พิษฝนถล่มยาว เหนือก็ยังหนัก

สั่ง 8 จังหวัด ตั้งแต่เชียงรายถึงอุบลฯ รับลำโขงล้นตลิ่ง 10-15 ส.ค. ระดับน้ำเอ่อสูงสุด 4 เมตร กอนช.ชี้ฝนตกหนักทั้งฝั่งไทยและแขวงบอลิคำไซ ลาว เจอกับหย่อมความกดอากาศคลุมเวียดนาม-จีนตอนใต้ ส่งผลให้ระดับน้ำสูงขึ้นต่อเนื่อง ภาคเหนือฝนยังอ่วมยาวทั้งสัปดาห์ อุตุฯ เตือน 7 จังหวัดตอนบน ฝนตกหนักร้อยละ 70 เสี่ยงน้ำป่าดินถล่ม ผู้ว่าฯ แม่ฮ่องสอนกำชับ 7 อำเภอรับน้ำท่วม คาดดินภูเขาอุ้มน้ำไว้เต็มที่ ฝนตกสะสมทำให้ ดินทะลักน้ำป่าบ่าจากดอยเอ่อล้นท่วมชุมชนที่อยู่อาศัย

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ศูนย์อุตุนิยมวิทยา ภาคเหนือรายงานว่า พื้นที่ภาคเหนือได้รับอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลัง ปานกลางที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทย ประกอบกับมี หย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ทำให้ภาคเหนือ มีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนระวัง อันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่มไว้ด้วย

ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนจะมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณ จ.แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน พื้นที่เสี่ยงภัยน้ำป่าดินถล่ม และริมที่ราบลุ่มแม่น้ำให้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด อาจเกิดน้ำป่าดินถล่มได้ เนื่องจากปริมาณฝนที่ตกสะสมตัวนานหลายวันอาจจะส่งผลให้ดินอุ้มน้ำไว้มาก ประกอบกับช่วงนี้ไปจนถึงช่วงสุดสัปดาห์ยังจะมีฝนตกต่อเนื่องไปอีก ยิ่งทำให้เกิดความเสี่ยงสูง มากขึ้น ขณะเดียวกันผู้ที่ใช้เส้นทางสัญจรทางภาคเหนือที่มีความคดเคี้ยวและลาดชันต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ อีกทั้งบางพื้นที่จะมีดินสไลด์ลงมากีดขวางการจราจร

นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า จากรายงานลักษณะอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ส่งผลให้ภาคเหนือมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง บริเวณ จ.แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน และตาก จึงขอแจ้งเตือนไปยังราษฎรในทุก 7 อำเภอของจ.แม่ฮ่องสอน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในที่ลุ่มติดเชิงเขา ติดแม่น้ำลำห้วยสายต่างๆ และพื้นที่เสี่ยงภัยต่อดินโคลนถล่มให้พร้อมรับมือเหตุอุทกภัย สืบเนื่องมาจาก ดินภูเขาอุ้มน้ำไว้เต็มที่แล้ว เมื่อมีฝนตกลงมาสะสมอีกจะทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากรุนแรงขึ้นมาได้ สำหรับผู้ที่มีสัตว์เลี้ยงควรย้าย สัตว์เลี้ยงและอุปกรณ์ทางการเกษตรไว้บน ที่สูงที่น้ำท่วมไม่ถึงและให้ติดตามการรายงานสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด

สำหรับสถานการณ์ฝนที่โรงเรียนบ้าน จอสิเดอ ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย เช้าวันเดียวกันยังคงมีฝนตกอย่างหนัก ทำให้น้ำ ในลำห้วยติดโรงเรียนเกิดน้ำป่าไหลหลากอย่างรุนแรง แต่ยังไม่กระทบต่อบ้านเรือนของราษฎร ส่วนแม่น้ำปายในตัวเมืองแม่ฮ่องสอนเวลา 06.00 น. พบว่าปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง วัดระดับน้ำได้ 1.51 เมตร และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากน้ำป่าจากพื้นที่ตอนเหนือในอ.ปาย และ อ.ปางมะผ้า เกิดฝนตกหนักและทำให้มีน้ำป่าไหลหลากและไหลลงสมทบในแม่น้ำปายที่ไหลผ่านพื้นที่ทั้ง 2 อำเภอ

นายศรีวงศ์ ศรีสวัสดิ์ ผอ.โรงเรียนบ้าน สบเมย อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นเดือนส.ค.ทำให้ถนนหลายสายถูกตัดขาดและยานพาหนะสัญจรผ่านไม่ได้ โดยเฉพาะโรงเรียนบ้านสบเมยที่ตั้งอยู่ติดแม่น้ำสาละวินและถนนถูกตัดขาด ทำให้ ส่งผลกระทบต่อการส่งเสบียงอาหารของ เด็กนักเรียน รวมไปถึงครูที่บรรจุใหม่ที่ ไม่สามารถเดินทางไปรายงานตัวในเวลาที่เหมาะสมได้

นายศรีวงศ์กล่าวต่อว่า ทางโรงเรียนบ้านสบเมยได้ร้องขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 36 อ.แม่สะเรียง ขอสนับสนุนเรือเพื่อส่งครูจำนวน 15 คน ที่ได้รับการบรรจุใหม่และครูที่ต้องเดินทาง เข้าพื้นที่ปฏิบัติการสอน พร้อมลำเลียง เสบียงอาหารกลางวันเด็กนักเรียน ทางหน่วยทหารพรานจึงสนับสนุนเรือ 5 ลำ เป็นเรือเร็วปฏิบัติการของหน่วยจำนวน 3 ลำส่งคณะครู พร้อมประสานเรือขนาดกลางของราษฎรในพื้นที่จำนวน 2 ลำ เพื่อบรรทุกอาหารสด, อาหารแห้ง สื่อการเรียนการสอนให้กับนักเรียนโรงเรียนบ้านสบเมย โดยออกจากท่าเรือ บ้านแม่สามแลบ วิ่งล่องไปตามลำน้ำสาละวิน

พิษฝน – จนท.และชาวบ้านช่วยกันตัดต้นไม้โค่นล้มทับรถกระบะ และเคลื่อนย้ายเสาไฟฟ้าล้มจากฝนตกหนัก ที่ถนนบ้านเมืองแพม-บ้านถ้ำลอด อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 2 ราย จำนวนนี้มีเด็ก 2 ขวบด้วย เมื่อวันที่ 8 ส.ค.

นายเอกชัย ไพรสิทธิฤทธิ์ ผู้ใหญ่บ้าน เมืองแพม ต.ถ้ำลอด อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 ส.ค. เวลา 15.00 น. หลังมีฝนตกทำให้ต้นไม้ใหญ่ไม้ล้มทับรถยนต์ บนเส้นทางระหว่างบ้านเมืองแพม-บ้านถ้ำลอด มีผู้บาดเจ็บ 2 ราย เป็นเด็กอายุ 2 ขวบ ได้รับบาดเจ็บที่ใบหน้า และอีกรายเป็นผู้ใหญ่ นำส่งร.พ.และเคลียร์พื้นที่เปิดการจราจรแล้ว

ส่วนความคืบหน้าการซ่อมแซมทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 105 ท่าสองยาง-แม่สะเรียง ทรุดหนักเป็นบริเวณกว้าง ระหว่างหลัก ก.ม.ที่ 139-140 บ้านบอลูโคะ หมู่ 1 ต.ท่าสองยาง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก วันเดียวกัน นายสมชัย กิจเจริญรุ่งโรจน์ ผวจ.ตาก ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบความเสียหายในเบื้องต้น พร้อม สั่งการให้เร่งจัดสร้างทางเบี่ยงโดยด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนแก่ผู้ใช้รถ ใช้ถนน แต่กำชับให้ใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากฝนยังตกอย่างต่อเนื่องทำให้ ผิวถนนลื่น

ส่วนที่จ.เชียงใหม่ สภาพอากาศยังคงมี ฝนตกติดต่อกันนานกว่า 1 สัปดาห์แล้ว โดยในตัวเมืองเชียงใหม่เช้าวันเดียวกันหลังเกิด ฝนตกข้ามคืน แม้จะตกไม่หนักแต่ส่งผล กระทบกับการจราจรที่พ่อแม่ผู้ปกครองไปส่งบุตรหลานเข้าเรียนในตอนเช้า ไม่ว่าจะเป็นถนนรัตนโกสินทร์ ถนนช้างคลาน ถนนห้วยแห้ว ถนนสุเทพ และถนนมหิดล ที่มีโรงเรียน หลายแห่งตั้งอยู่ รถติดยาวหลายกิโลเมตร บางช่วงต้องติดอยู่บนถนนนานเกือบ 2 ชั่วโมง ทำให้ผู้ปกครองหลายคนไปส่งบุตรหลานถึงโรงเรียนสายกว่าปกติ รวมทั้งผู้ที่ต้องออกมาทำงานก็พากันไปทำงานสายด้วย

ขณะที่นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผวจ.เชียงใหม่ พร้อมด้วยนายอารุณ ปินตา หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ นายจรินทร์ คงศรีเจริญ ผอ.โครงการชลประทานเชียงใหม่ และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในแม่น้ำปิง บริเวณจุด P.67 บ้านแม่แต อ.สันทราย ซึ่งเป็นจุดวัดน้ำใน แม่น้ำปิงก่อนไหลลงสู่เขตพื้นที่เทศบาล นครเชียงใหม่ โดยพบว่าปริมาณน้ำยังน้อย เมื่อเทียบกับระดับตลิ่งและปริมาณความจุ ของแม่น้ำปิง ซึ่งปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเวลา 14.00 น. วันเดียวกัน อยู่ที่ 41 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที หรือเพียงร้อยละ 10 ของปริมาณความจุที่รองรับได้ถึงสูงสุดถึง 492 ลบ.ม.ต่อวินาที

จากนั้นนายนิรัตน์ได้เดินทางไปติดตามการระบายน้ำบนเส้นทางการจราจรและจุดเสี่ยงน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะตามทางลอดซึ่งมีอยู่ 13 แห่งทั่วจ.เชียงใหม่ โดยสั่งการและกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งแขวงทางหลวง แขวงทางหลวงชนบท เทศบาล ตลอดจนองค์การบริหารส่วนตำบล ทำความสะอาดท่อระบายน้ำเพื่อให้น้ำไหลผ่าน ได้สะดวก ขณะที่ระบบรวบรวมน้ำและ เครื่องสูบน้ำอัตโนมัติใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ แต่ต้องขอความร่วมมือประชาชนร่วมกันดูแลความสะอาด อย่าทิ้งขยะหรือเศษพลาสติก ลงตามพื้นถนน เพราะจะทำให้ขยะเหล่านี้ ไปกีดขวางทางน้ำ และอาจส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังรอการระบายได้

ด้านสถานการณ์น้ำในภาคตะวันออก เฉียงเหนือ ระดับน้ำโขงที่จ.หนองคาย วัดที่ส่วนอุทกวิทยาหนองคาย วัดได้ 8.35 เมตร เพิ่มขึ้นจากวานนี้ 1.20 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 3.85 เมตร ปริมาณน้ำฝน 21.7 มิลลิเมตร (ม.ม.) ส่วนน้ำโขงที่ตอนเหนือ ที่ อ.เชียงคาน จ.เลย 12.26 เมตร เพิ่มขึ้น 1.48 เมตร และจะส่งผลให้มวลน้ำจากอ.เชียงคาน ไหลมาถึงจ.หนองคาย ระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้น 50 ซ.ม.

นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผวจ.หนองคาย แจ้งเตือนให้เฝ้าระวังระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่เพิ่มสูงขึ้น ระหว่างวันที่ 8-11 ส.ค.นี้ โดยเฝ้าระวังผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำในแม่น้ำโขง ระมัดระวังการสัญจรและประกอบกิจกรรมทางน้ำในบริเวณแม่น้ำโขง ส่วนเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชัง ในแม่น้ำโขงให้ตรวจสอบสภาพกระชังให้มีความมั่นคงแน่นหนา ปรับกระชังปลาให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำและเฝ้าระวังไม่ให้ปลาป่วยตายหรือน็อกน้ำ ซึ่งเกิดได้บ่อยครั้งเมื่อระดับน้ำในแม่น้ำโขงเปลี่ยนแปลง

วันเดียวกัน กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ออกประกาศเรื่องเฝ้าระวังผลกระทบจากระดับน้ำเปลี่ยนแปลงในแม่น้ำโขงว่า จากที่ได้ติดตามสถานการณ์น้ำแม่น้ำโขง พบว่า มีปริมาณฝนตกหนักสะสมในลุ่มน้ำโขง ตอนล่าง และบริเวณแขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว ทำให้ระดับน้ำแม่น้ำโขงเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณประเทศเวียดนามตอนบนและประเทศจีนตอนใต้ ทำให้ประเทศไทยโดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนมีฝนตกหนักถึงหนักมาก ส่งผลให้ระดับน้ำในพื้นที่แม่น้ำโขงตอนล่างมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงวันที่ 10-15 ส.ค. 2566 โดย กอนช.ได้คาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ดังนี้

1.สถานีเชียงแสน จ.เชียงราย ปัจจุบันมีระดับน้ำ 5.42 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 7.38 เมตร เพิ่มสูงขึ้น 0.40-0.60 เมตร 2.สถานีเชียงคาน จ.เลย มีระดับน้ำ 12.26 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 3.74 เมตร คาดการณ์จะเพิ่มขึ้น 2-2.50 เมตร 3.สถานีหนองคาย จ.หนองคาย มีระดับน้ำ 8.35 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 5.05 เมตร คาดการณ์จะเพิ่มขึ้น 2.50-3.50 เมตร

4.สถานีนครพนม จ.นครพนม มีระดับน้ำ 9.46 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 2.54 เมตร คาดการณ์จะเพิ่มขึ้น 2.50-3.50 เมตร และคาดการณ์มีแนวโน้มล้นตลิ่งในช่วงวันที่ 11-15 ส.ค. 5.สถานีมุกดาหาร จ.มุกดาหาร มีระดับน้ำ 8.98 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 3.52 เมตร คาดการณ์จะเพิ่มขึ้น 2.00-2.50 เมตร และ 6.สถานีโขงเจียม จ.อุบลราชธานี มีระดับน้ำ 10.60 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 3.90 เมตร คาดการณ์จะเพิ่มขึ้น 1.00-1.50 เมตร

ทั้งนี้ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ 8 จังหวัดริมแม่น้ำโขงได้เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ดังกล่าว และจ.เชียงราย เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำในแม่น้ำโขงและแจ้งเตือนให้ประชาชนที่สัญจรและประกอบกิจกรรมในบริเวณแม่น้ำโขง รวมทั้งผู้ที่อาศัยในพื้นที่บริเวณดังกล่าวติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และเตรียมการเฝ้าระวังผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำ

นายทองปักษ์ หม่องคำหมื่น ผอ.ส่วนอุทกวิทยาที่ 2 เลย (อ.เชียงคาน) กล่าวว่า หากปริมาณน้ำโขงที่ไหลมาจากทางเหนือ เพิ่มขึ้นสูงที่ 14.50 เมตร น้ำโขงจะเริ่มไหลดันเข้าไปยังพื้นที่เกษตรของราษฎรที่อยู่ริมน้ำ ใน ต.เชียงคาน ต.บุโฮม และต.หาดทรายขาว รวม 7 หมู่บ้าน และหากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นถึง 15.50 เมตร จะมีน้ำโขงไหลเข้าพื้นที่ลุ่มการเกษตรไร่นาใน 13 หมู่บ้านและหากสูงถึง 16.80 เมตร น้ำโขงจะไหลย้อนกลับไปยังไร่นา พื้นที่การเกษตร ทำให้เกิดความเสียหายได้ ใน 28 หมู่บ้านของอ.เชียงคาน รวมไปถึง อ.ปากชม อีกกว่า 20 หมู่บ้าน

ขณะที่ จ.นครราชสีมา ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำลำฉมวก ต.นิคม อ.พิมาย เหลือเพียง 9.4 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 36.81 จากความจุ กักเก็บทั้งหมด 23 ล้านลบ.ม. และเป็นน้ำใช้การได้จริงร้อยละ 30% ซึ่งคาดว่าปริมาณน้ำจะลดลงอีกต่อเนื่องจนเริ่มเห็นสันดอนดิน โผล่ขึ้นในอ่างเก็บน้ำ ทางเจ้าหน้าที่จัดสรรน้ำ ได้เปิดประตูระบายน้ำเป็นรอบสุดท้าย เพื่อ ส่งน้ำให้เกษตรกรที่มีพื้นที่ทำนาปลูกข้าว ท้ายอ่างเก็บน้ำจำนวนกว่า 2,000 ไร่ ได้เร่ง ทำนาปลูกข้าวก่อนเสร็จสิ้นฤดูทำนาปี ทำให้ชาวนาต้องเร่งดำนาปลูกข้าวก่อนที่ปริมาณน้ำจะแห้งลงอีก ซึ่งชาวนาต่างหวั่นเกรงว่าจะประสบกับสถานการณ์เอลนีโญ หรือฝน ทิ้งช่วง ทำให้ต้นข้าวขาดน้ำผลิตจะได้รับความเสียหาย เนื่องจากอ่างเก็บน้ำลำฉมวกเป็นแหล่งน้ำสำรองแหล่งสุดท้ายที่กักเก็บน้ำไว้ใช้ผลิตน้ำประปาให้ชาวบ้านใน 3 อำเภอ 5 ตำบล 20 หมู่บ้าน ได้แก่ อ.พิมาย อ.จักราช และ อ.ห้วยแถลง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน