‘วันนอร์’รอศาลรธน.คำร้องตก-โหวตเลย‘สส.ก้าวไกล’ลาออกส่อลามหัวหน้าพรรค
ประธาน‘วันนอร์’นัดประชุมรัฐสภา 4 ส.ค. ลุ้นโหวตนายกฯรอบใหม่ หลังรู้ผล 3 ส.ค.ศาลรธน.รับ- ไม่รับคำร้องปมมติสภาห้ามเสนอชื่อ ‘พิธา’ โหวตนายกฯ ซ้ำ และสั่งชะลอเลือกไว้ก่อน หรือไม่ หากสะดุดก็ถกแก้มาตรา 272 ปิดสวิตช์สว.วาระเดียว ‘อดิศร’ ยืนยันเพื่อไทยส่ง ‘เศรษฐา’ นั่งนายกฯ ‘โรม’ ย้ำ 8 พรรคยังจับมือกันแน่นตราบใดที่ไม่มีพปชร.-รทสช. ‘อนุทิน’ ยันภูมิใจไทยไม่มีปัญหากับเพื่อไทย ร่วมงานกันได้ ‘นครชัย’ สส.ก้าวไกลระยอง ประกาศลาออก ลั่นไม่ได้จงใจสมัครสส.ทั้งที่รู้ขาดคุณสมบัติ หลังเคยต้องโทษจำคุก
‘บิ๊กตู่’อ้อนขอกำลังใจ
เมื่อวันที่ 27 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้โอวาทคณะผู้แทนลูกเสือไทยที่จะเดินทางไปงานชุมนุมลูกเสือโลก ครั้งที่ 25 ที่สาธารณรัฐเกาหลี ผู้สื่อข่าวถามว่าเด็กๆ ได้ให้กำลังใจอย่างไรบ้าง พล.อ.ประยุทธ์ หันมายิ้ม และกล่าวว่า ถ้าไม่รู้จะให้อะไรเราก็ให้กำลังใจเราแล้วกัน เพราะรู้อยู่แล้วว่าเราต้องการ กำลังใจ ซึ่งเด็กๆ พร้อมใจกันกล่าวว่า นายกฯ สู้ๆ พล.อ. ประยุทธ์กล่าวในช่วงท้ายด้วยว่า คิดถึงกันบ้างนะ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวระหว่างให้โอวาทคณะผู้แทนลูกเสือไทย ช่วหนึ่งว่า “ขอให้ทุกคนทำให้บ้านเมืองสงบ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการท่องเที่ยวในประเทศ หากนึกอะไรไม่ออกก็ขอให้ส่งใจ มาให้นายกฯ ด้วย เพราะช่วงนี้ต้องการกำลังใจเยอะหน่อย แต่ผมจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด”
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าพล.อ.ประยุทธ์ ติดตามสถานการณ์ปรากฏในสื่อโซเชี่ยลว่า จะมีการเชิญชวนร่วมกิจกรรมแสดงออกทางการเมือง บริเวณแยกราชประสงค์ ในเย็นวันที่ 27 ก.ค. จึงได้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลความปลอดภัย จัดเส้นทางจราจร และเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ใช้ทางและการจราจร
เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นย่านเศรษฐกิจใจกลางเมืองที่สำคัญ และยังเป็นการทำงานวันสุดท้ายก่อนวันหยุดราชการยาวต่อเนื่อง ซึ่งจะมีการออกเดินทางและใช้รถใช้ถนนเป็นจำนวนมาก
“นายกฯ เชื่อว่าการแสดงออกทางการเมืองเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยไทย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ขอย้ำให้ทุกคน ทุกฝ่ายเคารพกฎหมาย และสิทธิผู้อื่น โดยยึดประโยชน์ประเทศชาติ บ้านเมืองเป็นสำคัญ ช่วยกัน ไม่ให้สถานการณ์การเมืองไทยกลับไปมีความวุ่นวาย เพราะอาจทำให้การเดินหน้าประเทศหยุดชะงัก สร้างความกังวลต่อชาวต่างชาติ ที่กำลังตัดสินใจเดินทางมาประเทศไทย” น.ส.รัชดากล่าว
‘วันนอร์’นัดประชุมรัฐสภา 4 ส.ค.
เมื่อเวลา 11.05 น. ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ตนมาเยี่ยมชมสถานีโทรทัศน์ช่อง 10 และสถานีวิทยุกระจายเสียงของรัฐสภา และออกรายการพบประชาชนเรื่องการไปประชุมรัฐสภาอาเซียน ซึ่งตนและสมาชิกรัฐสภา จะเดินทางไปในวันที่ 5-11 ส.ค.ที่ประเทศอินโดนีเซีย
ผู้สื่อข่าวถามว่าแสดงว่าโอกาสการประชุมรัฐสภาเพื่อเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกฯต้องเลื่อนออกไปหลังจากวันที่ 10 ส.ค. ใช่หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า การประชุมรัฐสภาคงไม่เกี่ยวกับการประชุมรัฐสภาอาเซียน เพียงแค่ตน และมีสส.บางคนไปเท่านั้น ดังนั้นการประชุมสภาผู้แทนราษฎร การประชุมวุฒิสภาและการประชุมรัฐสภา ถ้ามีวาระที่ประธานได้กำหนดวาระการประชุมไปตามปกติก็สามารถประชุมตามปกติได้
ส่วนการประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกฯ นั้นได้เลื่อนจากวันที่ 27 ก.ค.ออกไป เนื่องจากต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณี ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณากรณีรัฐสภามีมติไม่เห็นชอบการเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล(ก.ก.) เป็นนายกฯ รอบสอง เพราะเป็นการเสนอญัตติซ้ำตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อที่ 41 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่เมื่อเช้าวันนี้ได้รับทราบว่าศาลรัฐธรรมนูญรับ คำร้องทางธุรการจากผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว ต้องรอว่าศาลจะรับหรือไม่รับคำร้องไว้วินิจฉัย
ลุ้นโหวตนายกฯ-ปัดทัน‘แม้ว’กลับ
ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาครั้งแรก เบื้องต้น วันที่ 3 ส.ค. ตนคิดว่าถ้าพิจารณาว่าจะรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินหรือไม่ ถ้ารับแล้วจะพิจารณาอย่างไร รวมทั้งสั่งให้สภาชะลอการเลือกนายกฯออกไปหรือไม่อย่างไร ซึ่งวันนี้ตนจะร่วมประชุมกับ ผู้เกี่ยวข้องเพื่อดูว่าเมื่อศาลพิจารณาเรื่องนี้ในวันที่ 3 ส.ค. เราสามารถประชุมรัฐสภาใน วันที่ 4 ส.ค. โดยมี 2 วาระ วาระแรกคือเลือก นายกฯ วาระที่ 2 คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 272 เกี่ยวกับอำนาจสว.ในการเลือกนายกฯ
“หากศาลไม่รับคำร้อง รัฐสภาจะพิจารณาวาระแรก คือ เลือกนายกฯ ได้ แต่ถ้าศาลรับ คำร้องและบอกให้ชะลอเราสามารถประชุมได้อยู่ดี อย่างน้อยพิจารณาวาระที่ 2 คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ได้ ผมจึงต้องขอหารือกับผู้เกี่ยวข้องก่อนเพื่อออกวาระ การประชุมสภาในวันที่ 4 ส.ค.ได้หรือไม่ เนื่องจากวันที่ 28 ก.ค. เป็นวันหยุด ถ้าไม่ออกวาระในวันนี้ ถ้าเห็นและจำเป็นว่าสามารถประชุมในวันที่ 4 ส.ค.ได้ แล้วจะมารอออกวาระการประชุมในวันที่ 3 ส.ค.จะไม่ทัน ยืนยันถ้าจำเป็นและทำได้และควรจะทำ ก็จะออกวาระการประชุมในวันนี้” นายวันมูหะมัดนอร์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร หรือโทนี่ วู้ดซั่ม จะกลับประเทศไทยในวันที่ 10 ส.ค. จะมีผลต่อกรอบการโหวตเลือก นายกฯ หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกันเลย
เมื่อถามว่านายศิธา ทิวารี แคนดิเดตนายกฯพรรคไทยสร้างไทย(ทสท.) อยากใช้เสียงข้างมากของรัฐสภาพิจารณาแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ความเป็นธรรมกับนายทักษิณ นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องรัฐสภาเช่นกัน เพราะนายทักษิณเป็นคนไทย เหมือนประชาชนทั่วไป แต่บทบาทของรัฐสภาเป็นบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติ ต้องทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับของสภาต่อไป ถือเป็นคนละส่วนไม่ได้เกี่ยวข้องกัน
ออกหนังสือด่วนแจ้งสส.-สว.
เมื่อเวลา 17.00 น. นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการรัฐสภา ออกหนังสือด่วนมาก ที่ สผ 0014/ร 5 เรื่องประชุมร่วมกันของรัฐสภา ถึงสส. และสว. เนื่องด้วยประธานรัฐสภา ได้มีคำสั่งให้นัดร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 3 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันศุกร์ที่ 4 ส.ค.2566 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารัฐสภา ถนนสามเสน แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กทม.
โดยมีวาระเร่งด่วน 2 เรื่อง คือ 1.พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และ2.ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช …. (ยกเลิกมาตรา 272) ที่นายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กับคณะเป็นผู้เสนอ
‘อดิศร’ยันส่ง‘เศรษฐา’ชิงเก้าอี้
ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ว่า บรยากาศที่พรรคเพื่อไทยไม่คึกคักเหมือนเมื่อวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมาที่เป็นวันเกิดของนายทักษิณ มีแกนนำและสมาชิกพรรคเข้ามาเพียงบางส่วน อาทิ นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ที่ถูกวางตัวเสนอชื่อโหวตนายกฯ ในที่ประชุมรัฐสภา เป็นที่น่าสังเกตว่าการเข้าพรรคของนายเศรษฐาครั้งนี้ ไม่ได้เข้าประตูหน้าพรรคเหมือนก่อนหน้านี้ แต่เข้าทางชั้น 1 ด้านหลังตึก เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามดักรอที่รถเพื่อสัมภาษณ์นายเศรษฐา ถูกกันพื้นที่ไม่ให้อยู่ในบริเวณดังกล่าว
นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงภาพการเมืองใหญ่ของประเทศจะเปลี่ยนไปหรือไม่เมื่อนายทักษิณกลับไทยว่า คงไม่เปลี่ยน พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ ส่วนที่นายทักษิณพูดว่าจะให้น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ดูแลพรรค และให้นายเศรษฐาไปอยู่ทำเนียบนั้น เป็นการพูดติดตลก เพราะความจริงก็ไปด้วยกัน เป็นเงากันอยู่แล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการพูดจริงใช่หรือไม่ นายอดิศรกล่าวว่า นายทักษิณบอกว่านายเศรษฐาไปอยู่ทำเนียบ เพราะนายกฯ มีคนเดียว อีกคนหนึ่งต้องอยู่พรรค ท่านพูดติดตลก
ต่อข้อถามว่าชัดเจนแล้วใช่หรือไม่ว่านายเศรษฐาจะถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ นายอดิศรกล่าวว่า ชัดมานานแล้ว put the right man on the right job on the right time ตนไม่ทราบว่าการจัดตั้งรัฐบาลชัดเจนแล้วหรือไม่ เพราะไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ยืนยันว่าเพื่อไทยอ่อนน้อมถ่อมตน มีมิตร มีเพื่อนอยู่ทุกที่ ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือดี ทุกฝ่ายมีศักดิ์ศรี สว.ก็มีศักดิ์ศรี เราจะไม่แข็ง เพื่อให้ชาติบ้านเมืองฝ่าวิกฤตนี้ไปได้ เพราะถ้ารัฐบาลรักษาการอีก 10 เดือนคนไม่เอา จำเป็นต้องมีรัฐบาล ส่วนที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง จะเปิดเผยหลักฐานบางอย่างเกี่ยวกับนายเศรษฐานั้น นายอดิศรกล่าวว่า ถ้าเปิดก็เปิดให้ดี ถ้าเปิดตามอำเภอใจ เปิดตามใบสั่งมันมีทั้งเท็จทั้งจริง ฝากไปถึงรุ่นน้องเทพศิรินทร์ พูดให้ชนะอยู่ที่พวก สะดวกอยู่ที่เงิน เจริญอยู่ที่นาย ฉิบหายอยู่ที่ปาก
‘โรม’ย้ำ8พรรคจับมือแน่น
นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊กถึงข้อถกเถียงถึงการรอ 10 เดือน ให้สว.ชุดปัจจุบันหมดอำนาจโหวตนายกฯ ในวันที่ 11 พ.ค.2567 ว่า สว.มีหน้าที่ต้องตัดสินใจ มาตรา 272 เขียนไว้ชัดยิ่งกว่าชัดอำนาจ สว.เลือกนายกฯ มีแค่ในระหว่าง 5 ปีแรก นับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้เท่านั้น สว.ถูกแต่งตั้ง 11 พ.ค. 2562 มีการเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกสุด 22 พ.ค.2562 ดังนั้นอำนาจเลือกนายกฯ ของ สว.ไม่มีทางเกินไปกว่า พ.ค.2567 แน่ๆ หากยังมีความพยายามตีความบิดพลิ้วให้มีอำนาจนานไปกว่านั้นอีก ต้องถือเสมือนว่าเป็นการทำรัฐประหารแล้ว
ขอย้ำอย่างหนักแน่นว่าประชาชนไม่มีความจำเป็นต้องรอจนถึง 10 เดือนกว่าจะได้รัฐบาลเลย และไม่จำเป็นต้องยอมเพื่อให้ได้รัฐบาลที่เรารู้ดีอยู่แก่ใจลึกๆ ว่ามีสิ่งไม่พึงปรารถนาแฝงอยู่มาปกครองประเทศโดยเร็วด้วย ตนและพรรคก้าวไกลขอยืนยันอีกครั้งว่าการรวมตัวของ 8 พรรค 312 เสียง มีก้าวไกลรวมอยู่ด้วย มีความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยครบถ้วนแล้วทุกประการ ที่จะจัดตั้งเป็นรัฐบาลของประชาชนได้
ยืนยันที่จะอยู่ร่วมกับ 8 พรรคต่อไป ตราบเท่าที่ 1.มีลุงไม่มีเรา ไม่ดึงพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เข้ามาเป็นรัฐบาลด้วย 2.พรรคก้าวไกล จะเดินหน้านโยบายแก้มาตรา 112 ต่อไป ซึ่งทั้ง 2 ข้อสงวนของเรานี้ มิได้ทำให้ 8 พรรคร่วมเสียความชอบธรรมทางประชาธิปไตยเลยแม้แต่น้อย เมื่อ 8 พรรคยืนอยู่บนจุดที่ถูกต้องในอ้อมกอดประชาชน เท่ากับได้ทำหน้าที่ในส่วนของพวกเราอย่างเต็มกำลังแล้วที่จะไม่ให้ประชาชนต้องรอต่อไปอีก 10 เดือน ส่วนที่เหลือจึงเป็นหน้าที่ของ สว.แล้วว่าจะตัดสินใจอย่างไรต่อ ตนและพรรคก้าวไกลขอยืนหลังตรงและจับมืออีก 7 พรรคร่วมไว้อย่างแนบแน่น รอฟังการตัดสินใจของ สว. หวังว่าจะไม่ทำให้ประชาชนต้องรอนานถึง 10 เดือน
‘หนู’ลั่นไม่มีปัญหากับเพื่อไทย
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงจุดยืนพรรคภูมิใจไทยในการโหวตนายกฯ ว่า ยังเหมือนเดิม เป็นไปตามแถลงการณ์ของพรรคภูมิใจไทย ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการวิเคราะห์หรือไม่ว่าการที่นายทักษิณกลับไทย แสดงว่ามั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแน่นอน นายอนุทินกล่าวว่า เรามองเรื่องพรรค จะมองเรื่องบุคคลไม่ได้ พรรคต่อพรรคคุยกัน หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค พูดคุยกัน
ต่อข้อถามถึงกระแสข่าวนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำคณะก้าวหน้า ไปพบกับนายทักษิณ และพรรคก้าวไกลยอมเป็นฝ่ายค้าน นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ทราบ และไม่ใช่เรื่องของตนที่ใครจะไปพบใคร คุยกับใคร คนละพรรคกัน เขาจะทำอะไรเป็นสิทธิของเขา ผู้สื่อข่าวถามว่าหากพรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายค้าน สถานการณ์การเมืองจะคลายล็อกได้หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ยังไม่เกิดขึ้นอย่าเพิ่งไปพูด ตอนนี้การเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลยังคงอยู่ใน 8 พรรคนั้น โดยมีพรรคเพื่อไทยเป็นหลัก คิดว่ายังไม่มีอะไรคืบหน้า นอกเหนือไปจากการที่ไปพบและหารือกันที่พรรคเพื่อไทย เรายังทำหน้าที่อยู่ในสภา
ผู้สื่อข่าวถามว่าเพื่อไทยกับภูมิใจไทยจะทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น ละเว้นความ ขัดแย้งในอดีตใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่าสิ่งใดร่วมมือกันได้ สนับสนุนกันได้ พูดคุยกันได้ ก็ยินดีอยู่แล้ว เพราะในความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ไม่ได้มีใครมีปัญหาอะไร ต่างคนต่างทำหน้าที่ ต่างบทบาทที่ได้รับมอบหมาย เมื่อถามว่าคิดว่าการเลือกนายกฯ ควรจบ ส.ค.หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ควรจะรีบจบ เพราะประเทศจะได้มีความชัดเจน การขับเคลื่อนนโยบาย การลงทุนในประเทศจากต่างประเทศ จะได้มีความชัดเจน ซึ่งเป็นผลดีกับประเทศไทย
สมาคมทนายแนะกก.สละปม112
นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ว่า ต้นเหตุแห่งความวุ่นวายทางการเมืองจนเกิดความขัดแย้งระหว่างประชาชนรอบใหม่ เกิดจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ที่ฝ่ายเผด็จการใช้เป็นเครื่องมือในการสืบทอดอำนาจ ผู้ที่สมควรถูกประณามคือหัวหน้า คสช. กับพวก และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ยอมรับใช้เผด็จการจนปฏิเสธความถูกต้องทำให้คนในชาติเกิดความขัดแย้ง
สาเหตุสำคัญที่สมาชิกรัฐสภาใช้เป็น ข้ออ้างในการปฏิเสธไม่ให้ความเห็นชอบนายพิธาเป็นนายกฯ เนื่องจากนายพิธาและพรรคก้าวไกลมีนโยบายที่จะแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งตามร่างที่พรรคก้าวไกลเคยเสนอต่อสภามีลักษณะไม่เป็นการปกป้อง หรือพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์อันอาจนำมาซึ่งความไม่มั่นคงของรัฐและกระทบถึงความสงบเรียบร้อยของประชาชน
แม้พรรคก้าวไกลและฝ่ายสนับสนุนจะเห็นว่าประเด็นการแก้ไขมาตรา 112 เป็นเพียงข้ออ้าง แท้จริงแล้วฝ่ายที่ต้องการสืบทอดอำนาจไม่ต้องการให้พรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล แต่หากพิจารณาจากจำนวน ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้ง จะเห็นว่ามีเพียงพรรคก้าวไกลที่มี สส.151 คน หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 30 ที่ต้องการแก้ไข ในขณะที่ สส.ที่เหลืออีกประมาณร้อยละ 70 ไม่ต้องการแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งสมาคมทนายความฯ เห็นว่าการแก้ไขประเด็นดังกล่าวจะนำมาซึ่งความขัดแย้งในสังคมไทย พรรคก้าวไกลจึงควรเคารพเจตจำนงของประชาชนที่แสดงผ่าน สส. ส่วนใหญ่ด้วยการเสียสละประเด็นการแก้ไขมาตรา 112 เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้
หากพรรคก้าวไกลแถลงถึงความชัดเจนในการสละประเด็นการแก้ไขกฎหมายที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งของคนในชาติแล้ว สว.ย่อมไม่มีเหตุอันชอบธรรมที่จะปฏิเสธไม่ให้ความเห็นชอบกับผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อจากพรรคการเมืองที่รวบรวมเสียงข้างมากเป็น นายกฯ หาก สว.ปฏิเสธไม่ให้ความเห็นชอบอันเป็นการฝืนมติของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้งแล้ว ประชาชนจะอยู่ข้างพรรคก้าวไกลกับพวก และจะกดดัน สว.ให้ลงมติให้กับผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ แม้จะมีพรรคก้าวไกลร่วมรัฐบาลก็ตาม แต่พรรคก้าวไกลจะต้องเสียสละประโยชน์ของพรรคเพื่อรักษาประโยชน์ที่เหนือกว่าคือ “ประโยชน์ของประเทศชาติ”
‘กป.อพช.’จี้ใช้กลไกรัฐสภา
เมื่อเวลา 15.00 น. ที่รัฐสภา นายสมบูรณ์ คำแหง ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) เข้ายื่นหนังสือต่อ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ซึ่งมีตัวแทนรับหนังสือ
นายสมบูรณ์กล่าวว่า สถานการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่สามารถเลือกนายกฯ ได้ในขณะนี้ กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต และอาจเป็นเงื่อนไขนำไปสู่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ที่จะทำให้ระบอบประชาธิปไตยของประเทศต้องสะดุดลงอีกครั้ง การใช้กลไกของรัฐสภาเป็นทางออกต่อเรื่องนี้ จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด ซึ่งต้องอาศัยความกล้าหาญ และความเที่ยงตรง ในการทำหน้าที่ของประธานรัฐสภาเป็นที่ตั้ง โดยยึดหลักรัฐธรรมนูญ และฉันทามติของประชาชนเป็นสำคัญ ต้องไม่ปล่อยให้เหตุการณ์พวกมากลากไป ดังที่เกิดขึ้นในการประชุมเมื่อวันที่ 19 ก.ค.2566 อันเป็นเพราะความไม่ชัดเจน และไม่กล้าวินิจฉัยต่อข้อถกเถียงที่ว่าด้วยการเสนอชื่อนายพิธาเป็นนายกฯ ครั้งที่ 2 ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 272 กำหนดไว้ หากแต่ปล่อยให้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภามีสถานะเหนือกว่า จนทำให้เป็นที่วิจารณ์อย่างหนัก ทั้งในแวดวงนักกฎหมาย และสังคมทั่วไป
กป.อพช.เห็นว่าการทำหน้าที่ของ สส.และ สว. อันเป็นองค์ประชุมร่วมในรัฐสภา จะเป็นหนทางเดียวที่จะแก้ไขปัญหาการเมืองที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ได้ และจะต้องเป็นการทำหน้าที่ในฐานะ “ผู้แทนปวงชนชาวไทย ที่ต้องไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงำใดๆ ทั้งต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชน โดยรวม โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์” ซึ่งเป็นบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้วในมาตรา 114 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ท่านทั้งหลายจะต้องตระหนักต่อการทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนประชาชน ที่จะต้องไม่ปฏิเสธฉันทามติของประชาชนจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พ.ค.2566
จึงขอเรียกร้องผ่านมายังประธานรัฐสภา เพื่อสื่อสารและตอกย้ำไปยัง สส.และ สว. ให้ทำหน้าที่อย่างไร้อคติ และไร้การชี้นำทางการเมืองจากอำนาจอื่นใด และจงใช้กลไกของระบอบประชาธิปไตยเป็นทางออก ก่อนที่อำนาจนอกระบบจะเข้ามาแทนที่
ม็อบฮือปิดสวิตช์สว.
เมื่อเวลา 17.00 น. ที่เเยกราชประสงค์ กทม. เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิ์ประชาชน ทยอยร่วมชุมนุมเพื่อปิดสวิตช์สว. โดยนาย ธัชพงศ์ แกดำ หรือบอย ราษฎร หนึ่งในเเกนนำผู้จัดกิจกรรม เปิดเผยว่า กิจกรรมเริ่มตั้งแต่เวลา 1700-21.00 น. มีกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการปราศรัยจากตัวแทนกลุ่มต่างๆ และการแสดงบนเวที
ผู้สื่อข่าวถามถึงการจะกลับประเทศไทยของนายทักษิณ ชินวัตร ในวันที่ 10 ส.ค.นี้ นายชัชพงศ์กล่าวว่า เห็นด้วยว่านายทักษิณ รวมถึงนักโทษทางการเมืองทุกคน ย่อมมีสิทธิ์ที่จะกลับประเทศไทยได้ และเชื่อว่ามีนัยยะทางการเมืองอย่างแน่นอน แต่ต้องรอดูพรรคเพื่อไทย ว่าจะจัดตั้งรัฐบาลอย่างไร
ยืนยันขอให้ 8 พรรคร่วมจับมือกันให้เหนียวแน่น จัดตั้งรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยให้สำเร็จ แต่หากมีการข้ามขั้วเกิดขึ้น เชื่อว่ามวลชนจะไม่ยอม และการต่อสู้จะเปลี่ยน รูปแบบไป ผมไม่อยากเห็นภาพในอดีต ที่มวลชนปะทะกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งไม่เป็นผลดี จึงขอให้ทุกฝ่ายเคารพเสียงของประชาชน