เมื่อวันที่ 24 ก.ค. นายกิติกุล เสภาศีราภรณ์ ชลประทานจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ ในพื้นที่ จ.นครราชสีมาว่า สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 4 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 23 แห่ง ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ขณะนี้ภาพรวมถือว่ามีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่เพียง 44.20% เท่านั้น โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 4 แห่ง ประกอบไปด้วย อ่างเก็บน้ำลำตะคอง อ.สีคิ้ว มีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ 131 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 48.95% ของความจุเก็บกักทั้งหมด 314 ล้านลูกบาศก์เมตร, อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง อ.ปักธงชัย มีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ 66 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 43.25% ของความจุเก็บกักทั้งหมด 155 ล้านลูกบาศก์เมตร, อ่างเก็บน้ำมูลบน อ.ครบุรี มีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ 56 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 45.17% ของความจุเก็บกักทั้งหมด 141 ล้านลูกบาศก์เมตร และอ่างเก็บน้ำลำแชะ อ.ครบุรี มีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ 104 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 40.44% ของความจุเก็บกักทั้งหมด 275 ล้านลูกบาศก์เมตร

นายกิติกุลกล่าวอีกว่า น้ำในอ่างเก็บน้ำที่เหลืออยู่ไม่มาก เนื่องจากปริมาณฝนที่ตกลงมาในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ขณะนี้ไหลลงอ่างเก็บน้ำน้อยมาก อย่างเช่นเมื่อวันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา มีปริมาณน้ำไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำโดยรวมเพียง 10% เท่านั้น แต่ขณะเดียวกันในพื้นที่เพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรเพาะปลูกไปแล้วกว่า 40% ทางชลประทานจังหวัดนครราชสีมา จึงมอบหมายให้แต่ละอ่างเก็บน้ำ มีการประชุมหารือกับผู้ใช้น้ำในพื้นที่ทุกสัปดาห์ ว่าควรจะปล่อยน้ำให้เกษตรกรในแต่ละวันมากน้อยเพียงใด เพื่อไม่ให้ได้รับผลกระทบในระยะยาว

“ทั้งนี้โดยปกติแล้วช่วงปลายเดือนกรกฎาคมของทุกปี อ่างเก็บน้ำต่างๆ จะมีปริมาณน้ำเฉลี่ย 80% แล้ว แต่ปีนี้ปริมาณฝนตกลงมาน้อยมาก จึงทำให้ภาพรวมปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั้งหมด เหลืออยู่เพียง 44.20% เท่านั้น แม้ว่าทางกองบิน 1 จะมีการบินทำฝนหลวงตลอดทุกสัปดาห์ แต่ก็ยังไม่สามารถช่วยเติมน้ำในอ่างได้เพียงพอ เพราะต้องขึ้นอยู่กับความชื้น และฝนที่ตกลงเหนืออ่างด้วย ดังนั้นช่วงนี้จึงเป็นห่วงเกษตรกรที่ทำนา นอกเขตชลประทาน กลัวว่าจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้ง เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนมาแล้วว่าปีนี้ประเทศไทยจะประสบกับปัญหาฝนทิ้งช่วงนานกว่าทุกปีที่ผ่านมา” นายกิติกุลกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน