ชี้ไม่ต้องโชว์วิสัยทัศน์ เพื่อไทยมั่นใจผ่านแน่ ปชป.ยังวุ่นอยู่ขั้วไหน เสี่ยนิดโต้กลับชูวิทย์ แจงซื้อที่ดินโปร่งใส

ประธาน ‘วันนอร์’ เคาะ 22 ส.ค. โหวตเลือกนายกฯ หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องปมเสนอชื่อโหวตซ้ำไว้พิจารณา เลขาฯ เพื่อไทยมั่นใจ ‘เศรษฐา’ ฉลุย แน่ ‘ภูมิธรรม’ ย้ำเพื่อไทยยืนบนหลักการประชาธิปไตย ยอมเจ็บปวด-เสียต้นทุนการเมือง คิดใหญ่ใจกว้าง สลายขั้วขัดแย้ง เพื่อสิ่งใหม่ที่ดีขึ้น ‘อนุทิน’ ยันต้องแบ่งเค้กรมต.ก่อนวันลงมติ ปชป.เผยยังไม่มีดีลจากเพื่อไทย ชี้กก.บห.รักษาการมีอำนาจตัดสินใจทุกเรื่อง ด้าน ‘เศรษฐา’ ซัด ‘ชูวิทย์’ ปลุกปั่น-บิดเบือนปมที่ดิน เตรียมฟ้องกลับ กกต.แจงยาวๆ โต้ ‘พิธา’ คดีหุ้นสื่อ ชี้การไต่สวนอาญามาตรา 151 ยังไม่เสร็จ

ศาลรธน.ตีตกชงชื่อ‘พิธา’ซ้ำ
เมื่อวันที่ 16 ส.ค. ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีรัฐสภา มีมติตีความว่าการเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบในรอบที่สอง เป็นญัตติทั่วไป ต้องห้ามนำเสนอญัตติซ้ำอีกตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2563 ข้อ 41 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนทั้งสาม (รศ.พรชัย เทพปัญญา ที่ 1 ผศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร ที่ 2 และนางปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์ และคณะ ที่ 3) ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 5 วรรคหนึ่ง มาตรา 25 วรรคสาม และมาตรา 23

โดยผู้ร้องกล่าวอ้างว่าผู้ร้องเรียนที่ 1 และที่ 2 เป็นประชาชนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสส.แบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยเลือกพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ซึ่งมีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นบุคคลเพียงรายชื่อเดียวที่พรรคก้าวไกลเสนอชื่อเป็นบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ และผู้ร้องเรียนที่ 3 เป็นสส. พรรคก้าวไกล การที่รัฐสภามีมติ ดังกล่าวละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนทั้งสาม และขอให้กำหนดมาตรการ หรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญโดยให้มีคำสั่งยุติการเลือกนายกฯไว้ก่อนจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

ภายหลังการประชุม ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 213 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 46 เป็นบทบัญญัติที่มีเจตนารมณ์ให้ศาลรัฐธรรมนูญคุ้มครองสิทธิ์ หรือเสรีภาพของบุคคลจากการกระทำละเมิดโดยใช้อำนาจรัฐ แต่บุคคลที่มีสิทธิ์ ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ต้องเป็นบุคคลที่ถูกละเมิดสิทธิ์ หรือเสรีภาพโดยตรง

เดินหน้าโหวตนายกฯรอบ 3
สำหรับกระบวนการได้มาซึ่งนายกฯ รัฐธรรมนูญมาตรา 272 วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 159 วรรคหนึ่งให้สภาพิจารณา ให้ความเห็นชอบเฉพาะจากบุคคลที่พรรค การเมืองเสนอ และเป็นผู้มีชื่ออยู่ในบัญชี รายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ ตามมาตรา 88 เท่านั้น ดังนั้น ผู้มีสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาต้องเป็นผู้ที่พรรคการเมืองเสนอตามมาตรา 159 วรรคหนึ่งอันเป็นสิทธิเฉพาะบุคคลที่รัฐธรรมนูญ 2560 ก่อตั้งขึ้นเป็นหลักการใหม่ของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นอกเหนือจากสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะในหมวด 3 เมื่อผู้ร้องเรียน ทุกคนไม่ใช่บุคคล ที่พรรคการเมืองแจ้ง รายชื่อไว้ ว่าจะเสนอรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกฯ ทั้งไม่ได้เป็นบุคคลที่พรรคการเมืองเสนอชื่อต่อรัฐสภา ผู้ร้องเรียนทุกคนจึงไม่ใช่ผู้ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรง ไม่อาจใช้สิทธิยื่นคำร้องเรียนได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 กรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง ประกอบมีช่องทางในการยื่นคำร้องที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นการเฉพาะแล้ว ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ได้

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องไว้พิจารณา เนื่องจากผู้ร้องทั้ง 3 ไม่ใช่ผู้ถูกละเมิดสิทธิโดยตรง เมื่อมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว คำขอให้คำสั่งชะลอการโหวตนายกฯ ออกไปจึงเป็นอันตกไป

ยืดเวลา‘ทิม-ก.ก.’แจงม.112
นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณากรณีนายธีรยุทธ สุวรรณเกษร (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ว่า การกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้องที่ 1) และพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้องที่ 2) ที่เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. กฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง หรือไม่

โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้องของ ผู้ถูกร้องทั้งสอง ลงวันที่ 15 ส.ค.2566 ขอขยายระยะเวลายื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ครั้งที่สอง ออกไปอีก 30 วันนับถัดจากวันครบกำหนดขยายระยะเวลา ครั้งแรกแล้ว มีคำสั่งอนุญาตตามคำขอ

สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ยังออกเอกสารข่าวเผยแพร่ผลการประชุมกรณีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ รับคำร้องที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบมาตรา 187 หรือไม่ไว้พิจารณาและมีคำสั่งให้นาย ศักดิ์สยาม ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค.2566 จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยนั้น ในกรณีถือหุ้นห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น กรณีดังกล่าวศาลรัฐธรรมนูญยังคงอยู่ในกระบวนการอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัย

นัดโหวต – นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ระบุกำหนดประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกฯ ในวันที่ 22 ส.ค. หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องพิจารณากรณีเสนอชื่อโหวตนายกฯ ซ้ำ ที่รัฐสภา เกียกกาย เมื่อวันที่ 16 ส.ค.

‘วันนอร์’นัดลงมติ 22 ส.ค.
ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา แถลงว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือว่าสิ่งที่รัฐสภาประชุมไปแล้วปฏิบัติได้ถูกต้อง ไม่ขัดต่อสิ่งที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งไปให้พิจารณาว่าระหว่างข้อบังคับกับรัฐธรรมนูญ ขัดแย้งกันหรือไม่อย่างไร ทำให้สิ่งที่สภาทำไปดำเนินการต่อได้ โดย วันที่ 16 ส.ค. เวลา 14.00 น. ให้ฝ่ายกฎหมายสภาและฝ่ายที่เกี่ยวกับประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกฯพิจารณารายละเอียด ระเบียบวาระที่ค้างอยู่และกระบวนการเลือกนายกฯ จากนั้นตนนัดประชุมวิป 3 ฝ่าย คือ วุฒิสภา กับสภาทั้งสองฝ่ายเพื่อหาข้อสรุป ซึ่งกำหนดไว้แล้วน่าจะออกระเบียบวาระได้หลังฝ่ายกฎหมายให้ความเห็นเรียบร้อยแล้ว และจะเชิญสมาชิกรัฐสภาประชุมเพื่อโหวตเลือกนายกฯ วันที่ 22 ส.ค.นี้ ซึ่งได้หารือประธานวุฒิสภาแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่าการประชุม 22 ส.ค.จะเรียบร้อยใช่หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า จะดำเนินการให้เรียบร้อยมากที่สุด แต่จะจบ 22 ส.ค.หรือไม่ขึ้นอยู่กับที่ประชุมรัฐสภา ต่อข้อถามกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เสนอญัตติให้ทบทวนมติของที่ประชุมรัฐสภา ที่ให้การเสนอชื่อนายพิธา เป็นนายกฯ รอบ 2 เป็นการเสนอญัตติซ้ำ นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า เรื่องนี้อยู่ในวาระการประชุมอยู่แล้ว เมื่อมี คำวินิจฉัยศาลก็ต้องหารือต่อไป จะดำเนินการตามข้อบังคับ และจะทบทวนอย่างไรต้องอยู่ในกรอบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

ชี้ไม่มีระเบียบให้แคนดิเดตโชว์กึ๋น
ต่อข้อถามว่าเห็นควรหรือไม่ว่าแคนดิเดตนายกฯ ต้องเข้ามาชี้แจงและแสดงวิสัยทัศน์ในที่ประชุมรัฐสภานายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า รัฐธรรมนูญและข้อบังคับไม่ได้กำหนด ขึ้นอยู่กับสภาว่าจะเห็นสมควรอย่างไร เมื่อถามว่า ข้อเรียกร้องของสมาชิกส่วนใหญ่สมเหตุ สมผลหรือไม่ที่ให้แคนดิเดตนายกฯ มาแสดงวิสัยทัศน์ ซึ่งขณะนี้ปรากฏชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งไม่ได้เป็นสส. นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับผู้ถูกเสนอชื่อว่าอยู่ที่ไหน หากอยู่ที่นี่และพร้อมแสดงวิสัยทัศน์ก็ขึ้นอยู่กับที่ประชุม แต่หากไม่อยู่ที่นี่คงไม่สะดวก เพราะปี 2562 เราพิจารณาในข้อนั้น

รวมถึงสอบถามฝ่ายกฎหมายว่าตอนที่ร่างข้อบังคับการเลือกนายกฯ ทำไมไม่กำหนดเหมือนการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้รับการชี้แจงเบื้องต้นว่า เดิมกำหนดว่าจะให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ แต่ภายหลังผู้ร่างตัดออกไป เพราะเห็นว่าอาจเป็นบุคคลภายนอกที่ถูกเสนอชื่อ ที่ไม่ได้อยู่ในห้องประชุม ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญกำหนดว่าสามารถเสนอบุคคลภายนอกได้ จะนำข้อกฎหมายนี้พูดคุยในการหารือวิป 3 ฝ่ายด้วย อยากให้ทุกอย่างดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ไม่อยากให้มีการกังขา หรือประเด็นอะไรต่างๆ ที่ยืดเยื้อกัน

‘พิธา’เมินยื่นคำร้องสู้
ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชี รายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล แถลงว่า พรรคก้าวไกลยืนยันตลอดว่ากรณีมติที่ประชุมรัฐสภาห้ามเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯซ้ำในสมัยประชุมเดียวกัน รัฐสภาควรจะว่ากันเองได้ ไม่จำเป็นต้องให้องค์กรภายนอก เช่นศาลรัฐธรรมนูญเข้ามา จึงเป็นที่มาเมื่อวันที่ 4 ส.ค. พรรคก้าวไกลเสนอญัตติให้ทบทวนมติที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 19 ก.ค. ซึ่งญัตตินั้นมีผู้รับรองถูกต้อง ดังนั้น โอกาสที่จะมีการเลือกนายกฯครั้งต่อไป พรรคก้าวไกลยืนยันที่จะเสนอญัตติดังกล่าว การเป็นแคนดิเดต นายกฯ เป็นสถานะตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ว่าเสนอแล้วสุดท้ายในรอบแรกไม่ผ่าน แล้วมาบอกว่าไม่มีสถานะนั้นแล้ว การพิจารณากันแบบนี้เป็นการเล่นการเมืองโดยไม่พิจารณาบน ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า ตนคิดว่าเป็นปัญหาของสภา ควรแก้กันอยู่ที่สภา ผู้สื่อข่าวถามว่าจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญเองหรือไม่ เพราะมติที่ตีตก เป็นเพราะผู้ที่มาร้องไม่ได้เป็นผู้เสียหายโดยตรง นายพิธากล่าวว่า ไม่ได้ยื่น เพราะอย่างที่บอกว่าเป็นเรื่องของนิติบัญญัติก็อยู่ที่นิติบัญญัติ

‘เสี่ยอ้วน’ย้ำจุดยืนเพื่อไทย
เวลา 06.50 น. นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า พรรคเพื่อไทยมีจุดกำเนิดต่อมาจากพรรคไทยรักไทย ซึ่งเริ่มต้นขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ร่างขึ้นภายหลังจากวิกฤตการเมือง พ.ค.2535 ครั้งนั้นทหารทุกเหล่าทัพยอมถอยออกจากการเมือง กระทั่งไม่มีใครคิดว่าประเทศไทยจะมีการรัฐประหารอีกแล้ว แต่ต่อมาเมื่อสังคมไทยเกิดความขัดแย้ง แบ่งกลุ่มแบ่งสีกันอย่างรุนแรง พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน กระทั่งถึงพรรคเพื่อไทย ซึ่งยืนหยัดต่อสู้บนหลักการประชาธิปไตยมาโดยตลอด มาถึงวันนี้เรายังคงยืนยันบนหลักการประชาธิปไตยไม่เปลี่ยนแปลง

การดำเนินงานการเมืองของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ กับความพยายามคลี่คลายความ ขัดแย้งที่ดำรงอยู่มาเป็นเวลายาวนานกว่า 20 ปี หัวใจสำคัญ คือแต่ละฝ่ายยอมถอยออกคนละก้าว ให้มาอยู่ในจุดที่ทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับประเทศและประชาชนกระบวนทัศน์เดิมในทางการเมือง มองพรรคการเมืองคู่แข่งคือการเอาชนะคะคานกัน กระทั่งปัจจุบันยังเพิ่มอารมณ์เหยียดหยาม ด้อยค่าอีกฝ่ายที่ไม่ใช่ฝ่ายเราอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์ หากเปลี่ยนมุมคิดโดยใช้การเมือง เป็นเวทีที่ได้พูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ทำงานร่วมกัน ช่วยสลายขั้วความขัดแย้ง และนำพาบ้านเมืองออกจากหล่มความขัดแย้งดังกล่าว

คิดใหญ่-ใจกว้าง-เจ็บปวด
การคิดและดำเนินการเพื่อให้ประสบ ผลสำเร็จในภารกิจใหญ่เช่นนี้ มิใช่เรื่องง่ายสำหรับพรรคเพื่อไทย เพราะในอดีตเราเคยเป็นฝ่ายถูกกระทำมาโดยตลอด แต่ภายหลังการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันภายในพรรค พวกเราได้ข้อสรุปที่ตระหนักดี ว่าหากจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีของสังคมอย่างที่ทุกคนคาดหวัง พรรคเพื่อไทยต้องคิดใหญ่ ด้วยใจที่ใหญ่ ใจที่กว้าง ภายใต้สถานการณ์ทางเลือกที่คับแคบอย่างยิ่ง พรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องทำงานกับความคิด ความรู้สึกของทุกคนภายในพรรคอย่างมาก

เมื่อมองเห็นเป้าหมายที่ใหญ่กว่าผลประโยชน์ของพรรคเพียงฝ่ายเดียว พรรค เพื่อไทยจำเป็นต้องแสวงหาทางเลือกที่ดีที่สุด และเป็นรูปธรรม ภายใต้หลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข โดยเปิดใจกว้าง จับมือทำงานร่วมกับทุกพรรคการเมือง ที่ล้วนแล้วแต่ได้รับคะแนนเสียงการเลือกตั้งมาจากประชาชนที่หลากหลาย ในจำนวนสัดส่วนที่แตกต่างกัน เพราะนี่คือตัวแทนของประชาชน ส่วนหนึ่งของประเทศที่ต่างก็มีสิทธิ์และเสียงเท่าเทียมกัน

การตัดสินใจครั้งนี้ของพรรคเพื่อไทยเรายอมเสียต้นทุนทางการเมืองบางส่วนด้วยความเชื่อว่า “ทารกที่คลอดจากครรภ์มารดา ล้วนผ่านความเจ็บปวดฉันใด การเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งใหม่ที่ดีขึ้น ย่อมต้องผ่านความเจ็บปวดฉันนั้น” พรรคเพื่อไทยจะใช้ความมุ่งมั่นตั้งใจทำงาน เพื่อพิสูจน์ตัวเองต่อพี่น้องประชาชน เรารับผิดชอบในสิ่งที่เราคิด เราทำโดยอนาคตจะเป็นบทพิสูจน์ ความคิดและความเชื่อของเรา

‘ประเสริฐ’มั่นใจ‘เศรษฐา’ฉลุย
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เรามั่นใจเสียงสนับสนุนนายเศรษฐา ทวีสิน จะได้รับความไว้วางใจเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา เรารวบรวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่งแล้วทั้งจากสส.และสว. ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีพรรคก้าวไกลจะเสนอญัตติทบทวนมติที่ประชุมรัฐสภา ห้ามเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ซ้ำ นายประเสริฐกล่าวว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องแล้ว ก็ทำให้เป็นไปตามมติรัฐสภาคือไม่สามารถเสนอชื่อซ้ำได้ ยกเว้นมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไปก็สามารถชื่อซ้ำได้ แต่ขณะนี้มีการเสนอชื่อนายเศรษฐาด้วย ส่วนพรรคก้าวไกลจะเสนอชื่อนายพิธาซ้ำหรือไม่นั้น ถ้ามองการเมืองในขณะนี้เชื่อว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น ตอนนั้นมี 312 เสียงที่มีเพื่อไทยอยู่ด้วย วันนี้เพื่อไทยแยกมาแล้ว ฉะนั้นนับจำนวนเสียงโหวตนายกฯ ก็มาที่เพื่อไทย แต่ไม่ทราบว่าจะมีการเสนอชื่อ คนอื่นจากพรรคอื่นหรือไม่

เมื่อถามว่าหากชื่อนายเศรษฐาไม่ผ่าน จะเสนอชื่อน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ต่อหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า เอาไว้ค่อยคิดกัน แต่มั่นใจว่าครั้งเดียวผ่าน เพราะวันนี้เสียงสส. เกินกว่ากึ่งหนึ่งแล้ว และเสียงจากสว.เท่าที่ประเมินก็เกินกึ่งหนึ่งแล้ว ท่าทีสว.ยินดีสนับสนุนด้วยเหตุผลเพื่อไทยรวบรวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่งแล้ว ไม่มีการแก้ไขมาตรา 112 จึงไม่มีเงื่อนไขให้สว.ไม่สบายใจ

‘หนู’ลั่นแบ่งเค้กต้องจบก่อน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนการแบ่งกระทรวงว่า ขณะนี้รอการนัดพูดคุยจากพรรคเพื่อไทย ต่อข้อถามว่า พรรคภูมิใจไทย ชัดเจนแล้วใช่หรือไม่ว่าได้เก้าอี้รัฐมนตรี 4+4 นายอนุทินกล่าวว่า มีการพูดคุยกันเบื้องต้น ยัง ไม่ได้ซีเรียสอะไร เมื่อถึงเวลาพูดคุยกันเราต้องคำนึงถึงองค์รวม ผู้สื่อข่าวถามว่า จำเป็นต้องสานต่องานกระทรวงเดิมหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ถ้ามีความต่อเนื่องก็ดีเหมือนกัน แต่เวลาพูดคุยกันไม่ควรตั้งข้อจำกัดอะไร คนรู้จักกันทั้งนั้น แต่ถ้าบอกเหตุผลว่าอยู่กระทรวงเดิมไม่ได้เพราะจะขยายอิทธิพล หรือจะทำให้ไม่โปร่งใส ตนรับไม่ได้ แต่ถ้าคุยด้วยเหตุผลอื่น เช่น อยากใช้นโยบายของแต่ละพรรคมาทำบ้างก็ต้องมาคุยกัน ผู้สื่อข่าวถามว่าได้คุยกับพรรคเพื่อไทยหรือยัง นายอนุทินกล่าวว่า คุยไปหลายครั้งแล้ว

ต่อข้อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่าต้องโหวตนายกฯให้ก่อน ถึงจะตกลงเรื่องแบ่งกระทรวง นายอนุทินกล่าวว่า คงไม่ถึงขั้นนั้น ควรคุยให้จบก่อนการโหวตเลือกนายกฯ น่าจะมีการนัดพูดคุยกันอีกใน 2-3 วัน

‘บิ๊กตู่’ไม่ยุ่งรทสช.ร่วมรัฐบาล
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีที่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) บอกได้รับสัญญาณบวกจากพรรค เพื่อไทยในการเข้าร่วมรัฐบาล ได้มาแจ้งให้ทราบหรือไม่ว่า “แล้วผมเป็นอะไรกับเขา” ผู้สื่อข่าวถามว่าได้ให้คำแนะนำอะไรหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่ต้องแนะนำ หัวหน้าพรรคมีหลักการของเขาอยู่แล้วไม่ใช่หรือ “อย่าเอาผมไปเกี่ยวๆ กับพรรคไหนทั้งนั้น”

ต่อข้อถามว่าหากประธานรัฐสภานัดโหวตนายกฯ วันอังคาร 22 ส.ค. จะเลื่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ดูก่อนว่ามันยังไง จะมาถามปุ๊บปั๊บๆ ไม่ได้ ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการพูดคุยกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่จะนำพรรคเข้าร่วมรัฐบาลใหม่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า จำไม่ได้แล้ว คุยกันหลายเรื่อง ไม่ใช่เจอหน้าจะคุยกันแต่เรื่องการเมือง คุยเรื่องงานเรื่องการก็มีอยู่ สุขภาพความแข็งแรงอะไรต่างๆ ก็ว่าไป คุยกันในฐานะรักชอบกัน

ปชป.ยันยังไร้ดีลเพื่อไทย
ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตอบข้อถามกรณีพรรคเพื่อไทยทาบทามให้ เข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ว่า จนถึงวันนี้พรรคไม่มีแนวทางในการไปเจรจาตั้งรัฐบาล ซึ่งไม่ได้แปลว่าเขาทาบทามมาหรือยัง แต่หมายความว่าเราไม่ได้คิดว่าจะต้องไปร่วมตั้งรัฐบาลด้วย จึงไม่ได้มอบหมายให้ใครไปเจรจา

ต่อข้อถามว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ปิดประตูเข้าร่วมรัฐบาลใช่หรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า ตอบชัดแล้วว่าไม่ได้มอบให้ใครไปเจรจาตั้งรัฐบาลกับใคร ฉะนั้นเราไม่ได้ตั้งธงร่วมรัฐบาล ถ้าตั้งธงก็คงตั้งตัวแทนไปแล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่เคยตั้งตัวแทนไปเจรจา เมื่อถามว่าถ้ามีเทียบเชิญพร้อมไปร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า ไม่ขอตอบ เพราะหากตอบจะกลายเป็นว่าอยากร่วมรัฐบาล ซึ่งพรรคไม่เคยคิดเรื่องนี้ จึงถือว่าไม่เคยมีเรื่องนี้

ด้านนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ รักษาการเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางการโหวตเลือกนายกฯ ของสส.พรรคประชาธิปัตย์ ว่า ทุกคนในพรรคทราบดีว่ากรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคชุดรักษาการ มีอำนาจเต็มในการตัดสินใจเพียงแต่เราต้องดูสถานการณ์ปัจจุบันว่าเป็นอย่างไร รวมถึงดูผลประโยชน์ของประเทศชาติ และหลักการของพรรค วันนี้มีคนพูดจาเยอะแยะมาก พูดจาส่งเดช ทั้งๆ ที่ยังไม่มีการพูดคุยอะไร ถือว่าเดาไปเอง จินตนาการไปเอง พูดพล่ามกัน ตนคิดว่ารอให้ถึงเวลาก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า กก.บห.ชุดรักษาการมีอำนาจตัดสินใจได้เลยใช่หรือไม่ นายเฉลิมชัยกล่าวว่า ตัดสินใจได้ทันทีในทุกเรื่อง และถ้าจะตัดสินใจร่วมรัฐบาลหรือไม่ร่วม ต้องประชุมร่วมกับ สส. ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับพรรค และเมื่อมีมติแล้ว สส.สามารถดำเนินการตามมติพรรคได้เลยไม่มีอะไรสะดุด

ส่ง‘บัญญัติ’ซ่อมสส.ระยอง
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่ภาคกลาง แถลงผลการประชุมกก.บห.ชุดรักษาการว่า ที่ประชุมมีมติส่ง นพ.บัญญัติ เจตนจันทร์ อดีตสส.ระยอง 3 สมัย ซึ่งเป็นอดีต ผู้สมัครเดิม ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมสส.ระยอง เขต 3 (อ.แกลง และ อ.เขาขะเมา) นพ.บัญญัติ เป็นผู้ที่ทำงานในสภามาอย่างต่อเนื่องและไม่มีประวัติด่างพร้อยทางด้านทุจริตคอร์รัปชั่นหรือการปฏิบัติตัวไม่เหมาะสม จึงมั่นใจในคุณสมบัติที่จะเป็นตัวแทนของคน อ.แกลง จ.ระยอง แม้กระแสภาพรวมของพรรค ก้าวไกลจะมาแรงก็ยังมีความมั่นใจในผู้สมัคร ที่มีความดีและความพร้อมของประชาธิปัตย์

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคขั้วรัฐบาลเดิมไม่ส่ง ผู้สมัครลงชิง จะถือเป็นคะแนนเสียงมาช่วย ผู้สมัครประชาธิปัตย์หรือไม่ นายสาธิตกล่าวว่าเป็นการตัดสินใจของแต่ละพรรคการเมือง หากเป็นไปได้อยากขอว่า ตรงนี้เป็นพื้นที่เก่าของพรรคประชาธิปัตย์ และผู้สมัครของพรรคเคยเป็น สส.ในเขตนี้ แต่พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา อยากขอโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ได้ใช้วิจารณญาณและทบทวนอย่างรอบด้าน ทั้งในเขตดังกล่าวและทั้งประเทศในการเลือกคนเข้าไปเป็นผู้แทนฯ ที่ต้องมีการกลั่นกรองคุณสมบัติและตรวจสอบอย่างดี คนที่จะมาเป็นผู้แทนฯ ต้องมีความเสียสละ พร้อมทำหน้าที่เป็นตัวแทนของคนในพื้นที่นั้นๆ

เมื่อถามว่า ทำไมนายสาธิต ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้เอง นายสาธิตกล่าวว่า กก.บห.มีมติส่ง นพ.บัญญัติ และตนเห็นว่า นพ.บัญญัติมีความชอบธรรมเนื่องจากเป็นสส.เขตเดิม คลุกคลีใกล้ชิดกับคนในพื้นที่ ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาแบบเดิมหรือเกิดการเปลี่ยนแปลง ก็ไม่สามารถห้ามกันได้เพราะการเมืองเป็นแบบ 360 องศา แต่ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นตัวสะท้อนว่ากระแสการเมืองระดับชาติ จะลงไปถึงพื้นที่ได้หรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเปิดรับสมัครเลือกซ่อมส.ส.ระยอง เขต 3 ระหว่างวันที่ 15-19 ส.ค. และกำหนดเลือกตั้งในวันที่ 10 ก.ย.2566 ซึ่งก่อนหน้านี้ นายพงศธร ศรเพชรนรินทร์ พรรคก้าวไกล ได้ไปสมัครเป็นคนแรกแล้ว

‘เศรษฐา’ซัด‘ชูวิทย์’-จ่อฟ้องกลับ
นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า ตามที่นาย ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้ออกมาแถลงข่าวในเชิงการแฉเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินแปลง สุขุมวิท 55 ที่ปัจจุบันคือโครงการคุณ บาย ยู และทางบริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้ออกแถลงการณ์ข้อเท็จจริงแล้วนั้น ผมนาย เศรษฐา อดีตเคยบริหารแสนสิริมากว่า 30 ปี บริษัทผ่านวิกฤตมาหลายครั้ง โดยที่ยังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งจนเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์แนวหน้าของประเทศ เติบโตมาจนมีทรัพย์สินรวมเกือบ 130,000 ล้านบาท และมีกำไรมากกว่า 4,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ได้รับการยอมรับ เชื่อถือจากทั้งลูกค้า ผู้ถือหุ้นและสังคมทั่วไป น่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้ระดับหนึ่ง ว่าบริษัทแสนสิริได้ถูกบริหารอย่างมีธรรมาภิบาล การตรวจสอบจากทุกฝ่ายนั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ และพร้อมให้ตรวจสอบ แต่การตรวจสอบจะต้องสร้างสรรค์ และทำด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ มีข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง และไม่บิดเบือน หรือนำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จ

ในขณะที่ผมเป็นผู้บริหารบริษัท ที่ดินแปลงสารสินซื้อมาตามราคาตลาดที่เหมาะสม ส่วนที่ดินแปลงทองหล่อซื้อมาในราคาตารางวาละ 1,100,000 บาท ซึ่งเป็นราคาตลาดตามปกติในขณะนั้น การกระทำใดๆ ที่บิดเบือน ไม่เป็นความจริง ฝ่ายกฎหมายจะรวบรวมข้อมูลเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง และต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมจนถึงที่สุดอย่างแน่นอน การที่ฝ่ายกฎหมายของบ้านเมืองเข้ามาตรวจสอบ เป็นเรื่องที่ถูกต้องและพึงกระทำ แต่การที่บุคคลหนึ่งปลุกปั่น ตั้งสมมติฐานขึ้นมาเอง โดยมี เป้าหมายบางประการ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

แสนสิริชี้แจงเรื่องนอมินี
เฟซบุ๊ก ‘แสนสิริ’ เผยแพร่ภาพและข้อความระบุ แสนสิริออกแถลงการณ์ชี้แจงเพิ่มเติม เรื่องนอมินี กรณีการซื้อที่ดินซอยทองหล่อ โครงการ คุณ บาย ยู จากคำพูดบิดเมือนกล่าว อ้างของ นายชูวิทย์ เรื่องนอมินีว่า บุคคลตามที่กล่าวอ้าง ได้แก่ น.ส.พินิช คำยศ, นายพีระพงษ์ ทานรัมย์, นายสมศักดิ์ มติยาภักดิ์ และ นาย ยงยุทธ ประกิ่ง ไม่ใช่นอมินี และ/หรือ ตัวแทนของบริษัท แสนสิริ บริษัทในเครือของแสนสิริ กรรมการ หรือ ผู้บริหารแต่อย่างใด บุคคล ดังกล่าวเป็นคนของบริษัท เอ็น แอนด์ เอ็น แอสเซ็ท จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินตั้งแต่ ปี 2551 แสนสิริ ซื้อและโอนที่ดินแปลงนี้โดยตรง จากบริษัท เอ็น แอนด์ เอ็น แอสเซ็ท จำกัด เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่ใช่การซื้อผ่านตัวกลางหรือรับโอนหุ้นตามที่เป็นข่าว

และแสนสิริไม่เคยให้กู้ยืมเงินแค่ผู้ขายแต่อย่างใด การจดจำนองเป็นการจำนอง เพื่อประกันการปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายของผู้ขาย ซึ่งวงเงินจำนวน 1,000 ล้านบาท เป็นวงเงินที่ครอบคลุมราคาที่ดิน และค่าเสียหาย ที่อาจเกิดขึ้น อันเนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาของผู้ขาย อย่างไรก็ตาม แสนสิริชำระเงินค่าที่ดินให้แก่ บริษัท เอ็น แอนด์ เอ็น แอสเซ็ท จำกัดครบถ้วน และได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาเรียบร้อยถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ

‘เสรี’คาด‘เสี่ยนิด’อาจวืด
ขณะที่นายเสรี สุวรรณภานนท์ สว. ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางการโหวตนายกฯ หลังจากที่พรรคก้าวไกลแถลงไม่โหวตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทยว่า ยังไม่มีอะไรที่ไว้ใจได้ แม้พรรคก้าวไกลจะแถลงไม่โหวตให้ แต่ใน ข้อเท็จจริงต้องพิจารณาในวันโหวตนายกฯ อีกครั้ง การเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย ท้ายสุดอาจไม่ใช่นายเศรษฐาก็ได้ จึงต้องรอดูวันสุดท้าย

ต่อข้อถามว่าการโหวตนายกฯ ตอนนี้ต้องอาศัยเสียงสว.เพื่อให้เกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาคือ 375 เสียง หากสว.ยังแคลงใจนายเศรษฐา ถือเป็นเกมบีบให้เปลี่ยนตัวหรือไม่ นายเสรีกล่าวว่า สว.ไม่เกี่ยว จะบีบได้อย่างไร เงื่อนไขที่ สว.จะใช้พิจารณาขณะนี้เป็นเรื่องที่นอกเหนือจากคุณสมบัตินายเศรษฐา เพราะต้องดูนโยบาย และทิศทางของการนำประเทศ ซึ่งขณะนี้มองดูแล้วพรรคเพื่อไทยที่มีนโยบายทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการ เลือกตั้ง อาจทำให้ประเทศยุ่งยาก วุ่นวาย รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจ นโยบายแจกเงินดิจิทัล ทั้งหมดล้วนเป็นประเด็นที่ทำให้ชื่อของนายเศรษฐาไม่น่าจะผ่านไปได้

“สำหรับการโหวตนายกฯ นั้นผมเชื่อว่ายังไม่นิ่ง เพราะพรรคร่วมที่ตกลงจะจัดตั้งรัฐบาล ยังตกลงกันไม่ได้และไม่นิ่ง ดังนั้นในส่วนของ สว.ต้องรอดูว่าสุดท้าย” นายเสรีกล่าว

นายศรัณยู คงสวัสดิ์เกียรติ รองโฆษกพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) กล่าวว่า คนจะเป็น นายกฯต้องผ่านด่านหินมากมาย ด้วยกติกาที่เป็นอยู่ แต่อยากเรียกร้องไปยังผู้ทรงเกียรติในสภาทุกท่านว่า หากตั้งมาตรฐานไว้สูงเช่นนี้ ตอนจะโหวตควรมั่นใจว่าคนนั้นเป็นนายกฯ ที่มีจริยธรรมที่ดีจริงๆ หากโหวตได้คนที่ยังมี ข้อสงสัยว่าทุจริตธุรกิจของตนเองหรือข้อสงสัยในจริยธรรมด้านอื่นๆ ท่านจะไว้ใจได้อย่างไรว่าจะไม่เสียหายกับประเทศชาติในอนาคตการเลือกนายกฯ ตนหวังว่าท่านจะเลือกจากคนที่เหมาะสมจริงๆ

ก.ก.เร่งชงทำประชามติแก้รธน.
ที่รัฐสภา พรรคก้าวไกล นำโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ แถลงว่าพรรค ก้าวไกลจะเสนอญัตติเรื่องให้สภาพิจารณาเห็นชอบ และแจ้งให้ครม.ดำเนินการให้มีการออกเสียงประชามติ เพื่อสอบถามความเห็นของประชาชนต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งพรรคก้าวไกลยืนยันเรื่องนี้มาตลอด เนื่องจากเห็นว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 ขาดความชอบธรรม นำพาวิกฤตการเมืองมาสู่ประเทศ

การดำเนินการตามขั้นตอนรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นไปได้ที่ประชาชนจะเข้าคูหา 4 ครั้ง ขั้นตอนแรกคือจัดทำประชามติครั้งที่ 1 ก่อนเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อถามประชาชนว่าเห็นด้วยให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือไม่ แม้ไม่มีความจำเป็นทางกฎหมาย แต่หากผลออกมาชัดว่าประชาชนอยากให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ จะทำให้รัฐสภาไม่สามารถขัดขวางเจตจำนงประชาชนได้ ถือเป็นกระดุมเม็ดแรกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อสะท้อนฉันมามติประชาชนจริงๆ และพรรคก้าวไกลเห็นว่าควรร่างใหม่ทั้งฉบับโดยผ่านส.ส.ร. รวมทั้งการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะต้องไม่ทำสองอย่างคือ ต้องไม่ทำ เนื้อหาใดๆ ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง และไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ

กกต.โต้‘พิธา’คดีหุ้นสื่อ
วันเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกเอกสารข่าวตามที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความว่า “คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนของ กกต. มีมติยกคำร้องในคดีอาญา มาตรา 151 …..”นั้น ในการเลือกตั้งสส. เป็นการทั่วไป 2566 มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 3 ราย ได้ยื่นคำร้องต่อสำนักงาน กกต. กล่าวหาว่านายพิธา เป็นผู้ถือหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) 42,000 หุ้น อันเป็นกิจการสื่อมวลชน เชื่อว่าเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 (3) แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน แต่คำร้องดังกล่าวยื่นเกินกำหนดระยะเวลาตามที่กฎหมายบัญญัติ กกต.จึงมีมติสั่ง ไม่รับคำร้องทั้งหมดไว้พิจารณา

แต่เมื่อกกต.ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า รายละเอียดที่ปรากฏตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของผู้ยื่นคำร้อง มีเหตุอันควรเชื่อว่านายพิธา อาจจะเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้สมัครรับเลือกตั้งสส. โดยมีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏ จึงมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนฯ ตามมาตรา 151 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสส.ว่านายพิธา กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างกระบวนการสืบสวนไต่สวนตามลำดับชั้นตามระเบียบและกฎหมาย หลังจากนั้น จะได้นำเสนอข้อเท็จจริงข้อกฎหมายและความเห็นต่อกกต.ให้เป็นผู้พิจารณาและมี คำสั่งต่อไป

โดยเมื่อวันที่ 19 มิ.ย.2566 กกต.ได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ทำให้นายพิธา มีสมาชิกภาพเป็นสส.แบบบัญชีรายชื่อ แต่ปรากฏว่า กกต.ได้พิจารณามีข้อเท็จจริงและมีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏ เชื่อได้ว่านายพิธา อาจเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสส. ตามมาตรา 98 (3) อันเนื่องมาจากการเป็นผู้ถือหุ้นไอทีวี อาจมีผลทำให้สมาชิกภาพสส.ของนายพิธา ต้องสิ้นสุดลงตามมาตรา 101 (6) แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งคณะกรรมการฯเห็นว่า มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าสมาชิกภาพความเป็นสส.ของนายพิธา อาจมีเหตุสิ้นสุดลง จึงเสนอความเห็นต่อกกต.ให้มีมติยื่นคำร้อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยให้เป็นไปตามบทบัญญัติของมาตรา 82 ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันต่อไป

คณะกรรมการฯ ตามที่ได้รับแต่งตั้งจาก กกต. 2 คณะ เป็นผู้ที่มีหน้าที่และอำนาจที่ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มีความเป็นอิสระ ไม่ขึ้นตรงภายใต้การบังคับบัญชาซึ่งกันและกันดังนั้น กระบวนการในการดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 151 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสส.ต่อนายพิธา จึงยังไม่เสร็จสิ้นหรือมีผลเป็นที่สุดเด็ดขาด กกต.จึงไม่ได้กลั่นแกล้ง หรือจงใจที่จะทำให้นายพิธา ต้องได้รับโทษตามกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น การนำข้อมูลมาเสนอต่อสาธารณชน อันอาจทำให้ประชาชนเกิดความสับสนและเข้าใจผิดว่ากระบวนการตามมาตรา 151 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสส. เป็นกระบวนการเดียวกันกับการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยชี้ขาดเรื่องคุณสมบัติตามมาตรา 82 ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

บิ๊กเด่นยันตั้งผบ.ตร.ทันส.ค.นี้
วันที่ 16 ส.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบตร. กล่าวถึงการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ ว่าอยู่ระหว่างขั้นตอนการเสนอนำเรียนให้ทางนายกรัฐมนตรีพิจารณาว่าจะนัดประชุมเมื่อไหร่ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนนี้อยู่ ยังอยู่ระหว่างการนำเสนอ คงจะนำเสนอเร็วๆ นี้ ตราบใดที่มีรัฐบาลรักษาการและอยู่ในกรอบเวลาสามารถทำได้ตามอำนาจ ซึ่งจะมีความชัดเจนภายในไม่กี่วันนี้ ยังอยู่ในกรอบเวลาในเดือนส.ค.จะต้องประชุมก.ตร. ก็คงจะต้องมีวาระการประชุมเรื่องนายพลอยู่ เชื่อว่าทัน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับนายกฯ จะเป็นผู้พิจารณา ปลายเดือนนี้จะได้คำตอบที่ชัดเจน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน