พท.กังวลมีชื่อป้อมโหวตแข่งนัดถกลับก้าวไกล
กก.เอาคืน‘สว.’เข้าชื่อแก้รธน.ปิดสวิตช์ทันที‘ปิยบุตร’แนะให้ยอมถอยเป็น‘ฝ่ายค้าน’ม็อบกรุงพรึบ
ก้าวไกลรุกเอาคืนวุฒิสภา ยื่นแล้วขอแก้ รัฐธรรมนูญมาตรา 272 ปิดสวิตช์ ส.ว.ไม่ให้อำนาจเลือกนายกฯ ‘ชัยธวัช’ ชี้ มีแรงกดดันโค้งสุดท้าย-เสนอผลประโยชน์ ทำ ส.ว. หลายคนกลับลำไม่โหวต ‘พิธา’ ด้าน‘ปิยบุตร’ แนะก้าวไกลถอยจากการจัดตั้งรัฐบาลประจานระบบนี้ให้สังคมไทยได้รู้ ด้าน ‘ชลน่าน’ ยันเพื่อไทยดัน ‘พิธา’ เป็น นายกฯ รอบสอง ‘วันนอร์’ ส่งหนังสือนัดประชุมแล้ววันที่ 19 ก.ค. ด้านส.ว.เสรี-ประพันธ์เตรียมงัดข้อบังคับข้อ 41 ปิดทาง สกัดไม่ให้เสนอชื่อซ้ำ
วันนอร์นัดวิป3ฝ่ายโหวตหนสอง
เมื่อวันที่ 14 ก.ค. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา กล่าวถึงกรอบเวลาในการเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 ตามที่ได้กำหนดไว้ในวัน 19 ก.ค. ว่า ต้นสัปดาห์หน้าจะนัดหารือวิป 3 ฝ่าย เพื่อพิจารณาในรายละเอียด ทั้งนี้หากวันที่ 19 ก.ค. ยังไม่ได้ ข้อสรุปว่าสามารถเลือกนายกฯ ได้ ก็ยังไม่ได้พูดคุยว่าจะมีการนัดประชุมต่อในวันที่ 20 ก.ค. เลยหรือไม่ อย่างไรก็ตามยังไม่ได้กำหนดเลือกนายกฯ รอบที่ 3 เพราะอาจจะจบใน วันที่ 19 ก.ค.เลยก็ได้
นายชัยธวัช ตุลาธน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคก้าวไกล เปิดเผยว่า วันนี้จะหารือกับแกนนำพรรคเพื่อไทยเป็นการภายใน ถึงแนวทางการผลักดันนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรี โดยยังยืนยันว่าในการประชุมร่วมกันของรัฐสภานัดต่อไป ก็จะยังเสนอชื่อนายพิธา เป็นนายกฯ ต่อไป
นายชัยธวัชกล่าวต่อว่าขณะเดียวกันยังต้องเดินหน้าประสานกับ ส.ว. เพื่อขอคะแนนเสียง พร้อมกับจะเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 เพื่อปิดสวิตช์ ส.ว. ในนามของพรรคคู่ขนานไปกับการโหวตนายกฯ และหากพรรคเพื่อไทยยินดีสนับสนุนก็จะยื่นร่างไปพร้อมกัน ในส่วนของพรรคก้าวไกล จะเดินทางไปยื่นร่างแก้ไขวันนี้ เวลา 15.00 น. ที่รัฐสภา
ต๋อมระบุโค้งท้ายส.ว.ถูกข่มขู่
สำหรับผลคะแนนที่ออกมา นายชัยธวัชกล่าวว่า ส่วนหนึ่งมาจาก ส.ว.ที่แสดงเจตจำนงมาตั้งแต่ต้น และส่วนหนึ่งมาจากการประสานพูดคุย แต่ต้องยอมรับว่า กระแสกดดัน ส.ว.ช่วงโค้งสุดท้าย มีทั้งการข่มขู่ และกระแสข่าวการให้เสนอผลประโยชน์ต่างๆ เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ ส.ว.หลายคนเปลี่ยนใจ
เมื่อถามว่าหนักใจหรือไม่กับการประสาน ส.ว. นายชัยธวัชหัวเราะก่อนกล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอนแต่ต้องทำให้ดีที่สุด ซึ่ง ส.ว. ที่ประสานไว้ก่อนหน้านี้มีมากกว่าจำนวน ส.ว.ที่โหวตให้มาก แต่ต้องยอมรับว่ามีกระแสกดดันมากจริงๆ ดังนั้น ต้องหารือกันต่อภายในพรรคและกับพรรคเพื่อไทยว่าจะดำเนินการอย่างไรก่อนวันโหวตครั้งต่อไป รวมถึงหารือกับ ส.ว.บางส่วนเพื่อหาคะแนนเสียงให้มากขึ้น
เวลา 13.30 น. พรรคเพื่อไทยมีการประชุมคณะทำงานภายใน โดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดต นายกฯ เข้าร่วมประชุมด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทยได้เปลี่ยนป้ายแบ๊กดร็อปห้องแถลงข่าวจากเดิมที่เป็นป้ายข้อความว่า “ขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่มอบความไว้วางใจ ให้พรรคเพื่อไทยเราจะมุ่งมั่นทำงานต่อไป” เป็น “เดินหน้า รัฐบาลประชาธิปไตย แก้ปัญหาให้ประชาชน”
เศรษฐาชี้ยากชงชื่อป้อมแข่ง
นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงผลโหวตนายกฯ เมื่อ 13 ก.ค.ว่า ตนไม่สบายใจ เพราะคิดว่าจะผ่านไปได้ ด้วยดี จึงขอเข้าหารือร่วมกับกรรมการบริหารพรรคก่อน ส่วนหากข้อบังคับระบุว่าต้องมีการเสนอชื่อบุคคลอื่นขึ้นมาประกบ แล้วมีการเสนอชื่อคนจากเพื่อไทยนั้นตนไม่ทราบ และยังไม่ได้คุยกับใคร
เมื่อถามว่าหากมีการปิดสวิตช์ ส.ว.มองว่าการโหวตจะราบรื่นหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า “เรื่องนี้มีการคุยกันนานมาก คำว่าปิดสวิตช์ฟังแล้วก็ดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เรื่องนี้คงเกิดขึ้นลำบาก เพราะมีการโหวตไปแล้ว แต่ต้องฟังความเห็นทั้ง 8 พรรคร่วมก่อนว่าคิดอย่างไรบ้าง ผมก็มีความรู้สึกกังวลใจ”
เมื่อถามว่ามีความกังวลหรือไม่ที่การโหวตรอบ 2 อาจมีการเสนอชื่อพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ขึ้นมาแข่ง นายเศรษฐากล่าวว่า ไม่ทราบว่าจะมีการเสนอชื่อตรงนี้หรือไม่ แต่หากดูตามคณิต ศาสตร์แล้ว คิดว่าความเป็นไปได้น่าจะลำบากเพราะพรรคนั้นมีแค่ 40 กว่าเสียงเอง
เมื่อถามว่าการที่ 8 พรรคร่วมจะดันชื่อ นายพิธาไปให้ถึงที่สุด คำว่าถึงที่สุดหมายถึงอะไร นายเศรษฐา กล่าวว่า ตนไม่ทราบต้องรอดูก่อน เพราะคะแนนรอบแรกออกมาต่ำ ไปหน่อย และตนต้องขอปรึกษาผู้บริหารพรรคก่อนว่าคิดอย่างไร ซึ่งวันนี้จะมีการประชุมกันน่าจะมีความชัดเจนขึ้น ส่วนชื่อนายพิธาจะไปต่อหรือไม่นั้นคงต้องไปคุยกันก่อน แต่ยืนยันว่าเราสนับสนุนนายพิธาเป็น นายกฯ ทั้งนี้ ต้องขอบคุณทั้ง 324 เสียง เมื่อถามว่าเสียงของ ส.ว.ยากที่จะได้มา มีแนวโน้มที่จะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะไปคุยกับพรรค ขั้วรัฐบาลเดิม เพื่อขอเสียง ส.ส. นายเศรษฐากล่าวว่า ต้องเป็นยุทธศาสตร์ของทาง 8 พรรคร่วมที่จะคุยกัน ส่วนตนไม่ได้อยู่ในวงเจรจา
ชลน่านเชื่อเป็นได้ส่งป้อมแข่ง
ด้านนพ.ชลน่าน หัวหน้าพรรค ให้สัมภาษณ์กรณีกระแสข่าวการเสนอชื่อนายกฯ รอบสอง จะเสนอชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ มาแข่งว่า ถ้าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง สิ่งที่เรามีข้อห่วงใยคาดการณ์ว่าเสียงโหวตให้คู่แข่งเราอาจเกิดผลสัมฤทธิ์ขึ้นมาทันที จาก 188 เสียง ถ้าเขาแพ็กกันแน่น บวกกับเสียงส.ว. มีโอกาสที่เสียงจะเกิน 375 เสียงได้
เมื่อถามว่าเพื่อไทยจะเสนอนายพิธา ต่อหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยังเคารพสิทธิของพรรคก้าวไกลที่เป็นพรรคอันดับหนึ่ง และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ ส่วนจะดันต่อหรือไม่นั้นขึ้นกับพรรคก้าวไกลที่จะเป็นผู้เสนอในระหว่างงพูดคุยระหว่างก้าวไกลและเพื่อไทย รวมทั้งวงของ 8 พรรคร่วมรัฐบาล
เมื่อถามว่าดูแล้วเสียง ส.ว.น่าจะโหวต ให้ยาก นพ.ชลน่านกล่าวว่า ไม่มีอะไรง่าย โดยเฉพาะการเมืองที่ไม่ปกติแบบนี้ มันคงเป็นประเด็นที่ 8 พรรคร่วมต้องมาคุยกัน ว่าจะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร รู้อยู่แล้วว่าถ้าโหวตเลือกนายกฯ อีกครั้งในวันที่ 19 ก.ค. โดยที่เราไม่มีหลักหรือความมั่นใจ แล้วมีคนแข่งแล้วเรามีโอกาสแพ้ ก็ต้องมาปรึกษาหารือกันว่าจะทำอย่างไร
เมื่อถามว่าในการพูดคุยกับพรรคก้าวไกลจะมีโอกาสเปลี่ยนแคนดิเดตนายกฯ ในการโหวตครั้งที่ 2 หรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า อยู่ที่ข้อเสนอของการพูดคุย เมื่อถามว่าถ้าก้าวไกลยังเสนอชื่อนายพิธา เพื่อไทยจะแสดงท่าทีอย่างไร นพ.ชลน่านกล่าวว่า ก็เป็นสิทธิของพรรคก้าวไกลที่เป็นพรรคอันดับหนึ่งและเป็นพรรคแกนนำ เพื่อไทยลงเอ็มโอยูชัดเจนว่าจะสนับสนุนจนสุดความสามารถ ยืนยันอยู่แล้ว

ดันพิธาต่อ – นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยืนยันยังสนับสนุน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี ในการโหวตรอบสอง ส่วนกรณีขั้วตรงข้ามจะเสนอชื่อพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นคู่แข่ง ทำให้มีโอกาส เกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อย เมื่อวันที่ 14 ก.ค.
ต้องระวังกับดักไม่ให้ 8 พรรคแพ้
เมื่อถามว่าถึงเวลาสำหรับพรรคอันดับสองแล้วหรือยัง เพราะพรรคอันดับหนึ่งดูจะไม่ได้เสียงสนับสนุน นพ.ชลน่านกล่าวว่า ตนเชื่อว่า 8 พรรคร่วมจะคำนึงถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น ถ้าการโหวตนายกฯ 19 ก.ค.นี้ไม่ใช่ชื่อนายพิธา เป็นชื่ออื่นที่ไม่ได้อยู่ใน 8 พรรคร่วม ความคาดหวังของพี่น้องประชาชนจะถูกทำลายทันที
เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่าในการโหวตนายกฯ ครั้งที่ 2 ทางพรรคร่วมจะเสนอชื่ออื่น นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ไม่มีคำว่าอาจจะอยู่ที่การพูดคุย เมื่อถามว่าหากสองพรรคพูดคุยจบแล้ว จะเป็นที่แน่ชัดหรือไม่ว่า 8 พรรคร่วมจะเสนอชื่อใครชิงตำแหน่งนายกฯ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ต้องรอสรุปก่อน ถ้าเราไม่ชัดเจน วันที่ 19 ก.ค. ก็มีเจตนาชัดแล้วว่าอีกฝ่ายจะเสนอชื่อแข่ง จะเป็นกับดักให้เรายอมรับกับความพ่ายแพ้ เหมือนเราเอาความหวังประชาชน 25 ล้านเสียงไปทลายตรงนั้น เชื่อว่าประชาชนรับไม่ได้
เมื่อถามว่าคำว่าจะสนับสนุนจนถึงที่สุด นิยามของคำว่าที่สุดคืออะไร นพ.ชลน่านกล่าวว่า คำว่าที่สุดไม่มีนิยาม มันขึ้นอยู่กับความ พึงพอใจ ความเป็นเหตุเป็นผล ความเสียหาย และโอกาสของประเทศชาติบ้านเมือง รวมๆ กันทั้งหมด ถ้าเราทำถึงที่สุดแล้วก้าวไกล พึงพอใจ เห็นชอบภาพรวมแล้วไม่ส่งผล กระทบ ถึงจะเป็นนิยามของคำว่าถึงที่สุด
ไม่เชื่อส.ว.ตั้งแง่-ไม่ให้กก.ร่วม
เมื่อถามถึงท่าทีของพรรคเพื่อไทยกรณีนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาฯ คณะก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊กเสนอแก้มาตรา 272 รวมทั้ง ให้ก้าวไกลเป็นฝ่ายค้าน นพ.ชลน่านกล่าวว่า “ก็เป็นความเห็นของผู้นำทางจิตวิญญาณของทางพรรคก้าวไกล ส่วนจะปฏิบัติหรือไม่ก็ ไม่ทราบ แต่เราไม่มีข้อผูกมัดอะไรในการจะเป็นฝ่ายค้านหรือไม่เป็นฝ่ายค้าน เพราะประชาชนเสียงข้างมากเลือกให้มาเป็นฝ่าย จัดตั้งรัฐบาล ไม่ได้เลือกเราให้มาเป็นฝ่ายค้าน เมื่อถามว่านายปิยบุตรระบุว่าต้องยอมไปเป็นแกะดำ เพื่อให้อีก 4 ปีข้างหน้าจะได้คะแนนเสียงมากกว่านี้ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ก็แล้วแต่ความเห็น ไม่ขอวิจารณ์”
เมื่อถามกรณี ส.ว.ระบุว่าถ้ามีพรรค ก้าวไกลร่วมรัฐบาล ส.ว.จะก็ไม่สนับสนุน นพ.ชลน่านกล่าวว่า เป็นเพียงความเห็นของ ส.ว.บางคน เมื่อถามว่าข้อเสนอแก้มาตรา 272 ของพรรคก้าวไกลจะยิ่งสร้างความไม่พอใจ ให้กับ ส.ว.หรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ต้องไปถาม ส.ว.ว่าพอใจหรือไม่
‘เสรี’จ่องัดข้อบังคับ41ขวางพิธา
ที่รัฐสภา นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. กล่าวถึงกระแสข่าวสมาชิกวุฒิสภาจะนำข้อบังคับที่ 41 ในการประชุมรัฐสภามาใช้ในการลงมติเลือกนายกฯ 19 ก.ค.ที่จะเสนอญัตติเดิมนั้นไม่สามารถทำได้ของการประชุมรัฐสภาว่า แนวทางดังกล่าวเป็นเรื่องที่ตรงไปตรงมา ซึ่งกำหนดไว้ว่าการเสนอญัตติเมื่อมีการเสนอและตกไปแล้วจะไม่ให้เสนอซ้ำในสมัยประชุมนี้ เว้นแต่ว่าได้รับอนุญาตจากประธานรัฐสภาว่ามีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลง อาทิ ญัตติที่ผ่านมาคือเลือกนายพิธาเป็นนายกฯ เพียง คนเดียว แต่หากมีการเสนอเหมือนเดิมกลับ เข้ามาอีกครั้ง ไม่สามารถทำได้ เมื่อถามว่าหากเสนอนายพิธา พร้อมเสนอคนอื่นทำได้ หรือไม่ นายเสรี กล่าวว่า มีโอกาสเป็นไปได้ หากประธานรัฐสภาอนุญาต
เมื่อถามว่าแนวทางดังกล่าวมาจากนายเสรีเองหรือส.ว.คนอื่นร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย นายเสรีกล่าว เป็นการพูดคุยกันในกลุ่ม ส.ว. เมื่อถามถึงเอกสารหลุดออกมาเพื่อให้ ส.ว.ดำเนินการเรื่องดังกล่าว เหมือนมีใบสั่ง นายเสรีกล่าวว่า ไม่หรอก เป็นเพียงการหารือกันในกลุ่ม ไม่มีใครสั่งใครได้ เพราะเป็นมุมมองในข้อกฎหมาย ส่วนการส่งกันในไลน์ก็เป็นการแสดงความคิดเห็นกับเพื่อนสมาชิก ไม่ได้เป็นเรื่องการสั่ง
เมื่อถามว่าที่ผ่านมามีข้อมูลหลุดจากไลน์ส.ว.บ่อยครั้ง กังวลจะมีหนอนบ่อนไส้นำข้อมูลมาให้พรรคก้าวไกล นายเสรีกล่าวว่าไม่ห่วง เพราะคนหมู่มากย่อมมีความเห็นต่าง และคนเห็นต่างก็นำไปส่ง ช่วงหลังจึงระมัด ระวังมากขึ้น เพราะหากเสนอความเห็นอะไรไปแล้วและไปกระทบการทำงานก็ไม่ควรเสนอเข้ามาในไลน์ ไม่ต้องห่วงว่าพรรคก้าวไกลจะทราบเรื่องหรือไม่ คนเป็นร้อยคนก็ต้องมีคนรู้จักกันบ้างซึ่งต้องมีอยู่แล้ว ส่วนท่าทีของ ส.ว.หลังลงมติเลือกนายกฯ ไปเมื่อ 13 ก.ค. ก็ต้องรอดูว่า ส.ส.จะเสนอชื่อใครเข้ามาเป็นนายกฯ ต่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่ส.ว.ต้องพิจารณาต่อไป
ประพันธ์เย้ยปลุกหวังด้อมส้ม
นายประพันธุ์ คูณมี ส.ว. กล่าวถึงความเป็นไปได้ในการโหวตนายกฯ รอบ 2 โดยเสนอชื่อนายพิธา อีกครั้งว่า กรณีชื่อของนายพิธาจบแล้ว เพราะได้เสียงเห็นชอบไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสมาชิกสองสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ดังนั้นจะเสนอชื่อนายพิธาให้โหวตอีกครั้งตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภาถือว่าทำไม่ได้ เพราะญัตติตกไปถือว่าจบแล้ว และข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ 41 กำหนดว่าญัตติใดที่ตกไปแล้วห้ามนำญัตติที่มีหลักการเดียวกันเสนออีกในสมัยประชุมเดียวกัน เว้นแต่ญัตติที่ไม่มีการลงมติหรือประธานสภาอนุญาต หากจะนำญัตติเสนอชื่อนายพิธากลับมาอีกในสมัยประชุมปัจจุบัน ต้องมีเหตุเปลี่ยนแปลงตามมาตรา 272 วรรคสองเท่านั้น
มาตรา 272 วรรคสองนั้นตามหลักการหากโหวตครั้งแรกไม่ได้บุคคลเป็นนายกฯ ไม่ว่าด้วยเหตุใด ประธานรัฐสภาไม่มีอำนาจเปิดให้ลงคะแนนใหม่เองได้ ต้องให้สมาชิกรัฐสภารวมกันไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งเข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา ตามมาตรา 272 วรรคสองเท่านั้น และต้องได้เสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกสองสภา หรือ 500 เสียง จึงจะเสนอชื่อนายพิธา ได้อีก หากดำเนินการใดๆ นอกจากแนวทางนี้ย่อมไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
“เมื่อรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เช่นนี้จึงไม่เปิดช่องทางอื่นให้นายพิธา ถูกเสนอชื่อกลับมาให้รัฐสภาโหวตโดยง่าย หรือโหวตเลือกนายพิธาฯ ซ้ำซากไปเรื่อยๆ เหมือนนักกฎหมาย หรือพวกกุนซือสมองทื่อเสนอให้โหวตไปเรื่อยๆ จนสิ้นวาระของวุฒิสภา ด้วยเหตุนี้พรรคก้าวไกลและนายพิธา ควรให้การศึกษาพวกด้อมส้มให้โปรดเข้าใจตามนี้ด้วย” นายประพันธ์กล่าวและว่า หากระหว่างนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นายพิธา หยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะเสนอชื่อนายพิธาให้รัฐสภาพิจารณา จึงไม่ควรไปปลุกให้ความหวังพวกด้อมส้มแบบผิดๆ ควรยอมรับและเคารพมติโดยชอบของรัฐสภา หยุดปลุกมวลชนเพื่อสร้างปัญหาให้บ้านเมือง เพราะความดื้อรั้นมีแต่เกิดหายนะกับตนเอง

เสียงประชาชน – ประชาชนจำนวนมากร่วมกิจกรรม ‘Respect my vote’ แสดงพลังเรียกร้อง ส.ว.และส.ส.เคารพเสียงประชาชน หลังมีส.ว.งดออกเสียงถึง 158 คนในการโหวตตั้งนายกฯ ที่ลานหน้าหอศิลป์กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 14 ก.ค.
จรุงวิทย์แจงโหวตเพื่อประชาชน
พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา ส.ว. 1 ใน 13 ส.ว. ซึ่งลงมติเห็นชอบให้นายพิธา กล่าวว่า การโหวตเห็นชอบของตนมีเหตุที่ใกล้เคียงกับนายพีระศักดิ์ พอจิต ส.ว. ซึ่งโหวตเห็นชอบ เพราะคิดถึงความคาดหวังของประชาชนเป็นหลัก ในฐานะอดีต กกต. ตนจัดเลือกตั้งมา หลักการจับขั้วกันได้ข้างมากสุดต้องยอมรับ หลักคือเป็นการเคารพเสียงประชาชน
พ.ต.อ.จรุงวิทย์กล่าวว่าในส่วนการเสนอแก้ไขมาตรา 112 นั้น การโหวตเมื่อ 13 ก.ค. เป็นการพิจารณาผู้สมควรรับตำแหน่งนายกฯ ไม่ใช่การพิจารณากฎหมาย ขณะที่ในบันทึกความเข้าใจร่วมกันหรือ MOU ของ 8 พรรค ก็ไม่ได้กล่าวถึงการแก้ไขมาตรา 112 ด้วย และคำร้องเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 ศาลรัฐธรรมนูญนำเข้าสู่กระบวนการแล้ว ไม่ควรมาปะปน เพราะเป็นเรื่องพรรคต้องเสนอร่างแก้ไขเข้าสู่สภา ไม่ใช่ในนามของครม. เป็นคนละสนามกัน ซึ่งต้องเป็นไปตามกฎหมาย
นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ส.ว. 1 ใน ส.ว. ส่วนใหญ่ที่ลงมติงดออกเสียงโหวตนายพิธา โพสต์เฟซบุ๊กระบุ การลงมติใดๆ ในสภาจะมี 3 ทางเลือก คือ เห็นชอบ ไม่เห็นชอบ งดออกเสียง ตนงดออกเสียง เพราะต้องการคงเจตนารมณ์ที่เคยลงมติปิดสวิตช์ตนเองมาแล้วเมื่อปี 2565 ว่าจะไม่ใช้สิทธิเลือกนายกฯ คนใดอีก ดังนั้น คราวนี้เสนอนายพิธา จึงประกาศงดออกเสียง “คราวต่อไปถ้าเสนอ อุ๊งอิ๊ง หรือเศรษฐา หรือ อนุทิน หรือลุงป้อม ผมก็จะประกาศงดออกเสียงเช่นกัน”
ส.ว.เดือดแจ้งจับชาวบ้านด่าแรง
ด้านนายสมชาย แสวงการ ส.ว. เผยว่า ขณะนี้ ส.ว.หลายคนกำลังรวบรวมหลักฐานที่มีบุคคลอื่นมาบูลลี่ตนเองและครอบครัว เพื่อแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยเฉพาะในการประชุมรัฐสภาเมื่อ 13 ก.ค. เพราะถือเป็นการคุกคาม ซึ่งถือว่าเลวร้ายกว่าในอดีต เป็นวิธีการที่สกปรก คนที่เห็นต่างก็บูลลี่เขาหมด ทั้งตามโรงเรียน มหาวิทยาลัยและครอบครัว ส.ว.ประชุมกันแล้วเห็นว่าจะดำเนินคดีทั้งหมด และเบื้องต้นได้ส่งหลักฐานให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) แล้วทั้งหมด ขณะนี้อยู่ระหว่างการตั้งทีมกฎหมาย
“ขอเตือนบุคคลที่มีพฤติกรรมเหล่านี้ว่า ขณะที่คุณล้ำเลิศประชาธิปไตยแล้วเวลาติดคุกไม่ต้องมาขอโทษเพราะไม่มีปล่อยฟรี ถูกดำเนินคดีจริงจัง แล้วอย่าลืมเป็นนักกฎหมายทั้งนั้นที่มาสนุกสนาน เล่นๆ กันแบบนี้ ดำเนินคดีหมด ตอนนี้ทุกคนเตรียมหลักฐานไว้หมดแล้ว จะเอาให้เต็มที่ ต่างกรรมต่างวาระ ไม่ต้องออกจากคุกกันเลย ทำ 10 ครั้งก็ 10 กรรม 10 วาระ” นายสมชายกล่าว
นายสมชายกล่าวว่า จากนี้จะตรวจสอบทั้งหมดและย้อนหลังไปหากพบว่าเข้าข่ายหมิ่นประมาทก็จะดำเนินคดีทั้งหมด เพราะถือว่าไม่เคารพคนอื่น ใครที่ไม่ทำตามคุณ ก็ไปตามคุกคามเขาหมด ต้องดำเนินคดี ประชาธิปไตยของคุณเป็นประเภทไหน เป็นพวกโจราธิปไตยหรือไม่ ที่ผ่านมาตนเคยดำเนินคดีกับคนที่หมิ่นประมาทมาแล้ว บางคนร้องห่มร้องไห้เพราะต้องออกจากราชการ ก็ให้อภัยไปหลายคนแล้ว แต่หลัง จากนี้จะไม่ให้อภัยแล้ว
“ขอเตือนให้หยุดทั้งหมด อย่าคิดว่าหา ไม่เจอ ที่ผ่านมาถือว่าผมเป็นบุคคลสาธารณะ แต่จากนี้จะเริ่มนับหนึ่งในการดำเนินคดี เพราะคุณไม่ได้ใช้สิทธิเสรีภาพ แต่เป็นการ ใช้สิทธิคุกคามคนอื่น มีความผิดทางอาญา ดังนั้นตอนนี้ใครอยากถล่มผมก็มาเลย รับรองได้เลยพวกที่มีทัวร์ลงสนุกแน่ ส.ว.ไม่ปล่อยเรื่องนี้แน่ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลัง ปั่นกระแส หากสืบไปถึงตัวการก็จะดำเนินคดี ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองคนไหนจะดำเนินคดีด้วย” นายสมชายกล่าว
กิตติศักดิ์เสี้ยมเพื่อไทย-หย่า
นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ส.ว. กล่าวกรณีพรรคก้าวไกลยื่นร่างกฎหมายแก้ไขมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อปิดสวิตช์ ส.ว.โหวตเลือกนายกฯ ว่า ไม่คิดว่าเป็นการตอบโต้ ส.ว.ที่ไม่โหวตให้นายพิธา เพราะเป็นเรื่องที่ทำได้ตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่ทำให้ได้แล้วกัน เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องอาศัยเสียง ส.ว. 1 ใน 3 หรือ 84 คน ที่จะให้แก้หรือไม่แก้ก็ต้องไปวัดกัน
นายกิตติศักดิ์ยังแก้ข่าวที่นั่งรถมอเตอร์ไซค์หนีกลับหลังโหวตไม่เห็นชอบนายพิธา ว่า เมื่อเห็นภาพตัวเองก็ขำดี น่ารักดี แต่ข้อเท็จจริงคือต้องรีบไปเคลียร์ปัญหาวัดบางคลาน จ.พิจิตร แต่ยอมรับว่าทัวร์ลงกระหน่ำอยู่แล้ว ที่ไม่เห็นชอบนายพิธา แต่ตัวเองชีวิตมากับดิน ต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ยิ่งมากระทบสถาบันแบบนี้
“จากการวิเคราะห์ของตนเชื่อว่าการโหวตครั้งที่สองคงไม่ใช่ชื่อนายพิธา เพราะคะแนนน้อย ไม่เหมาะสมแล้ว และมองว่านายพิธาเป็นสินค้ามีตำหนิ ขอแนะนำให้พรรคก้าวไกลกับพรรคเพื่อไทยจูงมือกันไปหย่าที่อำเภอ แล้วหาแฟนใหม่ เพราะถ้าเขายังรักกัน มัดข้าวต้มติดกัน อาจเลือดท่วมจอ มีการแทงกันข้างหลัง อาจทำให้ตาอยู่มาได้ไป ดังนั้น วันที่ 19 ก.ค. หากเสนอนายพิธาไปอีก ผมบอกเลยว่าถ้าเป็นแบบนี้เปอร์เซ็นต์ต่ำเลย คะแนนก็ไม่ต่างจากเดิม เผลอๆ ลดกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะไม่สามารถเรียกคะแนนเพิ่มมาได้แล้ว” นายกิตติศักดิ์กล่าว
พปชร.อ้างเสนอพิธาอีกไม่ได้
นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ กก.บห.พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงการโหวตเลือกนายกฯ รอบ 2 ว่า หากประชุมเพื่อลงมติเลือกรอบสองวันที่ 19 ก.ค.นี้ โดยเสนอชื่อนายพิธาเป็นครั้งที่สอง ส่วนตัวมองว่าไม่น่าจะทำได้ เพราะญัตติเดิมมีผู้รับรองถูกต้อง หากเสนอชื่อเดิมอีกอาจเป็นการเสนอญัตติซ้อนญัตติ ซึ่งตามข้อบังคับสมัยประชุมหนึ่งสภาจะเสนอญัตติซ้อนญัตติไม่ได้ ต้องเสนอญัตติใหม่โดยเสนอชื่อบุคคลอื่นที่อยู่ในบัญชีรายชื่อแคนดิเดตของพรรคการเมืองขึ้นมาแทน แต่หากเสนอแล้วยังเลือกไม่ได้อีก ก็สามารถเสนอชื่อบุคคลภายนอกให้พิจารณาได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประธานรัฐสภาจะใช้ดุลพินิจพิจารณา และหารือกับสมาชิกว่าจะเสนอบุคคลชื่อเดิมได้หรือไม่ จึงต้องรอดูในวันที่ 19 ก.ค.นี้ ว่าที่ประชุมรัฐสภาจะหารือและมีความเห็นอย่างไร แต่หากเสนอชื่อเดิมซ้ำได้แล้วโหวตไม่ผ่านอีกในรอบสองก็ถือเป็นความชอบธรรมของพรรคที่มีคะแนนลำดับถัดไปที่จะเสนอชื่อบุคคลอื่นให้รัฐสภาพิจารณาได้
สำหรับข้อสังเกตเรื่องสูตรตั้งรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชารัฐและพรรครัฐบาลเดิมเข้าร่วม โดยไม่มีพรรคก้าวไกลนั้น นายบุญสิงห์กล่าวว่า เป็นความเห็นและการประเมินทางการเมืองของแต่ละคน
ปิยบุตรอัดส.ว.ลาก112อภิปราย
เวลา 12.00 น. นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ไลฟ์ผ่านเฟซบุ๊กถึงการประชุมร่วมรัฐสภาโหวตนายกฯ ว่า วาระประชุมเป็นการเลือกนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 แต่การประชุม 13 ก.ค. กลายเป็นเรื่องประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 เรื่องพระราชอำนาจ ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลก มาตรา 112 ในเอ็มโอยู ไม่ได้ระบุ 8 พรรคจะไม่มีนโยบายผลักดันให้แก้ไข 112 แน่นอน แต่พรรคก้าวไกลหาเสียงไว้จึงนำเป็นหนึ่งในนโยบาย ซึ่งพรรคจะปล่อยให้เป็นเรื่องของ ส.ส. 151 คน เสนอร่างเข้าสภา ท้ายที่สุดจะผ่านหรือไม่ผ่านไม่ได้อยู่ที่รัฐบาลก้าวไกล หรือนายพิธา รวมไปถึง 8 พรรค แต่อยู่ที่ ส.ส. และส.ว. หากไม่พอใจการเสนอกฎหมายก็โหวตให้ตกไป ตามกระบวนการนิติบัญญัติ ไม่เห็นว่าเกี่ยวข้องกับการโหวตนายกฯ แม้แต่น้อย
“เขาให้มาดูว่าใครจะเป็นนายกฯ แต่ลากไปเรื่อง 112 มาตรา 6 ตกลงใครกันแน่ที่เอาเรื่องสถาบันมาพูดคุย” นายปิยบุตรกล่าว พร้อมระบุว่า ถ้ามองแง่บวกถือว่าเป็นเรื่องดีการที่สมาชิกรัฐสภาหลายคน เช่น นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.ภูมิใจไทย, นายสมชาย แสวงการ ส.ว., นายชัยชนะ เดชเดโช รองเลขาฯ พรรคประชาธิปัตย์, นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว., นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. เป็นต้น ที่ยืนยันชัดเจนว่าเรื่องสถาบันอภิปรายในรัฐสภาได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เป็นเรื่องที่ดีที่ประชาชนจะได้มีโอกาสรับฟังจากสภา
ชอบบิ๊กตู่ก็สารภาพ-อย่าอ้าง 112
ถ้าต้องการยุติความขัดแย้งกับคนรุ่นหนึ่งกับรุ่นหนึ่ง อยากให้บ้านเมืองไปต่อได้ การนิรโทษเป็นเรื่องสำคัญ คนเหล่านี้ไม่ใช่อาชญากร ประเทศไทยเคยนิรโทษมาตรา 112 หลังเหตุการณ์ 6 ต.ค.19 จำนวนมาก และหลังจากนั้น คณะรัฐประหารก็ออกประกาศเพิ่มโทษด้วย ทำไมงวดนี้ทำไมได้ อย่าทำให้น่ากลัวเกินเหตุ เห็นด้วยหรือไม่ก็คุยในสภาหาฉันทามติร่วมกันก็ได้ ส.ว.หลายคน วันนี้อายุมากขึ้นทำไมไม่ใช้สายตามองเยาวชนเหล่านี้ดู สมัยก่อนก็สู้กับรัฐไทย วันนี้จะหาทางออกร่วมกัน คุยกันไม่ได้เลยหรือ อย่ากลัวเกินเหตุ ลองลดความอคติลง เลิกเสพเฟกนิวส์ ไอโอ คิดให้มันแยบคายแบบโยนิโสมนสิการ ในสถานการณ์แบบนี้นายกฯ ควรเป็นนายพิธาดีกว่าคนอื่นแน่นอน
การประชุม 13 ก.ค. ถ้า ส.ว.คนใดไม่อยากให้พิธาเป็นนายกฯ ไม่อยากให้ก้าวไกลเป็นรัฐบาลเป็นสิทธิของท่าน ให้อ้างเหตุผลอื่น ไปเลยว่าชอบ พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร มากกว่า อ้างเลย แต่อย่าเอาประเด็น ม.112 ไปอ้าง นายพิธาและพรรคก้าวไกลวันหนึ่งได้เป็นหรือไม่ได้เป็นก็พร้อมอยู่แล้ว ประเทศไม่ได้ล่มสลายสามารถเดินต่อได้ แต่กังวลใจว่าการเอามาตรา 112 มาเป็นข้ออ้าง เอามายุ่งกับเรื่องการเมือง สมาชิกสภาที่พูดต่อยหอยเมื่อวานรับผิดชอบไหวหรือไม่ รักสถาบันภาษาอะไรทำแบบนี้
ปิยบุตรแนะพรรคก้าวไกลถอย
ทั้งนี้ คืนวันที่ 14 ก.ค. นายปิยบุตร ยังโพสต์เฟซบุ๊ก “จงยืดอกอย่างภูมิใจและ ทรนงองอาจในความเป็น “แกะดำ” ของการเมืองไทย ในวันนี้ เมื่อ 14 ล้านยังไม่พอในวันนี้ ต้องทำให้ได้ถึง 20 ล้าน 25 ล้านในวันพรุ่ง!!!” ระบุ การติดตามการประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกฯ เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ส.ว.จำนวนมากทั้งที่ออกหน้ากล้าลงคะแนนไม่เห็นชอบ ทั้งที่ไม่กล้าออกหน้าเลือกงดออกเสียง หรือไม่มาประชุมแทน กลุ่มนี้ให้ตายก็ไม่มีทางเปลี่ยนใจกลับมาลงคะแนนเห็นชอบให้นายพิธาเป็นนายกฯ อย่างแน่นอน การลงคะแนนเสนอพิธาไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้ทำอะไรอื่นเลย ไม่มีทางที่จะได้คะแนนเพิ่มมากกว่าวันนี้ อย่างน้อยพรรคก้าวไกลก็ได้ทำให้ประชาชนเห็นแล้วว่า พยายามต่อสู้อย่างถึง ที่สุดแล้ว พยายามปกป้องคะแนนเสียงร่วม 27 ล้านเสียง พยายามแปลงคะแนนเหล่านี้ ให้ออกมาเป็นผลลัพธ์อย่างเต็มที่แล้ว
หากพรรคก้าวไกลเลือกวิธีเจรจาพรรคอื่นเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อเพิ่มจำนวนเสียง ปัญหาคือ จะมีพรรคใดยอมเข้าร่วม ก็ในเมื่อพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคชาติไทยพัฒนา ต่างประกาศจุดยืนชัดเจนว่าไม่ร่วมกับพรรคที่จะแก้ 112 พวกเขาอ้างประเด็น 112 เพื่อปิดล้อมพรรคก้าวไกล และพรรคก้าวไกล ก็ไม่มีทางยอมถอยประเด็นนี้ ดังนั้น การแสวงหาคะแนนจากพรรคอื่นก็คงยาก และอาจสายเกินไปที่จะพูดคุยแล้ว
ชี้ชงชื่อจากพท.ก็ไม่แน่จะผ่าน
ครั้นพรรคก้าวไกลจะถอย ร่วมเสนอให้แคนดิเดตพรรคเพื่อไทยเป็นนายกฯ แทน และยังร่วมรัฐบาลอยู่ ก็ไม่แน่ใจว่า บรรดา ส.ว.จะยอมหรือไม่ เพราะพวกเขาน่าจะไม่ปรารถนาเห็นพรรคก้าวไกลร่วมรัฐบาลเลยด้วยซ้ำ เช่นเดียวกัน ส.ส.จากพรรคภูมิใจไทย พลังประชารัฐ ฯลฯ ก็คงไม่ยอม เพราะพวกเขาอยาก “เสียบ” เข้าร่วมรัฐบาลแทนพรรคก้าวไกลมากกว่า ถึงเวลาเขาก็อ้างอีกว่าโหวตให้ไม่ได้ เพราะรัฐบาลที่กำลังจะตั้งมีพรรค ก้าวไกลที่ต้องการเสนอแก้ 112
แม้อาจบอกกันว่าก็ลงมติกันไปเรื่อยๆ รอจนอำนาจ ส.ว.ตามมาตรา 272 หมดลงใน พ.ค.ปี 67 แต่พรรคก้าวไกลจะทนแรง เสียดทาน ลากไปให้ถึงวันนั้นได้หรือไหนจะมี “คมหอกคมดาบ” ของศาลรัฐธรรมนูญที่รอง้างไว้อยู่อีกหลายคดี
สุดท้ายนายปิยบุตรเสนอให้พรรคก้าวไกลรวมเสียง ส.ส. ส.ว. ที่เห็นด้วยกับเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขมาตรา 272 เพื่อปิดสวิตช์ ส.ว.โดยทันที เพราะนี่คือวิธีการต่อสู้แบบเป็นไปได้ ซึ่งร่างนี้เคยเสนอในสภาชุดที่แล้วแต่ตกไป ครั้งนั้น ส.ส.เกือบทุกพรรค และมี ส.ว. หลายคนก็เห็นด้วยกับการยกเลิกมาตรา 272
‘ตู่-ป้อม-หนู’เก็บของแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ภายหลังประกาศวางมือทางการเมือง ล่าสุด ได้เก็บของใช้ส่วนตัวบนห้องทำงาน ตึกไทยคู่ฟ้า ไปหมดแล้วตั้งแต่วันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา เหลือเพียงของที่จำเป็นต้องใช้ในการทำงาน และช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ เจ้าหน้าที่ได้เก็บหนังสือต่างๆ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ชอบอ่าน ใส่ลังเตรียมขนกลับประมาณ 4-5 ลัง
ขณะที่ตึกบัญชาการ 1 ซึ่งเป็นห้องทำงานของรองนายกฯ และ รมต.สำนักนายกฯ ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข สั่งเจ้าหน้าที่เก็บของซึ่งมีไม่มาก เช่น หนังสือ ของตกแต่งแล้ว
ขณะที่ห้องทำงานของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ก็แทบจะไม่เหลือของใช้ส่วนตัวแล้ว มีเพียงห้องของคณะทำงาน 2 ห้องที่อยู่ระหว่างทยอยเก็บของ เนื่องจากเอกสาร หนังสือ และของใช้ส่วนตัว ได้เก็บออกบ้างแล้ว

ปิดสวิตช์ส.ว. – นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วยส.ส.ของพรรค ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.272 ยกเลิกอำนาจ ส.ว.ในการเลือกนายกฯ ต่อนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 14 ก.ค.
กก.ยื่นแก้รธน.ปิดสวิตช์ส.ว.
ที่รัฐสภา พรรคก้าวไกล นำโดย นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรค ก้าวไกล นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล พร้อม ส.ส.พรรค เข้ายื่นหนังสือร่างกฎหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 เพื่อยกเลิกอำนาจ ส.ว.เลือกนายกฯ ต่อนายวัน มูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร
นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า ได้รับหนังสือแล้ว จากนี้จะให้เจ้าหน้าที่รัฐสภาตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนของรายชื่อและเอกสาร สิ่งที่แก้ไขจะต้องไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ โดยจะดำเนินการให้เร็วที่สุด ส่วนการนัดประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกฯ เป็นครั้งที่ 2 กำหนดไว้ในวันที่ 19 ก.ค. เวลา 09.30 น. โดยวันเดียวกันนี้ตนได้ออกหนังสือเชิญสมาชิกรัฐสภามาประชุมแล้ว
ด้านนายชัยธวัชกล่าวว่า ส.ส.พรรคก้าวไกลเข้าชื่อตามรัฐธรรมนูญเพื่อยื่นร่างแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มีสาระสำคัญเสนอให้ยกเลิกมาตรา 272 ในบทเฉพาะกาลที่ให้อำนาจวุฒิสภามีส่วนร่วมเลือกนายกฯ เป็นการชั่วคราว ซึ่งเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อคืนอำนาจการเลือกนายกฯ ให้ประชาชนซึ่งก่อนหน้านี้เรียกกันว่าปิดสวิตช์ส.ว. สืบเนื่องจากการประชุม 13 ก.ค. ปรากฏชัดมีส.ว.งดออกเสียง 159 และไม่มาประชุมอีก 43 โดยหลายคนแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ประสงค์ ใช้สิทธิ์เลือกนายกฯ ด้วยเป็นเรื่องของส.ส.
เมื่อส.ว.จำนวนมากประสงค์เช่นนั้น โดยใช้สิทธิ์งดออกเสียงและไม่มาประชุมซึ่งจะนำไปสู่ทางตันทางการเมือง พรรคก้าวไกลก็จะเสนอทางออกให้ส.ว. ที่ไม่ประสงค์จะใช้อำนาจนี้ด้วยความกระอักกระอ่วนใจ เชื่อว่าจะเป็นทางออกที่ตอบโจทย์ของสมาชิกและระบบรัฐสภาของไทยเพื่อให้การเมืองไทยเดินหน้าต่อไปได้และมีรัฐบาลชุดใหม่โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
“การแก้รัฐธรรมนูญเป็นคนละส่วนกับ การเลือกนายกฯ ให้ดำเนินการคู่ขนานไปได้ ซึ่งทางพรรคก้าวไกลและอีก 7 พรรค ต้องพยายามขอเสียง ส.ว.เพิ่มมากขึ้นด้วย” นายชัยธวัชกล่าว
ส.ว.ไม่อยากออกเสียงโหวตนายก
เมื่อถามว่าการยื่นเสนอร่างแก้ไขมาตรา 272 ปรึกษาพรรคร่วมอีก 7 พรรคหรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า เราแจ้งให้เลขาธิการพรรค เพื่อไทยทราบแล้ว ซึ่งเราได้เตรียมเรื่องนี้มา ระยะหนึ่งแล้ว สมาชิกเซ็นเสนอร่างไว้แล้ว โดยได้ข้อสรุปเมื่อคืนวันที่ 13 ก.ค.ว่าควรยื่นเลย เพื่อให้กระบวนการสั้นที่สุด เราเข้าใจว่าเมื่อเราเร่งรีบ จึงไม่ได้มีเวลารอสมาชิกจากพรรคอื่น ไม่ใช่พรรคอื่นไม่เห็นด้วย ยืนยันว่าพรรค เพื่อไทยทราบแล้วไม่ได้ขัดข้องแต่อย่างใด
เมื่อถามว่าจะส่งผลต่อความรู้สึกของส.ว. หรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า คงแล้วแต่มุมมอง เชื่อว่าไม่กระทบอะไร เพราะ ส.ว.ไม่ประสงค์ออกเสียงอยู่แล้ว เราหาทางออกให้ทุกฝ่าย เชื่อว่าส.ว.จำนวนมากควรยินดีหากท่านเองไม่ต้องใช้สิทธิอย่างเป็นทางการ และเชื่อว่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เมื่อถามว่ามั่นใจเสียงส.ส.จาก 8 พรรคหรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า คาดหวังว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร การยื่นแก้มาตรา 272 ไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยพิจารณาแล้ว โดยพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ออกเสียงให้ยกเลิกตลอด ครั้งนี้จึงไม่น่าจะมีปัญหา
เมื่อถามว่าหลายคนมองว่าเป็นการแก้เกมของพรรคก้าวไกล นายชัยธวัชกล่าวว่า เป็นความพยายามหาทางออกตามความประสงค์ของ ส.ว.หลายคน มี ส.ว.ที่ต้องการปิดสวิตช์ตนเองด้วยการงดออกเสียงและไม่มาประชุม ซึ่งจำนวนน่าจะมากพอเกิน 1 ใน 3 ที่ต้องลงเสียงแก้ไขมาตรา 272
ส่วนที่ ส.ว.เริ่มมีความเห็นว่าไม่สามารถเสนอชื่อนายพิธาเพื่อโหวตเลือกนายกฯ ซ้ำได้ นายชัยธวัชกล่าวว่า ถือเป็นการตีความที่ผิด เพราะการเลือกนายกฯ แยกไว้เป็นบทเฉพาะ กาล ไม่ได้ตีความรวมเหมือนญัตติทั่วไป ไม่สามารถตีความข้อบังคับเช่นนั้นได้ ส่วนการเสนอรายชื่อบุคคลเพื่อเป็นนายกฯ ในการประชุมครั้งหน้า นายชัยธวัชกล่าวว่า เบื้องต้นอยู่ระหว่างการพูดคุยกับพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลว่าจะเสนอนายพิธาหรือไม่ ทั้งนี้ ที่แกนนำพรรคในแต่ละจังหวัดได้เสนอให้พรรคก้าวไกลยอมถอยเรื่อง มาตรา 112 พรรคก้าวไกลจะมีกระบวนการในการหารือ
ชี้ขั้วอำนาจเดิม-ทุนกลัวนโยบาย
นายชัยธวัชกล่าว่า เรื่องนี้เป็นเพียงข้ออ้างบังหน้าส่วนตัวเห็นข้อความที่ส่งผ่านห้องไลน์ของ ส.ว. ระบุให้ระวังว่านายพิธา จะประกาศในรัฐสภาไม่แก้มาตรา 112 ขออย่าให้เชื่อ เพราะพวกเขามีวัตถุประสงค์อื่น เพราะเมื่อวันที่ 13 ก.ค.มี ส.ว.บางคนประกาศชัดเจนว่าต่อให้นายพิธาจะประกาศแก้มาตรา 112 ก็ไม่เชื่อ เพราะเหตุผลที่แท้จริง มีกลุ่มขั้วอำนาจเดิมต้องการพลิกขั้วการจัดตั้งรัฐบาล ร่วมกับกลุ่มทุนที่ไม่ต้องการเสียผลประโยชน์จากนโยบายของพรรคก้าวไกล
สำหรับการพูดคุยเรื่องการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ จากเพื่อไทย นายชัยธวัชกล่าวว่าเรื่องนี้จะมีการหารือกัน ขอไม่ลงรายละเอียดว่ามีกี่แนวทาง ข่าวการเสนอชื่อพล.อ.ประวิตร หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เชื่อว่ามีหลายพรรคที่ยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับการตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย จึงหวังให้พรรคอื่นรักษาคำพูด ยืนยันบนหลักการเดิมว่าจะไม่จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ส่วน ส.ว.หากเลือกนายกฯ เสียงน้อยยิ่งไปกันใหญ่ ส่วนตัวมองว่า ส.ว.ควรโหวตให้ยกเลิกมาตรา 272 เพื่อให้ประเทศเดินต่อไปได้
เมื่อถามต่อถึงกระแสการโหวตพลิกขั้วให้พรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายค้าน นายชัยธวัชระบุว่าขอยืมคำพูดนายพิธา “อย่าเปิดประเด็นใหม่ครับ”
8 พรรคถก 18 กค.ก่อนโหวตหน 2
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 18.00 น. ที่รร.โรสวูด กรุงเทพฯ แกนนำพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ประกอบด้วย นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ และน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค ขณะที่พรรค พท.ประกอบด้วย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรค และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค ได้นัดหารือกัน หลังการโหวตชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคก.ก.ไม่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา โดยใช้เวลาหารือประมาณ 1 ชั่วโมง 45 นาที
สำหรับบรรยากาศที่ประชุมวันนี้เป็นไปได้ด้วยดี โดยได้ประเมินสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในการโหวตเลือกนายกฯ ครั้งที่ 2 วันที่ 19 ก.ค. นี้ โดยมองว่าในที่ประชุมรัฐสภาจะมีการทักท้วงเกี่ยวกับการเสนอญัตติเดิมซ้ำในสมัยประชุมได้หรือไม่ รวมถึงประเมินว่าฝ่ายรัฐบาลเดิมอาจเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ เข้ามาแข่งด้วย
ทั้งนี้ วงหารือยังไม่ได้ลงรายละเอียด เพียงแต่อยากประเมินสถานการณ์ให้แต่ละฝ่ายไปหาทางรับมือประเด็นนี้ไว้ล่วงหน้า ส่วนเรื่องที่พรรคก.ก.ยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 นั้น พรรค พท.ไม่เห็นด้วยเนื่องจากเป็นไปได้ยาก เพราะญัตติดังกล่าวต้องอาศัยเสียงส.ว.ถึง 84 เสียง มองว่าเวลานี้ควรมุ่งหน้าเรื่องจัดตั้งรัฐบาลกันก่อน อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ทาง 8 พรรคร่วมรัฐบาลจะนัดหารือกันอีกครั้งในวันที่ 18 ก.ค.นี้ เวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา และจะแถลงข่าวให้ทราบอย่างเป็นทางการ
ยังไม่สรุปเสนอพิธาอีกหรือชื่ออื่น
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมยังไม่สรุปว่ายังเสนอชื่อนายพิธาให้ที่ประชุมรัฐสภาโหวตให้เป็นนายกฯ อีกครั้งหรือไม่ และยังไม่ได้หารือรายชื่อนายกฯ รอบ 2 ว่าจะเป็นในรูปแบบใด เพราะต้องรอความเห็นจากที่ประชุม 8 พรรคร่วมรัฐบาลก่อน ส่วนการโหวตนายกฯ ครั้งที่สอง พรรคก.กจะรวบรวมเสียงส.ว.หรือไม่นั้น ที่ประชุมก็มีการพูดคุยกัน แต่ก็ต้องมาหารือกันอีกครั้งในที่ประชุม 8 พรรคร่วมรัฐบาล
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีคำสั่งนัดประชุมร่วมกันของรัฐสภาครั้งที่ 2 ในวันพุธที่ 19 ก.ค. เวลา 09.30 น. พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกฯ ตามมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญ และนัดประชุมสภา ชุดที่ 26 ปีที่ 1 ครั้งที่ 3 (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่หนึ่ง) วันพฤหัสบดีที่ 20 ก.ค. เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ที่ห้องประชุมสภาผู้แทนฯ ชั้น 2 อาคารรัฐสภา