ผู้ตรวจส่งศาลรธน.ชะลอนายก วันนอร์หารือวิปเลื่อนโหวตไหม 115อจ.นิติแถลงค้านปมญัตติซ้ำ สว.เมิน-ชี้ถอย112ตอนนี้ช้าไป

ประธานรัฐสภา ‘วันนอร์’ นัดถกวิป 3 ฝ่าย หาข้อสรุปเลื่อนโหวตนายกฯ 27 ก.ค. หรือไม่ หลัง ผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความมติที่ประชุมร่วม 2 สภา ห้ามโหวตชื่อ ‘พิธา’ เป็นนายกฯ รอบสอง ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ พร้อมขอให้สั่งชะลอโหวตเลือกนายกฯ จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย วันนี้ 8 พรรคร่วมประชุมที่พรรคเพื่อไทย ด้าน 115 คณาจารย์นิติศาสตร์ จาก 19 สถาบัน ออกแถลงชี้ 5 ข้อ ไม่เห็นด้วยมติรัฐสภา ชูข้อบังคับการประชุมใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ สว.ไม่ขัด ขยับวันเลือกนายกฯ เสนอนัดใหม่ 3 ส.ค. ก้าวไกลแถลงไม่ร่วมพรรค 2 ลุง พปชร.-รทสช. ‘ชัยธวัช’ ยังเชื่อเพื่อไทย-ก้าวไกลจับมือกันแน่นพลิกขั้วไม่ได้ เชื่อไม่ต้องรอนานถึง 10 เดือน สว.เสรี พลิ้ว ข้อบังคับข้อ 41 ไม่ทำให้เกิดเดดล็อก ชี้ช่องใช้เสียง 2 ใน 3 รัฐสภา ชงชื่อโหวต นายกฯ ซ้ำได้ แต่ ‘พิธา’ ติดเรื่องคุณสมบัติอยู่ดี วุฒิฯ ชี้ก้าวไกลถอย 112 ช้าไปแล้ว

ผู้ตรวจการถกด่วนปม‘ญัตติซ้ำ’
วันที่ 24 ก.ค. ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดินนัดประชุมด่วน หารือกรณีมีผู้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ขอให้ผู้ตรวจฯ ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการลงมติของที่ประชุมรัฐสภาว่าการเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นการเสนอญัตติซ้ำกระทำไม่ได้ โดยอ้างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2563 ข้อ 41 เป็นมติที่ละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้หรือไม่ และขอให้มีคำสั่งให้ที่ประชุมรัฐสภาให้ยุติการเลือกนายกฯ ออกไปก่อนจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

ต่อมาเวลา 14.30 น. พ.ต.ท.กีรป กฤตธีรานนท์ เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจฯ แถลงว่า ตามที่สำนักงานรับเรื่องร้องเรียนจากสมาชิกรัฐสภาและประชาชน 17 คำร้องเรียน ขอให้เสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยกรณีที่ประชุมรัฐสภา 19 ก.ค.66 ลงมติการเสนอชื่อบุคคลให้รัฐสภาเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกฯ ถือเป็น “ญัตติ” ซึ่งต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ 41 ซึ่งกำหนดว่า “ญัตติใดที่ตกไปแล้วห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการเช่นเดียวกันขึ้นเสนออีกในสมัยประชุมเดียวกัน” เป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียนนั้น

ยื่นตีความ – สมาชิกพรรคก้าวไกลยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีการลงมติของที่ประชุมรัฐสภาวันที่ 19 ก.ค. ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก่อนที่เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจฯ เผยมีมติให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ พร้อมขอให้สั่งชะลอโหวตเลือกนายกฯ จนกว่าศาลจะวินิจฉัยเสร็จสิ้น เมื่อวันที่ 24 ก.ค.

ชี้มติรัฐสภาขัดรัฐธรรมนูญ
ผู้ตรวจฯ เห็นชอบร่วมกัน โดยพิจารณา ข้อเท็จจริงตามคำร้องเรียนว่าเข้าองค์ประกอบ เงื่อนไขและหลักเกณฑ์ในการเสนอคำร้อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดไว้ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 หรือไม่ เห็นว่ารัฐสภาเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ เป็น 1 ใน 3 ของอำนาจอธิปไตย รัฐสภาจึงถือเป็นหน่วยงานซึ่งใช้อำนาจรัฐ หากการกระทำของรัฐสภาละเมิดสิทธิเสรีภาพย่อมถูกตรวจสอบได้โดยศาลรัฐธรรมนูญ

และการกระทำของ “รัฐสภา” ในการลงมติวินิจฉัยว่าการเสนอชื่อบุคคลให้รัฐสภาเห็นชอบเพื่อแต่งตั้งเป็นนายกฯ ถือเป็น “ญัตติ” ซึ่งต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ 41 นั้น เป็นการนำข้อบังคับการประชุมไปทำให้กระบวนการแต่งตั้งนายกฯ ไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำหนดเรื่องการพิจารณาให้ความเห็นชอบเพื่อแต่งตั้งเป็นนายกฯ ไว้เป็นการเฉพาะแล้ว มาตรา 159 ประกอบ มาตรา 272 การกระทำของรัฐสภาดังกล่าวจึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ การลงมติดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้ร้องเรียนโดยตรง โดยผู้ร้องเรียนเป็นสมาชิกรัฐสภาและประชาชนผู้ทรงสิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ ตามหมวด 3 ว่าสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย หากการ กระทำของรัฐสภาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ การกระทำดังกล่าวย่อมเป็นอันใช้ไม่ได้ และมีผลเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียน

ยื่นศาล – พ.ต.ท.กีรป กฤตธีรานนท์ เลขาฯ สนง.ผู้ตรวจการแผ่นดิน แถลงผลวินิจฉัยให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความมติรัฐสภาห้ามเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกฯ ซ้ำ พร้อมขอสั่งชะลอโหวตเลือกนายกฯ จนกว่าศาลจะวินิจฉัยเสร็จ ที่สนง.ผู้ตรวจฯ เมื่อวันที่ 24 ก.ค.

ส่งศาลรธน.ชี้-ชะลอโหวตนายกฯ
นอกจากนี้ ปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญการกระทำของรัฐสภาดังกล่าวยังคงมีอยู่และมิได้รับการวินิจฉัยให้เป็นที่ยุติ ย่อมกระทบต่อความมั่นคงแห่งสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนทั่วไป ซึ่งอยู่ภายใต้การใช้อำนาจของรัฐโดยรัฐสภา ผู้ร้องเรียนรวมถึงประชาชนทั่วไปจึงได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้

คำร้องเรียนส่วนหนึ่ง ขอให้ศาลรัฐ ธรรมนูญมีคำสั่งยุติการเลือกนายกฯ ไว้ก่อนจนกว่าจะมีข้อวินิจฉัย ซึ่งเป็นคำขอเพื่อให้ศาลฯ กำหนดมาตรการหรือวิธีการใดๆ เป็นการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัย ผู้ตรวจฯพิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อป้องกันความเสียหายที่ยากแก่การเยียวยาในภายหลัง และเป็นคำขอที่อยู่ในหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่จะเสนอให้ศาลฯ พิจารณาได้ จึงขอให้ศาลฯ มีคำสั่งให้รัฐสภาชะลอการดำเนินการเกี่ยวกับการเสนอชื่อบุคคลให้รัฐสภาเห็นชอบเพื่อแต่งตั้งเป็นนายกฯ ไว้ก่อน จนกว่ามี ข้อวินิจฉัยเรื่องนี้ออกมา ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลฯ ที่จะพิจารณาตามความเหมาะสมกับ ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่อไป

ดังนั้น ผู้ตรวจฯ จึงวินิจฉัยให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ประกอบ มาตรา 46 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561

สำหรับการยื่นไปยังศาลฯ ทางผู้ตรวจฯ จะยื่นก่อน 27 ก.ค.ตามที่ประธานรัฐสภานัดเลือกนายกฯรอบที่ 3 ซึ่งคาดว่าจะยื่นได้ใน 1-2 วันนี้ เพราะจะขอตรวจสอบคำร้องให้รอบคอบก่อนยื่น

115 อจ.นิติแถลงค้าน‘ข้อบังคับ 41’
วันเดียวกัน 115 คณาจารย์นิติศาสตร์ จาก 19 สถาบัน ออกแถลงการณ์ เรื่อง “ไม่เห็นด้วยกับมติของรัฐสภาที่ให้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ” ระบุ การลงมติของรัฐสภา 19 ก.ค.2566 ตีความ ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาให้ การเสนอชื่อนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 เป็น “ญัตติ” ตามข้อบังคับ 41 การเสนอชื่อนายพิธา เป็นนายกฯ เป็นครั้งที่สองจึงทำไม่ได้นั้น คณาจารย์นิติศาสตร์ เห็นว่ามติไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมายหลายประการ

1. ญัตติตามข้อบังคับ 41 หมายถึงญัตติตามข้อบังคับข้อ 29 ซึ่งกำหนดว่าญัตติต้องเสนอล่วงหน้าเป็นหนังสือต่อประธานรัฐสภา และมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่า 10 คน ส่วนการเสนอชื่อนายกฯ เป็นเรื่องที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญเป็นการเฉพาะ มาตรา 159 วรรคสอง บัญญัติว่าต้องมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของสมาชิกที่มีอยู่ของสภา ผู้แทนฯ ซึ่งคือ 50 คน 2. รัฐธรรมนูญ มาตรา 159 และมาตรา 272 ไม่ได้บัญญัติว่าการเสนอชื่อนายกฯ คนเดิมจะกระทำไม่ได้ ที่รัฐสภาลงมติให้เสนอชื่อนายกฯ คนเดิมได้เพียง ครั้งเดียว เป็นการเอาข้อบังคับมาอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ ไม่อาจกระทำได้

ชี้ขัดรธน.-นำการเมืองเหนือกม.
3.ตามลำดับชั้นกฎหมาย รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด กฎหมายลำดับต่ำกว่าต้อง ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ หาไม่แล้วย่อมใช้บังคับมิได้ ตามมาตรา 5

4.ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องข้อบังคับ 41 ขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญ แต่เป็นปัญหา รัฐสภาตีความข้อบังคับของตนเองโดย ขัดรัฐธรรมนูญ และยังตีความรัฐธรรมนูญว่ามาตรา 159 และมาตรา 272 อยู่ใต้ข้อบังคับของรัฐสภา ซึ่งรัฐสภาหาได้มีอำนาจ 5.ผลของการลงมตินี้ไม่ใช่แค่เรื่องของนายพิธา และพรรคก้าวไกล แต่คือบรรทัดฐานที่ผิดพลาดของรัฐสภาในการพิจารณาญัตติที่เป็น กระบวนการตามรัฐธรรมนูญ ที่จากนี้ไปจะเสนอได้ครั้งเดียวทั้งหมด โดยไม่สนใจเรื่องลำดับชั้นกฎหมาย สำคัญที่สุดคือบรรทัดฐานที่เสียงข้างมากของรัฐสภาตีความข้อบังคับการประชุมของตนเองให้ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ

คณาจารย์นิติศาสตร์ฯ เห็นว่ามติของรัฐสภา 19 ก.ค.2566 เป็นการเอาการเมืองมาอยู่เหนือหลักกฎหมายและขัดรัฐธรรมนูญ จึงขอเรียกร้องให้รัฐสภายกเลิกมตินี้ หาไม่แล้วการเรียนการสอนนิติศาสตร์เรื่องลำดับชั้นของกฎหมาย และหลักการปกครองโดยกฎหมายที่มีหลักรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ยากที่จะดำเนินโดยปกติในประเทศไทยต่อไปได้

เสรีแนะใช้เสียง 2 ใน 3 โหวตชื่อซ้ำ
ที่รัฐสภา นายเสรี สุวรรณภานนท์ สว. ให้สัมภาษณ์ถึงการลงมติเลือกนายกฯ 27 ก.ค.ว่า แม้พรรคก้าวไกลจะประกาศอยู่กับพรรคเพื่อไทย แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับพรรคเพื่อไทยตัดสินใจ เมื่อถามถึงมาตรฐานข้อบังคับที่ 41 ห้ามเสนอชื่อนายกฯ ซ้ำ ทำให้เพื่อไทยกังวลเสนอชื่อบุคคลจะไม่ผ่าน นายเสรีกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เดดล็อก ต้องยึดรัฐธรรมนูญมาตรา 272 วรรคสอง บัญญัติชัดเจนเสนอชื่อได้หนึ่งครั้งเสนอชื่อซ้ำไม่ได้ เพราะระบุไม่อาจแต่งตั้งชื่อนายกฯ ในบัญชีพรรคการเมืองได้ตามมาตรา 88 เมื่อไม่มีใครเสนอคนในบัญชีต่อที่ประชุม จึงบัญญัติวรรคสองให้ยกเว้นเสนอชื่อคนในบัญชี

เมื่อยกเว้นได้รัฐธรรมนูญเขียนว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบคนในบัญชีก็ได้ แปลว่าจะเอาคนนอกหรือคนในบัญชีเดิมก็ได้แต่ต้องดำเนินการให้หมดบัญชีก่อน แล้วค่อยใช้เสียง 2 ใน 3 สมาชิกเท่าที่มีอยู่ของสองสภาหรือ 500 เสียง เพื่อยกเว้นหลักการตามวรรคหนึ่ง ชื่อในบัญชีเดิมเสนอซ้ำได้ แต่ต้องหลังจากที่ประชุมเห็นพ้องกันแล้วด้วยเสียง 2 ใน 3 เมื่อถามว่าถ้าได้เสียง 2 ใน 3 แล้ว สามารถเสนอชื่อนายพิธา เป็นนายกฯ ได้หรือไม่ นายเสรีกล่าวว่า ได้ แต่ถ้านายพิธาติดเรื่องคุณสมบัติก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เมื่อถามว่าโอกาสเกิดรัฐบาลปรองดองจะเป็นไปได้หรือไม่ นายเสรีกล่าวว่า เป็นไปได้ทั้งนั้น อาจมีเพียงพรรคก้าวไกลที่อาจไม่ได้เข้าร่วม เพราะเป็นพรรคที่มีจุดยืนแตกต่างจากพรรคอื่นๆ ส่วนการเปิดทางนายกฯ คนนอกก็มีโอกาสเกิดได้เช่นกัน แต่อยู่ที่พรรค การเมืองตกลงร่วมกัน และต้องได้เสียงสส.เกิน 251 เสียงขึ้นไป

สมชายบี้พท.อย่าโยนเผือกร้อน
นายสมชาย แสวงการ สว. กล่าวว่าได้รับการติดต่อจากคนของเพื่อไทย ตอบกลับไปว่าไม่ต้องมาพบ เพื่อไทยเชิญพรรคอื่นพูดคุย จะแยกขั้วหรือสลับข้างต้องเอาให้ชัด ถ้ายัง ไม่ชัดก็เลื่อนออกไป หากให้มาพบก็เหมือนสมัครองค์กรอิสระแล้วมาวิ่งเต้นกับเรา มันไม่เหมาะสม

เมื่อถามว่าถ้ายังไม่ชัดเจนว่าจะเอาหรือไม่เอาก้าวไกล การมาคุยกับสว.ก็จะไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน นายสมชายกล่าวว่า เราไม่ได้ติดจะมีหรือไม่มีก้าวไกล แต่ติดที่นโยบายมาตรา 112 ความมั่นคงแห่งรัฐ การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ที่มีแนวคิดอันตราย รวมถึงการทำประชามติขอแยกตัวเป็นรัฐปัตตานี “เราไม่ได้รังเกียจพรรคก้าวไกลแต่ขอให้เขาเลิกนโยบายบางเรื่อง ถ้าเลิกกได้เราก็ยินดี แต่จะให้เราไปโหวตคว่ำก้าวไกลแล้วไปเปลี่ยนสูตรแบบนี้ไม่เอา ไม่ใช่หน้าที่เรา เห็นไปชวนภูมิใจไทย พลังประชารัฐมาคุยเยอะแยะไปหมด จะเอาอย่างไรก็ต้องบอกเรา จะเอาเจ้าสาวคนไหน ก็ต้องเอาให้เคลียร์”

สว.ชักแถวไม่เอาก้าวไกลร่วมรบ.
วันเดียวกัน กมธ.การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ที่มีนายเสรี สุวรรณภานนท์ สว. เป็นประธาน นัดหารือประเมินและติดตามสถานการณ์ทางการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาล

นายออน กาจกระโทก สว. และกมธ.ให้สัมภาษณ์หลังหารือ ว่า การประชุมมีผู้ยกตัวอย่างกรณีพรรคก้าวไกลประกาศก่อนโหวตนายกฯ รอบ 3 จะขอพักแก้มาตรา 112 ทิศทาง ส.ว.จะเห็นอย่างไร ซึ่งมีกมธ.มองว่าแม้พักไว้แต่ยังคิดจะทำก็ทำให้ไม่ไว้ใจ หากรัฐบาลยังมีก้าวไกลที่มีนโยบายแก้มาตรา 112 ยากจะผ่าน ถ้าก้าวไกลเสียสละให้บ้านเมืองเดินหน้า ตนรับได้

ยังมีสว.ที่ย้ำจุดยืน หากยังมีก้าวไกล ร่วมรัฐบาลก็จะไม่โหวตให้แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ทั้ง นายสุรสิทธิ์ ตรีทอง ที่ระบุจะถอน ม.122 ตอนนี้ก็ช้าไปแล้ว, นายอนุสิษฐ คุณากร สว.ระบุหากก้าวไกลเข้ามาก็จะเดินไปไม่ได้ และไม่เชื่อว่าพรรคที่ร่วมตั้งรัฐบาลจะไม่ใช้นโยบายของก้าวไกลมาดำเนินการ เพราะบางสิ่งทำได้รวมถึงพล.อ.เชวงศักดิ์ ทองสลวย

ส่วนสว.ที่ยังตอบไม่ชัด นายพีระศักดิ์ พอจิต สว. ระบุยังไม่ตัดสินใจ วันนี้ยังอยู่ในช่วงเจรจา ยังไม่รู้เเคนดิเดตนายกฯ คนไหน นัดโหวตนายกฯ 27 ก.ค.นี้ จะถูกเลื่อนหรือไม่ ส่วนพญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ระบุคราวหน้าไม่รู้ว่าเงื่อนไขจะเป็นอย่างไร ยังตอบไม่ได้ ด้าน

ขณะที่ นายสุรเดช จิรัติเจริญ ส.ว. ที่เคยโหวตเลือกนายพิธา กล่าวว่า จุดยืนการโหวตนายกฯยังคงเหมือนเดิม ด้านนายวันชัย สอนศิริ สว. กล่าวกรณี 27 ก.ค.จะโหวตให้แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทยหรือไม่ว่า จุดยืนตนไม่เปลี่ยนแปลง ใครรวมเสียงข้างมากได้ก็จะโหวตให้คนนั้น

ก้าวไกลไม่ร่วม‘รทสช.-พปชร.’
ที่พรรคก้าวไกล ตลอดช่วง 2-3 วัน ที่ผ่านมา มีกลุ่มแฟนคลับและผู้สนับสนุนส่งดอกไม้มาให้ให้กำลังใจบุคคลในพรรคก้าวไกล โดยเฉพาะนายพิธา และนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค โดยดอกไม้ที่มอบให้มีทั้งดอกกุหลาบสีส้ม ดอกทิวลิป ช็อกโกแลต พร้อมข้อความให้กำลังใจ และมีแฟนคลับชาวไทยที่อาศัยอยู่เกาหลีใต้ชื่อ อิมโซฮี ส่งดอกกุหลาบสีส้มเป็นกำลังใจให้นายชัยธวัช และสมาชิกพรรคทุกคน

ทั้งนี้ พรรคก้าวไกล จัดประชุมประจำสัปดาห์ เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองและการกำหนดทิศทางร่วมรัฐบาล โดยมีข้อสรุป ยืนยันไม่ร่วมรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ ด้วยเหตุผล 1.พลังประชารัฐมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรค, รวมไทยสร้างชาติมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดต นายกฯ ทั้งสองเป็นหัวหอกยึดอำนาจ ทำรัฐประหาร 22 พ.ค.2557 ซ้ำมีกระบวนการสืบทอดอำนาจ 2.ก้าวไกลมีจุดยืนชัดเจนต่อประเด็นสืบทอดอำนาจ และประกาศตั้งแต่ 27 ธ.ค.2565 ไม่จับมือกับพรรคสืบทอดอำนาจ

ยก 5 ข้อเดินหน้ารัฐบาล 8 พรรค
3.ผลการเลือกตั้ง 14 พ.ค. เป็นการประกาศเจตจำนงประชาชนที่ชัดเจนว่าต้องการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล เป้าหมายสูงสุดในฐานะพรรคอันดับ 1 คือจัดตั้งรัฐบาลใหม่ให้สำเร็จ เพื่อหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของรัฐบาลเดิม 4.แม้กลไก สว.สกัดขัดขวางนายพิธา สิ่งสำคัญวันนี้ไม่ใช่พิธาเป็นนายกฯ หรือก้าวไกลเป็นรัฐบาลแต่คือการจัดตั้งรัฐบาล 8 พรรคตามมติประชาชน ก้าวไกลจึงเปิดทางเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

5.แม้การตั้งรัฐบาลให้ได้โดยเร็วที่สุดจะสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาของประชาชน แต่การจัดตั้งรัฐบาลที่บิดเบือนเจตนารมณ์ประชาชนจะนำไปสู่วิกฤตศรัทธาของประชาชนต่อระบอบประชาธิปไตย 6.พรรคก้าวไกลจึงขอยืนยันสัจจะที่ให้ต่อประชาชน เราไม่สามารถร่วมรัฐบาลกับพรรคที่สืบทอดอำนาจ และจะพยายามอย่างถึงที่สุดในการผนึก 8 พรรค เพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับจากประชาชน

ยังเชื่อเสียงสว.หนุนกว่า 50
นายชัยธวัชให้สัมภาษณ์กรณีเริ่มมีความเคลื่อนไหวจากหลายพรรคที่ประกาศไม่ร่วมงานกับก้าวไกลว่า คงต้องรอคุยกับพรรค เพื่อไทย 25 ก.ค.นี้ พรรคก้าวไกลอยากทราบรายละเอียดรูปธรรมเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 จึงขอรอฟังก่อน ส่วนที่บางพรรคมีธงไม่ร่วมงานก้าวไกล เป็นเรื่องที่เพื่อไทยคงต้องเลือก แต่ตัวเองเชื่อว่ายังมีความเป็นไปได้ว่าที่สุดจะได้เสียงจากสว. เพราะมีการพูดถึงสว. แม้ไม่มีเสียงส่วนใหญ่ แต่มี 56 คน ซึ่งหากได้เสียงสว.มากพอสมควรก็น่าจะได้ หรืออาจจะใช้เสียงสส.เพิ่มไม่ต้องมาก พร้อมยอมรับกว่า 50 เสียง มาจากการประเมิน คิดว่า สว.เอง ก็ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ยืดเยื้อจนไม่มีทางออก

เมื่อถามว่าสส.เองมีเงื่อนไขเรื่องมาตรา 112 จะทำอย่างไร นายชัยธวัชกล่าวว่า หากยังมีเป้าหมายจัดตั้งรัฐบาลรวม 8 พรรคให้ได้ ตัวเองคิดว่า ยังมีทางออกเสมอ เมื่อถามว่าหากต้องถอย 112 จะทำความเข้าใจกับผู้โหวตให้ก้าวไกลอย่างไร นายชัยธวัชกล่าวว่า ต้องดูจากทางสว.ว่าจะให้ถอยอย่างเป็นรูปธรรมอย่างไร ซึ่งที่คุยใน 8 พรรคร่วมได้ขอให้พรรคเพื่อไทยทำการบ้าน และทำข้อเสนอให้เป็น รูปธรรม ซึ่งสามารถคุยกันได้ เพื่อไทยส่ง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำพรรคไปคุย กับสว. ตนก็ได้คุยกับสว.คนที่ไม่ได้โหวตในรอบที่แล้ว ก็ยังคุยกันอยู่

‘กก.-พท.’จับแน่นรอไม่ถึง 10 เดือน
ก่อนหน้านี้ นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ “รายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ” ถึงการจัดตั้งรัฐบาลว่า แม้จะยากลำบาก ประเด็นจะอยู่ที่ สว.จะเอาอย่างไร และอย่าเอาปัญหามาโยนให้พรรคที่ชนะการเลือกตั้ง ตอนนี้เราเอาปัญหา เอาความกดดันมาอยู่ที่พรรคชนะการเลือกตั้ง คิดว่าประชาชนกับสังคมไม่ได้มองแบบนั้น ยังเชื่อว่าถ้าพรรคเพื่อไทยกับก้าวไกลจับมือกันแน่นจะไม่สามารถพลิกขั้วรัฐบาลได้ หากยังไม่สามารถเลือกนายกฯ ได้สังคมจะตั้งคำถามกับ สว. การจับมือกันไว้แน่นคงไม่ทำให้เราต้องรอไปถึง 9-10 เดือน ปฏิเสธไม่ได้ว่าเพื่อไทยก็กังวลเรื่องการพลิกล็อกการตีความข้อบังคับการโหวตนายกฯ ได้เพียงครั้งเดียว ซึ่งมีการไปยื่นร้องผู้ตรวจฯ หากตีความกันรวดเร็วก็จะเป็นเรื่องที่ดี

เมื่อถามว่าแกนนำพรรคเพื่อไทยพูดชัดเจนว่าต้องคิดให้ดีว่าการโหวต 1 ครั้งคุ้มหรือไม่ เพราะอาจเสนอซ้ำไม่ได้และอาจต้องรอไปถึง 10 เดือน นายชัยธวัชกล่าวว่า การรอ 10 เดือน สุดขั้วเกินไป หาก 8 พรรคยังจับมือกันไว้แน่นคิดว่าจะเดินทางไปไม่ถึงตรงนั้น “ผมไม่ได้มองถึง 10 เดือน แต่มองว่าอาจยืดเยื้อหน่อย ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้เร็วก็สำคัญแต่ประชาชนเริ่มส่งเสียงว่าพวกเขารอได้ เพราะไม่ต้องการเห็นขั้วอำนาจเดิมมาเป็นรัฐบาล”

สลาย 8 พรรคอยู่ที่พท.เลือก
ส่วนการขอเลื่อนโหวตนายกฯ ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับเพื่อไทย และ 8 พรรค แต่มีกระแสข่าวจากเพื่อไทยว่าอาจขอเลื่อนเพราะยังไม่มั่นใจในการรวมเสียง หรือการตีความข้อบังคับ ซึ่งเชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจ การตั้งรัฐบาลรอ 10 เดือนถือเป็นฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด นานเกินไปจริงๆ การยกเหตุผลว่ารอ 10 เดือน ประชาชนจะเกิดปัญหา เป็นเพราะพรรคชนะการเลือกตั้ง โจทย์น่าจะผิด คนไม่ได้มองว่าพรรคที่ชนะเป็นตัวปัญหา ทุกการโหวตมีแรงกดดันไปถึง สว.จึงมีความพยายามไม่ให้โหวตซ้ำ

ที่เพื่อไทยเชิญ 5 พรรคหารือ ชัดเจนหลายพรรคไม่ร่วมรัฐบาลกับก้าวไกล และต้องให้ความเป็นธรรมกับเพื่อไทยว่ายังไม่ได้เจรจามาร่วมรัฐบาล เป็นการเชิญมาพูดคุยกัน แต่ห้ามความรู้สึกประชาชนไม่ได้ที่จะคิดว่าหากเชิญมาร่วมรัฐบาล หรือยืมปาก 5 พรรค แต่ไม่ค่อยเข้าใจการแถลงข่าวลักษณะนั้นทำไปเพื่ออะไร ต้องรอฟังจากปากของเพื่อไทยในการประชุม 8 พรรค วันที่ 25 ก.ค. ส่วนหากรวมเสียง สว.ไม่ได้นายชัยธวัชกล่าวว่าขึ้นอยู่กับเพื่อไทยจะไปต่อ หรือให้สลาย 8 พรรคร่วม เราคงห้ามเพื่อไทยไม่ได้เพราะในเมื่อฝั่งหนึ่งบอกว่าอุดมการณ์การทำงานไม่ตรงกับพรรคก้าวไกล เพื่อไทยก็คงต้องเลือกว่าอุดมการณ์ตรงกับใคร

วันนอร์รอถกวิป 3 ฝ่ายเลื่อนโหวต
ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา กล่าวกรณีผู้ตรวจฯ ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ว่า เรื่องนี้ให้ฝ่ายกฎหมายประชุมกัน 24 ก.ค. เพื่อสรุปผลมาแจ้งให้ตนทราบ จากนั้นจะนำเรื่องไปหารือกับวิป 3 ฝ่ายในวันที่ 26 ก.ค.ต่อไป รวมถึงต้องฟังผลการหารือของ 8 พรรคร่วมรัฐบาล มาประกอบการพิจารณาด้วย ซึ่ง 25 ก.ค.อาจจะชี้แจงในรายละเอียดให้ทราบอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมทีมกฎหมายของรัฐสภาที่หารือถึงการต้องเลื่อนการโหวตนายกฯ 27 ก.ค. หรือไม่ ยังไม่ได้ ข้อสรุป ทีมกฎหมายขอให้ไปฟังความเห็นในที่ประชุมวิป 3 ฝ่าย 26 ก.ค.ก่อน

สว.ไม่ขัดเลื่อนโหวต 27 ก.ค.
นายสมชาย แสวงการ ส.ว. ที่ปรึกษาวิปวุฒิ ให้สัมภาษณ์กรณีผู้ตรวจฯ ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาจะมีผลต่อการเลื่อนโหวตนายกฯ 27 ก.ค.หรือไม่ว่า สว.ไม่ขัดข้องที่จะเลื่อนวาระเลือกนายกฯ 27 ก.ค.ออกไป เพราะการกำหนดประชุมรัฐสภาวันดังกล่าวอาจกระทบการปฏิบัติภารกิจของสส. และสว. ที่ต้องร่วมกิจกรรมในพื้นที่ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา รัชกาลที่ 10 ดังนั้นหากการโหวตหรือการพิจารณายืดเยื้ออาจกระทบการเดินทางได้ และหากจะเลื่อนมองว่าเลื่อนไปเล็กน้อย คือ 3 ส.ค.นัดประชุมใหม่ สามารถทำได้และไม่ล่าช้าเกินไป

สำหรับการเลื่อนวาระนั้นตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อ 5 ทำได้ โดยอำนาจของประธานรัฐสภา ซึ่งเคยใช้กรณีที่เคยมีการระบาดของโควิด-19 มาแล้ว เพราะมีเหตุให้เลื่อนได้ หรือหากประธานรัฐสภาไม่ใช้อำนาจสามารถปรึกษาหารือกับวิป 3 ฝ่ายที่นัดประชุมวันที่ 26 ก.ค.นี้ก่อนได้

มติผู้ตรวจฯใช้เป็นเหตุผลได้
นายสมชายกล่าวถึงกรณีคำร้องผู้ตรวจการฯ ที่แนบให้ศาลฯ สั่งหยุดการเลือกนายกฯ ไปจนกว่าจะวินิจฉัยว่า เป็นเหตุที่จะทำให้เลื่อนการประชุมได้ แต่ในทางปฏิบัติที่ผ่านมา เช่น กรณี กกต.ส่งศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของนายพิธา ขณะนั้น การประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตนายกฯ รอบ 2 ไม่ได้เลื่อนออกไป ดังนั้นหากเทียบเคียงการประชุมอาจเดินหน้าต่อไปจนกว่าที่ศาลฯ จะมีคำสั่งก็ได้ หรือจะใช้เป็นเหตุให้เลื่อนออกไปจนกว่าจะมีคำสั่งก็ได้

“ในกระบวนการยื่นเรื่องนั้นศาลรัฐ ธรรมนูญอาจรับเรื่องไว้พิจารณาสัปดาห์นี้ไม่ทัน และสัปดาห์หน้าตามการประชุมยังเป็นวันหยุดยาว ดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญอาจพิจารณาในสัปดาห์ถัดไปก็ได้ และกระบวนการพิจารณาเป็นเรื่องทางกฎหมายอาจใช้เวลาพิจารณา 1 เดือน” นายสมชายกล่าว

แนะต้องฟังความเห็นรอบด้าน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมทีมกฎหมายของรัฐสภา ยังไม่ได้ข้อสรุป โขอให้ไปฟัง ความเห็นในที่ประชุมวิป 3 ฝ่าย 26 ก.ค.ก่อน แต่ทีมกฎหมายมีข้อเสนอต่อประธานรัฐสภาว่าสามารถเลื่อนการประชุมรัฐสภา วันที่ 27 ก.ค.ได้ตามอำนาจในข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 5

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเลือกนายกฯ ถือเป็นประเด็นมีผลกระทบกับพรรคฝ่ายต่างๆ จึงต้องรอการหารือในการประชุมวิป 3 ฝ่ายก่อน อีกทั้งประเด็นที่ผู้ตรวจฯ ร้องขอให้ศาลฯสั่งเลื่อนการเลือกนายกฯออกไปก่อน ถือเป็นมาตรการชั่วคราว ยังไม่ชัดเจนว่าศาลฯจะมี คำสั่งเป็นอย่างใดหรือไม่ ดังนั้นกระบวนการพิจารณาถึงการเลื่อนหรือไม่เลื่อนการประชุม จำเป็นต้องฟังเสียงจากผู้ที่เกี่ยวข้องให้รอบด้านก่อน

พท.นำข้อเสนอสส.-สว.ถก 8 พรรค
ที่พรรคเพื่อไทย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค ให้สัมภาษณ์ถึงการพูดคุย กับสว.ว่า มีคณะทำงานไปพูดคุยกับ สว.รายบุคคล ไม่มีการเชิญมาลักษณะองค์กรหรือตัวแทน ตนก็ไปประสานสว.ที่รู้จักแล้วเอาสิ่งที่ได้รับมาสรุปกัน โดยการพูดคุยกับ 8 พรรคร่วม 25 ก.ค.นั้น วาระสำคัญคือนำการบ้านที่ 8 พรรคร่วมมอบให้พท.ไปดำเนินการ สิ่งที่เราจะเสนอคือคำตอบของสว.และสส.ตอบอย่างไร มีความเห็น เงื่อนไขอย่างไร

เมื่อถามว่ามีคำแนะนำจากสว.บางส่วนบอกหากไม่มีก้าวไกลพร้อมโหวตให้ นพ.ชลน่านกล่าวว่า เป็นคำตอบของสว.แต่ละท่าน เป็นข้อมูลนำเข้าที่จะไปพูดคุยในที่ประชุม

ส่วนสว.ที่ตนไปคุย หลายคนยืนยันไม่ยึดติดใครเป็นรัฐบาล แต่เจตนารมณ์ยึดหลักการเดิมเหมือนที่ได้เสนอในรัฐสภา 13 ก.ค.

ชลน่านยันเป้าโหวต 27 ก.ค.
เมื่อถามถึงข้อเสนอให้เลื่อนโหวตออกไป 10 เดือนจนกว่าสว.จะหมดอำนาจ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ข้อเสนอดังกล่าวได้รับการวิพากษ์วิจารณ์พอสมควร ระบบรัฐสภาเป็นระบบเสียงข้างมาก แม้เราอยากจับมือกันไป 10 เดือน ถ้าเสียงข้างมากเขาไม่ยอม แทนที่จะได้สิ่งที่เราต้องการเหมือนไปส่งเสริมสิ่งที่ทุกคนไม่อยากทำ ข้อแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้ตลอด นี่คือผลกระทบทางการเมือง คิดแบบโลกสวยไม่ได้ ในทางการเมืองมันมีหลายมิติ อีกทั้งยังมีผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เราต้องไปดูในรายละเอียด

เมื่อถามถึงความเป็นไปได้กรณีนายสมชาย แสวงการ เสนอให้เลื่อนโหวตนายกฯ 27 ก.ค.ออกไปก่อนหากยังไม่พร้อม นพ.ชลน่านกล่าวว่า การเลื่อนประชุมเป็นอำนาจประธานรัฐสภา และขึ้นอยู่กับวิปทั้ง 3 ฝ่าย อย่าง 8 พรรคร่วมเป็นเพียงความเห็นของหนึ่งใน 3 ที่จะเสนอ ถ้าเราพร้อมแต่อีกสองฝ่ายไม่พร้อม ประธานรัฐสภาก็สามารถเลื่อนได้ จึงต้องฟังความเห็นของทั้ง 3 ฝ่าย เพื่อไทยยังไม่มีการหยิบเรื่องนี้มาคุย สิ่งที่พอจะตอบได้คือทิศทางที่จะได้พูดคุยกัน 25 ก.ค. ผลเป็นอย่างไร ตรงนั้นจะนำมาประกอบการพิจารณา

เมื่อถามว่าเป้าหมายเพื่อไทยคือการโหวตนายกฯ 27 ก.ค. ให้ได้เสียงเกิน 375 เสียงใช่หรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า เราเดินตามไทม์ไลน์ที่กำหนด เมื่อถามว่าเพื่อไทยอยากเลื่อนโหวตหรือไม่จะได้พูดคุยกับสส.และสว.ให้ละเอียดก่อน นพ.ชลน่านกล่าวว่า หน้าที่เราเอา 27 ก.ค.เป็นตัวตั้ง เรารับโจทย์มาอย่างนั้นและพยายามทำให้ถึงที่สุด เมื่อผลการประชุม 25 ก.ค.ออกมาก็เป็นองค์ประกอบฝ่ายเรา แต่เข้าใจว่าการประชุมวิป 3 ฝ่ายของประธานรัฐสภาน่าจะประชุมก่อนที่เรามีความเห็น

นายเชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังสังคมใหม่ 1 ใน 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล กล่าวว่าได้หารือกับนายปรีดา บุญเพลิง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคครูไทยเพื่อประชาชน และ นายกฤดิทัช แสงธนโยธิน สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคใหม่ เพื่อเจรจาขอเสียงสนับสนุนพรรคเพื่อไทย ทั้ง 2 คนยินดีจะสนับสนุน แต่มีเงื่อนไขคือต้องไม่แก้ไขมาตรา 112

จัดพิธีเฉลิมพระเกียรติวันเฉลิมฯ
เมื่อวันที่ 24 ก.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตในนามรัฐบาล ดำเนินการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2566

พิธีทางศาสนาในวันที่ 28 กรกฎาคม ประกอบด้วย พิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล ณ ท้องสนามหลวง มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธี พร้อมภริยา ส่วนภูมิภาคทุกจังหวัดจัดพิธี ณ ศาลากลางจังหวัด หรือสถานที่ที่เหมาะสม และในต่างประเทศสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลพิจารณาการจัดพิธีตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม

จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนาถวายพระราชกุศล, จัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน ณ ท้องสนามหลวง มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธี จากนั้น จัดพิธีถวายเครื่องราชสักการะและวางพานพุ่ม และพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคลเวลา 18.00 น. และเวลา 19.19 น. ตามลำดับ จัดพิธีเชิญเครื่องราชสักการะและพานพุ่มจากท้องสนามหลวงไปทูลเกล้าฯ ถวาย ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ในวันที่ 29 กรกฎาคม

นอกจากนี้ ยังจัดทำสารคดีโทรทัศน์เฉลิมพระเกียรติในนามคณะกรรมการเอกลักษณ์ ของชาติ เพื่อเผยแพร่ในช่วงวันเฉลิมพระชนมพรรษา และจัดกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์และสาธารณกุศลเฉลิมพระเกียรติฯ ตามความเหมาะสม

ในการนี้ นายธีระพงษ์ วงศ์ศิวะวิลาส ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จึงขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ร่วมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแสดงความจงรักภักดี และร่วมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ ให้เป็นไปอย่างสมพระเกียรติ โดยจัดตั้งโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมเครื่องราชสักการะ จัดตกแต่งสถานที่ประดับพระบรมฉายาลักษณ์ ประดับธงชาติไทยคู่กับธงอักษรพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. และประดับผ้าระบาย สีเหลืองร่วมกับผ้าระบายสีขาว ตามอาคารสถานที่ของหน่วยงานและบ้านเรือน จัดทำคำถวายพระพรชัยมงคลเผยแพร่ทางเว็บไซต์และสื่อออนไลน์ของหน่วยงาน และจัดลงนามถวายพระพรชัยมงคลภายในหน่วยงานหรือทางเว็บไซต์ ดำเนินการตลอดเดือนกรกฎาคม 2566

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน