เมื่อวันที่ 14 ก.ค. ที่ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และกลุ่มราษฎร นัดหมายรวมตัวทำกิจกรรมในชื่อ ‘Respect my vote’ เรียกร้องให้ ส.ว. และ ส.ส.ต้องเคารพเสียงประชาชน โดยเฉพาะการเรียกร้องต่อ ส.ว. หลังการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ใช้สิทธิงดออกเสียงถึง 159 คน โดยมีผู้ชุมนุมมา ร่วมการชุมนุมจำนวนมาก
นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการ iLAW กล่าวตอนหนึ่งว่า มีเรื่องน่ายินดีที่ ส.ว.ได้ทำไว้เมื่อวานนี้ โดยก่อนหน้านี้ 8 พรรคร่วมฝั่งรัฐบาลอาจมีข่าวว่าแยกกัน แต่วานนี้เป็นข้อพิสูจน์ได้ว่าคะแนนทั้ง 311 เสียงที่มี 8 พรรคร่วมลงคะแนนเต็มทุกเสียงไม่มีการแตกเสียงเกิดขึ้น หากทั้งหมดทุกเสียงเกาะคอกันแน่นมั่นใจว่าวันข้างหน้าต่อไปเราผ่านไปได้แน่นอน และเหตุการณ์วานนี้ยังทำให้รู้จักมนุษย์ 13 คน เป็นกลุ่มคนที่แม้ในอดีตจะทำอะไรไว้แต่ตนไม่ลืม แต่วันนี้ส.ว.ทั้ง 13 คน รู้แล้วว่าต้องทำอะไร และได้ทำหน้าที่ของตนแล้ว โดยเป็นกลุ่มที่ ฝ่าด่านกล้วย ฝ่าด่านเผด็จการ และโหวตนายพิธาเป็นนายกฯ
นายยิ่งชีพกล่าวอีกว่า หลายปีมานี้เรามารวมตัวกันหลายที่ โดยมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อซึ่ง ขณะนี้ได้ทำสำเร็จไปแล้ว 1 ข้อ คือการไล่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งถือเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับการเดินทางไกลของเรา
ด้านน.ส.ธนพร วิจันทร์ เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน ปราศรัยตอนหนึ่งว่า พวกเราอยู่ในโรงงาน ทำงานให้กับนายจ้าง ซึ่งเราก็ต้องฟังเสียงของเขา ส่วนคนไหนที่ไม่ทำหน้าที่ นายจ้างก็ต้องเลิกจ้าง เหมือน ส.ว. ที่ไม่ฟังเสียงของประชาชน พวกเราก็จะเลิกจ้าง โดยเมื่อวันที่ 13 ก.ค. กฎหมายอาญามาตรา 112 ถูกนำไปอภิปรายตั้งแต่เปิดประชุมสภา ยันปิดประชุมสภา แต่นโยบายดีๆ ของพรรคก้าวไกลกลับไม่พูดถึง ซึ่งกฎหมาย ม.112 ที่ต้องมีการแก้ไข เพราะเกิดจากคนที่ถูกกระทำ ถูกแจ้งความโดยคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถาบัน โดยพวกเราไปให้กำลังใจนายพิธา แต่กลับบอกว่าพวกเราไปกดดัน ส.ว. รวมถึงการทำงานขององค์กรอิสระอย่าง กกต. ที่ประชุมคดีถือหุ้นของนายพิธาเพียงแค่ 3 วัน และส่งศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรต่างๆ กระทำที่รวดเร็วแตกต่างจากคดีอื่น จนทำให้เกิดการตั้งข้อสงสัยในการทำงาน
“อย่างไรก็ตาม ตนขอให้ 8 พรรคร่วม อย่าแตกคอกัน เพราะ 4 ปีที่ผ่านมาพวกเราถูกรังแกมาตลอด เจ็บแล้วต้องจำ และต่อไปนี้ไม่ว่าประเทศจะเป็นอย่างไร ประชาชนจะเป็นผู้กำหนดอนาคตของตัวเอง ไม่ใช่ทหารอีก” น.ส.ธนพรกล่าว