อ้างฝ่าวิกฤตการเมืองยังไม่ได้รับเชิญร่วมรบ.ก้าวไกลส่องดเทเสียงวันชัยฟันธงตั้งนายกสว.หนุนเต็มคาราเบล

เพื่อไทยจับมือชาติไทยพัฒนาเติมอีก 10 เสียง มัดรวมแล้ว 9 พรรค มั่นใจโหวตนายกฯ ครั้งหน้าม้วนเดียวจบ ยันคุยก้าวไกลไม่มีแผนดึงเป็นรัฐบาลทีหลัง ‘ไผ่ ลิกค์’ เผย ‘บิ๊กป้อม-พลังประชารัฐเท 40 เสียงช่วยโหวต ‘เศรษฐา’ เป็นนายกฯ อ้างยังไม่ได้รับการติดต่อร่วมรัฐบาล แต่ไม่กลัวโดนหลอก สะพัดเพื่อไทยเตรียมดึงร่วมหอด้วย ‘พิธา’ ยังไม่เคาะ รอฟังประชาชนจะโหวตให้เพื่อไทยหรือไม่ สส.ก้าวไกลระบุชาวบ้านในพื้นที่ 95% ไม่เห็นด้วย ‘สว.วันชัย’ ชี้สัญญาณชัด นายกฯ เพื่อไทยฉลุย สว.เต็มคาราเบล

พท.โชว์เติมชทพ.อีกพรรค

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. เวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา พรรคเพื่อไทย (พท.) นำโดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรค นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค และพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) นำโดย นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค นายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรค นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรค ร่วมแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาลกับเพื่อไทยเป็นพรรคที่ 8 หรือรวม 9 พรรค จำนวน 238 เสียง

นพ.ชลน่านอ่านแถลงการณ์ว่า สถานการณ์ของประเทศวันนี้มี 3 วิกฤตสำคัญคือวิกฤตรัฐธรรมนูญ วิกฤตเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน และวิกฤตความขัดแย้งในสังคม พรรคเพื่อไทยและพรรคชาติไทยพัฒนาจะจับมือกันคลี่คลายปัญหาของประเทศในครั้งนี้ โดยดึงการมีส่วนร่วมของทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกพรรค ทุกฝ่าย ทั้ง สส.จากพรรคต่างๆ และสว. เพื่อเลือกนายกฯ และจัดตั้งรัฐบาลให้สำเร็จโดยเร็ว การประวิงเวลาออกไปยิ่งทำให้เกิดความเสียหายยิ่งขึ้น

“เรายืนยันจะทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะในสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความพิเศษ ดังนั้น การที่จะแก้วิกฤตครั้งนี้ได้ จำเป็นต้องสลายขั้วการเมือง ดึงความร่วมมือจากทุกพรรค ทุกฝ่าย เพื่อนำรัฐธรรมนูญออกจากวิกฤต นำประชาชนให้พ้นทุกข์ เพื่อสร้างความสามัคคี สมานฉันท์ โดยถือเป็นวาระประเทศ ที่สำคัญอย่างสูงสุดอยากขอวิงวอนให้พี่น้องประชาชนมั่นใจในพรรคเพื่อไทยและพรรคที่สนับสนุนครั้งนี้ จะช่วยกันฝ่าวิกฤตให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้” นพ.ชลน่านกล่าว

นายวราวุธกล่าวว่า การได้รับเกียรติวันนี้แสดงให้เห็นเรามีแนวคิดนโยบาย ทัศนคติหลายเรื่องที่ไปในทิศทางเดียวกัน สามารถทำงานด้วยกันได้ น่าจะเป็นผลดีกับประเทศที่สุด กรณีเพื่อไทยไปคุยกับพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เพื่อหาเสียงโหวตนายกฯ นั้น ถือเป็นหน้าที่ของทุกพรรคที่ต้องช่วยกันหาเสียง เป็นสิทธิของเพื่อไทย หรือแม้แต่ชาติไทยพัฒนาต้องมาช่วยหาคะแนนเพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วที่สุด เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาใดๆ

พรรคที่ 8 – นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรค จับมือนายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา และแกนนำ แถลงร่วมตั้งรัฐบาลเป็นพรรคที่ 8 ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 10 ส.ค.

ยันขอเสียงก.ก.ไม่มีวาระแฝง

นพ.ชลน่านกล่าวถึงข้อสังเกตของสว.มองเพื่อไทยไปขอคะแนนจากก้าวไกลโหวต นายกฯ อาจมีการดึงพรรคก้าวไกลมาร่วมรัฐบาลภายหลังว่า เราจำยอมต้องไปหาเสียงจากพรรคก้าวไกล และไม่เคยเกลียดพรรค ก้าวไกล แต่หากปล่อยประเทศเป็นเช่นนี้เท่ากับปฏิเสธความรับผิดชอบต่อประชาชน กรณีสว.กังวลเราประกาศไปแล้วว่าไม่มีก้าวไกล การไปคุยกันเพื่อสอบถามว่าเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่จะปลดล็อกรัฐธรรมนูญ ยืนยันไม่ได้เชิญก้าวไกลมาร่วมรัฐบาลหลังจากนี้

ด้านนายภูมิธรรมกล่าวว่า การไปพบ ก้าวไกลเมื่อ 9 ส.ค.ไม่ใช่สิ่งผิดปกติที่พรรคดำเนินการ เราไปทุกพรรค ทุกฝ่าย ทุกคนทั้งสส.และสว. เพราะคือการปฏิบัติที่ต้องการสลายขั้วขัดแย้งทุกพรรค ยืนยันไม่ได้เชิญ ก้าวไกลมาร่วมรัฐบาล เพราะเราชัดเจนตั้งแต่แยกกันในเอ็มโอยู พรรคก้าวไกลไปเป็นฝ่ายค้าน พรรคเรามาเป็นรัฐบาล การไปเมื่อวันที่ 9 ส.ค.คือการรับฟังความเห็นเพื่อให้การตั้งรัฐบาลครั้งนี้เป็นมิติการเมืองใหม่ ผู้สื่อข่าวถามว่าการขอเสียงพรรคก้าวไกล เพราะไม่มั่นใจเสียงสนับสนุนของสว.หรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า ไม่ใช่ เสียงมีพอ พร้อมทุกอย่าง ขอให้รอดูในวันโหวตเลือกนายกฯ ซึ่งต้องรอหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเรื่องการโหวตนายกฯ ชื่อเดิมซ้ำได้หรือไม่ในวันที่ 16 ส.ค. และกำหนดวันประชุมร่วมรัฐสภาอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวถามกรณีสส.พรรคก้าวไกลใช้ เฟซบุ๊กสอบถามประชาชนจะโหวตนายกฯ เพื่อไทยหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่ใช้เสียงประชาชนประกอบการพิจารณา แต่การรับฟังส่วนใดส่วนหนึ่งต้องคำนึงพอสมควร ประชากรไทยมีเยอะ เชื่อว่ายังมีคนอีกส่วนที่จะตัดสินในอนาคตอีกเยอะ หากตอบเราว่าไม่สามารถสนับสนุนได้ เราจะใช้ทางเลือกแนวทางอื่นๆ ต่อไป ไม่ได้ยึดติด ไม่ได้อ้างก้าวไกล อย่าไปพูดทำนองเพื่อไทยไปเล่นละครใช้เป็นข้ออ้างในการร่วมกับพรรคอื่น สิ่งที่ทำเราทำบนพื้นฐานข้อเสนอแนะทุกช่องทาง

นายภูมิธรรมเสริมว่า เราปฏิเสธความคิดที่เห็นแตกต่างกันไม่ได้ พรรคยืนยันเราตั้งใจสลายความขัดแย้งจริงๆ หากเราคิดไม่ดีกับประเทศหรือตัดสินใจอย่างไรก็ตาม หากประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยเราพร้อมรับผิดชอบกับสิ่งที่ตั้งใจทำ

เชื่อโหวตม้วนเดียวจบ-กั๊กดึงอีก 3

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากเสียงไม่พอต้องเชิญอีก 3 พรรคคือพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มาร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า เราไม่ได้ไปเชิญใครมาร่วมรัฐบาลอย่างชัดเจน สิ่งที่เป็นปัญหาคือเชิญมาโหวตให้แคนดิเดตนายกฯ จากนี้พรรคใดพร้อมเราก็พร้อมที่จะเปิด พรรคใดที่ยังไม่พร้อมเราจะไม่ไปคาดคั้น ยืนยันเสียงเกิน กึ่งหนึ่งมาตลอดและก่อนโหวตนายกฯ จะได้เสียงเพียงพอแน่นอน จะพิสูจน์ให้เห็นว่าการเลือกนายกฯ จะเป็นแบบม้วนเดียวจบ

นพ.ชลน่านกล่าวว่า หนทางการจัดตั้งรัฐบาลเราพยายามหาทางออกที่ดีที่สุด อะไรที่เป็นความต้องการส่วนใหญ่เราพยายามหาทางนั้นเป็นทางเลือกแรก เช่น ไปเจรจาให้พรรค สว.ลงคะแนนให้โดยไม่มีเงื่อนไขร่วมรัฐบาล ถ้าสำเร็จก็ตอบสนองความต้องการประชาชนได้ แต่หากทำไม่ได้ต้องมีทางเลือกอื่นบน พื้นฐานของผลประโยชน์ชาติและประชาชน

ต่อข้อถามว่าหากพรรคประชาธิปัตย์และพรรคของ 2 ลุงโหวตให้จะดึง 3 พรรคนี้มาร่วมรัฐบาลหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า การตั้งรัฐบาลจะมีเสถียรภาพต้องมีเสียงข้างมาก ขณะนี้มั่นใจว่าเรามีเสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร แต่จะเด็ดขาดถึงขั้น 280-300 เสียงหรือไม่อยู่ในขั้นตอนปฏิบัติ เรามีข้อจำกัดมาก พยายามหาทางเลือกที่ดีที่สุดบนพื้นฐานความเป็นไปได้ หากเป็นไปไม่ได้ทางเลือกต่อมาเราก็ต้องเลือก เพราะเชื่อว่าทางเลือกนี้ไม่ใช่แค่เพื่อเรา เราจะทำเพื่อชาติบ้านเมือง

เมื่อถามว่ามองอย่างไรที่ถูกวิจารณ์เป็น เพื่อไทยการละคร นพ.ชลน่านกล่าวว่า ทุกคำวิจารณ์เรารับฟัง อะไรที่เป็นประโยชน์ก็ปรับใช้ ที่ไม่เป็นประโยชน์ก็รับฟังมาแล้วผ่านไป

‘อดิศร’แย้งขอขมาก้าวไกล

นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีทวีตเป็น กลอน “ผิดอะไร ถึงต้อง ขอขมา ถูกอะไร นักหนา ต้องไม่เห็น การเมือง สาดโคลน กันเช้าเย็น จำเป็นอะไร ถึงขอขมา หือ” ว่า ทางการเมืองพรรคเพื่อไทยไม่มีอะไรที่ทำผิด และพรรคก้าวไกลไม่ใช่พรรคการเมืองที่ทำถูกตลอด การจะไปขอขมาหรือขอโทษกันเหตุยังไม่มี จึงแปลเป็นกลอนออกมา และการจัดรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบัน เป็นการจัดที่ยากมาก ถ้าทุกฝ่ายเปิดใจให้กว้างก็ควรร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหาประเทศไปด้วยกัน จึงไม่เห็นด้วยกับการขอขมาเพราะหนักไปสำหรับพรรคเพื่อไทย แต่ตนไม่ก้าวก่ายพรรคอื่น

พรรคเพื่อไทยมีสมาชิกเยอะได้ยินแล้วสะเทือนใจเหมือนเราทำผิดอะไรมา เพราะการขอขมาต้องมีการทำผิด แต่สถานการณ์การเมืองที่ผ่านมาไม่มีเหตุต้องขอขมา และการจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ ถ้ามองว่าเป็นความผิดของใคร ตนมองว่าน่าจะเป็นของพรรคก้าวไกลต่างหากที่ตั้งรัฐบาลไม่ได้ กลอนนี้จึงสะท้อนออกทั้งสองฝ่ายว่าจับมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาบ้านเมือง

ด้านนายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า มีการปล่อยข่าวแบบดิบๆทื่อๆ ว่า ตนกับสส. 24 คนกำลังย้ายไปซบพรรคอื่น ใครสนใจการเมืองอยู่บ้างต้องรู้ว่าเป็นไปไม่ได้เลย แต่กลับเป็นข่าวอึกทึกครึกโครม จะชี้แจงก็รู้สึกว่าเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่เมื่อยังมีการเสนอข่าวกันว่อนไปหมดก็ขอชี้แจงสั้นๆ ว่าเรื่องสส.เพื่อไทยจะย้ายพรรคนั้นไม่มีมูลเลยแม้แต่น้อย

“คุณหมอชลน่านโทร.มาคุยเรื่องนี้ก็เข้าใจดี ส่วนพี่อ้วนตอนให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ดูจะเครียดหน่อย อาจเพราะเหนื่อยมากที่ต้องทำงานใหญ่ ผมอยากให้กำลังใจพี่อ้วนว่าพูดถูกแล้วที่ผมสนับสนุนแนวทางที่กำลังเดินอยู่ โดยเฉพาะการขอให้ก้าวไกลโหวตสนับสนุนแคนดิเดตเพื่อไทย จะขอเติมอีกนิดหน่อยที่คุยกันผมพูดไว้ด้วยว่างานนี้ต้องไม่ไปถึงพรรคสองลุง เพราะจะทำให้เสียหายมาก ทีมเจรจาก็ดูจะเข้าใจอยู่”

‘สมศักดิ์’แนะใครมา-ยกพรรค

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวไปชวนสส.พรรคอื่นมาอยู่เพื่อไทย ว่า ตนไม่เคยชวนสส.เข้าพรรคในขณะนี้ สส.เวลาที่จะย้ายพรรคมีกรรมวิธี เขาต้องถูกขับ หรือไม่ต้อง ลาออกไปเลือกใหม่ “ตอนนี้ย้ายพรรคไม่ได้ แล้วชวนกันไปเป็นรัฐบาลหรืออะไรต่างๆ เหล่านั้น อาจจะช่วยกันเชียร์บ้างอะไรบ้าง ก็อาจมีบ้าง แต่ชวนไปเป็นงูเห่าหรืออะไรต่างๆ ไม่มี

ผู้สื่อข่าวถามว่างูเห่าในที่นี้หมายถึงการชวนเป็นรายคนใช่หรือไม่ นายสมศักดิ์กล่าวว่า เป็นการสื่อสารด้วยความคุ้นเคยกัน รู้ว่าสส.ส่วนใหญ่อยากเป็นรัฐบาล แล้วพรรคยังไม่ได้มีการติดต่อกัน เราก็ค่อยๆ พยายาม ขยับตัวเข้าหากันจะได้สมหวังก็เพียงเท่านี้

ต่อข้อถามว่ามีพรรคใดบ้าง นายสมศักดิ์กล่าวว่า ก็ทุกพรรค ตนรู้จักทุกพรรคก็พูด กลางๆ กับทุกพรรค มีความเป็นไปได้ทั้งหมด เพราะเสียงของรัฐบาลคงอยากได้เสถียรภาพ

ต่อข้อถามว่า ถ้าไม่มีพรรค 2 ลุง น่าจะ ไม่ได้เสถียรภาพใช่หรือไม่ นายสมศักดิ์กล่าวว่า ก็ดูตัวเลข ดูคณิตศาสตร์ เพราะกึ่งหนึ่งของสภาก็ต้อง 250 เสียง หากเกินไปนิดหน่อยเสถียรภาพรัฐบาลโดยทั่วไปที่เคยมีมา จะ ยุ่งยากมากเวลามีญัตติสำคัญ เพราะเวลาโหวตบางที ความพอใจ ไม่พอใจของสส.ที่เป็นรัฐบาลอยู่ ในเรื่องเดียวกันอาจไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกันทั้งหมด เลยคิดว่าต้องมีเสถียรภาพ 300 เสียงขึ้นไป คนเป็นนายกฯจะได้ไม่ต้องพะวงกับองค์ประชุมมากนัก

เมื่อถามกรณีที่ไปเจอนายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ นายสมศักดิ์กล่าวว่า คุยกันบ่อย ว่างๆ ก็เล่นฟุตบอลด้วยกัน เป็นพี่น้องกัน คุยกันบ่อยทั้ง นายธนกร และนายอนุชา นาคาศัย สส.ชัยนาท พรรคพลังประชารัฐ แต่ไม่ได้แนะนำให้เขาเป็นงูเห่า แนะนำว่าถ้ามาต้องมาเป็นพรรคทั้งหมด ถึงจะสมศักดิ์ศรีของการเป็นสส. และการเป็นพรรคการเมือง

‘หนู’ไม่จุ้นหน้าที่แกนนำ

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และแกนนำพรรคเพื่อไทยไปขอเสียงโหวตนายกฯ จากพรรคก้าวไกล ว่า ไม่ทราบว่าเพื่อไทยไปคุยอะไร และพรรคภูมิใจไทยไม่สามารถไป ก้าวล่วงได้ เพราะขณะนี้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มีหน้าที่รวบรวมเสียง

ต่อข้อถามว่าเอะใจกับการที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ประกาศยอมขมาพรรคก้าวไกลหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยมีประสบการณ์มามากแล้ว รู้ว่าเมื่อเป็นอย่างนี้ยังไม่ต้องเอะใจ ได้แต่รับรู้ไว้ และดำเนินการให้เพื่อไทยตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ จนกว่าจะถึงเวลาที่พรรคเพื่อไทยมาขอให้ช่วยประสานงานหรือช่วยเจรจา ไปพบกับใคร ถ้าเป็นอย่างนั้น จึงจะมาคุยกับเรา แล้วเราทำได้ก็จะทำ แต่ตอนนี้ยังไม่แจ้งมา

ส่วนที่มองว่าต้องมีพรรค 2 ลุง หรือพรรคใดพรรคหนึ่งมาร่วม จึงจะตั้งรัฐบาลสำเร็จ นายอนุทินกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยต้องไปคุยกับแต่ละพรรคที่คิดทำงานกันได้ และเมื่อตกลงได้ทั้งหมดแล้ว คิดว่าคงเชิญทุกพรรคไปแถลงข่าวร่วมกันก่อนเลือกนายกฯ การจะได้นายกฯ และรัฐบาลชุดใหม่ เป็นไปตามไทม์ไลน์ธรรมชาติ ถ้าได้เสียงสนับสนุนครบตอนนี้ต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ผู้สื่อข่าวถามว่า เพื่อไทยบอกจะตั้งรัฐบาลพิเศษหมายความว่าอะไร นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ทราบ แต่ที่เราไปคุยไม่มีคำนี้ หากเพื่อไทยบอกว่ามีอะไรเปลี่ยน ต้องมาคุยอีกครั้งเพื่อพิจารณาว่าจะรับได้แค่ไหน ย้ำว่าตอนนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยน เมื่อถามกรณีที่พรรคเพื่อไทยต้องการสลายขั้วการเมืองแสดงว่าจะไม่มีเงื่อนไขห้ามพรรค 2 ลุงร่วมรัฐบาลใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เราขออยู่ในกรอบที่ตกลงกับพรรคเพื่อไทยในการตั้งรัฐบาลคือเสียงของพรรคเพื่อไทย กับพรรคภูมิใจไทยสถานการณ์เวลานี้ต้องอยู่ให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้

พปชร.เผยโหวตให้เพื่อไทย

นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรค พลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนพรรคต่อการโหวตนายกฯ ว่า ตั้งแต่พรรคพลังประชารัฐไปคุยที่พรรคเพื่อไทย จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการทาบทามอะไร แต่ในกลุ่มเราคุยกันแล้ว เห็นว่าประเทศจำเป็นต้องมีรัฐบาลเร่งด่วน เพราะปัญหาหลายเรื่องต้องได้รับการแก้ไขเร่งด่วน จึงจะสนับสนุนพรรคเพื่อไทยโดยที่พรรค พลังประชารัฐจะไม่ขาดแม้แต่คนเดียว และหากมาก็มาทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวถามว่าได้ปรึกษา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แล้วหรือไม่ นายไผ่กล่าวว่า จากการไปคุยกันคร่าวๆ เกี่ยวกับนโยบายที่อยากผลักดันร่วมกัน อาทิ ที่ดิน ส.ป.ก. ภัยแล้ง การเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และบัตรประชารัฐก็ได้รับการสนับสนุน ที่สำคัญเราเคยทำงานกับเพื่อไทยมาก่อน ตนเป็นเด็กเก่าเพื่อไทยจึงเชื่อว่าจะทำให้ฝ่าวิกฤตทางการเมืองและเศรษฐกิจทั้งหมดได้

ต่อข้อถามว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยด้วยหรือไม่ นายไผ่กล่าวว่า ไม่มีการพูดคุยเรื่องนี้ แต่คิดว่าเป็นเรื่องเล็ก ทำให้ผ่านตรงนี้ไปก่อนค่อยว่ากัน ถ้าเพื่อไทยทำได้ดีอย่างที่พูด หากเรามีโอกาสก็พร้อมทำเต็มที่ แต่ถ้าไม่มีโอกาสก็พร้อมตรวจสอบเต็มที่เช่นกัน ยืนยันไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องรัฐบาล คุยแต่นโยบาย จุดยืนของเรามีลุงไม่มีแล้ง ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ประวิตรยังอยู่ใช่หรือไม่ นายไผ่กล่าวว่า “ลุงอยู่สิครับ” เมื่อถามว่า มีเงื่อนไขอะไรหรือไม่ นายไผ่กล่าวว่า ไม่ได้มีการตกลงร่วมรัฐบาลกัน แต่เราสนับสนุนให้จัดตั้งรัฐบาลได้ก่อน

ยังไม่คุยร่วมรบ.-ไม่กลัวโดนหลอก

ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ประวิตรรับทราบหรือยินยอมแล้วหรือไม่ นายไผ่กล่าวว่า เราคุยนโยบายกันดีกว่า หากตั้งรัฐบาลแล้วพรรคเพื่อไทยพร้อมเอานโยบายต่างๆ ของแต่ละพรรคมาทำ เป็นข้อดี หากจะเว้นไป 10 เดือน สู้มีรัฐบาลดีกว่าหรือไม่ เราไม่มีข้อแม้ ไม่มีข้อเสนออะไรทั้งนั้น เราไม่ต้องแจ้งพรรคเพื่อไทย แต่เราจะออกมาเต็มที่และย้ำว่าพวกเราไปกันทั้งหมด ต่อข้อถามว่า สส.ทั้ง 40 คนของพรรค จะโหวตให้ทั้งหมดใช่หรือไม่ นายไผ่กล่าวว่า พวกเราไปกันทั้งหมด เมื่อถามว่าถือเป็นมติพรรคหรือไม่ นายไผ่กล่าวว่า วันนี้เป็นจุดยืน ถ้าเป็นมติมันเป็นทางการที่ต้องมาแถลง แต่วันนี้เราคุยกันแล้วว่าจะสนับสนุนให้จัดตั้งรัฐบาลให้ได้ เผลอๆ จะไปหาเสียงให้ด้วย

ต่อข้อถามว่าพรรคพลังประชารัฐจะได้อะไร นายไผ่กล่าวว่า พรรคมีนโยบายหลายอย่างที่ได้ทำและนโยบายที่ไปพูดกับชาวบ้าน กำแพงเพชรเราได้ สส.ยกจังหวัด ชาวบ้านคาดหวัง เราต้องทำตามที่พูด ประเทศจะได้ประโยชน์มากที่สุดเพราะพรรคเพื่อไทยพูดเองว่าถ้าได้จัดตั้งรัฐบาลนโยบายดีๆ หลายอย่างจะทำให้สำเร็จ ผู้สื่อข่าวถามว่ามีเงื่อนไขร่วมรัฐบาลภายหลังหรือไม่ นายไผ่ยืนยันว่ายังไม่ได้คุยกันเลย สิ่งจำเป็นตอนนี้คือต้องจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากโหวตให้แต่ต้องไปเป็นฝ่ายค้านก็รับได้ นายไผ่กล่าวว่า อย่างไรก็ได้ ไม่มีข้อแม้อะไรทั้งสิ้น ต่อข้อถามว่า พล.อ.ประวิตรจะโหวตให้ด้วยหรือไม่ นายไผ่กล่าวว่า “เรามาทุกคน” เมื่อถามว่า กลัวหรือไม่ว่าสุดท้ายจะโดนเพื่อไทยหลอก นายไผ่กล่าวว่า เราไม่ได้โดนหลอก เราไม่คาดหวังก็จะไม่ผิดหวัง ส่วนถ้าพรรคเพื่อไทยจะทาบทามร่วมรัฐบาลเราก็พร้อมเต็มที่ เพราะเราเป็นรัฐบาลมาแล้ว หากช่วยประเทศ ตรงไหนได้เราก็พร้อม

‘วันชัย’ฟันธงสว.เต็มคาราเบล

นายวันชัย สอนศิริ สว.โพสต์เฟซบุ๊กว่า “หมดเรื่อง 112 และก้าวไกลไปแล้ว สว.เห็นว่าประเทศไทยต้องเดินหน้า จะชักช้าไม่ได้ เป็นที่ชัดเจนและเสียงดังฟังชัดในหมู่เพื่อน สว.ส่วนใหญ่เห็นว่าใครรวมเสียงส่วนใหญ่ได้ จะเลือกคนนั้นพรรคนั้นเป็นนายกฯ สัญญาณครั้งนี้ จากทุกสายชัดยิ่งกว่าชัด โหวตนายกฯ ครั้งหน้าจากเพื่อไทยผ่านฉลุย เต็มคาราเบล

ด้านนายเสรี สุวรรณภานนท์ สว. ให้สัมภาษณ์กรณีที่น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นำแกนนำพรรคเพื่อไทย หารือกับแกนนำพรรคก้าวไกล เมื่อวันที่ 9 ส.ค.ว่าเป็นเรื่องการแสดงออกทางการเมืองที่พรรคเพื่อไทยพยายามจะหาแนวร่วมให้ได้มากที่สุด ข้อเสนอและการตัดสินใจมีการเปลี่ยนไปมาตลอด ตอนนี้ สว.คงต้องคอยดูว่าพรรคการเมืองแต่ละพรรครวมเสียงการเมืองให้ได้มากที่สุด ถ้าสามารถรวมเสียงของก้าวไกลได้ด้วย ก็ไม่ต้องมาพึ่งพาอาศัยเสียงของสว. ขึ้นอยู่กับแต่ละพรรคจะยืนหยัดในหลักการในจุดยืนของตัวเองอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามว่าสว.ไม่ติดเลยใช่หรือไม่ หากพรรคก้าวไกลโหวตแคนดิเดตนายกฯ ให้เพื่อไทย นายเสรีกล่าวว่า ตนไม่ขัดข้อง เพราะเป็นเรื่องที่แต่ละพรรคสามารถตกลงกันได้อยู่แล้ว และขึ้นอยู่กับแต่ละพรรคจะแสดงออกกับประชาชน ยืนในหลักการ และจะให้เหตุผลกับประชาชนว่าอย่างไร วันหนึ่งร่วม วันหนึ่งไม่ร่วม วันนี้กลับมาร่วม จะให้เหตุผลกับประชาชน หรือจะกลับไปกลับมาจนถึง วันลงคะแนนหรืออย่างไรก็ต้องมีความชัดเจนให้ประชาชนเห็นก่อน

“พรรคที่มีจำนวนสส.มาก 3 พรรค ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคก้าวไกล และพรรค เพื่อไทย เป็นตัวแปร หากใน 3 พรรคการเมืองนี้เสียงยังแตกอยู่ ยังต่างฝัก ต่างฝ่าย ยืนในหลักการของตัวเองอยู่ ก็ต้องใช้เสียงสว. แต่หากสามารถเป็นหลักในการรวมกันได้ อาจจะได้ 376 เสียง ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลปรากฏคะแนนได้ชัดขึ้น” นายเสรีกล่าว

จับตาดึงพรรคป้อม-ดัน‘เศรษฐา’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่น.ส. แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย พร้อมแกนนำพรรค ไปพูดคุยกับแกนนำพรรคก้าวไกล นำโดย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ที่ตึกไทยซัมมิท เมื่อวันที่ 9 ส.ค.

ในการหารือดังกล่าว ไม่ได้ขอคะแนนเสียง 149 เสียง จากพรรคก้าวไกล ในการโหวตสนับสนุนนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดต นายกฯ พรรคเพื่อไทย แต่น.ส.แพทองธาร ได้พูดถึงสถานการณ์การเมืองและการรวบรวมเสียงของพรรคเพื่อไทยในการจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงการพูดคุยกับสว.ที่มีจุดยืนว่าต้องไม่มีพรรคก้าวไกลร่วมรัฐบาล และมีความเป็นจำเป็นต้องจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็ว เพราะล่าช้ามา 3 เดือน จึงมาแจ้งให้ทุกคนทราบถึงความจำเป็นต้องเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ โดยอาศัยเสียงของพรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทยจึงต้องมาชี้แจงเรื่องดังกล่าวด้วยตัวเอง

จากสัญญาณหารือดังกล่าว ส่งผลให้ นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐออกมาแถลงจุดยืนของพรรคว่า สส.ทั้ง 40 คน จะโหวตสนับสนุนแคนดิเดต นายกฯ ของพรรคเพื่อไทย ขณะที่สว.หลายคนได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในทิศทางเดียวกัน อาทิ นายวันชัย สอนศิริ ระบุว่า ครั้งหน้าการโหวตนายกฯ ฉลุยแน่นอน เป็นต้น

‘พิธา’ขอฟังเสียงประชาชน

เมื่อเวลา 12.45 น. ที่รัฐสภา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งพักหน้าที่สส.จากคดีถือหุ้นสื่อ เปิดเผยว่า ตนมารัฐสภาเพื่อมาให้กำลังใจเพื่อน สส.พรรคก้าวไกล อภิปราย เพราะมีรายงานเข้าหลายเรื่อง และประเด็นเรื่องอสม. เป็นเรื่องที่สส.พรรคก้าวไกล อภิปรายกันหลายคน และนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาคนที่ 1 ก็อยู่ที่นี่จึงลงมาทานไอศกรีมร้านโปรด “ช่วยเป็นพยานด้วยถึงผมจะไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่สส.แล้ว แต่เข้ามาด้วยการแลกบัตรอย่างถูกต้องเหมือนประชาชน ไม่ได้ใช้อภิสิทธิ์”

ผู้สื่อข่าวถามถึงผลการหารือกับพรรค เพื่อไทยเมื่อวันที่ 9 ส.ค. นายพิธากล่าวว่า เป็นการสื่อสารและรับฟังกันทั้งสองฝ่าย ยังไม่มีอะไรคืบหน้า หากทั้งสองฝ่ายต่างมีคำถามคงนัดเจอกันเรื่อยๆ ต่อข้อถามว่า จะโหวตนายกฯ ให้พรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า ขณะนี้ยังรับฟังกันก่อน คงต้องรอดูว่ามีคำถามอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ หากมีคงสอบถามกลับไป ในสัปดาห์นี้เป็นการรับฟังมากกว่า มีปัจจัยที่ต้องคิดให้รอบคอบหลายเรื่อง โดยยึดหลักการเป็นสำคัญ ยึดในคำสัญญาที่เคยหาเสียง ซึ่งจะอธิบายได้ว่า เรามีหลักประกอบการพิจารณาอย่างไรบ้าง

ส่วนกระแสในโซเชี่ยลมีเดียไม่สนับสนุนโหวตนายกฯ ให้ นายพิธากล่าวว่า ไม่ใช่แค่โซเชี่ยลมีเดีย แต่กระแสจากการลงพื้นที่เช่นกัน ตนได้ย้ำไปแล้วว่า อย่าฟังเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง แต่ด้วยความที่เป็นผู้แทนราษฎร คนที่มีอำนาจจริงๆ คือราษฎร ตนได้กำชับให้สส. ถามประชาชนขณะลงพื้นที่ว่ามีความเห็นอย่างไร เพราะเวลาเราต้องตัดสินใจเรื่องที่ยาก หากตัดสินใจเองทำได้ยาก และเมื่อคิดไม่ออกก็กลับไปหาประชาชน หากเจ้าของเสียงว่าอย่างไร จะมีส่วนประกอบในการตัดสินใจของเรา

เมื่อถามว่า หากไม่โหวตนายกฯ ให้เพื่อไทย อาจจะแก้รัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่สำเร็จ แต่ถ้าโหวตให้ก็เหมือนพรรคก้าวไกล ถอยแล้วถอยอีก นายพิธากล่าวว่า เป็น 1 ในประเด็นที่เรารับฟังและพิจารณาอยู่ เพราะ 4 ปีที่ผ่านมา มีความพยายามแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งแต่ละคนโหวตอะไรไว้ก็เห็นอยู่ ถ้าเรานำองค์ประกอบว่าใครเคยขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญ แล้วมาบอกว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ดูขัดแย้งกันพอสมควร ฉะนั้นเป็น 1 ในประเด็นที่จะ ซักถามและพูดคุยกัน เมื่อถามว่า พรรค เพื่อไทย ดูมีความมั่นใจมากว่าการโหวต นายกฯ จะจบในม้วนเดียว นายพิธากล่าวว่า เป็นกำลังใจให้พรรคเพื่อไทย

โผล่สภา – นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เดินทางมารัฐสภาเพื่อให้กำลังใจ สส.ของพรรคในการประชุมอภิปราย พร้อมรับประทานไอศกรีมร้านโปรด และให้สัมภาษณ์ยืนยันยังไม่เคาะทิศทางโหวตแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 10 ส.ค.

ลั่นอาจไม่ได้เป็นฝ่ายค้าน

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดพิจารณาคำร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน เรื่องการเสนอชื่อนายพิธา เป็นนายกฯรอบสอง ถือเป็นญัตติซ้ำหรือไม่ในวันที่ 16 ส.ค.นี้ นายพิธากล่าวว่า ต้องรอดูอีกครั้ง แต่ดูตามข้อบังคับการประชุมสภา ข้อที่ 41 หากมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลง เช่น มีการเสนอชื่อคนอื่นเป็น นายกฯ แข่งกับตน ไม่ต้องรอคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ สามารถโหวตได้เลย ตนคิดว่าโอกาสในการกลับมายังมีอยู่ เพียงแต่ต้องดูเวลาที่เหมาะสม ไม่ได้เป็นเรื่องของข้อบังคับการประชุม หรือข้อกฎหมายที่ต้องรอ เป็นเรื่องของสถานการณ์รายวัน แต่โดยมารยาทเรา ส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทยไปแล้ว ต้องให้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ไม่ควรไปขัดขวาง เรื่องนี้ถือเป็นคนละเรื่องกับทิศทางการโหวตนายกฯ ให้พรรคเพื่อไทย

ต่อข้อถามกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่านายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาคนที่ 1 ควรลาออกจากตำแหน่งหรือไม่ หากพรรคก้าวไกลเป็นผู้นำฝ่ายค้าน นายพิธากล่าวว่า พรรคคิดว่ามีทางออกที่เหมาะสม เมื่อถึงเวลาจะแถลง แต่เราทราบเรื่องนี้มาตลอด “ผมอาจจะไม่ได้เป็นฝ่ายค้านก็ได้ ใครจะรู้”

นายพิธากล่าวถึงความคืบหน้าคดีถือหุ้นไอทีวีว่า ยังไม่มีใครติดต่อมา ไม่ว่าจะจากศาลรัฐธรรมนูญ หรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่มีโอกาสได้ชี้แจงว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ยังคงรอดูอยู่ ส่วนความคืบหน้าคดีล้มล้างการปกครอง นายพิธากล่าวว่า ตนได้มอบหมายให้นายณัฐวุฒิ บัวประทุม รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ฝ่ายกฎหมาย เป็นผู้รับผิดชอบ

สส.ก้าวไกลระบุ 95% เซย์โน

นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า ประชาชนในพื้นที่ไม่ต้องการให้พรรคโหวตนายกฯ ให้พรรค เพื่อไทย เห็นได้จาก สส.ก้าวไกลหลายคนได้โพสต์ขอความเห็นจากประชาชน ความคิดเห็นประมาณ 95% ไม่อยากให้โหวตให้พรรคเพื่อไทย เป็นเสียงสะท้อนจากประชาชนที่ต้องรับฟัง ส่วนตัวทราบว่ามีประชาชนบางส่วนที่ส่งข้อความมาหา สส.พรรค แสดงถึงความเครียดต่อสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ เพราะเลือกตั้งมา 3 เดือนแล้วยังไม่มีรัฐบาล แม้แต่รายการบันเทิงก็ได้วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองจึงต้องยืนยันฟังเสียงประชาชนไว้ก่อน เพราะเรามาจากประชาชน 14 ล้านเสียง

ตอนนี้พรรคยังไม่ได้ประชุมในเรื่องนี้ ตามที่นายพิธา เคยบอกไปก่อนหน้านี้ว่าต้องรับฟังเสียงประชาชนก่อน แต่หากมีการประชุมจะสะท้อนเสียงประชาชนในพื้นที่ต่อที่ประชุม และเท่าที่พูดคุยกับเพื่อน สส.หลายพื้นที่ ประชาชนมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน แม้ว่าตอนนี้ยังไม่ได้รัฐบาลแต่ประชาชนส่วนใหญ่บอกว่ารอได้ บางส่วนบอกให้พรรคยอมถอยในบางเรื่อง แต่ถือเป็นส่วนน้อย

กกต.ไม่กังวลศาลสั่งแจงปมพิธา

นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. ให้สัมภาษณ์กรณีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง สั่งกกต. ชี้แจง 8 ประเด็นเกี่ยวกับกระบวนการจัดการเลือกตั้งและกรณีมีมติว่านายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล มีลักษณะต้องห้ามในการลงสมัครรับเลือกตั้งจากการถือหุ้นสื่อว่า เบื้องต้นทราบจากข่าวว่าศาลให้กกต.ชี้แจงแต่ขณะนี้หนังสือยังมาไม่ถึง จึงยังอยู่ในกระบวนการของสำนักงานว่า 8 ประเด็นนั้นกกต.จะตอบว่าอะไรบ้าง แต่ขอให้มั่นใจกกต.จะตอบครบทั้ง 8 ประเด็น และ ไม่คิดว่ามีอะไรหนักใจ รายละเอียด รอสำนักงานเสนอขึ้นมา

ส่วนที่มีประเด็นคำถามว่า กกต.เคยรับทราบหรือมีการชี้แจงจากนายพิธาเรื่องหุ้นบมจ.ไอทีวีเมื่อครั้งเป็นสส.ปี 2562 หรือไม่นั้น กกต.ยังไม่ได้รับแจ้งอะไรจึงยังตอบ รายละเอียดไม่ได้ แต่เลือกตั้งครั้งล่าสุดนี้ กกต.ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร สส. 5 พันกว่าคน ด้วยกระบวนการเดียวกัน คือมีหนังสือสอบถามไปยังหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้านต่างๆ ถ้าได้รับผลมาแล้วพบมีลักษณะต้องห้ามก็จะพิจารณาไม่ประกาศชื่อ และมีกระบวนการที่ประกาศชื่อไปแล้วพบมีลักษณะต้องห้ามก็จะถอนชื่อได้ซึ่งดำเนินการเหมือนทุกครั้ง กรณีการถือหุ้นของนายพิธามีผู้มาร้องเรียนภายหลัง 3 ราย แต่ตอนที่กกต.ตรวจคุณสมบัติไม่มี หน่วยงานไหนรายงานมาว่าพบนายพิธาถือหุ้น

นายอิทธิพรกล่าวถึงความคืบหน้าการไต่สวนเอาผิดนายพิธา กรณีรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งแต่ยังลงสมัครตามมาตรา 151 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสส.ว่า อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการสืบสวนไต่สวน ทราบว่ามีการส่งเรื่องมาให้สำนักงาน เมื่องานของคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนดำเนินการเสร็จแล้วก็จะส่งมายังส่วนกลางที่มีเลขาธิการกกต. และก่อนส่งเรื่องมาให้กกต.พิจารณาก็ต้องผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยและคดี ทราบว่าขณะนี้เรื่องเคลื่อนที่มาอยู่ที่สำนักงานแล้ว

ปปช.จ่อฟันสส.-สว.ฮุบที่ดิน

วันเดียวกัน นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการตรวจสอบจริยธรรมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ถือครองที่ดิน หรือเอกสารสิทธิโดยมิชอบหรือสนับสนุน เจ้าหน้าที่รัฐในการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบว่า ขณะนี้มีการแจ้งข้อกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประมาณ 10 รายแล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้ เกรงว่าจะกระทบ แต่มีทั้ง สส. สว. และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

เมื่อแจ้งข้อกล่าวหาไปแล้วจะต้องรอให้ ผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาว่า ครอบครองที่ดินดังกล่าวหรือไม่ ที่ดินเป็นของเจ้าตัวหรือไม่ ที่ดินนั้นชอบหรือไม่ เป็นที่ป่าหรือไม่ ออกเอกสารสิทธิได้อย่างไร ครอบครองโดยบริสุทธิ์หรือไม่ เราต้องดูที่เจตนา เชื่อว่าขั้นตอนการแจ้งข้อกล่าวหาน่าจะถึง เจ้าตัวแล้ว การพิจารณาเรื่องดังกล่าวไม่น่าจะช้า เพราะเจ้าหน้าที่ต้องเร่งทำคดี เนื่องจากมีกรอบเวลา คาดว่าจะสามารถชี้มูลบางรายได้ภายในสิ้นปี 2566 นี้

โต้เร่งคดีเขากระโดงช่วงตั้งรบ.

นายนิวัติไชยกล่าวถึงกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.สั่งตรวจสอบนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคมเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย หลังถูกร้องเรียนเข้าข่ายมีพฤติกรรมผิดมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ประเด็นการครอบครองที่ดินบนเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นที่ดินของรัฐว่า เดิมนายศักดิ์สยามมีเรื่องร้องเรียนอยู่แล้ว โดยกล่าวหาว่าละเว้นหรือไม่ดำเนินการกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาเมื่อปี 2560 ที่ให้มีการเพิกถอนและขับไล่ราษฎรที่ครอบครองที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ซึ่งศาลตัดสินแล้วว่าเป็นที่ดินของ รฟท.แน่นอน ปัญหาคือ ศาลตัดสินตั้งแต่ปี 2560-2561 รฟท.ดำเนินการในขั้นตอนไหน เหตุใดจึงล่าช้า ซึ่งป.ป.ช.อยู่ระหว่างตรวจสอบ และสส.ยื่นคำร้องเข้ามาอีก จะเอาไปรวมกับเรื่องเดิม

ผู้สื่อข่าวกรณีมีการตั้งข้อสังเกต ป.ป.ช. หยิบคดีดังกล่าวขึ้นมาพิจารณา ช่วงมีการจัดตั้งรัฐบาล นายนิวัติไชยกล่าวว่า ขอย้ำว่าคดีเขากระโดง ป.ป.ช.มีเรื่องตรวจสอบค้างอยู่แล้ว แต่มี สส.เข้ามายื่นคำร้องเพิ่มเติม ป.ป.ช.ไม่ได้หยิบยกขึ้นมาเอง ป.ป.ช.ได้คุยกับทั้งกรมที่ดิน รฟท. แล้วว่ามีปัญหาติดขัดเรื่องใดเกี่ยวกับการเพิกถอน ทั้งที่มีคำสั่งศาลแล้ว ซึ่งได้รับคำชี้แจงว่า รฟท.จะใช้สิทธิ์ศาลปกครองเพื่อให้กรมที่ดินไปเพิกถอน โดย ป.ป.ช.ต้องมาดูเจตนาว่าต้องการประวิงเวลาหรือไม่ แต่เรายังไม่ได้ระบุว่าใครถูก ใครผิด เรื่องนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ยังไม่ได้มีการสั่งไต่สวนด้วยซ้ำไป

เมื่อถามว่า ใช้เวลาอีกนานหรือไม่กว่าจะตั้งคณะกรรมการไต่สวน นายนิวัติไชยกล่าวว่า อยู่ที่เอกสารหลักฐานจะครบหรือไม่ และต้องถอดรายละเอียดจากคำพิพากษา เพื่อดูเรื่องการชี้แนวเขต เพราะถ้าจะเพิกถอนต้องให้ชัดเจน แปลงไหนอย่างไร ใครครอบครอง มีเอกสารสิทธิหรือไม่ ออกเอกสารสิทธิโดยชอบหรือไม่

เปิด 2 คดี‘ทักษิณ’ในชั้นไต่สวน

นายนิวัติไชย เผยความคืบหน้าในการไต่สวนคดีกล่าวหานายทักษิณ ชินวัตร ที่ยังอยู่ในชั้นการไต่สวนของป.ป.ช.ว่า ขณะนี้เหลือคดีกล่าวหานายทักษิณทั้งหมด 2 เรื่อง โดยจะหมดอายุความในปี 2569 จากทั้งหมด 26 เรื่อง ได้แก่ 1.คดีกล่าวหาว่า นายทักษิณ ถูกร้องเรียนกล่าวหาเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองผอ.ศูนย์ปราบปรามแร่เถื่อน โดยถูกร้องเรียนกล่าวหาพร้อมกับพวก กรณีลงพื้นที่ตรวจสอบลักลอบการทำเหมืองแร่ดีบุก จ.พังงา ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น ยังไม่มีการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน

2.คดีกล่าวหาว่า นายทักษิณกับพวก อนุมัติให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.สนับสนุนบริษัท แอร์เอเชีย จำกัด (มหาชน) เมื่อครั้งกลุ่มชินคอร์ปถือหุ้นอยู่ 51% เข้ามาทำธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำ และมีการแก้ไขข้อบังคับหลายกรณี ซึ่งขณะนั้นมีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขยนายทักษิณ เป็นบอร์ดทอท.รวมอยู่ด้วย ปัจจุบัน ป.ป.ช.ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีนี้แล้ว อยู่ระหว่างสรุปข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการ แต่ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน