8พรรคเข็น‘พิธา’สู้ยกสอง19กค. ศาลรธน.ก็นัดถกปม‘ปฏิบัติหน้าที่’วันเดียวกับโหวต สว.ฟ้องถูกข่มขู่
8 พรรคสรุปยืนยันเสนอชื่อ ‘พิธา’ ชิงนายกฯ รอบ 2 แย้มแต้มหนุนต้องไม่ต่ำกว่า 345 ถ้าไม่ถึงจะเปิดทางเพื่อไทยตั้งรัฐบาล ส่วนแก้ ม.272 ก้าวไกลเสนอพรรคเดียว ‘ภูมิธรรม’ ปูดขั้วรัฐบาลเดิมเดินเกมซื้องูเห่า ก้าวไกล-เพื่อไทย 60 เสียง โวย ‘พิธา’ เปิดโรดแม็ป 2 สมรภูมิ มัดมือชก หวั่นเดินเกมพลาดเปิดทาง ‘ตู่’ อยู่ยาว เตรียมแผนรองรับหากหัวหน้าก้าวไกลวืดซ้ำ พร้อมเสนอชื่อ ‘เศรษฐา’ เป็นนายกฯ แทนทันที ‘เสี่ยนิด’ ลั่นพร้อมทำหน้าที่ ชี้ปัญหาปากท้องบีบให้ต้องตั้งรัฐบาลโดยเร็ว ก้าวไกลยันพรรคไม่มีงูเห่า รทสช.โต้แจกกล้วย ลูกไม้เดิมๆ ส.ว.รวมตัวลุยฟ้องถูกข่มขู่คุกคาม ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดถกสถานะส.ส.‘พิธา’ 19 ก.ค. ตรงวันรัฐสภานัดโหวตนายกฯ ครั้งที่ 2
เศรษฐาแบะท่าพร้อมนายกฯ
เวลา 11.45 น. วันที่ 17 ก.ค. ที่พรรคเพื่อไทย นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และ แคนดิเดตนายกฯ กล่าวถึงการพูดคุยระหว่างเพื่อไทยและพรคก้าวไกล ในการโหวตนายกฯ รอบ 2 ว่า ต้องรอการพูดคุย ปัญหาปากท้องและปัญหาเศษฐกิจประชาชนเป็นเรื่องใหญ่มาก ถ้าไม่รีบเจรจาและจัดตั้งรัฐบาลมาแก้ไขปัญหาก็จะเป็นเรื่องใหญ่ สถานการณ์ก็บีบบังคับให้จัดตั้งรัฐบาลโดยเร็วที่สุด
เมื่อถามว่าพร้อมหรือไม่ในฐานะแคนดิเดต นายกฯ หากนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล ไม่ผ่านการโหวตรอบ 2 นายเศรษฐากล่าวว่า ถ้าไม่พร้อมก็คงไม่มีรายชื่อตนเป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ซึ่งไม่ว่าจะเป็นฐานะแกนนำหรือพรรคร่วมรัฐบาล ตนได้รับมอบหมายให้มาดูแลเรื่องเศรษฐกิจ ที่จะต้องมีการพูดคุยกันในการประชุมครม.นัดแรก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและลดค่าใช้จ่ายประชาชน

เร่งตั้งรัฐบาล – นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ระหว่างเดินทางออกจากพรรคว่าสถานการณ์ขณะนี้ จำเป็นต้องเร่งจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็วที่สุด เพื่อแก้ปัญหาของประเทศ เมื่อวันที่ 17 ก.ค.
ต้องเร่งตั้งรัฐบาลแก้ปากท้อง
เมื่อถามว่าหากสูตรจัดตั้งรัฐบาลไม่มี ก้าวไกลพร้อมเป็นนายกฯ หรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ยังไม่ทราบ ยังไม่มีการพูดคุยกัน และนายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคได้ชี้แจงหากมีความเห็นแตกต่างกันใน 8 พรรค กก.บห.ก็ต้องกลับมาพูดคุยกัน เพราะเราก็มีแคนดิเดตนายกฯ ถึง 3 คน ต้องให้เกียรติกก.บห. ตนคงไม่ก้าวล่วง เมื่อถามว่าหากสมการตั้งรัฐบาลมีพรรคอื่นเข้ามานอกเหนือจาก 8 พรรค เช่น พรรคพลังประชารัฐ พร้อมจะรับนายกฯ หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า ยังเร็วเกินไป วันนี้เป็นเรื่องของ 8 พรรคก่อน
เมื่อถามถึงเงื่อนไขการรับตำแหน่งนายกฯ นายเศรษฐากล่าวว่า อย่าไปคุยถึงเงื่อนไข เราไม่มีเงื่อนไขอะไรทั้งสิ้น เพราะตอนนี้ต้องดูปัญหาปากท้องประชาชน
ฟังมติกก.บห.-เล่นกีฬาเป็นทีม
เมื่อถามว่าหาก กก.บห.มีแนวทางเช่นใดพร้อมทำตามมติ นายเศรษฐากล่าวว่า “ผมเล่นกีฬาเป็นทีมอยู่แล้ว ผมเป็นประชาธิปไตย ถ้าหากคณะกรรมการมีมติอย่างไรผมพร้อมน้อมรับ และไม่อยากพูดไปเพื่อเป็นการกดดันอะไรทั้งสิ้น เป็นหน้าที่ของกรรมการบริหารที่มีความอิสระในการตัดสิน” เมื่อถามอีกว่าแม้จะถูกมองว่าข้ามขั้ว นายเศรษฐากล่าวว่า อย่าเพิ่งข้ามไปดีกว่า วันนี้ขอคุย 8 พรรคให้รู้เรื่องก่อนดีกว่า เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่เป็นการเล่นเรื่องการเมือง และก็เล่นการเมืองกันมาเยอะแล้ว
พท.เตรียมชงชื่อ‘เศรษฐา’ทันที
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนตัวแทนเจรจา เพื่อไทยจะไปหารือกับ 8 พรรคร่วม ใน วันเดียวกันนี้ แกนนำเพื่อไทยได้หารือเป็นการภายในก่อน โดยพูดคุยกรณีก้าวไกลเสนอแก้ มาตรา 272 เพื่อไทยชัดเจนว่าไม่เอาด้วย ส่วนการเสนอชื่อนายพิธา อีกครั้ง พรรคเพื่อไทยไม่ขัดข้อง แต่ประเมินว่าฝ่ายรัฐบาลเดิมที่มีเสียง 188 เสียงไม่เห็นด้วย จะทำให้เกิดการตีความเกี่ยวกับการเสนอชื่อนายพิธาเป็น นายกฯ ครั้งที่ 2 ถือเป็นการยื่นญัตติซ้ำในสมัยประชุมเดียวกันตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภาที่ 41 หรือไม่
หากเรื่องนี้มีการโหวตกัน เป็นไปได้เสียง 8 พรรคร่วม อาจแพ้เหมือนการโหวตนายกฯ ซึ่งเป็นไปได้ว่าพรรคที่ได้เสียง ส.ส.มาเป็นอันดับ 2 จะเป็นผู้เสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ แทน หากเป็นเช่นนั้นเพื่อไทยจะเสนอให้เลื่อนการพิจารณาโหวตนายกฯ ออกไปเป็นสัปดาห์ต่อไป แต่ถ้าไม่ได้เราพร้อมเสนอชื่อแคนดิเดต นายกฯ ในวันที่ 19 ก.ค.เลย โดยชื่อที่ เพื่อไทยจะเสนอคือ นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯของพรรค
ภูมิธรรมโวยพิธามัดมือชก
ที่พรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรค กล่าวกรณีนายพิธาประกาศจะต่อสู้ใน 2 สมรภูมิ คือ การโหวตนายกฯ และการแก้มาตรา 272 ว่า ไม่เข้าใจเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะการเปิดสมรภูมิใหม่ของ ก้าวไกลเป็นการเสนอประเด็นนอกเหนือ เอ็มโอยูที่ 8 พรรค การบอกว่าจะต่อสู้จนกว่าไม่สามารถไปได้ แล้วจะมอบอำนาจให้พรรคอันดับ 2 ฟังดูดี แต่ทั้ง 2 ประเด็นยากลำบากและไม่มีกรอบเวลาชัดเจน ไม่ใช่วาระของทั้ง 2 พรรค เราตกลงกันว่าจะกลับไปคุยในพรรคตัวเอง แต่ที่นายพิธาออกมาพูดเช่นนี้เหมือนมัดมือชกเรา
ตัดสินใจพลาดอยู่กับ‘ตู่’ยาว
ที่นายพิธาพูดว่าอนาคตก้าวไกลและอนาคตประชาชนอยู่ในมือของประชาชนนั้น อย่าเอาประชาชนเป็นตัวประกัน ถ้าการตัดสินใจครั้งนี้ผิดพลาดประชาชนจะลำบากต้องอยู่กับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯไปอีกนาน เราห่วงโรคแทรกซ้อน หากรัฐบาลเดิมจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยจะสู้เขาไม่ได้ เขามี 188 เสียง ส.ว.อีก 250 เสียง เราต้องอยู่กับลุงไปอีก 4 ปี เมื่อถามถึงแคนดิเดตนายกฯ สำรอง นายภูมิธรรมกล่าวว่า ถ้าบอกเพื่อไทยไม่ได้ คิดเลยเท่ากับโกหก เราคิดทางออกแต่ยังพูดไม่ได้ เพราะอยากให้ชัดเจนถึงความมุ่งหน้าสนับสนุนของความร่วมมือของ 8 พรรค จนถึงเวลาจำเป็นแล้วถึงจะเสนอและชัดเจนจะไม่มีคนนอก สิ่งที่พูดอาจทำให้เกิดรถทัวร์ลง แต่เรายืนอยู่บนความเป็นจริง
เมื่อถามถึงกระแสข่าวส.ส.เพื่อไทย ก้าวไกลไปพูดคุยกับรัฐบาลเดิม นายภูมิธรรมกล่าวว่า วันนี้มีข่าวลือมากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ต้องตรวจสอบคนของตัวเอง เพราะประวัติศาสตร์การเมืองไทยเรื่องการแจกกล้วยเรื่องงูเห่าเคยเกิดมาแล้ว เราเสนอให้เกิดการระมัดระวัง ในส่วนเพื่อไทยได้ให้แกนนำแต่ละส่วนไปพูดคุยกับส.ส. เพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น
ปูดขั้วเดิมดูดกก.-พท.เกือบ 60 คน
นายภูมิธรรมยังให้สัมภาษณ์ ผ่านรายการ Live “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ของนาย สรยุทธ สุทัศนะจินดา รุะบุ การเมืองอะไรก็เกิดขึ้นได้ รัฐบาลขั้วเดิม 188 เสียง รวม 250 ส.ว. เพื่อเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เราเคยพบบรรยากาศ งูเต็มฟาร์ม กล้วยเต็มสวนมาแล้ว ความเป็นจริงวันนี้ “วันนั้นผมพูดกับก้าวไกล ของผม (เพื่อไทย) โดนต้อนเข้าไปเพื่อจะไปคุยจำนวนหนึ่งมากกว่า 20 คน ของก้าวไกลประมาณ 30 คน เท่าที่ผมรับรู้ข้อมูลมา จริงไม่จริงไม่รู้ ผมเลยบอกให้คุณไปตรวจสอบคนของคุณ ผมพยายามตรวจสอบคนของผมแล้ว คนไหนที่ผมรู้ว่ามีการคุยผมพยายามคุย เมื่อมีเสียงเอ๊ะ ผมก็ต้องพิจารณา ผมปล่อยให้เอ๊ะผ่านไปเฉยๆ ไม่ได้” นายภูมิธรรมกล่าว เมื่อถามว่า 60 กว่าคนเลยนะ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ก็รัฐบาลทำงานต่อได้เลย ไม่มีปัญหา ไม่คิดสิ่งเหล่านี้ที่เลวร้าย จะคิดสิ่งไหน เรื่องนี้ต้องช่วยกันคิด
ก้าวไกลยันไม่มีงูเห่า
ที่พรรคก้าวไกล นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ รองเลขาธิการพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเตรียมความพร้อมก่อนโหวตนายกฯ 19 ก.ค.นี้ ว่า เรื่องข้อบังคับประชุมรัฐสภาที่ 41 นั้นข้อบังคับที่ประชุมรัฐสภาหมวดการเสนอชื่อนายกฯ และการเสนอญัตติคนละหมวด การโหวตนายกฯ นั้นดูอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าสามารถเสนอได้
เมื่อถามถึงกระแสข่าวขั้วรัฐบาลเดิม ซื้องูเห่าจากก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย นายณัฐชากล่าวว่า เป็นการออกมาพูดของนายภูมิธรรม มีการซื้องูเห่ากว่า 50 ตัวจากเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล ตนไม่ทราบว่าได้ข้อมูลมาจากไหนแต่พรรคก้าวไกล 151 คน เราพูดคุย กับส.ส.ทั้งหมดแล้ว ไม่มีการติดต่อพูดคุยแน่นอน ต้องสอบถามไปยังผู้ที่ออกมาให้ข่าวหากมีข้อมูลเพิ่มเติมต้องชี้แจงให้ประชาชนรับทราบจะได้ตามกันต่อว่าเป็นใคร
พลิกขั้วก็พลิกทั้งก้อน
เมื่อถามว่ามองว่าอาจมีการพลิกขั้วเปลี่ยนข้างรัฐบาล นายณัฐชากล่าวว่า พรรคร่วมผนึกกำลังกันไม่มีทางพลิกไปข้างไหนได้ 188 คือเสียงข้างน้อยในสภา รัฐบาลอยู่ไม่ได้ เชื่อว่า 188 คนก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะผลักดันใครเป็นนายกฯ ยืนยันไม่มีสัญญาณสลับขั้ว โดย 8 พรรคจับมือกันเข้มแข็ง สลับขั้วไม่ได้อย่างแน่นอน
ส่วนที่มีการประเมินว่าพรรคก้าวไกล จะพลิกไปเป็นฝ่ายค้าน นายณัฐชากล่าวว่า เรายังจับมือกันทั้ง 312 เสียง หากจะพลิกก็พลิกทั้งก้อนเพราะเราจับมือกันแน่น จะพลิกแค่พรรคก้าวไกลเป็นไปไม่ได้หากพรรค แกนนำตั้งรัฐบาลจับมือกันแน่น ต่อให้มีพรรคใดในพรรคร่วมไปร่วมกับขั้วรัฐบาลเดิม แต่ ก้าวไกล เพื่อไทยรวม 252 เสียง จับมือกัน แน่วแน่ตามเสียงประชาชน เชื่อว่าไม่สามารถพลิกขั้วเปลี่ยนได้ สิ่งที่ประชาชนที่อยากเห็นคือรัฐบาลประชาธิปไตย ยืนยันไม่มีการปล่อยมือกันอย่างแน่นอน ส่วนนายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. ระบุแม้โหวตครั้งที่ 3 หากเสนอชื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย ซึ่งถ้ายังอยู่ใน 8 พรรคร่วมก็จะ ไม่โหวตให้ว่า นายณัฐชากล่าวว่า เป็นความคิดเห็นของนายเสรีเพียงคนเดียวจาก 249 คน
โทร.ขอเสียงขั้วรัฐบาลเดิม
รายงานข่าวแจ้งว่า ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา ก่อนที่พรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยจะหารือถึงการโหวตนายกฯ ของนายพิธา รอบ 2 มีแกนนำใน 8 พรรคร่วม อาทิ นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล รวมถึงตัวนายพิธาเอง พยายามโทรศัพท์สายตรงหาแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลชุดปัจจุบันเพื่อขอเสียงสนับสนุนในการโหวต นายกฯ รอบ 2 รวมถึงสายตรงหา ส.ส.หลายคนในพรรคร่วมรัฐบาลชุดปัจจุบัน และ ส.ว. ที่ลงมติงดออกเสียงและลงมติไม่เห็นชอบเพื่อโน้มน้าวให้เปลี่ยนใจมาสนับสนุน โดยพูดคุยในท่าทีที่อ่อน เป็นกันเองและดูสนิทสนม แต่ยังไม่มีใครตอบรับ ขณะที่ปลายสายบางคนรู้สึกแปลกใจในท่าทีที่นายพิธาโทร.มาหาด้วยตัวเอง
8พรรคหาข้อสรุปโหวตรอบ 2
เวลา 15.00 น. ที่อาคารไทยซัมมิท แกนนำก้าวไกลและเพื่อไทย นัดหารือ 2 พรรค ก่อนการหารือ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล แกนนำ 2 พรรค ทยอยเดินทางมา อาทิ พรรคก้าวไกล นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค ส่วนเพื่อไทย มีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรค นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำพรรค จากนั้นเวลา 16.50 น. แกนนำพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลที่เหลือต่างทยอยเดินทางมาสมทบ
เวลา 18.30 น. นายพิธา พร้อมด้วยแกนนำพรรค 7 พรรค อาทิ นายชัยธวัช, นายภูมิธรรม, นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย, นายทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ, พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวช หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย, นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ หัวหน้าพรรคเป็นธรรม, นายสุพันธุ์ มงคลสุธี รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย, นายวสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพรรคเพื่อไทรวมพลัง และตัวแทนจากพรรคพลังสังคมใหม่ ร่วมแถลงข่าว

ชิงรอบ 2 – แกนนำ 8 พรรคร่วมยืนยันเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในการโหวตนายกฯ ครั้งที่ 2 วันที่ 19 ก.ค. หากคะแนนเพิ่มไม่ถึง 344-345 จะเปิดทางเพื่อไทยตั้งรัฐบาล ที่อาคารไทยซัมมิท เมื่อ 17 ก.ค.
สรุป3ข้อ-ดัน‘พิธา’ชิงนายกรอบ2
นายพิธากล่าวว่า มีข้อสรุปอยู่ 3 ข้อ 1. วันที่ 19 ก.ค. 8 พรรคมีมติส่งตนเป็นแคนดิเดตนายกฯคนที่ 30, 2.การยื่นแก้าตรา 272 พรรคก้าวไกลเสนอเอง ไม่เกี่ยวข้อง 7 พรรคที่เหลือ 3.ข้อบังคับรัฐสภาข้อที่ 41 ที่ประชุมมีความเห็นทางกฎหมายว่าไม่น่าจะเข้าข่าย เป็นเรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ไม่เกี่ยวกับข้อบังคับ ไม่ถือว่าเป็นญัตติการเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งนายกฯ
เมื่อถามว่าจะตั้งหลักอย่างไรหาก 19 ก.ค. เสียงหนุนไม่พอ นายพิธา กล่าวว่า อย่างที่ได้แถลงผ่านวิดีโอ หากสมรภูมิแรกไม่ได้คะแนนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ เราพร้อมถอยให้ประเทศชาติ ถอยให้พรรคอันดับ 2 คือพรรคเพื่อไทย และเรื่อง มาตรา 272 ที่ยื่นไปแล้วต้องบรรจุใน 15 วัน ซึ่งเป็นการเสนอของก้าวไกลพรรคเดียว ไม่ได้ผูกมัดพรรคอื่น เมื่อถามว่า การโหวตครั้งที่ 2 หากตัวเลขไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญจะวางมือให้พรรคอันดับ 2 ส่วนตัวเลขที่มีนัยยะสำคัญจะเป็นที่เท่าไร นายพิธากล่าวว่า ถ้าให้เหมาะสมต้องเพิ่มขึ้นเป็น 344-345 เสียง น่าจะเป็นตามลักษณะนี้ไม่ได้ตั้งใจที่จะกั๊ก ไม่ได้คิดตัวเลขไว้ในใจ จะเป็นตัวเลขที่ไม่ฝืนสายตาประชาชน
ไม่ได้เชิญพรรคอื่นร่วมรบ.อีก
เมื่อถามว่าได้เตรียมชื่อสำรองไว้หรือไม่กรณีชื่อนายพิธาเสนอต่อไม่ได้ นายพิธา กล่าวว่า ยังไม่มี ยังเป็นชื่อตนเพียงคนเดียวอยู่ เมื่อถามถึงความคืบหน้าการหาเสียงส.ว. มาหนุน นายพิธากล่าวว่า หลังจาก 13 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการพูดคุยกับส.ว. มีทั้งคนที่ไม่ได้มาโหวตซึ่งเป็นไปได้ว่าจะโหวตสนับสนุน เมื่อถามว่าต้องการเสียงสนับสนุนจากพรรคชาติไทยพัฒนา หรือไม่ นายพิธา กล่าวว่า ยังไม่เป็นมติของ 8 พรรค
เมื่อถามว่านายพิธาได้ต่อสายตรงคุย กับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเดิม นายพิธากล่าวว่า เป็นเรื่องปกติที่หารือถึงประเด็นการเมืองกับเพื่อนส.ส. ส.ว. ในสภา หรืออยากจะหาข้อมูลก็จะมีการพูดคุยกัน ไม่มีการเชิญเข้าร่วมรัฐบาล ไม่มีการโทร.ไป ขอคะแนนเสียง เป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนทางการเมือง เป็นเรื่องปกติที่มีการคุยกับหัวหน้าพรรคทุกพรรค
รบ.เสียงน้อยเป็นไปไม่ได้
ส่วนการโหวตนายกฯรอบ 2 ที่จะมีการเสนอชื่อนายกฯแข่ง ประเมินเรื่องนี้อย่างไรนั้น พรรคเสียงข้างน้อยทุกคนบอกเป็นไปไม่ได้ นายพิธากล่าวว่า จากที่เห็นในสื่อก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้ ส่วนเสียงที่จะได้เพิ่มจะเป็นทั้งส.ว. ส.ส. ก็ต้องรอดูด้วยกัน ตนยังสู้อยู่
เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่าจะมีการเสนอชื่อพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แข่งนายพิธากล่าวว่า ต้องฝากนักข่าวไปถามพล.อ.ประวิตร ส่วนที่มีกระแสข่าวว่ามีการเรียกส.ส.ไปพูดคุยเพื่อซื้องูเห่านั้น ทางฝั่งของพรรคก้าวไกล ได้ติดตามและคอยเช็กตลอด มั่นใจทุกคนได้รับบทเรียนการเป็นงูเห่า ยืนยันว่าไม่มี และคิดว่าเพื่อไทยก็จะเป็นแบบนั้นเช่นกัน
ไม่กังวลใจศาลรธน.ถกสถานะสส.
เมื่อถามกรณีก้าวไกลยอมถอยมาตรา 112 เพื่อให้พรรคที่ไม่เห็นด้วยมายกมือโหวตให้ นายพิธากล่าวว่า มาตรา 112 เป็นข้ออ้างข้างหน้า แต่ข้างหลังคงมีหลายเรื่องตามที่สื่อมวลชนวิเคราะห์ ก็เห็นตรงกันว่าจริงๆ แล้วมีหลายเรื่องที่จะไปมีผลกระทบต่อสัมปทานและผลประโยชน์ การปฏิรูปกองทัพ กอ.รมน. ต้องการให้ห่างออกจากการเมืองให้ได้ เรื่องสำคัญคือตนต้องรักษาคำพูด ก่อนหาเสียงพูดอย่างไร หลังหาเสียงก็ไม่ใช่จะเข้าสู่อำนาจด้วยทุกวิถีทาง
เมื่อถามถึงการรับมืออย่างไรหากถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน นายพิธากล่าวว่า ผลจะออกมาอย่างไรก็แล้วแต่ ไม่ได้ทำให้ความเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของตนหายไป เมื่อเทียบกับกรณีของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ในขณะนั้น ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลใจแต่อย่างใด
ภูมิธรรมไม่มีแผนสำรอง
ด้านนายภูมิธรรม กล่าวว่า เรื่องข้อบังคับที่ 41 การตีความเรื่องญัตติเป็นไปตามข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญ วันที่ 18 ก.ค. จะมีประชุมวิป 3 ฝ่ายคงได้คุยกันว่าทางส.ว.จะว่าอย่างไร เมื่อถามว่า 8 พรรค เป็นห่วงเรื่องเสียงส.ว.หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เราให้โอกาสเขาทำงานต่อก่อนถึงวันโหวต ขอให้ทำให้เต็มที่ ถ้าไปไหวก็ไปต่อ ถ้าไม่ไหวก็มาเปลี่ยนแปลงว่าที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร เมื่อถามเป็นไปได้หรือไม่ว่าที่ประชุมรัฐสภาจะมีเสียงเพิ่มอีก 16% นายภูมิธรรม กล่าวว่า ต้องใช้ความพยายามของทุกฝ่ายในการทำความเข้าใจ ไม่อาจคาดเดาได้
เมื่อถามว่าเตรียมแผนสำรองหรือไม่หากญัตติของนายพิธาถูกตีตก นายภูมิธรรม กล่าวว่า ยังไม่มี แต่หากไปต่อไม่ได้ต้องมาเริ่มคิดกันใหม่ ยังมีเวลาอยู่ ทั้งหมดคงจบในวาระ วันนั้นในเรื่องเดียว
น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุ ว่าจะไม่พูดการเมือง แต่จำเป็นต้องชี้แจง กรณีมีข่าวว่านายวราวุธ ศิลปอาชา บอกพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ทาบทามร่วมรัฐบาล ก้าวไกล ข่าวนี้ไม่ได้ออกจากเราเป็นต้นทาง ขอยํ้าว่าจุดยืนเราชัดเจนไม่แตะต้องมาตรา 112
รทสช.โต้ซื้องูเห่า-ลูกไม้เดิมๆ
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา นาคาศัย รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้า พรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยว่า ตนไม่ได้ยิน ไม่มีความเป็นไปได้เรื่องนายกฯเสียงข้างน้อย เมื่อถามว่าหากพรรคก้าวไกลยังยืนยันจุดยืนแก้ไขมาตรา 112 จะทำให้เดินไปยากหรือไม่ นายอนุชากล่าวว่า “ยากมาก บอกเลยว่ายากมาก”
นายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์เรื่องเดียวกันว่า ไม่ได้ยินกระแสข่าวนี้ ซึ่งหลายพรรค ก็ยืนยันตั้งแต่ต้นแล้วว่าไม่เสนอ คิดว่าประเด็นนี้ ไม่น่าจะมีอะไรแล้ว
เมื่อถามกรณีนายภูมิธรรมปูดข่าวขั้วรัฐบาลเดิมซื้องูเห่า 60-70 คน นายธนกรกล่าวว่า ไม่มี ลูกไม้เดิมๆ ไม่มีแล้ว ไม่มีใครเขาทำแบบนี้แล้ว การที่จะดึงเสียง 60-70 เสียงจาก ส.ส.ไม่ใช่เรื่องง่าย เรื่องนี้ไม่ควรมีแล้ว เป็นการพูดเพื่อดิสเครดิตอีกฝ่าย

ต้อนรับ – พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ต้อนรับคณะรัฐมนตรีต่างประเทศบิมสเทค และนายเท็นซิน เล็กเพลล์ เลขาธิการ บิมสเทค ในโอกาสเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรี ต่างประเทศบิมสเทค อย่างไม่เป็นทางการ ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อ วันที่ 17 ก.ค.
สมชัยมองพล็อตโหวต19ก.ค.
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า“ Mission Impossible ภาคต่อไป” ระบุ พล็อตการลงประชุมรัฐสภา 19 ก.ค. ช่วงเช้า ศาลรัฐธรรมนูญประชุมเพื่อพิจารณาการรับคำร้อง กกต. ในขณะที่รัฐสภาเปิดประชุมลงมติเลือกนายกฯ ในเวลาไล่เลี่ยกัน ที่รัฐสภา มีการหยิบประเด็นการเลือกนายกฯ ใช้ชื่อเดิมได้หรือไม่ โดยยกข้อบังคับการประชุมข้อ 41 มาถกเถียงกัน หมดเวลาไปครึ่งวัน
ก่อนเที่ยง ศาลฯ มีคำวินิจฉัยรับคำร้องและสั่งให้นายพิธา ยุติปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย จังหวะนั้นรัฐสภาน่าจะได้ข้อยุติให้เสนอชื่อเดิมได้ มีการเสนอชื่อนายพิธา โดยเจ้าตัวไม่สามารถร่วมประชุมในฐานะ ส.ส. แต่ยังคงเป็นแคนดิเดตนายกฯ อยู่ ผลการเลือกนายกฯ รอบสอง จะเป็นอย่างไรต้องติดตามต่อไป
ศาลรธน.ถกปมพิธา19ก.ค.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 19 ก.ค. เวลา 09.30 น. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีการประชุมมีวาระสำคัญคือ เรื่องเสนอเพื่อพิจารณาคำร้องที่ กกต. ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ว่า สมาชิกภาพของส.ส.ของนายพิธา สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่ โดยอยู่ระเบียบวาระที่ 4 เรื่องพิจารณาที่ 23/2566 โดยระบุหมายเหตุ พิจารณาขยายระยะเวลาการเสนอความเห็นของคณะตุลาการ คณะที่ 1 ต่อศาล ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 31 พิจารณาว่าจะรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย หรือไม่
โดยกระบวนการพิจารณาคุณสมบัติ ส.ส.ของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หากมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยแล้ว จะพิจารณาข้อมูลข้อเท็จจริงตามคำร้อง และหากปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้องจริง จะมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ส.ส.ไว้ จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย และให้ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน รวมทั้งอาจสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดส่งเอกสารเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาวินิจฉัยด้วย
ขอตร.อารักขาส.ว.
เวลา 09.50 น. ในการประชุมวุฒิสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมแจ้งต่อที่ประชุมว่า รับแจ้งจากสำนักงานเลขาธิการ วุฒิสภาและส.ว. มีบุคคลเข้าไปคุกคามและละเมิดความเป็นส่วนตัวของบุคคลในครอบครัว ทั้งเข้าไปตรวจสอบสถานที่อยู่อาศัย ธุรกิจ การใช้ถ้อยคำด่าว่าไปยังครอบครัวบุคคล มีการข่มขู่ให้เกิดความกลัว ตนจึงได้ขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าไปดูแลสมาชิก ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ นายพรเพชรแจ้งด้วยว่า ส่วนการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ส.ว.ไม่ควรแสดงความเห็นและโต้ตอบ
กิตติศักดิ์ลั่นไม่เอาก้าวไกล
นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ส.ว. เผยยัง ไม่สามารถระบุได้ว่าวันลงมติเลือกนายกฯ รอบ 2 จะลงมติทิศทางใดจากครั้งแรกงดออกเสียง เพราะขณะนี้สถานการณ์เปลี่ยนและต้องรอดูข้อตกลงของ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ส่วนกรณีส.ว.ถูกกดดันและข่มขู่คุกคาม นายสังศิตยอมรับว่าได้รับผลกระทบ ส.ว.ไม่ได้อยากจะมีส่วนในการเลือกนายกฯ แต่เป็นกลไกข้อกฎหมาย ไม่ได้ดึงดันที่จะขออำนาจนี้เอง
นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ส.ว. ให้สัมภาษณ์ถึงการเสนอชื่อนายพิธา โหวต นายกฯ รอบ 2 ว่า แน่นอนว่าเมื่อเสนอชื่อ นายพิธาเข้ามาก็จะเกิดข้อถกเถียง คงมีการประท้วงกันพอสมควร เมื่อถามว่าถ้าครั้งที่ 3 เสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ฝั่งเพื่อไทย ส.ว.จะยกมือให้หรือไม่ นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า หากเพื่อไทยจะจัดตั้งรัฐบาลต้องไม่มีพรรค ก้าวไกลเท่านั้น เพื่อไทยจะไปรวมกับใครก็แล้วแต่ ตอนนี้ตนไม่ยอมรับนายพิธา และพรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล
แย้มช่องนายกฯคนนอก
นายสมชาย แสวงการ ส.ว. ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา หรือวิปวุฒิสภา เผยว่า 18 ก.ค. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา นัดหารือวิป 3 ฝ่าย ตนจะเข้าไปเรียนให้ทราบว่า ส.ว.มีความเห็นทางกฎหมาย ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ 41 กำหนดชัดเจนว่าญัตติเสนอซ้ำไม่ได้ เว้นแต่เสนอสมัยประชุมหน้า ถ้าญัตติเป็นแบบเดิมเสนอชื่อนายพิธา เป็น นายกฯ ไม่ว่าจะ 8 พรรค หรือ 7 หรือ 9 พรรคร่วมเสนอ ก็ถือว่าสาระไม่เปลี่ยนแปลง
นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. กล่าวว่า 19 ก.ค.นี้ คงจะมีประเด็นคำถามที่เกิดขึ้นหากมีการเสนอชื่อนายพิธา ซ้ำอีก จุดยืนส่วนตัวของผม ก็เห็นว่าควรต้องทำตามรัฐธรรมนูญมาตรา 88 คือแต่ละพรรคเสนอบัญชีรายชื่อนายกฯ แต่ละพรรคต้องเรียงหรือเสนอให้ครบถ้วน หากไม่มีใครเสนอแล้ว หรือไม่มีทางออกที่จะเลือกนายกฯ ได้ก็จะใช้ก๊อก 2 ใช้เสียงเสนอกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา ใช้เสียง 2 ใน 3 เพื่อเลือกคนนอกต่อไป แต่ในชั้นต้นต้องให้แต่ละพรรคเสนอชื่อนายกฯ ตามที่แจ้งความจำนงต่อ กกต.

ลุยฟ้อง – สมาชิกวุฒิสภา นำโดยนายเสรี สุวรรณภานนท์ นายสมชาย แสวงการ และนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ร่วมกันแถลงยื่นฟ้องบุคคลที่วิพากษ์วิจารณ์บทบาทในสังคมออนไลน์ ระบุถูกข่มขู่ คุกคามจากบางกลุ่มและอีกหลายคน เมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่รัฐสภา
ส.ว.ลุยฟ้องแล้ว
เวลา 11.45 น. ส.ว. นำโดย นายเสรี นายสมชาย นายกิตติศักดิ์ และนายวิวรรธน์ แสงสุริยะฉัตร ร่วมกันแถลงถูกคุกคาม ข่มขู่ หลังการลงมติโหวตนายกฯ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา
นายเสรีกล่าวว่า พฤติกรรมแบบนี้เกิดขึ้นในสังคมไทยมายาวนานพอสมควร ยิ่งกว่าก้าวร้าว ให้ร้ายคนอื่น ใช้ถ้อยคำหยาบคายดูถูก ดูหมิ่น อยากจะด่าใครก็ได้ ต่อไปนี้ ส.ว.ไม่ทนแล้ว ตนไปยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว ช่วงเช้า 2 คดี นายเดชา กิตติวิทยานันท์ หรือ ทนายเดชา กับ นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น เรียกค่าเสียหายรายละ 5 แสนบาท จะฟ้องก่อน 2 คดี เพื่อให้สังคมตื่นรู้ว่าเสรีภาพเป็นของทุกคน ต่อไปเราจะดำเนินคดีกับคนที่ให้ร้าย ไม่ว่าจะส่งข้อความทางโซเชี่ยลหรืออะไรก็ตาม ใครทำร้ายกิจการ งานของส.ว.จะดำเนินคดีให้หมด คือการฟ้องคดีต่อศาล ขณะที่อีกส่วนคือการแจ้งความดำเนินคดี
ด้านนายสมชายกล่าวว่า กำลังตรวจค้นบัญชีผู้ใช้ต่างๆ ที่โจมตีให้ร้าย และคุกคาม ส.ว. จะฟ้องต่อศาล และแจ้งความดำเนินคดีกับตำรวจทั้งทางแพ่งและอาญา หลังส.ว.ลงมติโหวตแป๊บเดียว มีบัญชีผู้ใช้บุคคลคนเดียวยิงข้อความ 4 แสนครั้ง เป็นการใช้ AI ซึ่งเป็นเครื่องมือของบางพรรคที่รัฐไม่เท่าทัน

ยื่นค้าน – นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ยื่นหนังสือต่อนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ผ่านสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อคัดค้านการเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ รอบสอง ที่รัฐสภา เมื่อ 17 ก.ค.
นักร้องขู่ยื่นร้องคนหนุนพิธา
เวลา 11.15 น. ที่รัฐสภา นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เข้ายื่นหนังสือต่อประธานรัฐสภา ผ่านสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร คัดค้านการเสนอชื่อ นายพิธา เป็นนายกฯ อีกรอบ ในการประชุม 19 ก.ค.นี้ อ้างเป็นญัตติซ้ำ หากระหว่างโหวต แล้วศาลมีคำวินิจฉัย กระบวนการรัฐสภาจะดำเนินการต่ออย่างไร สอดคล้องกับที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เคยแสดงความเป็นห่วงถึงขั้นตอนการกราบบังคมทูล และว่าได้รวบรวมรายชื่อผู้ลงมติสนับสนุนนายพิธา เมื่อ 13 ก.ค. เตรียมส่ง ป.ป.ช. ส่วน 19 ก.ค. ผู้ลงมติก็ถือว่ารู้หรือควรรู้ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญด้วย ส่วนกรณีนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ถือหุ้นสื่อ Thai Food Network Tv ตรวจสอบต่างจากกรณีของนายพิธา
บช.น.ห้ามชุมนุม50ม.-รอบสภา
เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 17 ก.ค. พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รองผบช.น. ดูแลงานมั่นคง ลงนามคำสั่งกองบัญชาการตำรวจนครบาล ที่ 318/2566 เรื่อง ประกาศห้ามชุมนุมสาธารณะในรัศมีไม่เกินห้าสิบเมตร รอบรัฐสภา ตามมาตรา 7 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ตามที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ 0015.(บก.น.1) 15 / 6570 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2566 ขอให้ออกประกาศห้ามการชุมนุมรอบรัฐสภาในรัศมีไม่เกิน 50 เมตร
โดยในวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 กำหนดให้มีการประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี และจะมีการชุมนุมเพื่อเรียกร้องทางการเมืองของกลุ่มต่างๆ เป็นจำนวนมาก อันส่งผลกระทบต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เพื่อประโยชน์แห่งการรักษาความปลอดภัยสาธารณะและความสงบเรียบร้อยของประชาชนรวมถึงเพื่อให้การบริหารการจัดการการชุมนุมสาธารณะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
อาศัยอำนาจตามมาตรา 7 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ประกอบกับคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 151/2560 ลงวันที่ 28 มีนาคม 2560 และคำสั่งกองบัญชาการตำรวจนครบาลที่ 196/2566 ลงวันที่ 12 เมษายน 2566 จึงประกาศห้ามชุมนุมสาธารณะในรัศมีไม่เกิน 50 เมตร รอบรัฐสภา รายละเอียดกำหนดพื้นที่ห้ามชุมนุมและพื้นที่ชุมนุมรอบรัฐสภา ปรากฏตามเอกสารที่แนบท้าย ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2566 เวลา 06.00 น. ถึงวันที่ 21 กรกฎาคม 2566 เวลา 24.00 น.
พร้อมแนบท้ายคำสั่ง กองบัญชาการตำรวจนครบาล ที่ 318 /2566 ลงวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ.2566 แนวเขตพื้นที่ห้ามชุมนุม รัศมีไม่เกิน 50 เมตร รอบพื้นที่รัฐสภา พื้นที่ชุมนุม ตามประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง จัดให้มีสถานที่เพื่อใช้สำหรับการชุมนุมสาธารณะ (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 11 ก.ค. 2566 “กำหนดให้พื้นที่ถนน 1 ช่องจราจร และทางเท้าภายในศูนย์ราชการเกียกกาย ฝั่งสนามเด็กเล่น พื้นที่ประมาณ 710 ตร.ม. เป็นสถานที่เพื่อใช้สำหรับการชุมนุมสาธารณะ”