณภูมิ นำตัวไปควบคุม ผู้ต้องหาที่ บช.ปส. ย่านหลักสี่ กทม. ก่อนนำตัวไปที่ศาลฎีกา ย่านสนามหลวง จากนั้นนำตัวไปส่งที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร
นายทักษิณเคยระบุจะเดินทางกลับก่อน 26 ก.ค. ตรงกับวันเกิดของตนเอง โดยการข่าวของตำรวจยังไม่แน่ชัดว่านายทักษิณเดินทางมาวันใด ในการประชุมเบื้องต้นได้เตรียมการวางจำนวนกำลังพล ผู้ที่รับผิดชอบในบก.และสน. ร่วมกับตำรวจ 191 บก.สส. บก.จร. และบช.ส. เพื่อป้องกันเหตุในการควบคุมตัวนายทักษิณไปดำเนินคดี
‘อิ๊ง’ชี้‘บิ๊กตู่’วางมือเป็นเรื่องดี
เมื่อวันที่ 12 ก.ค. นายธนกร วังบุญคงชนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ประกาศวางมือทางการเมืองว่า ทราบมาตลอดว่าถึงเวลาที่เหมาะสมก็จะวางมือ เข้าใจว่าประชาชนอาจใจหายเช่นกัน และประชาชนฝากให้กำลังใจพล.อ.ประยุทธ์ จำนวนมาก
ผู้สื่อข่าวถามว่าการลาออกจากสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นการให้พรรคไปร่วมมือกับการผลักดันบุคคลอื่นเป็นนายกฯ หรือไม่ นายธนกรกล่าวว่า เป็นไปได้หลายทาง และการลาออกของพล.อ.ประยุทธ์ไม่เกี่ยวกับพรรค เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับมติพรรค ในการโหวตนายกฯ นั้น พรรคชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับพรรคก้าวไกล เมื่อถามว่าการ ลาออกจากพรรคของพล.อ.ประยุทธ์ ส่งสัญญาณอะไรหรือไม่ นายธนกรกล่าวว่า ไม่ได้ส่งผล ท่านไม่อยากเป็นคู่ขัดแย้ง เพราะหลายสิ่งหลายอย่างไปกระทบพรรคท่านก็คิดเช่นนั้น
ด้านน.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ท่านทำงานมานาน การที่จะประกาศพักถือเป็นเรื่องดี จะได้พักผ่อน เมื่อถามว่าการวางมือครั้งนี้มีผล กระทบทางการเมืองหรือไม่ น.ส.แพทองธารกล่าวว่า คนที่เป็นอดีตนายกฯ ทุกการเคลื่อนไหวส่งผลกระทบกับการเมืองอยู่แล้ว
นายอดิศร เพียงเกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เหมือนแผ่นดินสูงขึ้นหลายเมตร แต่จะประกาศวางมือกันง่ายๆ เฉยๆ มันดูง่ายไป เพราะพล.อ.ประยุทธ์เป็นผบ.ทบ. และผู้ก่อการกบฏยึดอำนาจฉีกรัฐธรรมนูญ ถือว่าเป็นข้อหาหนัก ทำให้ประเทศชาติต้องทนทุกข์ทรมานถึง 9 ปี ดังนั้นแค่วางมือคงไม่เพียงพอ ต้องขอโทษประชาชนและบอกสังคมว่าการทำรัฐประหารไม่ดีอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ต้องเป็นคนสุดท้ายที่จะทำรัฐประหาร