ตาก-แม่ฮ่องสอนอ่วม ถนนทรุด-จมหมู่บ้าน 4จว.เสี่ยงน้ำป่า-ดินยุบ

ฝนถล่มนับสัปดาห์ตั้งแต่จ.ตาก ยันแม่ฮ่องสอน อ่วมหนัก ถนนท่าสองยาง-แม่สะเรียง พังถล่มเป็นแนวยาวนับร้อยเมตร ตัดขาดการสัญจรชาวดอยหลายหมู่บ้าน รวมทั้งเส้นทางไปโรงเรียน ครูนักเรียนเดินทางไปโรงเรียนไม่ได้ ปิดเรียน 3 วัน ปิดถนน-เร่งซ่อม ชาวบ้านริมฝั่งแม่น้ำเมยอพยพวุ่น น้ำทะลักท่วมบ้านเรือนหลังฝนตกหนัก วัดปริมาณฝนได้กว่าวันละ 100 ม.ม. ผู้ว่าฯ ตากสั่งพื้นที่เสี่ยงภัยให้จัดชุดเฝ้าระวังตามสถานการณ์ตลอด 24 ช.ม. กรมทรัพยากรธรณี แจ้งเตือน 7-9 ส.ค. 4 จังหวัด ตาก-แม่ฮ่องสอน-น่าน-กาญจนบุรี เสี่ยงน้ำป่าไหลหลาก-ดินถล่ม

เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 7 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่มีพายุและฝนตกหนักในพื้นที่ชายแดน อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ได้ตรวจวัดปริมาณน้ำฝนตกหนักต่อเนื่องสูงถึงวันละ 90-100 มิลลิเมตร (ม.ม.) ต่อวัน และเป็นฝนตกต่อเนื่องนานกว่า 1 สัปดาห์แล้ว ปรากฏว่าช่วงเช้าวันเดียวกันมีรายงานว่าเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 105 ถนนสายแม่สอด-แม่สะเรียง ช่วงบ้านแม่ตะวอ หมู่ 1 ไปบ้านแม่จวาง หมู่ 8 อ.ท่าสองยาง ช่วงหลักก.ม. 149 ถนนจุดดังกล่าวผิวการจราจรเกิดทรุดตัวพังทลายลงเป็นระยะทางยาวกว่า 50 เมตร ลึกกว่า 1 เมตร ส่วนไหล่ทางภูเขาก็เกิดดินสไลด์ตัวลงไปในแนวลึก ส่งผลให้ผิวการจราจรทรุดตัวลงไปด้วย ซึ่งรอยแตกแยกบนผิวถนนในจุดเกิดเหตุค่อนข้างลึกจนน่ากลัวและเสี่ยงอันตราย และขยายแนวแตกเพิ่มมากขึ้นหลังฝนยังคงตกอย่างต่อเนื่อง

โดยหลังเกิดเหตุ พ.อ.จักรพงษ์ เทพพันธุ์ ผบ.หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 35 ได้รับแจ้งจึงรีบสั่งการให้ชุดช่วยเหลือประชาชน กองร้อยทหารพรานที่ 3508 พร้อมตำรวจ สภ.แม่เมย และฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รีบเดินทางเข้าไปตรวจสอบ เบื้องต้นพบว่าบริเวณจุดเกิดเหตุรถทุกชนิดไม่สามารถใช้สัญจรได้ตามปกติ และเป็นพื้นที่อันตราย จึงสั่งปิดการจราจรเด็ดขาดบนเส้นทางดังกล่าวเป็นการชั่วคราว ซึ่งส่งผลทำให้ชาวบ้านไม่สามารถสัญจรผ่านได้

นอกจากนี้ยังมีผลกระทบส่งผลทำให้โรงเรียนบ้านแม่จวาง ซึ่งมีโรงเรียนอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุทำให้ครูนักเรียนกว่า 400 คนไม่สามารถใช้ถนนสัญจรไปโรงเรียนได้ตามปกติ ผอ.โรงเรียนบ้านแม่จวางได้สั่งปิดการเรียนการสอนชั่วคราวเป็นเวลา 3 วัน เนื่องจากไม่มีเส้นทางสัญจรไปโรงเรียนได้เลย เนื่องจากถนนสายนี้เป็นถนนสายหลักเพียงเส้นทางเดียวและเป็นเส้นทางเลียบแนวชายแดนไทย-เมียนมา ที่ชาวชายแดน จ.ตาก หลายหมู่บ้านใช้เป็นเส้นทางสัญจรได้ถูกตัดขาดลงโดยสิ้นเชิง ส่วนการซ่อมแซมต้องระดมเครื่องจักรกลหนักเข้าดำเนินการและต้องวางแผนการซ่อมจากกรมทางหลวง ซึ่งคาดว่าต้องรอฝนหยุดตกก่อนจึงซ่อมแซมได้

ถนนทรุด – ถนนสายแม่สอด-แม่สะเรียง ช่วงอ.ท่าสองยาง จ.ตาก ทรุดตัวพังทลายเป็นระยะทางนับร้อยเมตร ทำให้ผู้อาศัยบนดอยหลายพื้นที่ถูกตัดขาด หลังฝนตกต่อเนื่องนับสัปดาห์ เมื่อวันที่ 7 ส.ค.

ขณะเดียวกันฝนที่ตกหนักต่อเนื่องก็ยังส่งผลทำให้แม่น้ำเมยเอ่อล้นอย่างฉับพลันเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในหมู่บ้านวังผา หมู่ 4 ต.แม่จะเรา อ.แม่ระมาด จ.ตาก เจ้าหน้าที่กองร้อยทหารพรานที่ 3506 พร้อมเทศบาลทุ่งหลวง ต้องนำเรือเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านที่มีบ้านเรือนอยู่ติดกับตลิ่งริมแม่น้ำเมย สร้างความตกใจไปทั่วหมู่บ้าน ทหารพรานต้องระดมกำลังพลเข้าไปช่วยขนย้ายสิ่งของในบ้านเรือนประชาชนหนีน้ำนำไปไว้ในพื้นที่ปลอดภัยของหมู่บ้านอย่างเร่งด่วน ล่าสุดฝนยังคงตกหนักมากทั่วพื้นที่ 5 อำเภอแนว ชายแดนจ.ตาก

ด้านนายสมชัย กิจเจริญรุ่งโรจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเตรียมความพร้อมทั้งเครื่องจักรกลและกำลังพลเจ้าหน้าที่ทุกพื้นที่ให้ออกตรวจสอบระดับน้ำในพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติน้ำท่วมดินโคลนถล่มอย่างเข้มงวดและให้เข้าช่วยเหลือประชาชนได้โดยทันทีหากเกิดสถานการณ์ น้ำท่วมในห้วงสัปดาห์นี้

ที่จ.แม่ฮ่องสอน นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผวจ.แม่ฮ่องสอน ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุดินสไลด์ ก้อนหินใหญ่ปิดเส้นทางถนนสาย มส.3017 แยกทางหลวงหมายเลข 105-บ้านสบโขง อ.สบเมย โดยสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดแม่ฮ่องสอน ร่วมกับแขวงทางหลวงชนบทแม่ฮ่องสอน ที่ทำการปกครองอำเภอสบเมย องค์การบริหารส่วนตำบลแม่สวด และประชาชนในพื้นที่ร่วมกันระดมกำลังทั้งเครื่องจักร และเจ้าหน้าที่เคลียร์ดินและ ก้อนหินที่ปิดทับเส้นทาง ซึ่งนำก้อนหินออกได้แล้ว รถสัญจรได้ตามปกติ

นายเชษฐาได้ประกาศเตือนไปยังประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำ ติดลำห้วย เชิงเขา และพื้นที่เสี่ยงภัยต่อดินโคลนถล่ม ให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์เหตุอุทกภัย ดินภูเขาสไลด์ ปิดทับเส้นทางและบ้านเรือนที่อยู่อาศัย โดย ให้ติดตามการพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด จากเสียงตามสายของทุกหมู่บ้าน หากมีฝนตกหนักต่อเนื่องเกิน 50 ม.ม.ให้ผู้ใหญ่บ้านแจ้งเตือนราษฎรพร้อมรับมือเหตุอุทกภัยทันที โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนตกหนักต่อเนื่องมาก่อนหน้านี้

ด้านกรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อากาศในช่วงวันที่ 7-11 ส.ค. ว่ามรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศเวียดนามตอนบนและประเทศจีนตอนใต้ ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักมากบางแห่งในภาคเหนือ และมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนช่วงวันที่ 12-13 ส.ค. ร่องมรสุมกำลังปานกลางพาดผ่านภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของประเทศไทย และประเทศลาวตอนบน เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยจะเริ่มมีกำลังแรงขึ้น ทำให้มีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ จึงขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่มไว้ด้วย

หินสไลด์ – ก้อนหินใหญ่ไหลปิดเส้นทางแยกทางหลวงบ้านสบโขง อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ไม่สามารถสัญจรไปมาได้ ต้องระดมกำลังทั้งเครื่องจักร และเจ้าหน้าที่เคลียร์ดินและก้อนหินที่ปิดทับเส้นทางออกจนสามารถสัญจรได้ตามปกติแล้ว เมื่อวันที่ 7 ส.ค.

ขณะที่ศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัย กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้ประกาศแจ้งเตือนระวังภัยดินถล่ม-น้ำป่าไหลหลาก ในระยะ 2-3 วันนี้ โดยขอให้อาสาสมัครเครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัยของกรมทรัพยากรธรณี และประชาชนในพื้นที่จ.น่าน แม่ฮ่องสอน ตาก และกาญจนบุรี เฝ้าระวังภัยแผ่นดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก ในระหว่างวันที่ 7-9 ส.ค. โดยเฉพาะในบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินถล่ม อ.บ่อเกลือ ปัว เฉลิมพระเกียรติ ทุ่งช้าง เชียงกลาง จ.น่าน, อ.เมือง ปาย ปางมะผ้า แม่ลาน้อย ขุนยวม สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน, อ.แม่ระมาด แม่สอด ท่าสองยาง พบพระ อุ้มผาง จ.ตาก และอ.ทองผาภูมิ สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เนื่องจากมีฝนตกหนักวัดปริมาณน้ำฝนในรอบ 24 ชั่วโมง ได้มากกว่า 100 ม.ม. และวัดปริมาณน้ำฝนสะสม 3 วัน ได้มากกว่า 300 ม.ม. ทำให้ชั้นดินบนภูเขาอุ้มน้ำไว้มาก อาจส่งผลให้เกิดแผ่นดินถล่มได้

ที่จ.พิษณุโลก นายฟารุต ใจทัศน์กุล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.บ่อภาค อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก ได้มีหนังสือประกาศปิดการท่องเที่ยวและ พักแรมอุทยานฯ ชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์จะกลับเป็นปกติ หลังจากได้รับผลกระทบจากมรสุม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก ประกอบกับได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ประจำจุดบริการนักท่องเที่ยวที่ 3 (ลานสน) ว่ามีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ลมกระโชกแรง และพบดินสไลด์ตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ

นายฟารุตกล่าวว่า ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูสอยดาวมีฝนตกตั้งแต่ช่วงวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา ทำให้เกิดปริมาณน้ำหน้าดินสะสม จนกระทั่งมาในช่วงวันที่ 3-6 ส.ค. เกิดฝนตกซ้ำทำให้เพิ่มปริมาณน้ำหน้าดินต่อเนื่องสะสมมากขึ้น และมีลมกระโชกแรงอย่างรุนแรงจนทำให้จุดบริการนักท่องเที่ยวหลายแห่งได้รับความเสียหาย ตลอดทั้งมีดินสไลด์หลายจุด

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ได้จองที่พักทางออนไลน์กับอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว และมีกำหนดเดินทางมาในช่วงนี้ นายฟารุตกล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่ได้ประสาน หากนักท่องเที่ยวเดินทางออกมาแล้ว ทางอุทยานฯ จะมีบ้านพักรับรองให้ที่บริเวณที่ทำการ และจะไม่คิดค่าบริการ หากนักท่องเที่ยวต้องการพักแรม แต่จะไม่สามารถเดินทางออกไปศึกษาธรรมชาติได้ ส่วนนักท่องเที่ยวที่จองที่พักแรมไว้ก่อนหน้า แต่ยังไม่ถึงวันกำหนด ซึ่งอยู่ช่วงที่อุทยานฯ ประกาศปิด ขอให้ติดต่อเลื่อนวันเดินทางพักแรม หรือรับเงินมัดจำค่าที่พักคืนได้ตามระเบียบราชการ ประสานงานกับทาง อุทยานฯ ได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน