วินิจฉัยคำร้องปมชงชื่อ‘พิธา’ ส่งผลวันโหวตนายกฯคนใหม่ เพื่อไทยแก้แน่เอ็มโอยูจับขั้ว
จับตา 3 ส.ค.ศาลรธน.ถก ‘รับ-ไม่รับ’ คำร้องปมมติรัฐสภาห้ามเสนอชื่อ ‘พิธา’ โหวตนายกฯ รอบสอง ‘วันนอร์’ แจงเลื่อนโหวตนายกฯ รอบ 3 ไม่เกี่ยวการเมือง เบรกก้าวไกลเสนอทบทวนมติเสนอชื่อซ้ำ ‘ประเสริฐ’ ชี้ต้องรื้อเอ็มโอยูใหม่ เพราะตอนนี้เพื่อไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล ‘สุวัจน์’ เอาใจช่วยเพื่อไทยทำให้สำเร็จ ‘ชัยธวัช’ ย้ำ 8 พรรคร่วมต้องจับมือตั้งรัฐบาลให้ได้ตามผลเลือกตั้ง ‘ชวน’ เชื่อจบก่อน 10 เดือน ‘วราวุธ’ เตือนสติ 2 พรรคใหญ่อย่าเอาความแค้นส่วนตัวทำให้ประเทศเดินหน้าไม่ได้
ศาลรธน.นัด3ส.ค.ถกคดีมติสภา
เมื่อวันที่ 26 ก.ค. สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ออกเอกสารข่าวว่า เมื่อวันที่ 25 ก.ค. เวลา 15.00 น. ผู้ตรวจการแผ่นดิน (ผู้ร้อง) ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 25 ก.ค.2566 พร้อมเอกสารประกอบคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ผ่านระบบงานคดีรัฐธรรมนูญอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) เพื่อ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 กรณีรัฐสภามีมติเรื่องการเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบในรอบที่สองขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรม นูญหรือไม่ คดีอยู่ระหว่างการดำเนินการทางธุรการของสำนัก งานศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อเสนอคณะตุลาการพิจารณาต่อไป
รายงานข่าวเปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค.-2 ส.ค.เป็นช่วงวันหยุดราชการยาว ปกติจะมีการประชุมประจำสัปดาห์ของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคณะใหญ่ทุกวันพุธ ซึ่งสัปดาห์หน้าตรงกับวันเข้าพรรษา 2 ส.ค. จึงเลื่อนมาประชุมวันถัดไปแทนคือพฤหัสฯที่ 3 ส.ค. เวลา 09.30 น. เพื่อพิจารณาว่าจะรับคำร้องของ ผู้ตรวจการแผ่นดินไว้วินิจฉัยหรือไม่ หลังขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณากรณีรัฐสภามีมติ ไม่เห็นชอบกับการเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) เป็นนายกฯ รอบสอง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้รับคำร้องทางธุรการเรียบร้อยแล้ว
สำหรับผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเบื้องต้น ออกได้ 3 แนวทาง คือ 1.ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง 2.ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง แต่ไม่มีคำสั่งให้ชะลอการโหวต นายกฯ 3.ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง และ มีคำสั่งให้ชะลอการโหวตนายกฯ ไว้ก่อน
‘วันนอร์’แจงเลื่อนโหวตนายกฯ
เมื่อเวลา 10.10 น. ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภารัฐสภา และประธานผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเลื่อนการประชุมร่วมรัฐสภา วาระพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับตำแหน่ง นายกฯ ออกไปว่า เหตุที่งดการประชุมวันที่ 27 ก.ค. เนื่องจากผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามติของรัฐสภาขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องดีเมื่อมีผู้สงสัยก็ส่งเรื่องให้องค์กรสูงสุด เพื่อให้วินิจฉัยแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืน เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีผลผูกพันกับทุกองค์กร
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะกระทบต่อการโหวตเลือกนายกฯ หากเลือกไปแล้วศาลชี้ว่าทำไม่ได้ จะเกิดความเสียหายย้อนกลับ ไม่ใช่แค่เรื่องเวลา แต่บุคคลที่เราเลือกเป็นนายกฯ จะเสียหายไปด้วย รวมถึงกระบวนการต่อไปจะเกิดความเสียหาย จึงต้องรอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีอยู่หลายแนวทาง หากศาลรัฐธรรมนูญไม่รับ คำร้องก็สามารถดำเนินการต่อ หากมีคำสั่ง ให้ชะลอการเลือกนายกฯ ก็ต้องชะลอ มีโอกาสเสนอชื่อซ้ำได้
กรณีดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง แต่เกี่ยวกับการปฏิบัติของรัฐสภา เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายและสมาชิกไม่ต้องเสียเวลาโดยใช่เหตุ ประกอบกับอีกเหตุผลหนึ่งว่าองค์ประชุมในวันที่ 27 ก.ค. อาจมีปัญหา เนื่องจากมีสมาชิกหลายคนแจ้งว่าในวันที่ 28 ก.ค. จะมีพระราชพิธีสำคัญทุกจังหวัด ทั้ง สส. และ สว. ต้องรีบเดินทางไปเข้าร่วม หากประชุม วันที่ 27 ก.ค. อาจกลับไปไม่ทันช่วงเช้าหรือสมาชิกอาจไม่มาประชุมเลย
เบรกก.ก.เสนอทบทวนมติ
ผู้สื่อข่าวถามว่าวันโหวตนายกฯ ครั้งต่อไปจะนัดเมื่อไร นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับว่าศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องหรือไม่ หากไม่รับคำร้อง ประธานรัฐสภาสามารถใช้อำนาจในการนัดประชุมวันถัดไปทันที แต่หากศาลรับคำร้อง ต้องดูว่าให้ชะลอการประชุมหรือไม่ หากไม่มีคำสั่งให้ชะลอแล้วเราควรจะรอหรือไม่ จะต้องดูสถานการณ์ก่อน เพราะหากรอนานเกินไปจะเกิดความเสียหายเหมือนกัน แต่ตนมองว่าศาลรัฐธรรมนูญคงเข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นเหตุการณ์พิเศษ จำเป็นต้องมีนายกฯ ศาลรัฐธรรมนูญคงตระหนักและพิจารณาให้เสร็จโดยเร็ว แต่เราไม่สามารถไปคาดคั้นได้
ต่อข้อถามว่า การเสนอญัตติ ขอให้ที่ประชุมรัฐสภาทบทวนมติที่เคยลงมติไปแล้ว สามารถทำได้หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า ขณะนี้เรื่องอยู่ระหว่างศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หากมีอีกองค์กรหนึ่ง เช่น รัฐสภาไปวินิจฉัยด้วยและผลออกมาไม่ตรงกันจะเกิดปัญหาความขัดแย้งในการปฏิบัติ ซึ่งความจริงรัฐสภาได้วินิจฉัยไปแล้วเมื่อ 19 ก.ค. มีผู้เห็นแย้งว่าขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ จึงส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ทราบว่ารัฐสภามีความจำเป็นต้องวินิจฉัยหรือไม่ แต่สามารถปรึกษาหารือได้ ซึ่งต้องดูว่าจะทำได้โดยมีปัญหาหรือไม่อย่างไร เพราะเรื่องอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว
เมื่อถามว่า พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ห่วงว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมาแทรกแซงรัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ก็วินิจฉัยตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ หากทำแล้วไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เขาก็ทำ แต่หากทำแล้วขัดต่อหลักรัฐธรรมนูญ ต้องว่ากันอีกที
‘ปดิพัทธ์’เสียดายวาระแก้ม.272
ด้านนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาคนที่ 1 พรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า การเลื่อนประชุมโหวตนายกฯ รอบ 3 ออกไป เป็นส่วนของการประชุมรัฐสภา ที่มี นายวันมูหะมัดนอร์ และนายพรเพชร วิชิต ชลชัย รองประธานรัฐสภา หารือกัน ไม่ได้เรียกรองประธานสภาทั้ง 2 คน เข้าไปหารือด้วย เราเคารพการตัดสินใจ แต่มีวาระที่ น่าเสียดายคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ทำให้ไม่ได้มีการพิจารณาไปด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่าการจะโหวตเลือกนายกฯ อีกครั้ง ต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินเสร็จก่อนหรือไม่ นายปดิพัทธ์กล่าวว่า ต้องถามประธานรัฐสภา ยืนยันว่า ขณะที่การเลือกนายกฯ ยังไม่เรียบร้อย กระบวนการฝ่ายนิติบัญญัติ จะเดินหน้าได้ ตนจะรับผิดชอบในเรื่องการบรรจุร่างพระราชบัญญัติ พระราชกำหนดต่างๆ ต่อเมื่อถามถึงกรณีหากเลื่อนโหวตเลือกนายกฯ ไปอีก 10 เดือน นายปดิพัทธ์กล่าวว่า ขอสงวนไว้สำหรับความเห็นของประธานรัฐสภา
‘ประเสริฐ’ลั่นต้องแก้เอ็มโอยู
ที่รัฐสภา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวกรณีเลื่อนประชุม 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลว่า พรรคเพื่อไทยอยู่ระหว่างการทำงานที่ได้รับมอบหมาย โดยเฉพาะการเจรจากับสว. ซึ่งได้เสียงมาพอสมควรเพิ่มเติมจาก 13 เสียงเดิมของพรรคก้าวไกล ส่วนของพรรคเพื่อไทย มีสว.บางส่วนกำลังพูดคุยและบางส่วนตัดสินใจได้แล้ว แต่หลายท่านยังมีเงื่อนไขเกี่ยวกับมาตรา 112 ขณะเดียวกันได้หารือกับสส.จากทุกพรรค ดังนั้น การเลื่อนประชุมรัฐสภาโหวตนายกฯ ออกไปทำให้มีเวลาพูดคุยหารือกับพรรคอื่นๆ มากยิ่งขึ้น
ยืนยันว่าไม่ได้มีปัญหากับพรรคก้าวไกลจนมองหน้ากันไม่ติด เมื่อ 25 ก.ค. ตนได้ โทร.หานายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล และนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล พูดคุยเข้าใจกันดีหลายเรื่องถึงการเลื่อนหารือ 8 พรรคร่วม
“อย่ามองว่าเพื่อไทยยืมมือเพื่อนผลักพรรคก้าวไกลออกไป แต่เพื่อไทยทำตามมติ 8 พรรคร่วม ไม่ได้มีการตกลงเข้าร่วมรัฐบาลหรือตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นการพูดคุยว่าสถานการณ์การเมืองเป็นแบบนี้ทุกคนคิดเห็นอย่างไร ผมเชื่อว่าพรรคก้าวไกลรับรู้ในสิ่งที่พรรคเพื่อไทยทำ ยืนยัน 8 พรรคร่วมยังพูดคุยและร่วมกันทำงานอยู่” นายประเสริฐกล่าว
ไม่ห่วงคุณสมบัติแคนดิเดตพท.
นายประเสริฐกล่าวถึงการปรับเปลี่ยน เอ็มโอยูว่า เมื่อมีการประชุม 8 พรรคร่วมจะมีการพูดคุยกัน ส่วนเอ็มโอยูระหว่างพรรค ก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยเป็นฉบับที่ 2 มีประมาณ 4 ข้อ หากให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลต้องปรับแก้ให้มีความสอดคล้องกัน ข้อ 1 ที่ให้ทุกพรรคสนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลเป็นนายกฯ คงเป็นไปไม่ได้แล้ว ส่วนที่พรรคก้าวไกลเสนอให้ที่ประชุมสภาทบทวนมติเรื่องข้อบังคับการประชุมที่ 41 เมื่อวันที่ 19 ก.ค. ต้องขอดูเหตุผลของพรรคก้าวไกล และรายละเอียดก่อน
วันเดียวกันนี้ เวลา 18.00 น. มีประชุม สส.พรรคเพื่อไทย เพื่อฟังเสียง สส.จากที่ไปรับฟังประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับการโหวตนายกฯ และคาดว่าในพรรคจะมีการพูดคุยเรื่องแคนดิเดต นายกฯ ในส่วนของพรรคเพื่อไทยด้วย ซึ่งคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) มอบหมายให้หัวหน้าพรรคมีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจได้เลย โดยไม่ห่วงเรื่องคุณสมบัติของแคนดิเดตนายกฯ ที่จะเป็นเหตุให้ตีตกไปเหมือนครั้งที่ผ่านมา พรรคหวังให้การเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทยครั้งแรกผ่าน
เมื่อถามว่าหากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินแล้วมีคำสั่งให้ชะลอการโหวตเลือกนายกฯ นายประเสริฐกล่าวว่า หากนัดประชุมเพื่อเลือกนายกฯ อีกครั้ง ต้องรอคำสั่งจากศาลก่อน มองจากกรอบเวลาศาลรัฐธรรมนูญจะประชุมทุกวันพุธ สัปดาห์นี้ คงยากแล้ว ส่วนพุธที่ 2 ส.ค.เป็นวันหยุดเข้าพรรษา คาดว่าจะนัดประชุมรัฐสภา 10 ส.ค. แต่ขึ้นอยู่กับประธานรัฐสภา
‘ชัยธวัช’ย้ำต้องตั้งรบ.8พรรค
ที่พรรคก้าวไกล นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวว่า พรรคก้าวไกลไม่เห็นด้วยหากศาลรัฐธรรมนูญจะมีอำนาจเหนือรัฐสภา ยกเว้นในส่วนที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดเจนว่าอำนาจของศาลอยู่ตรงไหน จุดยืนของเราคือการนำเสนอทางออกให้กับสภาว่า เมื่อมีความเห็นของสังคมว่ามติของรัฐสภาขัดต่อรัฐธรรมนูญ น่าจะใช้กลไกของรัฐสภาในการแก้ปัญหาของตนเองได้ ซึ่งควรใช้อำนาจของสภาเองในการแก้ไขปัญหานี้ ไม่เช่นนั้นเราที่ถือว่าเป็นตัวแทนของอำนาจอธิปไตย จะทำอะไรได้หรือไม่ได้ต้องไปถามศาลรัฐธรรมนูญทุกอย่าง ไม่ควร จะเป็นแบบนั้น ซึ่งข้อเสนอเรื่องนี้คงต้องเอาไปหารือกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคก้าวไกล มีโอกาสพลิกกลับมาเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลหรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า คิดว่าทุกอย่างเป็นไปได้หมด แต่สิ่งที่เราอยากจะผลักดันตอนนี้ คือควรมีการปลดล็อกมติซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ ที่ทำให้การเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ซ้ำไม่ได้ หรืออาจทำได้ แต่เป็นไปด้วยความยากลำบาก ในส่วนนี้จะเป็นเงื่อนไขที่บีบการจัดตั้งรัฐบาลของ 8 พรรคร่วม ไม่ว่าจะเป็นแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคใดก็ตาม เรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องแคนดิเดต นายกฯ ก้าวไกลพรรคเดียว
ต่อข้อถามต่อว่า หากปลดล็อกเรื่องนี้ได้ พรรคก้าวไกลและ 8 พรรคร่วม จะเสนอ ชื่อนายพิธา ซ้ำอีกครั้งหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยกัน เบื้องต้นพรรคก้าวไกลได้ส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล ส่วนกระแสข่าวการฉีกเอ็มโอยู พรรคก้าวไกล ยังคงย้ำจุดยืนเดิมหรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า สำหรับพรรคก้าวไกล จุดยืนชัดเจนว่าพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปตามผลการเลือกตั้ง ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังมั่นใจใช่หรือไม่ว่าจะไม่ถึงขั้นฉีกเอ็มโอยู นายชัยธวัชกล่าวว่า อย่าเพิ่งไปประเมิน แน่นอนการเมืองทุกอย่างเป็นไปได้ แต่ขอให้รอการประชุมดีกว่า
อย่าคิดถึงยุบพรรคปมแก้ 112
ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อเลื่อนประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตนายกฯ ออกไป พรรคก้าวไกล จะช่วยหาเสียงสนับสนุนอย่างไร นายชัยธวัชกล่าวว่า เราพยายามพูดคุยกับสว. ที่เราสามารถคุยได้ถึงความเป็นไปได้ที่จะโหวต ให้แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย คงต้องช่วยๆ กัน เพราะการจัดตั้งรัฐบาล เป็นภาระหน้าที่ของเราทุกคน
ต่อข้อถามว่า พรรคก้าวไกลและพรรค เพื่อไทย ยังมีความสัมพันธ์เป็นข้าวต้มมัดอยู่หรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า สิ่งสำคัญคือความต้องการและความคาดหวังจากประชาชน ที่อยากเห็นพรรคอันดับหนึ่งและสอง ซึ่งเป็นฝ่ายประชาธิปไตยจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน เพื่อ ยุติการสืบทอดอำนาจของขั้วอำนาจเดิม
เมื่อถามถึงกรณีที่หลายฝ่ายมองว่าควรรออีก 10 เดือนเพื่อให้สว.หมดวาระ ในทางปฏิบัติสามารถทำได้หรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า ในทางปฏิบัติทำได้ แต่อาจจะนานเกินไป ตนเชื่อว่า 8 พรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคอันดับหนึ่งและอันดับสองจับมือกันแน่น รัฐบาลเสียงข้างน้อยเป็นไปได้ยากกว่ารัฐบาลเสียงข้างมาก
ต่อข้อถามกรณีที่ถูกกล่าวหาว่านโยบาย แก้มาตรา 112 เป็นการล้มล้างการปกครอง ที่ต้องมีการชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วันซึ่งครบในวันนี้ นายชัยธวัชกล่าวว่า ฝ่ายกฎหมายกำลังดำเนินการอยู่ และได้ยื่นขอขยายเวลาการชี้แจงไปแล้ว คงต้องรอว่าศาลจะอนุญาตให้ขยายเวลาออกไปอีกกี่วัน เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าจะนำไปสู่การยุบพรรค นายชัยธวัชกล่าวว่า คำร้องให้ยุติการกระทำที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นการล้มล้างการปกครอง ยังไม่ไปไกลถึงเรื่องนั้น แต่พรรคก้าวไกลต้องไม่ประมาท คงต้องประเมินถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดและป้องกันไว้ทุกทาง
ระบุ‘แก้ไข ไม่ใช่ล้มล้าง’
จากกรณีนายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ว่าการกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้องที่ 1) และพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้องที่ 2) ที่เสนอร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่…)พ.ศ. … เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่าง ต่อเนื่องนั้น เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่ง หรือไม่
วันเดียวกัน เฟซบุ๊กเพจ ‘พรรคก้าวไกล’ โพสต์ข้อความชี้แจงว่า เปิดคำร้องแบบเต็ม พรรคก้าวไกลถูกกล่าวหา ‘ล้มล้างการปกครอง’ เพราะเสนอแก้ 112 ‘แก้ไขไม่ใช่ล้มล้าง’ ประโยคนี้กำลังถูกท้าทายจากบรรทัดฐานทางกฎหมายแบบไทยๆ อีกครั้ง เมื่อพรรคก้าวไกล ถูกยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในข้อหาล้มล้างการปกครอง โดยคำร้องมีความยาวเกือบ 20 หน้า บรรยายมาอย่างละเอียดโดยอ้างถึงพฤติกรรมที่ว่าเข้าข่ายล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้แก่ การที่หัวหน้าพรรค และสส.ของพรรค มีจุดยืนและการแสดงออกต่อสาธารณะในการเสนอให้แก้ไขมาตรา 112
ยืดชี้แจงศาลรน.ถึง 27 ส.ค.
คำร้องนี้ยกความคิดเห็นและการตีความพฤติกรรมของพรรคก้าวไกล จากบุคคลหลากหลายที่เราคุ้นหน้าคุ้นตา คุ้นจุดยืนกันดี รวมถึงยกคำให้สัมภาษณ์ที่นายพิธา ให้กับสำนักข่าวบีบีซี โดยมีการตัดทอนบทสัมภาษณ์ คัดเอาเฉพาะบางประโยคบางท่อนมาต่อกันเพื่อให้ดูสมกับข้อหาล้มล้างการปกครองมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้
คดีนี้เดิมพรรคก้าวไกล จะต้องยื่นคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรต่อศาลรัฐธรรมนูญ ภายในวันที่ 28 ก.ค.นี้ แต่ศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลาการยื่นคำชี้แจงอีก 30 วัน เป็นวันที่ 27 ส.ค.2566 พรรคก้าวไกล ยืนยันว่า เราสามารถชี้แจงทุกประเด็นที่ถูกกล่าวหาได้อย่างมั่นใจ โดยยึดหลักการว่าการแก้ไขมาตรา 112 เป็นสิ่งที่กระทำมาแล้วหลายครั้งในประวัติ ศาสตร์การเมืองไทย และจะต้องทำได้ต่อไป
เราเชื่อว่าการแก้ไขมาตรา 112 เพื่อ ให้กฎหมายฉบับนี้ไม่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งทางการเมือง ปิดกั้นเสรีภาพ ในการแสดงออกของประชาชน ไม่ใช่การ ล้มล้างการปกครอง ในทางตรงกันข้ามจะช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขได้อย่างมั่นคงต่อไปในอนาคต
พทล.ยันไม่มีวันทิ้งขั้วปชต.
ที่รัฐสภา นายวสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพรรคเพื่อไทรวมพลัง(พทล.) หนึ่งใน 8 พรรคร่วมตั้งรัฐบาล ชี้แจงถึงความสัมพันธ์ภายใน 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ว่า 8 พรรคร่วม เข้าใจดีถึงการเลื่อนประชุมของพรรค เพื่อไทย ซึ่งมีเหตุผลเรื่องความคืบหน้าของการรวมเสียง สส.และสว. ตนไม่ได้รู้สึกหนักใจ ตอนนี้ตัวเลข 312 เสียงของ 8 พรรคร่วม คือทางออกที่ดีที่สุดของประเทศ ยังคงจับมือกันอย่างเหนียวแน่น มีทั้งความหวังและความพยายามเต็มที่ในการจัดตั้งรัฐบาลประชา ธิปไตย เพื่อแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน
“ผมไม่มีวันทิ้งพรรคก้าวไกลและ 8 พรรคร่วมอยู่แล้ว เรายังอยู่ด้วยกัน และไม่อยากให้มีการพูดว่าผลักพรรคก้าวไกลไปเป็นฝ่ายค้าน การทำเช่นนั้นเหมือนผลักประชาชนไปเป็นฝ่ายค้าน เพราะประชาชนเลือกมา 14 ล้านเสียง” นายวสวรรธน์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงการปรับเอ็มโอยู ภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย นายวสวรรธน์กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าไม่จำเป็น เพราะเนื้อหายังเป็นแบบเดิม เอาเวลาในการแก้เอ็มโอยู ไปทำยุทธศาสตร์ในการหาคะแนนเสียงเพิ่มดีกว่า เข้าใจได้ว่าพรรคเพื่อไทยเดินเกมเร็ว นอกจาก มินต์ช็อกแล้ว ประชาชนก็ช็อกด้วย ตนก็ช็อกเหมือนกัน แต่เข้าใจว่ามีข้อจำกัดทางเวลา ที่น้อย อาจเป็นสิ่งที่ผิดพลาดไปนิดนึง ก็ให้กำลังใจพรรคเพื่อไทย ทั้ง 8 พรรคไม่อยากจะเลือกข้างกันเชียร์ เพราะจะเป็นจุดอ่อนและมีการฉวยโอกาสจากฝั่งตรงข้ามเข้ามาจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย
เมื่อถามว่าถ้าพรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องรวมเสียงจากพรรคการเมืองต่างขั้วจริงๆ ทางพรรคเพื่อไทรวมพลังมีเงื่อนไขหรือไม่ นาย วสวรรธน์กล่าวว่า ตามที่พี่ใหญ่ 2 คนบอกว่ามีลุงไม่มีเรา ทำให้เป็นการขีดเส้นว่าจะเดินหน้าอย่างไร และกุมชะตาเราอยู่ ก็ต้องมีเราไม่มีลุง และพรรคเพื่อไทรวมพลังยึดมั่นในจุดยืนประชาธิปไตยมาตั้งแต่ก่อตั้ง
‘ชวน’เชื่อจบก่อน 10 เดือน
นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า ไม่ขอวิจารณ์การเลือกนายกฯคนที่ 30 ที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ ให้เป็นเรื่องของผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ หวังว่าการประสานงาน เพื่อจะได้เสนอชื่อต่อสภาได้ ซึ่งรอสภานัดประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ต่อไป ผู้สื่อข่าวถามว่า มองอย่างไรที่มีข้อเสนอให้รอ 10 เดือน เพื่อให้สว.หมดวาระวันที่ 11 พ.ค.2567 ทำให้มี เฉพาะสส.เลือกนายกฯ นายชวนกล่าวว่า เขาคงไม่รอ ใน 10 เดือนนี้คงทำไปเรื่อยๆ แต่วันเวลาก็ผ่านไป จนถึง 10 เดือน วันนั้นน่าจะจบไปแล้ว ผู้รับผิดชอบเรื่องนี้คงได้ข้อยุติ แต่ถ้าในช่วงเวลาต่อไปนี้ไม่เสร็จ ต้องถาม ฝ่ายที่รับผิดชอบในการจัดตั้งรัฐบาลว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าสว.ที่เป็นตัวแปรสำคัญต้องถอยออกไปหรือไม่ นายชวน กล่าวว่า เมื่อเทียบกับการเลือกนายกฯ ครั้งที่แล้ว ตนเคยพูดว่าการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้น่าจะง่ายที่สุด เพราะใช้เสียงเพียง 3 พรรคก็ได้แล้ว แต่คราวที่แล้วใช้ถึง 19 พรรค ครั้งนี้ พรรคอันดับ 1 และ 2 อยู่ฝ่ายเดียวกัน ถ้าเป็นสมัยก่อนพรรคอันดับ 1 จะเป็นรัฐบาล พรรคอันดับ 2 เป็นฝ่ายค้าน ส่วนพรรคที่ 3 เกินกว่าตัวเลขที่กฎหมายต้องการอยู่แล้ว แต่บังเอิญเป็นเรื่องความขัดแย้ง ความเห็น ทัศนคติและนโยบาย ทำให้มีปัญหา ส่วนเรื่องสว.ไม่ขอไปยุ่งเกี่ยว ให้เขาว่ากันเอง เราไม่ใช่ผู้ตั้งรัฐบาล จึงไม่มีสิทธิ์ไปให้ความคิดเห็นอะไร
‘ท็อป’เตือนสติ 2 พรรคใหญ่
นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ให้สัมภาษณ์ว่า การเลื่อนโหวตนายกฯ ออกไป ส่งผลให้ขั้นตอนบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลใหม่ล่าช้าออกไป ที่มีผู้เสนอให้รัฐบาลรักษาการไปอีก 10 เดือนคิดว่าไม่สามารถทำได้ 8 พรรคร่วม รวมทั้งพรรคที่ได้เสียงข้างมากเข้าใจดีว่าข้อจำกัดการใช้งบประมาณ การทำงานระหว่างประเทศ มีความสำคัญเพียงใด
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากยังไม่ได้นายกฯ และครม.ชุดใหม่ ทางออกควรเป็นอย่างไร นาย วราวุธกล่าวว่า 8 พรรคที่จับมืออยู่คงเข้าใจถึงสภาพเป็นอย่างดี 8 พรรค 312 เสียง สองพรรคใหญ่ก็ 292 เสียง หัวใจสำคัญอยู่ที่พรรคใดพรรคหนึ่งคงต้องพิจารณาว่าหากให้ประเทศ ไทยเดินหน้าต้องทำอย่างไร แต่ละคนล้วนเป็นผู้มีประสบการณ์และมีความสามารถ คงวางแนวทางกันได้ คิดกันได้ว่าควรเป็นอย่างไร จะดันทุรังต่อ จะเอาอนาคตหรือประชาชนมาเป็นตัวประกันหรืออย่างไร เมื่อถึงจุดหนึ่งต้องใช้ความอดทน อดกลั้น มองผลประโยชน์ของชาติมาก่อน พูดเพื่อเตือนสติหลายๆ ฝ่ายที่มีคะแนนเสียงในมือ ว่าอย่าเอาความโกรธแค้นส่วนตัว อย่าเอาเรื่องนั้นเรื่องนี้มาเป็นเหตุอ้างทำให้ชาติไม่สามารถเดินไปข้างหน้าได้
เมื่อถามว่าพรรคชาติไทยพัฒนาจะทำงานกับก้าวไกลได้หรือไม่ นายวราวุธกล่าวว่า เป็นการตอกย้ำในสิ่งที่ตนเคยพูด ตนย้ำเสมอตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ จุดยืนไม่เคยเปลี่ยน
น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุ “มีคนมาบอกข่าวลือโน่นนี่นั่น อันใด ไม่เกี่ยวกับเราก็ไม่ได้สนใจ ส่วนอันใดเอ่ยพาดพิงถึงพรรคชาติไทยพัฒนาขอยํ้า (ครั้งที่เท่าไรไม่รู้) ว่าเราไม่ทำงานร่วมกับพรรคที่มีแนวคิดไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ที่จะลบหลู่ดูหมิ่น ด้อยค่าสถาบัน และไม่สนับสนุนรัฐบาลเสียงข้างน้อยเด็ดขาด จบนะคะ
‘สุวัจน์’เอาใจช่วยเพื่อไทย
นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า(ชพก.) ให้สัมภาษณ์ ถ้ามีความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการลงมติในการโหวตนายกฯ ครั้งที่ 2 ตนคิดว่าภายในเดือนส.ค.นี้ น่าจะเห็นโฉมหน้าของรัฐบาลใหม่ ตอนนี้รัฐบาลรักษาการก็มีมารยาทที่จะไม่ทําอะไรที่นอกกรอบ หากตั้งรัฐบาลช้า เกินไป จะเกิดสุญญากาศในการบริหารประเทศ ที่ทําให้ความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจการลงทุนไม่ค่อยจะมี
“วันนี้พรรคเพื่อไทยในฐานะเป็นพรรคแกนนําในการจัดตั้งรัฐบาล มีประสบการณ์ในการบริหารเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลมาแล้ว มีประสบการณ์ในการบริหารด้านเศรษฐกิจ ฉะนั้นคิดว่าภายใต้การนําของพรรคเพื่อไทย กลไกในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจต่างๆ น่าจะสบายใจกันได้ พรรคชาติพัฒนากล้าเอาใจช่วยพรรคเพื่อไทยในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและแคนดิเดตนายกฯ ให้เรียบร้อย เพื่อจะได้มาบริหารประเทศ มาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ” นายสุวัจน์กล่าว
ปปช.ลุยสอบ‘พิธา’ขายที่ดิน
นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สัมภาษณ์กรณีมีหนังสือขอให้นายพิธาส่งสำเนาเอกสารรายละเอียดคำพิพากษาศาลแพ่งที่อ้างเป็นผู้จัดการมรดกหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ว่า นายพิธาน่าจะส่งมาเพิ่มเติมให้ ป.ป.ช.แล้ว ล่าช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร เพราะป.ป.ช.ตรวจสอบทรัพย์สินก็ตรวจสอบไป ไม่เกี่ยวกับเรื่องขาดคุณสมบัติหรือไม่ เพราะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และศาลรัฐธรรมนูญ “บางคนส่งมาล่าช้ากว่าปกติก็ต้องดูเจตนา แต่หุ้นไอทีวีของคุณพิธาแค่ 42,000 หุ้น เทียบกับทรัพย์สินของเขามีเป็น 100 ล้านบาท คิดว่าปกปิดหรือไม่ ส่วนตัวผมคิดว่าไม่น่าจะใช่”
เมื่อถามถึงกรณีมีการขายที่ดิน 14 ไร่เศษ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ แจ้งมูลค่าที่ดินกว่า 18 ล้านบาท แต่ขายเพียง 6 ล้านบาท จะตรวจสอบหรือไม่ นายนิวัติไชยกล่าวว่า คงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นก่อน ถามที่มาที่ไปว่าทำไมที่ดินถึงมูลค่าลดลง แปลงเดิมใช่หรือไม่ เพราะปกติที่ดินมีแต่จะปรับมูลค่าเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้นเพราะเป็นเรื่องราคาพึงพอใจ มูลค่าอาจปรับเปลี่ยนก็แล้วแต่ ต้องขอตรวจสอบก่อน
‘สส.นครชัย’มีหนาว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณีพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย (สร.) เปิดเผยในรายการโหนกระแส ทางช่องสามว่า สส.ระยอง เขต 3 พรรคก้าวไกล ขาดคุณสมบัติในการเป็นสส.เนื่องจากเคยเป็นนักโทษ ติดคุกนั้น มีรายงานว่า คือนายนครชัย ขุนณรงค์ ซึ่งขณะนี้ทางสำนักงานกกต.จังหวัดระยองได้ส่งข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการมีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งสส.ของนายนครชัย มายังสำนักงานกกต.กลางเมื่อช่วงต้นเดือนก.ค.ที่ผ่านมาแล้ว เนื่องจากเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเข้าข่ายเป็นอำนาจวินิจฉัยของกกต.กลางตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 วรรคท้าย
กรณีดังกล่าวมีผู้ยื่นร้องต่อกกต.จังหวัดระยอง ตั้งแต่ช่วงสมัครรับเลือกตั้งสส.แต่ขณะนั้นกกต.จังหวัดระยอง ได้หลักฐานเป็นเพียงเลขสำนวนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตามที่กกต.ได้มีหนังสือแจ้งไปยังหน่วยงานต่างๆ ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครโดยพบว่านายนครชัย ต้องคดีลักทรัพย์ ในพื้นที่จ.ชลบุรี ช่วงปี 2542-2543 แต่เมื่อนำเลขสำนวน ดังกล่าวไปที่ศาลชั้นต้นเพื่อค้นหาคำพิพากษากลับไม่พบ เพราะต้องค้นหาด้วยหมายเลขคดีหมายเลขแดง ทำให้ผอ.กกต.จังหวัดระยอง ต้องประกาศให้นายนครชัย เป็นผู้สมัครไปก่อน หลังจากนั้นมีผู้มายื่นคำร้องต่อกกต.จังหวัดระยอง และกกต.กลาง ทางกกต.จึงส่งเรื่องให้กกต.จังหวัดระยองดำเนินการ
โดยในคำร้องดังกล่าวได้แนบหลักฐาน เป็นคำพิพากษาของศาลชั้นต้นโดยมีคดีหมายเลขแดงมาด้วย ที่มีเนื้อหาระบุว่านายนครชัย ให้การรับสารภาพ ศาลจึงได้สั่งลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ซึ่งนายนครชัย ไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ จึงถือว่าคดีถึงที่สุด แต่สำนักงานกกต.จังหวัดระยอง อยู่ระหว่างขอคัดสำเนาคำพิพากษา เพื่อให้ได้หลักฐานชัดเจนว่านายนครชัย ต้องคำพิพากษาจริง และคดีดังกล่าวเป็นคดีในฐานความผิดที่กฎหมายกำหนดเป็นลักษณะมิให้ ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งจริงหรือไม่
‘บิ๊กตู่’ฝากน.ร.ทุนขับเคลื่อนปท.
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอำพน กิตติอำพน องคมนตรี นำคณะตัวแทนนักเรียน โครงการทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ.) และโครงการทุนเฉลิมพระเกียรติในโอกาสพระราชพิธีบรมราชา ภิเษก 16 คน เข้าพบพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในโอกาสนี้ นายกฯ ได้กล่าวให้โอวาทตัวแทนนักเรียนทุนที่เข้าพบ ประกอบด้วยทั้งผู้ที่อยู่ระหว่างการศึกษา และจบการศึกษาแล้ว ประกอบอาชีพในภาครัฐและเอกชนหลากหลายสาขาอาชีพ
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า โครงการทุนการศึกษาพระราชทานฯ เป็นทุนที่ยิ่งใหญ่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้แก่เยาวชนมาเป็นเวลาเกือบ 15 ปี ทรงมุ่งหวังให้ทุกคนเติบโต มีงานทำแล้วกลับไปพัฒนาภูมิลำเนาและบ้านเกิดตัวเอง สิ่งที่อยากฝากกับนักเรียนทุนที่เข้าพบครั้งนี้คือ ขอให้ทุกคนร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า ตนเองทำส่วนหนึ่ง รัฐบาลทำส่วนหนึ่งเพราะไม่มีใครจะทำคนเดียวได้ รัฐดูแลให้ทั้งหมดไม่ได้เพราะประเทศมี 60-70 ล้านคน จึงขอฝากประเทศชาติไว้ให้คนรุ่นใหม่ช่วยกันดูแล และขอให้ระลึกเสมอว่าทั้งหมดนี้คือพระมหา กรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ที่ได้พระราชทานให้ทุกคน ขอให้นำสิ่งเหล่านี้ไปสืบสานสู่ครอบครัว ลูกหลาน และประเทศชาติ ทำให้ประเทศเติบโตไป ข้างหน้า ซึ่งตอนนี้หลายอย่างทำสำเร็จ หลายอย่างก็มีปัญหา ซึ่งต้องฟังกันและกัน ตามหลักของประชาธิปไตย แต่ต้องมีกติกา มีกฎหมาย ให้เกียรติกันและกัน
“สำคัญคือประเทศไทยจะอยู่ได้ด้วยแกนหลักสำคัญคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนที่ได้รับการดูแลให้มีความสุข บ้านเมืองตอนนี้มีหลายอย่างต้องปรับปรุงให้สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลง แต่สำคัญ คือเราต้องมีหลักคิดที่ถูกต้อง ชอบธรรม เหมาะสม และขับเคลื่อนสังคมเราไปข้างหน้า ทำเพื่อคนอื่น คิดก่อนกว่าจะทำอะไรให้ใคร แล้วทุกอย่างจะกลับมาที่เรา เกิดเป็นกุศล ตัวเราก็มีความสุข” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ทั้งนี้ ระหว่างการเข้าพบ ตัวแทนนักเรียนทุนม.ท.ศ. และทุนเฉลิมพระเกียรติฯ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นประเด็นต่างๆ กับ พล.อ. ประยุทธ์ จากนั้นได้ขับร้องเพลง “คนดีไม่มีวันตาย” เพื่อเป็นกำลังใจแก่นายกฯ ด้วย
ทนายศักดิ์สยามโต้ปมซุกหุ้น
เมื่อวันที่ 26 ก.ค. ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายตฤณ แก่นหิรัญ ทนายความนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย แถลงข่าวชี้แจงกรณีที่นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ระบุว่านายศักดิ์สยามยังมีหนี้กับห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น 38 ล้านบาท และมิได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า การแถลงข่าวของ นายปกรณ์วุฒิเป็นความเท็จทั้งสิ้น ความจริงคือนายปกรณ์วุฒิทราบดีว่านายศักดิ์สยาม ได้จำหน่ายจ่ายโอนหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และขาดจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของหจก.ดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 6 ก.พ.2561 ปรากฏตามหนังสือรับรองและสำเนาคำร้องขอ จดทะเบียนห้างหุ้นส่วนของหจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ลงวันที่ 6 ก.พ. 2561 ซึ่งเป็นเอกสารที่นายปกรณ์วุฒินำส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง
ดังนั้น หนี้จำนวน 38 ล้านบาท ที่ปรากฏในเอกสารงบการเงินของหจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ประจำปี 2562 ย่อมหมายถึงบุคคลที่มีชื่อเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของหจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่นในขณะนั้น 2 คน ซึ่งตนไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้เพราะเป็นข้อมูลส่วนบุคคล แต่ไม่ใช่นายศักดิ์สยาม นายศักดิ์สยามจึงไม่มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินในหนี้เงินจำนวนดังกล่าวต่อป.ป.ช. เนื่องจากในขณะที่นายปกรณ์วุฒิ แถลงข่าวนั้น นายปกรณ์วุฒิได้ยอมรับข้อเท็จจริงว่าสิ่งที่ตนได้แถลงข่าวนั้นเป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น จึงเป็นการยืนยันในข้อเท็จจริงที่ไม่มีอยู่จริงและขัดแย้งต่อพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนคดีทั้งของในศาลรัฐธรรมนูญ และป.ป.ช. ซึ่งขณะนี้ได้ชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญและป.ป.ช. ครบถ้วนทุกประเด็นผ่านเอกสารจำนวนไม่ต่ำกว่า 1,500 หน้า อีกทั้งเป็นเอกสารมหาชนที่สามารถตรวจสอบได้

คดีฟ้องจนท. – นายปดิพัทธ์ สันติภาดา สส.ก้าวไกล และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้อภิปรายการทุจริตบ้านพักสวัสดิการทหารที่นำไปสู่เหตุกราดยิงโคราชปี 2563 นำเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ผู้เสียหาย เข้ายื่นหลักฐานคดีฟ้องเจ้าหน้าที่ 25 รายเรียกรับเงินโดยมิชอบรวม 44 ล้านบาท ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง (ตลิ่งชัน) เมื่อวันที่ 26 ก.ค.
ร้องศาลคดีทหารเรียกส่วย44ล.
เมื่อวันที่ 26 ก.ค. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง (ตลิ่งชัน) นายปดิพัทธ์ สันติภาดา สส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล ในฐานะผู้อภิปรายตามมาตรา 152 ในสภาชุด ที่ผ่านมา กรณีการทุจริตบ้านพักสวัสดิการทหาร ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งนำไปสู่เหตุกราดยิงโคราชเมื่อปี 2563 พร้อมด้วยเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ผู้เสียหาย และทนายความ เข้ายื่น หลักฐานคดีทุจริตบ้านพักสวัสดิการทหาร หลังจากเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2566 เคยยื่นหลักฐานไปยังศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ตามคำท้าของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม แต่เรื่องกลับเงียบ
ด้านทนายความให้รายละเอียดของคดีว่า ครั้งนี้ได้ยื่นฟ้องข้าราชการที่เป็นทหารในกรมสวัสดิการทหารบก 23 ราย และพลเรือนอีก 2 ราย ด้วยข้อหาเจ้าพนักงานเรียกรับเงินจาก ผู้ประกอบการและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งข้าราชการที่ว่านั้นมีตั้งแต่ยศระดับนายพลจนถึงเจ้าพนักงาน โดยกระทำความผิดถึง 200 ครั้ง เป็นมูลค่าความเสียหายถึง 44 ล้านบาท โดยก่อนหน้านี้ได้ดำเนินการร้องเรียนผ่านคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่เรื่องไม่คืบ จึงเดินทางมาฟ้องร้องที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ
ด้านผู้เสียหายกล่าวว่า หลังเกิดกรณีกราดยิงจึงทราบว่าเงินที่ถูกเรียกรับไม่มีอยู่ในระเบียบราชการ จึงเข้าฟ้องร้องหวังได้เงินคืน ขอบคุณนายปดิพัทธ์ที่ช่วยเหลือ เรื่องนี้ต้องสู้เพียงคนเดียวมาตั้งแต่ปี 2563 เข้าใจว่าเป็นการต่อสู้กับผู้มีอิทธิพลและผู้มีอำนาจ ตนไม่ได้เหมารวมทั้งกองทัพเพราะคนที่ทำมีแค่ทหารบางกลุ่ม แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่านั้นถึงปกป้องคนกลุ่มนี้ จึงหวังว่าศาลอาญาคดีทุจริตฯ จะช่วยเหลือให้ความเป็นธรรม