ปธ.นัด27กค.โหวตครั้งใหม่ สว.พร้อมหนุนถ้าไร้ก้าวไกล ศาลรธน.รับคดีหุ้น-พักหน้าที่ ม็อบฮืออนุสาวรีย์ปชต.ทันที
รัฐสภาโหวตปิดฉาก ‘พิธา’ หมดสิทธิ์ชิงนายกฯ หลังสส.-สว. อภิปรายกันเดือดปมข้อบังคับประชุมที่ 41 ห้ามนำญัตติที่ตกไปแล้วเสนอซ้ำ ขณะที่ศาลรธน.มีมติเอกฉันท์รับคำร้องคดีหุ้นสื่อ และสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่สส.ทันที เจ้าตัวกล่าวอำลากลางสภา ถอดบัตรสส. เดินชูกำปั้นออกจากที่ประชุม ด้านเพื่อไทยเตรียมเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลแทน ส่ง ‘เศรษฐา’ เป็นนายกฯ สว.ส่วนใหญ่รับได้ถ้าไม่มีก้าวไกล ร่วมรัฐบาล ‘ภท..-ชทพ.’ ย้ำไม่ร่วมสังฆกรรมกับก้าวไกลที่ไม่ถอยแก้ ม.112 ด้อมส้ม หน้าสภาฮือไม่พอใจ โซเชี่ยลกระหึ่มชวนใส่ชุดดำไว้อาลัยให้ประเทศ ‘วันนอร์’นัดโหวตครั้งหน้า 27 ก.ค.
ศาลรธน.รับคำร้องคดีหุ้น‘พิธา’
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 19 ก.ค. คณะตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ มีการประชุม วาระพิจารณาสถานะความเป็นสส.ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องเมื่อ 12 ก.ค.2566 ขอให้ศาลวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 ว่าสมาชิกภาพสส. ของนายพิธา สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่ จากเหตุมีชื่อถือครองหุ้นสื่อบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) รวมทั้งมีคำขอให้พิจารณา สั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ สส.ไว้จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยรอบบริเวณสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญอย่างเข้มงวด
โดยกรณีดังกล่าวเมื่อวันที่ 12 ก.ค. ที่ประชุม กกต.มีมติด้วยคะแนนเสียง 4 ต่อ 1 เห็นว่ากรณีมีหลักฐานปรากฏว่านายพิธาเป็นผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ในวันสมัครรับเลือกตั้งอันเป็นลักษณะ ต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครสส. และเป็นเหตุให้สมาชิกภาพสส.ของนายพิธาสิ้นสุดลง จึงส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย และได้ยื่นคำร้องในบ่ายวันเดียวกันกับที่มีมติ
การประชุมครั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย โดยเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 วรรคสี่ ประกอบวรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 75 โดยให้นายพิธาผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจง แก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ ได้รับสำเนาคำร้องตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณา ของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 54
มติ 7:2 สั่งยุติหน้าที่ส.ส.ทันที
สำหรับคำขอของ กกต.ที่ขอให้มีคำสั่ง ให้นายพิธาผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 วรรค 2 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 เห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่ามีกรณีตามที่ถูกร้องประกอบกับการปฏิบัติหน้าที่ของนายพิธาอาจก่อให้เกิดปัญหาข้อกฎหมายและการคัดค้านโต้แย้ง เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานสำคัญของที่ประชุมรัฐสภาและที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ จึงมีคำสั่งให้นายพิธาหยุดปฏิบัติหน้าที่สส.ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ค.2566 จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย
ส่วนกระบวนการพิจารณาคุณสมบัติ สส. หากมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว จะพิจารณา ข้อมูลข้อเท็จจริงตามคำร้องและหากปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้องจริง จะมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส.ไว้ จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย และให้ ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงภายใน 15 วัน รวมทั้ง อาจสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดส่งเอกสาร เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาวินิจฉัยด้วย
บ่วยวันเดียวกัน มีหนังสือจากนายวรวิทย์ กังศศิเทียม ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ส่งถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อแจ้งให้ทราบถึงมติศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นายพิธา หยุดปฏิบัติหน้าที่ สส.ชั่วคราว นับตั้งแต่วันที่ 19 ก.ค. 2566 จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย ซึ่งส่งผลให้เวลา 13.15 น. ตัวเลขสมาชิกรัฐสภา ลดจำนวนลงจาก 749 คน เหลือ 748 คน
ปธ.กกต.ไม่กังวลถูกฟ้องกลับ
นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกกต. กล่าวถึงการที่ศาลอาญาทุจริตและประพฤติ มิชอบกลาง มีคำสั่งรับตรวจคำร้อง ในกรณีนายยงยุทธ เสาแก้วสถิต ทนายความ ยื่นฟ้อง กกต. ทั้ง 7 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเกี่ยวกับ การจัดการเลือกตั้งและการส่งเรื่องคุณสมบัติของนายพิธาให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ไม่กังวล เพราะการปฏิบัติหน้าที่ หากมีใคร ไม่เห็นด้วย สามารถยื่นคำร้องต่อศาลได้ และหากเรื่องถึงศาลแล้ว ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศาลในการพิจารณา
ที่รัฐสภา นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ผู้ร้องต่อกกต.ให้ตรวจสอบคุณสมบัติสส.ของนายพิธา ให้สัมภาษณ์ว่า จากกรณีของนายพิธา ตนยืนยันในคำร้องและข้อเท็จจริงมาโดยตลอด และเมื่อกกต.มีคำร้องไปศาลก็ต้องรับ ส่วนที่ศาลสั่งเป็นเรื่องของดุลพินิจ ซึ่งศาลเห็น ข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับกกต. แต่ที่ยังไม่ทราบอีกเรื่องหนึ่งคือ ศาลจะต้องให้นายพิธาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา เหมือนกับคดีที่มีการร้อง ซึ่งโดยหลักศาลให้ชี้แจงครั้งที่หนึ่งและสอง ดังนั้นเมื่อคดีนี้มาถึงวันนี้ ที่ประชุมรัฐสภาทราบ ผลคำสั่งศาล นายพิธาก็ต้องเดินออก อยู่ไม่ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากวันนี้มีการเปิดให้โหวตชื่อนายพิธา เป็นนายกฯ ในขณะที่มี คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ถ้าสส.ที่เลือกนายพิธาจะมีการนำชื่อไปยื่นร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ใช่หรือไม่ นายเรืองไกรกล่าวว่า ก็เสี่ยง เพราะตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 234 เป็นอำนาจของป.ป.ช. ตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรรมการองค์กรอิสระว่าจงใจปฏิบัติหรือทุจริต ต่อหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ต่อข้อถามว่า ถึงอย่างไรชื่อของนายพิธาต้องตกไปใช่หรือไม่ นายเรืองไกรกล่าวว่า ต้องตก เมื่อถามว่าครั้งนี้ถือเป็น ผลงานของตนเองได้ใช่หรือไม่ นายเรืองไกรกล่าวว่า คงไม่ใช่ผลงานของคนอื่น
‘ทิม’ฝาก 4 ประเด็นถึงส.ว.
ช่วงเช้าวันเดียวกัน ก่อนการประชุมร่วมของรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) โพสต์เฟซบุ๊ก 4 ประเด็น ฝากถึงสว. ดังนี้ 1.ภายในสถานการณ์ปกติ ในรัฐธรรมนูญปกติของนานาอารยประเทศ วันนี้จะไม่เกิดขึ้น เพราะผ่านการเลือกตั้งมาเกิน 2 เดือนแล้ว รัฐบาลร่วมของ 8 พรรคซึ่งได้ 312 เสียง ถือเป็นเสียงข้างมากในสภา มีผมเป็นนายกฯ คงหน้าดำคร่ำเครียดแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนอยู่ แต่ที่เรายังต้องอยู่กันแบบนี้ในวันนี้เพราะภายในรัฐธรรมนูญนี้เสียงของประชาชน มันไม่เพียงพอ ผมต้องมาขอความเห็นชอบจากท่าน เพื่อจะได้เข้าไปบริหารประเทศ ตามเจตนารมณ์ของประชาชน
2.เมื่อปี 2562 สว.จำนวน 249 จาก 250 คน เห็นชอบให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ท่านให้เหตุผลว่าไม่ได้โหวตให้กับประยุทธ์ แต่โหวตให้กับผู้ที่ถือเสียงข้างมากในสภาล่าง มาวันนี้พวกผมถือเสียงข้างมากในสภาล่างแล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่ท่าน จะต้องลำบากใจในการโหวตให้ผมหากท่านยึดหลักการดังกล่าวจริง
นอกจากนี้ ในการโหวตเมื่อ 13 ก.ค.2566 สว.หลายท่านเลือกงดออกเสียง หรือขาดประชุมไปเลย โดยให้เหตุผลว่ายึดหลักการว่าการโหวตนายกฯ ไม่ควรเป็นหน้าที่ของสว. ทั้งที่ท่านทราบดีว่าการกระทำแบบนี้จะได้ผลตรงข้าม คือเท่ากับเป็นการขัดขวางการโหวตนายกฯ ไม่ให้เป็นไปตามเสียงของสภาล่าง ในวันนี้ ผมขอวิงวอนว่าหากท่านยึดถือ หลักการตามที่ท่านให้เหตุผลตามนี้จริง ไม่ได้กระทำไปด้วยเหตุอื่น โปรดโหวตให้กับ นายกฯ ที่เป็นตัวแทนของเสียงข้างมากจากประชาชน
ให้ยึดหลักการ-มติประชาชน
3.ส่วนท่านที่โหวตไม่เห็นชอบโดยให้เหตุผล ว่าพรรคก้าวไกลไม่จงรักภักดี มุ่งทำลายสถาบัน ผมขอกล่าวต่อหน้าสภาแห่งนี้ว่ามีร้อยแปดเหตุผลที่ทำให้ท่านไม่อยากให้ก้าวไกลเป็นรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการกระทบผลประโยชน์ของท่าน กลุ่มทุนที่ท่านสนับสนุนอยู่ แต่ท่านรู้ดีว่าไม่สามารถอ้างเหตุผลเหล่านี้ได้ ท่านจึงเลือกใช้เหตุผลว่าเราไม่จงรักภักดี ผมขอถามว่าการกระทำแบบนี้ส่งผลดีต่อสถาบันหลักของชาติอย่างไร และนี่ไม่ใช่การดึงสถาบัน เข้ามาเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองกับประชาชนอย่างนั้นหรือ
4.สถานการณ์บ้านเมืองวันนี้อาจจะเรียกว่า “ฝุ่นตลบ-มืดมน-ไม่รู้ว่าเหตุการณ์จะไปในทิศทางไหน” ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ ท่านจะตัดสินใจอย่างไรให้ถูกต้องและพาชาติพ้นจากวิกฤต
“ผมยืนยันว่าในยามที่มืดมน ไม่รู้จะยึดอะไร มี 2 สิ่งที่ยึดไว้แล้วปลอดภัยเสมอ นั่นก็คือ ยึดหลักการ และยึดมติประชาชน ท่านตัดสินใจโหวตตามหลักการและโหวตตาม เสียงประชาชน รับใช้ประชาชน ผมรับรองว่าจะเป็นการตัดสินใจที่ไม่ว่าผลจะออกมา เป็นอย่างไรแต่ชื่อของท่านจะถูกจารึกไว้ บนแผ่นดินนี้อย่างมีเกียรติ เป็นที่ภาคภูมิใจของลูกหลาน” นายพิธาระบุ
‘ชลน่าน’ยันไร้แผนสำรอง
ที่รัฐสภา นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมรัฐสภาว่า หากที่ประชุมรัฐสภา มีมติไม่ให้เสนอชื่อผู้สมควรได้รับตำแหน่ง นายกฯ ซ้ำกับคนเดิม พรรคเพื่อไทยไม่มีแผนในเรื่องการเสนอนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดต นายกฯ พรรคเพื่อไทย เพราะต้องรอการ พูดคุยกับ 8 พรรคก่อน ส่วนพรรคก้าวไกล จะรวบรวมเสียงได้เท่าไรถึงจะเปลี่ยนให้เพื่อไทย เป็นแกนนำตั้งรัฐบาลนั้น นพ.ชลน่านกล่าวว่า ตนไม่ได้คิด แต่เอาตามถ้อยแถลงของนายพิธาและแกนนำของทั้ง 2 พรรค ที่หารือกัน โดยประมาณ 360 เสียง
ผู้สื่อข่าวถามว่า สว.ระบุหากพรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและมีพรรคก้าวไกลร่วมอยู่ด้วยจะไม่โหวตให้ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ตนไม่อยากคิดล่วงหน้า เพราะเป็นความเห็นของสว.บางคน เพียงแต่รับฟัง ส่วนพรรค เพื่อไทยมั่นใจการรวบรวมเสียงสว.หรือไม่ ก็เป็นกระบวนการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ต้องรอข้อเท็จจริงวันนี้ โดยเฉพาะพรรคก้าวไกล ถ้าทำตามที่นายพิธาแถลงไว้ก็จะไปถึงตรงนั้นได้ เพื่อไทยพร้อมสรรหาเสียงสว. ถ้าเพื่อไทยเป็นแกนนำอาจเปลี่ยนแปลงเอ็มโอยู แต่ยังต้องไปปรึกษาหารือ 8 พรรคร่วมถึงสิทธิ์ในการรวบรวมเสียง เมื่อถามว่ามีโอกาสข้ามขั้วร่วมจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ยังไม่ถึงเวลา ตราบใดที่ข้อเท็จจริงเรื่องวันนี้ยังไม่ปรากฏถ้อยแถลงของพรรคก้าวไกล ไม่มีคำว่าถ้า และไม่มีแผนสำรอง
‘หนู’จุดยืนชัดไม่ร่วมวงก้าวไกล
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวกรณีหากพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแต่ยังจับมือกับพรรคก้าวไกลจะร่วมด้วย หรือไม่ว่า พูดไปแล้วคือไม่เอา ตนยังอยู่ในแนวทางไม่แตะมาตรา 112 และไม่เอารัฐบาลเสียงข้างน้อย ผู้สื่อข่าวถามว่าหากไม่มีพรรคก้าวไกลจะรับข้อเสนอใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า อย่าเพิ่งแต่ อย่าเพิ่งถ้า
ต่อข้อถามว่าขณะนี้มีชื่อนายเศรษฐาขึ้นมาแทนนายพิธารับได้หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เป็นเรื่องของแต่ละพรรคที่มีแคนดิเดต นายกฯ ทุกคนมีความเหมาะสมตามเหตุผลของพรรคนั้น เมื่อถามว่าส่วนตัวพร้อมชิงตำแหน่งนายกฯ หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เอาไว้ให้มีความชัดเจนก่อน ตอนนี้ยังเหมือนเดิมสนับสนุนให้พรรคที่กำลังจัดตั้งรัฐบาลทำได้สำเร็จ
ด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า การเสนอชื่อนายพิธารอบแรกเมื่อ 13 ก.ค. พรรคประชาธิปัตย์งดออกเสียง แต่การโหวตรอบสองจะพิจารณาอีกครั้ง และคงไม่คล้อยให้ ไปในทางงดออกเสียง โดยให้ฟังจากที่ประชุมและเมื่อที่ประชุมมีมติอย่างไรคงจะเห็นไปในทางแนวทางเดียวกัน
ผู้สื่อข่าวถามกรณีพรรคก้าวไกลพยายามติดต่อขอเสียงพรรคประชาธิปัตย์ นายจุรินทร์กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ชัดเจนว่าไม่ได้ไปเจรจาตั้งรัฐบาลกับพรรคก้าวไกล ต่อข้อถามว่าหากพลิกขั้วตั้งรัฐบาลจะมีแนวทางอย่างไร นายจุรินทร์กล่าวว่า ตอบล่วงหน้าไม่ได้ เพราะเรื่องยังไม่เกิด เมื่อถามว่าหากพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลพร้อมร่วมกันหรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า ตรงนี้ยังไม่ เกิดขึ้น
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชี รายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย (สร.) กล่าวกรณีได้ไปพูดคุยกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) เพื่อขอเสียงร่วมโหวตนายพิธาว่า ยังไม่มีเสียงตอบรับจากทั้ง 2 พรรค ก่อนหน้านี้ทั้ง 2 พรรคออกมาให้สัมภาษณ์ว่าติดขัดเรื่องการแก้ไขมาตรา 112
โหวตนายกฯรอบ 2-เสนอชื่อเดิม
เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญ เป็นครั้งที่ 2 โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกฯ มีผู้รับรองด้วยการยกมือ แต่ไม่ตรงตามข้อบังคับที่ต้องเสียบบัตร
นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ประท้วงว่าการเสนอนายพิธา เป็นนายกฯ รัฐสภากำลังทำผิด ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ 41 ที่บัญญัติว่าญัตติใดที่ตกไปแล้ว ห้ามเสนออีกในสมัยประชุมเดียวกัน เว้นแต่ญัตติที่ยังไม่ได้ลงมติ
นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ประท้วงว่า สภากำลังดำเนินการตามระเบียบวาระการประชุมต้องเลือกผู้จะไปเป็นนายกฯ แต่นายอัครเดชหารือเป็นการดำเนินการ ที่ไม่ถูกต้อง สุ่มเสี่ยงอย่างมากผิดที่จะขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ
นายวันมูหะมัดนอร์วินิจฉัยว่า ไม่ผิด ข้อบังคับเพราะยังไม่มีการโหวต เป็นเพียง การแสดงความคิดเห็น
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย จึงประท้วงกระบวนการ ที่ดำเนินการอยู่ขัดข้อบังคับการประชุม ข้อที่ 36 เพราะนายสุทินได้เสนอบุคคล เป็นนายกฯ แล้ว ดังนั้นอยู่ในขั้นตอนของรัฐสภาที่จะให้การรับรองโดยเสียบบัตรแสดงตนอย่างเปิดเผย ขอให้ประธานดำเนินการรับรองญัตตินี้ให้เรียบร้อย แล้วจึงเดินหน้า ถกเถียงว่าเข้าข้อบังคับที่ 41 หรือไม่
ประธานรัฐสภา จึงดำเนินการให้มีการ รับรองนายพิธา ด้วยการกดบัตรแสดงตนเฉพาะ สส. ปรากฏว่ามี 304 เสียง แต่เนื่องจากสว. ร่วมแสดงตนด้วย 4 คน ทำให้เหลือ 299 คนถือว่ารับรองถูกต้อง โดยไม่มีผู้ใดเสนอชื่อบุคคลอื่นอีกจึงถือว่ามีนายพิธา เพียงคนเดียวที่เป็นบุคคลให้ที่ประชุมรัฐสภาเลือก
ซัดกันเดือดปมญัตติซ้ำ
ต่อมาเวลา 10.00 น. นายอัครเดชได้เสนอเป็นญัตติ ว่าเสนอให้มีการพิจารณาว่าการเสนอ นายพิธา เป็นนายกฯ ขัดต่อข้อบังคับข้อที่ 41 หรือไม่ โดยมีผู้รับรองถูกต้อง
ทำให้นายจุลพันธ์ อมรวัฒน์ สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ประท้วง ข้อที่ 33 ระบุว่า เมื่อที่ประชุมพิจารณาญัตติใดอยู่ ห้ามเสนอญัตติอื่น และหากจะออกจากปัญหานี้ต้องใช้รัฐสภาตัดสินคือข้อบังคับ 151 ในการตีความข้อบังคับ ถ้าจะเสนอตามข้อบังคับ 151 ก็ยินดีเดินต่อแล้วถกว่าเข้าข้อบังคับที่ 41 เป็นญัตติซ้ำหรือไม่ และให้ที่ประชุมตัดสิน แต่สิ่งที่นายอัครเดชเสนอขัดต่อข้อบังคับการประชุมข้อที่ 33 ชัดเจน
นายอัครเดชย้อนว่า แสดงว่านายจุลพันธ์ ยอมรับโดยปริยายว่า การเสนอชื่อนายพิธา คือญัตติ ดังนั้นเราไม่ต้องไปพิจารณาต่อแล้ว เพราะถือว่าทำผิดข้อบังคับขอที่ 41
จากนั้นทั้ง 2 คน มีการอภิปรายโต้แย้งไปมา กระทั่งนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่าตอนนี้ เรากำลังถกกันผิดประเด็น เพราะตามระเบียบ วาระให้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับตำแหน่งนายกฯ ตนทราบดีว่า กำลังเอานิยามคำว่าญัตติ คือข้อเสนอเพื่อให้ ที่ประชุมลงมติไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ซึ่งตามข้อบังคับที่ 29 ต้องเสนอเป็นลายลักษณ์ อักษร หรือถ้าไม่เสนอล่วงหน้าก็ต้องเข้า ข้อบังคับที่ 32 ซึ่งผู้ที่ได้รับความเห็นชอบ ให้เป็นนายกฯ ไม่อยู่ในมาตรานี้ แต่อยู่ใน ข้อบังคับที่ 136 และอยากเตือนทุกคนว่า ให้ไปอ่านรัฐธรรมนูญมาตรา 5 ให้ดี ข้อบังคับไม่ได้ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ ยืนยันว่าการพิจารณา ให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกฯ ไม่ใช่ญัตติ และถ้าตีความว่าเป็นญัตติ ต้องบอกด้วยว่า ถ้ามีผลกระทบกระเทือนให้บันทึกด้วยว่า จะเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว
ที่ประชุมยังคงถกเถียงกันเรื่องเดิม ทำให้นายวันมูหะมัดนอร์ แจ้งว่า เราอภิปรายมาเกือบ 3 ช.ม.แล้ว ตนได้ฟังทุกฝ่ายแล้ว ส่วนใหญ่ ติดว่าข้อบังคับไปได้หรือไม่ ตนจึงวินิจฉัยว่า ข้อบังคับที่ 151 ภายใต้ข้อบังคับมาตรา 19 ของ รัฐธรรมนูญ โดยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า กึ่งหนึ่งของสมาชิกเท่าที่มีอยู่ ของทั้งสองสภาเป็นประการใด ให้ถือว่าคำวินิจฉัยนั้นเป็นเด็ดขาด
‘กิตติศักดิ์-วิโรจน์’แลกหมัด
เวลา 12.05 น. นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สว. ขอให้ประธานพิจารณาว่าขณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญ มีผลบังคับแล้วสั่งให้นายพิธา ยุติปฏิบัติหน้าที่ด้วยมติ 7:2 เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ มีมติออกมาอย่างนี้ขอให้นำประกอบการพิจารณาด้วย ทำให้ถูกนายวิโรจน์ประท้วงตามข้อบังคับที่ 45 แต่นายพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานที่ประชุมขอให้นายกิตติศักดิ์พูดให้จบก่อน แต่นายวิโรจน์ ไม่ยอม
นายกิตติศักดิ์สวนว่า กิตติศักดิ์ มีศักดิ์และสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ สามารถที่จะอภิปรายได้ อย่าใจร้อนนัก
นายพรเพชรบอกว่า ตนเพิ่งมานั่งเป็นประธาน แต่ถูกนายวิโรจน์สวนขึ้นอีก ทำให้นายพรเพชรบอกให้นั่ง เพราะได้พูดแน่ และนายกิตติศักดิ์ก็ได้พูดแน่จะพูดกี่ครั้ง ตนก็จะยอม แต่นายวิโรจน์ยังพูดแย้งว่า ตนยกมือประท้วงตามข้อบังคับ ตนต้องมีสิทธิ์ ทำให้นายพรเพชรกล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า “รอหน่อยสิ ผมเพิ่งนั่งเนี่ย ตอนนี้เพิ่งเปลี่ยนเก้าอี้” นายวิโรจน์จึงเปลี่ยนเป็นประท้วงประธาน แทน แต่นายพรเพชรไม่ให้ประท้วง โดยระบุว่า อย่าเอาชนะตนเลย ตนไม่ได้มีข้ออะไร แต่นายวิโรจน์ตะโกนลั่นห้องประชุมทั้งที่ ถูกปิดไมค์ ว่าประธานทำอย่างนี้ได้อย่างไร แต่นายพรเพชรสั่งให้นั่งลง แล้วจะให้อภิปราย
จากนั้นนายวิโรจน์อภิปรายประท้วง นายกิตติศักดิ์ว่า ระเบียบราชการคงต้องรอหนังสือราชการมาอย่างเป็นทางการก่อน ไม่ต้องแสดงอาการกระเหี้ยนกระหือรือ ขนาดนั้น ทำไมอยากจะเข้าวัดที่พิจิตรมากขนาดนั้นเลยหรือ ไม่ต้องกระเหี้ยนกระหือรือ เพราะต่อให้ท่านอยากจะเข้าวัด ก็เข้าวัดไม่ได้
นายพรเพชรจึงขอให้หยุดแค่นั้น อย่าทะเลาะกันเลย

ลาสภา – ภาพนาทีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ถอดบัตรประจำตัวสส.ออกมาวาง ก่อน ชูกำปั้นเดินออกจากที่ประชุมรัฐสภา เนื่องจากศาลรธน.มีมติให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 19 ก.ค.
‘พิธา’ลาสภา-ฝากดูแลปชช.
จากนั้นที่ประชุมเปิดให้สมาชิกแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อบังคับการประชุมข้อที่ 151 กระทั่งเวลา 14.42 น. นายพิธาได้ลุกขึ้น ขออนุญาตนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธาน รัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม พร้อมกล่าวว่า ขณะนี้มีเอกสารจากศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ตนหยุดปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้นตนจะขอ อนุญาตพูดกับท่านประธาน ว่าตนรับทราบ คำสั่ง และจะปฏิบัติตามคำสั่งจนกว่าจะมี คำวินิจฉัยเป็นอื่น
“ขอใช้โอกาสนี้ในการอำลาท่านประธาน จนกว่าเราจะพบกันใหม่ และขอฝากเพื่อนๆ สมาชิกในการใช้รัฐสภา ดูแลพี่น้องประชาชน ผมคิดว่าประเทศไทยเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิมอีกแล้วตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค. ประชาชนชนะมาได้แล้วครึ่งทาง เหลืออีกครึ่งทาง ถึงแม้ว่า ผมจะไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ แต่ขอให้เพื่อนสมาชิก ทุกคนช่วยกันดูแลประชาชนต่อไป ขอบคุณครับ”
ภายหลังนายพิธาพูดจบ สส.พรรคก้าวไกล ได้ปรบมือให้กำลังใจ ขณะที่ สส.พรรคเพื่อไทย อาทิ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ นายสุชาติ ตันเจริญ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เดินมาจับมือให้กำลังใจนายพิธา ด้าน นพ.ทศพร เสรีรักษ์ สส.แพร่ ได้นำภาพสเกตช์รูปนายพิธามอบให้นายพิธาด้วย จากนั้น นายพิธาได้เดินออกจากห้องประชุมโดยชูกำปั้น พร้อมส่งยิ้มให้กับสมาชิกทุกคน
นายวันมูหะมัดนอร์ได้กล่าวขอบคุณ นายพิธาที่ให้ความเคารพต่อกติกาของสภา เมื่อมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาถึงสภา ก็ได้เคารพในกติกาคือไม่ขอปฏิบัติหน้าที่ ในสภาจนกว่าคำสั่งวินิจฉัยจะเปลี่ยนแปลง และท่านได้ทำหน้าที่ของสภานี้ด้วยดีตลอดมา
ลั่นขอให้สู้ร่วมกันจนสำเร็จ
ก่อนหน้านี้ นายพิธาโพสต์ไอจีหลังศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ยุติปฏิบัติหน้าที่สส. กรณีถือหุ้นสื่อไอทีวี รวมทั้งการเสนอชื่อตนเองโหวตเป็นนายกฯ ในรอบสอง ยังทำไม่สำเร็จว่า ตามกฎหมาย พิธายังสามารถเป็นแคนดิเดตนายกฯ ได้อยู่ แต่สถานการณ์ในที่ประชุมรัฐสภาไม่สู้ดี เนื่องจากมีการถกเถียงกันในเรื่องข้อบังคับ การประชุมว่าจะสามารถเสนอชื่อพิธาให้รัฐสภา พิจารณาอีกครั้งได้หรือไม่ หลังจากไม่ได้รับเสียงเพียงพอในการประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 13 ก.ค.2566 ต่อมาโพสต์เฟซบุ๊กว่า “เป็นที่ชัดเจนแล้ว ในระบบปัจจุบัน ชนะความไว้วางใจจากประชาชนไม่เพียงพอ ที่จะบริหารประเทศชาติ ต้องขออนุมัติจากวุฒิสภาก่อน เผลอๆ ไม่พอที่จะเสนอชื่อเป็นครั้งที่ 2 ด้วยซ้ำไป”
เวลา 15.55 น.นายพิธาโพสต์เฟซบุ๊กอีกว่า ตั้งแต่การเลือกตั้ง 14 พ.ค. สังคมไทยได้เปลี่ยน ไปแล้ว “กาก้าวไกลประเทศไทยไม่เหมือนเดิม” และประเทศไทยจะไม่มีวันกลับไปสู่จุดเดิมอีก ดังนั้น ต่อสู้ร่วมกันต่อไป เราชนะมาแล้วครึ่งทาง อีกครึ่งทางขอให้สู้ร่วมกันจนสำเร็จจงได้

ลาสภา – นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล ได้รับกำลังใจจากนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย หลังจากถอดบัตรสส. ขออนุญาตประธานรัฐสภาออกจากที่ประชุม เนื่องจากศาลรธน.มีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 19 ก.ค.
สมาชิกห่วงทางตันการเมือง
ส่วนในที่ประชุมรัฐสภา สมาชิกยังมีการโต้เถียงกันต่อเนื่อง โดยสส.ขั้วรัฐบาลเดิมและสว.บางส่วนยืนยันว่าการเสนอชื่อนายพิธาเป็นนายกฯ รอบสอง เป็นญัตติซ้ำ เสนออีก ไม่ได้ สมาชิกบางส่วนให้ข้อคิดเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ว่าจะลงมติอย่างไรจะกลายเป็นบรรทัดฐานต่อไป และบางส่วนห่วงว่าหากยึดตามข้อบังคับ การประชุมรัฐสภา ข้อที่ 41 จะเกิดทางตันทางการเมือง ต่อมาบรรยากาศตึงเครียด โดยนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้นำคลิปการอภิปรายของนายสมชาย แสวงการ สว. ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์รัฐสภา ที่ระบุว่าสว.ไม่ขวางการโหวต นายกฯ ของเสียงข้างมากจากสภา หากมีเสียงสส. 270-300 เสียง สว.ก็ไม่มีปัญหาซึ่งพูดไว้เมื่อ 24 มิ.ย.2564 พร้อมระบุว่า เป็นพฤติกรรมของสว.ที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง หลังจากพบความพยายามขัดขวางแคนดิเดตนายกฯ ที่เป็นเสียงข้างมากของสภา
ทำให้นายสมชายประท้วงและขอให้ ถอนคลิปดังกล่าวออก พร้อมกล่าวตอบโต้ว่า ตนมีคลิปของนายวิโรจน์จำนวนมากเหมือนกัน แต่ไม่อยากนำมาเปิด อย่าทำแบบนี้เลย อย่าเล่น เป็นเด็ก โตสักทีเถอะ
นายวิโรจน์ตอบโต้ว่า “หากให้ผมโตสักที ผมขอบอกท่านว่า แก่ให้เป็นด้วย อย่าแก่กะโหลกกะลา อย่ากลัว อย่าแสดงอาการกลัวความจริงหลอนสิ่งที่ตัวเองเคยพูดไว้ ไหนบอก ว่าแก่เป็น”
ด้านนายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ลุกขึ้นอภิปรายสนับสนุน นายวิโรจน์ และกล่าวตอบโต้นายสมชายว่า “อย่าเป็นผู้ใหญ่ ที่กลายเป็นเด็ก”
ก่อนประท้วงกันบานปลาย นายวันมูหะมัดนอร์ ตัดสินให้ นายสมชาย และนายวิโรจน์ยุติการตอบโต้ เพื่อให้การประชุมสภาดำเนินไปได้ด้วยความเรียบร้อยต่อไป
‘พิธา’ชวดนายกฯ-โหวตอีกไม่ได้
ในช่วงท้ายของการอภิปราย นายชูศักดิ์ ศิรินิล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ตนขอให้หัวหน้าพรรคการเมืองระลึกด้วยว่า การพิจารณาตามข้อหารือนั้นอาจสร้างบรรทัดฐานที่ไม่ดีของอนาคตการเมืองไทย การเลือกนายกฯ ตามบทเฉพาะกาล มาตรา 272 นั้น มีโอกาสใช้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนวุฒิสภาจะครบวาระ 5 ปี และการเลือกนายกฯ ต้องปฏิบัติตามมาตรา 159 โดยให้สภาเลือกแคนดิเดตนายกฯ จากบัญชีของพรรคการเมือง ดังนั้น ในอนาคตหากเกิดกรณีที่พรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งไม่พอใจ เพราะจัดสรรปันส่วนไม่ลงตัว และที่ประชุมสภาไม่รับข้อเสนอของพรรคเสียงข้างมาก ที่เสนอบุคคลเป็นนายกฯ คนที่จะเป็นแคนดิเดต นายกฯ อาจตกม้าตาย เพราะที่ประชุมโหวตไม่ได้ และหากยึดบรรทัดฐานที่ระบุว่าเสนอชื่อซ้ำไม่ได้อาจจะสร้างบรรทัดฐานที่ไม่ดี ในอนาคต
“อย่าให้บรรทัดฐานการเมือง ต่อประเด็นลงมติเลือกนายกฯ เป็นบรรทัดฐานที่ไม่ดี ต่อไปในอนาคต ผมเห็นว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 มาตรา 272 และข้อบังคับการประชุมรัฐสสภา ข้อ 136 เป็นบทบัญญัติเฉพาะว่าด้วยการเลือกนายกฯ ดังนั้นจะนำเรื่องข้อบังคับที่เป็นญัตติ ซึ่งเป็นบททั่วไปมาบังคับไม่ได้ ไม่มีอะไรห้ามที่จะเสนอ ตรงกันข้ามการพิจารณานั้นต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ” นายชูศักดิ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมได้ใช้เวลาอภิปรายนานกว่า 8 ช.ม. และเมื่อเวลา 16.55 น. นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่าขอให้ที่ประชุมลงมติว่า การเสนอชื่อนายพิธาให้รัฐสภาโหวตเป็นนายกฯ อีกรอบขัดกับข้อบังคับการประชุม รัฐสภาข้อ 41 หรือไม่ โดยผลการลงมติ เสียงข้างมาก 395 เสียง ต่อ 317 เสียง งดออกเสียง 8 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง สรุปคือไม่ให้เสนอชื่อนายพิธาซ้ำได้ในสมัยประชุมนี้ แต่เสนอชื่อในสมัยประชุมครั้งถัดไปได้
เปิดผลลงคะแนน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผลโหวต ลงคะแนน 395 เสียงที่เห็นว่าชื่อนายพิธา ไม่สามารถนำกลับมาโหวตรอบสองได้ เป็นเสียงของอดีตพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนากล้า พรรคครูไทยเพื่อประชาชน พรรคท้องที่ไท พรรคประชาธิปไตยใหม่ ที่ลงคะแนนไม่มีแตกแถว ยกเว้นนายชวน หลีกภัย และนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ลงมติงดออกเสียง
ส่วนเสียง สว.ที่เห็นว่าชื่อนายพิธาไม่สามารถ นำกลับมาโหวตรอบสองได้มี 211 เสียง โดยมี สว. 2 เสียงจากเดิมที่ลงมติสนับสนุนนายพิธาเป็นนายกฯ ในรอบแรก กลับมติว่าชื่อนายพิธาไม่สามารถนำกลับมาโหวตรอบสองได้คือ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา กับนายวันชัย สอนศิริ ขณะที่ผู้นำเหล่าทัพคือ พล.อ.อ.อลงกรณ์ วัณณรถ ผบ.ทอ. พล.ร.อ.เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผบ.ทร. พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ก็ลงมติว่าไม่สามารถ นำกลับมาโหวตรอบสองได้
ฝ่ายที่ลงคะแนน 317 เสียง ว่าชื่อนายพิธาสามารถนำกลับมาโหวตรอบสองได้ ยังคงเป็นเสียงของ 8 พรรคร่วมรัฐบาล ได้แก่ พรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ พรรคไทยสร้างไทย พรรคเพื่อไทรวมพลัง พรรคพลังสังคมใหม่ พรรคเป็นธรรม ยกเว้นพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ที่ไม่ปรากฏการลงมติใดๆ
เสียงหนุนสว.หาย 4-สส. 2
ด้านเสียง สว.ที่จากเดิมเคยลงมติสนับสนุน นายพิธาเป็นนายกฯ ในรอบแรก 13 เสียง รอบนี้ ลดลงเหลือเพียง 8 เสียง คือ นายไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ พล.ต.ท.ณัฏฐวัฒก์ รอดบางยาง นายเฉลา พวงมาลัย นายซากีย์ พิทักษ์คุมพล นางประภาศรี สุฉันทบุตร นายพิศาล มาณวพัฒน์ นายมณเฑียร บุญตัน นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์
ทั้งนี้ ชื่อของ 8 พรรคร่วมรัฐบาลและสว. จากเดิมตอนโหวตนายกฯ รอบแรก มีเสียงสนับสนุน 324 เสียง แต่รอบนี้ได้ 317 เสียง หายไป 7 เสียงได้แก่ เป็นสว. 4 คน คือ นายวันชัย สอนศิริ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา นพ.อำพล จินดาวัฒนะ นายพีรศักดิ์ พอจิต นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ และสส. 2 คนคือ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส และนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์
ขณะที่งดออกเสียง 8 เสียง เป็นสว. 6 คนคือ นายกิตติ วะสีนนท์ นายชวัญชาติ วงศ์ศุภรานันต์ นายพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา นายพีระศักดิ์ พอจิต นายสมพล เกียรติไพบูลย์ นพ.อำพล จินดาวัฒนะ และสส. 2 คนคือ นายชวน หลีกภัย และนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในส่วนของสว. นายพีรศักดิ์ กับนพ.อำพล ได้เปลี่ยนการลงมติเป็นงดออกเสียง จากเดิมรอบแรก ลงมติสนับสนุนนายพิธาเป็นนายกฯ ส่วนคนที่ลงมติไม่ลงคะแนนเสียง 1 คน คือ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ นอกจากนี้ยังมีสว.อีก 23 คน ที่ไม่ปรากฏการลงคะแนนใดๆ
‘วันนอร์’นัดครั้งใหม่ 27 ก.ค.
เมื่อเวลา 19.40 น. ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัด นอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ให้สัมภาษณ์ว่า นัดประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อโหวตนายกฯ รอบสาม ในวันที่ 27 ก.ค. เวลา 09.30 น. และไม่วางแผนอะไรมาก ดำเนินการไปตามกฎหมาย เมื่อเข้าสู่ระเบียบวาระจะมีการเสนอชื่อ บุคคลที่สมควรเป็นนายกฯ จากพรรคการเมือง จากนั้นเปิดอภิปรายถึงเรื่องคุณสมบัติของผู้ถูกเสนอชื่อ หากไม่มีปัญหาจะเดินหน้าโหวตตามรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ตอนนี้ยังไม่ทราบว่า จะมีการเสนอรายชื่อกี่คน แต่ต้องยึดตัวเลข คนที่ได้เกิน 374 เสียง จะได้เป็นนายกฯ ส่วนกรอบเวลาในการอภิปรายยังไม่มีกำหนด อาจต้องมีการพูดคุยกับวิปทั้ง 3 ฝ่ายอีกครั้ง แต่เบื้องต้น จะให้อภิปรายเสร็จก่อน 17.00 น. จากนั้นจะเดินหน้าโหวตโดยใช้วิธีเดิมแบบเปิดเผยแล้วขานชื่อ
ผู้สื่อข่าวถามว่าในวันที่ 27 ก.ค.การโหวตนายกฯ จะเสร็จสิ้นหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่ประชาชนอยากให้เสร็จสิ้น และได้นายกฯ โดยเร็ว ต่อข้อถามว่าหากญัตติเปลี่ยนมีการเสนอชื่อบุคคลนอก และเสนอชื่อนายพิธาด้วย นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า ตามข้อบังคับที่ 41 ที่มีการลงมติไปแล้ว ในสมัยประชุมนี้จะเสนอชื่อนายพิธาไม่ได้อีก
เมื่อถามว่าจะกำชับสส.หรือไม่ หลังการอภิปรายวันนี้ยืดเยื้อ นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า มองว่าเป็นเรื่องปกติเพราะทุกคนให้ความสนใจ แต่วันนี้ต้องชื่นชมสส. และสว.ที่อยู่ร่วมประชุม ตลอด และครบองค์ประชุมก่อนการประชุม ยืนยันว่าวันนี้โดนประท้วงบ่อย แต่ไม่ท้อใจ
‘ชัยธวัช’ยังกั๊กปล่อยสิทธิ์
นายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า จากผลการประชุมร่วมรัฐสภาที่ออกมา ถือว่าไม่เกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ จากนี้พรรคก้าวไกล จะหารือกัน ก่อนแถลงท่าทีอีกครั้ง ผู้สื่อข่าวถามว่าจะแก้เกมอย่างไร หลังถูกเดดล็อกทาง การเมือง นายชัยธวัชกล่าวว่า ต้องหารือภายในพรรคก่อนว่าจะทำอะไร ขณะนี้ยังไม่มีการ พูดคุยว่าจะไปยื่นร้องศาลรัฐธรรมนูญตีความ กรณีที่รัฐสภาลงมติไม่ให้เสนอชื่อนายพิธา ในการโหวตนายกฯ รอบสอง
ผู้สื่อข่าวถามถึงแนวทางที่จะให้สิทธิ์พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลว่า ยังต้องมีการพูดคุยกันก่อน และเชื่อว่าคงใช้เวลาในการพูดคุยกันไม่นาน เพราะมองว่า การได้นายกฯ เร็วจะดีที่สุด ผู้สื่อข่าวถามถึงกำลังใจของนายพิธา หลังศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่สส. นายชัยธวัชกล่าวว่า นายพิธา ยังมีกำลังใจเต็มร้อย
‘อ๋อย’ผวานายกฯคนนอก
นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์หลังที่ประชุมรัฐสภามีมติไม่โหวตชื่อนายพิธา เป็นนายกฯ ครั้งที่ 2 ว่า ถ้าตีความว่าสิ่งที่เสนอแล้ว ไม่สามารถเสนอใหม่ได้ เราอาจถึงจุดที่หา นายกฯ ไม่ได้อย่างน้อย 1 สมัยประชุม เป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ผิดและไม่สอดคล้อง รัฐธรรมนูญ จะเป็นผลเสียต่อบ้านเมือง เท่ากับยืนยันว่าเสียงข้างมากในรัฐสภาที่องค์ประกอบ ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่มาจากการแต่งตั้งของคสช. ลงมติขัดต่อรัฐธรรมนูญ และหักล้างเจตนารมณ์ประชาชนส่วนใหญ่ อาจนำไปสู่วิกฤตการเมืองในอนาคต
นอกจากนี้ จะเป็นปัญหาของเพื่อไทยที่จะเสนอชื่อแคนดิเดตในครั้งต่อไป หากเสนอแล้ว เสียงไม่พอก็จะเสนออีกไม่ได้ ต่อจากนี้ไป อาจมีปัญหาวุ่นวายขึ้นอีก เช่น มีการเสนอชื่อคนที่ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน หรือเสนอ บุคคลภายนอกสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น
เมื่อถามว่าการโหวตรอบหน้ายังกังวลเสียงสว.หรือไม่ นายจาตุรนต์กล่าวว่า การตัดสินใจ ของ สว.ที่ผ่านมาดูเหมือนไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ประชาชนส่วนใหญ่ ไปหวังอะไรจากสว.ยากมาก เว้นแต่เขาจะเกิดดวงตา เห็นธรรมขึ้นมากะทันหัน ฝ่ายที่ต้องเป็น ผู้ประสานงานการจัดการรัฐบาลจะต้องไปคิด
ถึงคิวเพื่อไทย-เศรษฐา’
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายพิธา ไม่ได้รับการเสนอเป็นนายกฯ อีก ทางพรรคเพื่อไทยเตรียมเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลแทน และจะเสนอชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ให้ที่ประชุมรัฐสภาเลือกต่อไป
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังจากนี้ 8 พรรคร่วม จะนัดหมายปรึกษาหารือว่าจะดำเนินการอย่างไร ต่อไป ในส่วนของพรรคเพื่อไทย หัวหน้า และเลขาธิการพรรค จะเป็นผู้ประสานงาน พูดคุย
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะปรับกระบวนทัพในการจัดตั้งรัฐบาลอย่างไร เนื่องจากสว.จะไม่โหวตให้ หากมีพรรคก้าวไกลร่วมตั้งรัฐบาล นายสุริยะกล่าวว่า ผู้บริหารพรรคเพื่อไทยต้องกำหนดท่าทีของพรรค ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าจะมีการ นัดประชุมกันเมื่อไร จากนั้นจึงจะไปพูดคุยกับแกนนำของพรรคร่วมรัฐบาลที่เหลือ
นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ให้สัมภาษณ์ว่า ในฐานะหนึ่งใน พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ยืนยันว่าทั้ง 8 พรรคจะจับมือร่วมกันไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น และจะมี การพูดคุยร่วมกันทั้ง 8 พรรคอย่างแน่นอน เราจะเดินเกมฝั่งประชาธิปไตยอย่างเต็มที่
รทสช.-ชทพ.ไม่ร่วมหอก้าวไกล
นายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.ประจำสำนัก นายกฯ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ ยืนยันชัดเจนว่า ถ้าพรรคที่เป็นรัฐบาลไม่แก้ไขมาตรา 112 ก็ไม่ขัดข้องที่จะพูดคุย ดังนั้น จึงต้องดูว่ารอบที่สามจะเป็นอย่างไร สมมติหากพรรคอันดับสองจะจัดตั้งรัฐบาล
เมื่อถามว่าคิดว่าพรรคเพื่อไทยจะทิ้งก้าวไกล ได้หรือไม่ นายธนกรกล่าวว่า คงไม่ไปก้าวล่วง แต่คิดว่าทุกพรรคต้องยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ดังนั้นแกนนำคงต้องดู และคิดว่าหลังจากนี้กลไกต่างๆ คงไม่ยากแล้ว การพิจารณาเรื่องต่างๆ คงง่ายขึ้น
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงมีแนวโน้มพรรคที่ได้คะแนนอันดับสาม คือภูมิใจไทย จะมีโอกาสเสนอชื่อ แคนดิเดตนายกฯ หรือไม่ว่า ยังมีอีกหลาย ขั้นตอน เราให้กำลังใจทุกคน เมื่อถามว่าหากมี การมาทาบทามพรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล มีเงื่อนไขอะไรบ้าง นายอนุทินกล่าวว่า ยังไม่ได้ คิดอะไรเลย “วันนี้เจ็บคอ ไอ”
ก่อนหน้านี้ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา(ชทพ.) ก็ยืนยันจะไม่ร่วมรัฐบาลพรรคที่จะแก้มาตรา 112 เช่นกัน
สว.รับโหวตง่าย-ถ้าไม่มีกก.
นายศุภชัย สมเจริญ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 กล่าวกรณีหากมีการเสนอชื่อ นายเศรษฐา เป็นนายกฯว่า ตนไม่ได้ติดใจเรื่องตัวบุคคล จากการพูดคุยส่วนใหญ่ มองว่าหากไม่มีการแก้มาตรา 112 ก็พร้อมจะโหวตให้ แต่หากมีพรรคก้าวไกล ในสมการ ร่วมรัฐบาลด้วยจะพิจารณาอย่างไรนั้น ตอนนี้ตนยังไม่ได้คิดอะไร เมื่อถามว่า หากไม่มีพรรคก้าวไกลในสมการตั้งรัฐบาล จะทำให้ตัดสินใจโหวตนายกฯ ง่ายขึ้น หรือไม่ นายศุภชัย กล่าวว่า “ก็ทำนองนั้น”
ด้านพล.อ.มารุต ปัชโชตะสิงห์ สว. กล่าวว่า หากพรรคเพื่อไทยเสนอชื่อ นายเศรษฐา ก็ต้องไปดูหน้างานกันอีกครั้ง ผู้สื่อข่าวถามว่า สว.จะพูดคุยอีกครั้ง ถึงแนวทางการโหวตหรือไม่ พล.อ.มารุตกล่าวว่า ส่วนใหญ่การโหวตเป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละคน ต่อข้อถามว่า หากเป็นชื่อนายเศรษฐา แต่มีพรรคก้าวไกลร่วมรัฐบาลจะพิจารณาอย่างไร พล.อ.มารุตกล่าวว่า “คงจะพิจารณาพอสมควร” ผู้สื่อข่าวถามว่า ติดเงื่อนไขเรื่องการแก้มาตรา 112 ของพรรคก้าวไกลใช่หรือไม่ พล.อ.มารุตกล่าวว่า ใช่ สว.เป็นห่วงเรื่องนี้ เมื่อถามว่า หากไม่มีพรรคก้าวไกลร่วมรัฐบาล จะสบายใจในการ โหวตมากขึ้นหรือไม่ พล.อ.มารุตกล่าวว่า “ก็น่าจะง่ายขึ้น แต่เป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละคน”

ม็อบสภา – กลุ่มผู้ชุมนุมสนับสนุนนายพิธาและพรรคก้าวไกล จุดพลุควันพร้อมโปรยใบปลิวเข้าไปด้านในรัฐสภา หลังจากนายพิธาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่สส.และหยุดเส้นทางสู่นายกฯ โดยมีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ที่รัฐสภา
ด้อมส้มฮือไม่พอใจ
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศรอบรัฐสภา เมื่อเวลา 11.00 น. บริเวณศูนย์ราชการกรุงเทพมหานคร (เกียกกาย) ตรงข้ามรัฐสภา กลุ่มโมกหลวงริมน้ำ นำโดย นายโสภณ สุรฤทธิ์ธำรง ร่วมกับกลุ่มทะลุแก๊ส กลุ่ม นักกิจกรรมทางการเมือง และแนวร่วมสนับสนุน พรรคก้าวไกล กว่า 100 คน จัดกิจกรรมชุมนุมเชิงสัญลักษณ์ “ประชาชนโกรธ ไม่รอแล้ว”
ส่วนบริเวณแยกเกียกกาย มีตำรวจประจำจุดบนสะพานลอยและด้านล่าง เพี่ออำนวยความสะดวกการจราจร และดูแลความปลอดภัย ให้กับผู้ชุมนุม สำหรับถนนทหาร บริเวณ ศูนย์ราชการฯ มีเต็นท์ที่ กทม.จัดเตรียมไว้ให้แกนนำใช้เป็นสถานที่ประกอบอาหารเพื่อแจกจ่ายมวลชนที่มาร่วมกิจกรรม ขณะที่ฝั่งถนนสามเสน ตำรวจยังคงตั้งจุดตรวจคัดกรอง ยานพาหนะ
หลังศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้นายพิธา หยุดปฏิบัติหน้าที่สส. กลุ่มผู้ชุมนุมพยายามประชิดประตูทางเข้าอาคารรัฐสภา ยังจุดพลุควันสีเป็นระยะๆ จนทำให้เจ้าหน้าที่ต้องปิดประตูทางเข้าฝั่งถนนทหาร พร้อมประกาศผ่านเครื่องขยายเสียง ขนาดใหญ่ ให้กลับไปยังพื้นที่ชุมนุมที่ศูนย์ราชการฯ
ขณะที่บริเวณท่าน้ำรัฐสภาฝั่งวุฒิสภา เจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำได้มาลาดตระเวนติดตามประเมินสถานการณ์ จากนั้นนำโป๊ะขนาดใหญ่ มาเทียบท่ากับบันไดตรงท่าเรือ เนื่องจาก ในวันนี้ ระดับน้ำลดจึงไม่สามารถนำเรือใหญ่มาเทียบท่าได้ และได้เตรียมเรือไว้ 1 ลำ โดยมี เจ้าหน้าที่จากกรมเจ้าท่า และกองทัพเรือ และตำรวจน้ำ มาดูแลความเรียบร้อย
พล.ร.อ.ปกครอง มนธาตุผลิน โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า เรือลำดังกล่าว เป็นเรือ ที่ใช้รับส่งพล.ร.อ.เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผบ.ทร. ซึ่งเป็นสว.และมาร่วมการประชุมรัฐสภา ในวันนี้ด้วย คาดว่าอาจใช้เรือในการเดินทางกลับ แต่ช่วงเช้าผบ.ทร.มาด้วยรถยนต์ ผู้สื่อข่าว ถามถึงการเตรียมอำนวยความสะดวกให้สส. และสว. พล.ร.อ.ปกครองกล่าวว่า ขณะนี้มีการ เตรียมความพร้อมไว้ในที่ตั้ง แต่ยังไม่ได้รับคำสั่ง หากมีการร้องขอมาจะมีเรือไปรับทันที
ทั้งนี้ สว.ในสัดส่วนเหล่าทัพ มาร่วมประชุม รัฐสภาเกือบทั้งหมดยกเว้นพล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ.ที่ลาการประชุม เนื่องจากไปราชการที่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีกำหนดล่วงหน้าอยู่แล้ว

ม็อบพรึบ – กลุ่มผู้สนับสนุนนายพิธาและพรรคก้าวไกลจำนวนมากรวมตัวชุมนุม แสดงความไม่พอใจการทำหน้าที่ของศาลรธน. และสว. ที่ทำให้นายพิธาหมดสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน เมื่อวันที่ 19 ก.ค.
รวมพลอนุสาวรีย์ปชต.-ปลุกแต่งดำ
ส่วนความเคลื่อนไหวในต่างจังหวัด อาทิ จ.เชียงใหม่ รอบคูเมืองเชียงใหม่ โดยเฉพาะที่ ข่วงประตูท่าแพ กลุ่มแฟนคลับพรรคก้าวไกล และฝั่งประชาธิปไตยเชียงใหม่ได้นำริบบิ้นสีส้ม ไปผูกอยู่ตามต้นไม้ ใบไม้ เสาไฟฟ้า เสาป้ายต่างๆ เพื่อแสดงออกถึงการสนับสนุนให้เสียงข้างมากของประชาชนที่สะท้อนผ่านการเลือกตั้ง ได้เลือกนายพิธา เป็นนายกฯ และเรียกร้องให้ สส.และสว. ต้องเคารพเสียงประชาชน
ที่ใต้สะพานเสรีประชาธิปไตย ชุมชน หาดสวนยา ต.วารินชำราบ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี มวลชนตั้งเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยน ความเห็นเกี่ยวกับการโหวตนายกฯ และการนำกฎหมายมาเป็นเครื่องมือเล่นงาน นายพิธาและฝั่งประชาธิปไตย ต่างมองว่า ต้องแก้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเพราะเป็นปัญหา พรรคก้าวไกลได้รับการเลือกตั้ง เป็นอันดับที่ 1 แต่ผู้นำพรรคไม่สามารถเป็นนายกฯ ได้ เพราะต้องฝ่าด่านวุฒิสภา ซึ่งจะมีการ ยกระดับการเคลื่อนไหวกดดันมากขึ้น
ขณะที่ในโซเชี่ยลมีเดีย #ศาลรัฐธรรมนูญ ขึ้นอันดับหนึ่งเทรนด์ทวิตเตอร์ทันที โดยมีการ วิจารณ์อย่างดุเดือดแสดงความไม่เห็นด้วยกับมติที่ออกมา รวมทั้งมีการโพสต์ภาพตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน และยังพบว่าหัวข้อเกี่ยวกับการโหวตเลือกนายกฯ ติดใน 5 อันดับเทรนด์ทวิตเตอร์ไม่ว่าจะเป็น#เศรษฐา #โหวตนายกรอบ 2 #ม็อบ19กรกฎา66 เชิญชวน ทุกจังหวัดจัดกิจกรรมคู่ขนานใส่ชุดดำไว้อาลัย ให้กับประเทศ
ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กลุ่ม 24 มิถุนา ประชาธิปไตยและคณะรณรงค์รัฐธรรมนูญประชาชน (ครช.) นำโดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และแกนนำทยอยขึ้นเวทีสลับกันปราศรัย มีมวลชนจำนวนมากมาแสดงออกทางสัญลักษณ์ โดยการสวมเสื้อสีดำ แสดงถึงความไม่พึงพอใจต่อคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่แกนนำเรียกร้องให้มวลชนโห่ร้อง ถึงความไม่พึงพอใจให้กับสว. กกต. ศาลรัฐธรรมนูญ และกลุ่มชนชั้นสูงที่อยู่เบื้องหลังในกระบวนการนี้ ขอให้มวลชนรวมใจกันใส่สีดำตลอดทั้งเดือนก.ค.นี้ และประกาศว่า การต่อสู้ทั้งแผ่นดินเริ่มต้นขึ้นแล้วที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแห่งนี้
เวลา 18.30 น. มวลชนบริเวณหน้าอาคาร รัฐสภา เริ่มเบาบางลง ส่วนหนึ่งเดินทางไปสมทบกับการชุมนุมที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน
รบ.ตู่โชว์ผลงานสะพานไทย-ลาว
เมื่อวันที่ 19 ก.ค. น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศไทยทั้ง 4 มิติ (บก ราง น้ำ และอากาศ) ให้เชื่อมโยง การเดินทางสู่ภูมิภาคอาเซียนอย่างไร้รอยต่อ ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการท่องเที่ยว ในภูมิภาค ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สามารถเข้าถึงการเดินทางได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ด้วยระบบการคมนาคมขนส่งที่มีประสิทธิภาพ ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จึงได้เร่งขับเคลื่อนโครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 เชื่อมระหว่างบึงกาฬ และแขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว ซึ่งมีความคืบหน้ามาโดยลำดับ แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคจากวิกฤตโควิด แต่ล่าสุดโครงการมีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 82.550% คาดว่าจะเปิดให้บริการประชาชนของทั้งสองประเทศได้ในปี 2567
โครงการดังกล่าว คณะรัฐมนตรี(ครม.) ภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ได้มีมติอนุมัติ การจัดทำและลงนามร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลสปป.ลาว ในปี 2562 ต่อมาวันที่ 28 ต.ค.2565 พล.อ.ประยุทธ์ได้เข้าร่วมพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการ ที่อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ และแขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว รูปแบบการก่อสร้างของโครงการนี้ กรมทางหลวงออกแบบเป็นสะพานขึงคอนกรีตอัดแรงรูปกล่อง ขนาด 2 ช่องจราจร ความยาว 1,350 เมตร พร้อมอาคารด่านพรมแดนสำหรับกระบวนการข้ามแดน และถนนเชื่อมต่อโครงข่ายของ ทั้งสองฝั่ง โครงการมีระยะทาง 16.18 ก.ม. วงเงิน 4,010.067 ล้านบาท โดยฝ่ายไทยมีกรมทางหลวง (ทล.) เป็นหน่วยงานเจ้าของโครงการ วงเงิน 2,630 ล้านบาท ฝั่ง สปป.ลาว โดยกระทรวงโยธาธิการและขนส่ง เป็นหน่วยงานเจ้าของโครงการ วงเงิน 1,380.067 ล้านบาท
“เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ จะเป็นประตูเชื่อมโยงระหว่างไทย-ลาว-เวียดนาม และมณฑลกว่างสีของประเทศจีน เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการค้าการลงทุนระหว่างประเทศไทย กับสปป.ลาว ทำให้การขนส่งสินค้าจากไทยไปสู่ตลาดในจีนตอนใต้ เชื่อมโยงการขนส่งสินค้าจากภาคกลางของ สปป.ลาว สู่ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังของไทย เพื่อส่งออกทางทะเลต่อไปยังภูมิภาคอื่นๆ เพื่อเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน” น.ส.ทิพานันกล่าว
คุก‘เหรียญทอง’2 ปี
วันที่ 19 ก.ค. ศาลอาญาพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.1015/2565 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ และนายสิระ เจนจาคะ อดีตส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ โจทก์ร่วม ยื่นฟ้องนพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผอ.โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามมาตรา 328 จากกรณีโพสต์เฟซบุ๊ก ทำนองว่านายสิระปิดทางเข้าร.พ.สนามพลังแผ่นดินขัดขวางช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด และดูหมิ่นผู้เสียหายด้วยถ้อยคำหยาบคาย เป็นนักการเมืองที่มีพฤติกรรมที่ไม่ดี ศาลพิพากษาว่าจำเลยผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด กระทงละ 1 ปี และปรับ 100,000 บาท รวม 2 กระทง คงจำคุก 2 ปี และปรับ 200,000 บาท เมื่อพิเคราะห์จำเลยมุ่งจะช่วยเหลือประชาชนและประกอบคุณงามความดีแก่สังคม โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 200,000 บาท