อจ.-นักวิชาการ แห่ดึงสติสังคม เรียนรู้ความเชื่อ วอชด็อกจับตาซื้อสัตว์-สังเวย

นักวิชาการเตือนสังคมเรียนรู้ความเชื่อ หลังโซเชี่ยลแห่โพสต์สังเวยหมา-แมวบูชายัญ ‘ครูกายแก้ว’ ด้านทายาทต้นตำรับจวกพิเรนทร์ ชี้ต้นสายกำชับห้ามเด็ดขาดของสด-มึนเมา ให้ใช้ขนม-ถั่วบูชาเท่านั้น แฉต้นตอจากเพจ “ลูกศิษย์ครูกายแก้ว บรมครูผู้เรืองเวทย์” ที่เพิ่งเปลี่ยนชื่อหลังเกิดเหตุรถขน รูปปั้นติดสะพานเพียงวันเดียววอชด็อกฯ จับตาเข้ม

แฉลัทธิบูชายัญ‘ครูกายแก้ว’
จากกรณีรถบรรทุกรูปปั้น “ครูกายแก้ว” ขนาดใหญ่ลักษณะของผู้บำเพ็ญกึ่งมนุษย์ กึ่งนก เล็บยาว ตาแดง มีปีกด้านหลัง มีเขี้ยวสีทองสื่อถึงนกการเวก รูปปั้นองค์ปฐมครู กายแก้วถูกสร้างเป็นไปตามจินตนาการของนายสุชาติ รัตนสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านการตั้งศาลเทพเจ้า ติดสะพานลอย บน ถ.รัชดาภิเษก ในช่วงเวลาเร่งด่วน เมื่อเช้าวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา ระหว่างขนส่งไปติดตั้งบริเวณโรงแรมแห่งหนึ่งที่แยกรัชดา-ลาดพร้าว เนื่องจากความสูงของรูปปั้นไม่พ้นท้องสะพานซึ่งเหลื่อมไปเพียง 2 ซ.ม. ส่งผลให้การจราจรกลายเป็นอัมพาตยาวไปถึงสะพานพระราม 7 จนกลายเป็นข่าวฮือฮา เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในมุมต่างๆ มากมาย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 16 ส.ค. “ครูกายแก้ว” กลายเป็นข่าวอีกครั้ง เมื่อมูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ Watchdog Thailand Foundation – WDT โพสต์ภาพและข้อความบนเพจเฟซบุ๊กของมูลนิธิ เมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่า กำลังเป็นประเด็นร้อน ข่าวลัทธิกายแก้วใช้ ลูกหมาลูกแมวมาบูชายัญ ประชาชนคนรักสัตว์แห่ส่งข่าวและโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับข้อสงสัย จริงหรือไม่ที่บรรดาศิษยานุศิษย์ลัทธิกายแก้ว ตระเวนขอรับลูกหมาลูกแมวมาบูชายัญ ตามความเชื่อของลัทธิ

WDT กำลังตรวจสอบเรื่องนี้ ขอประชาชนคนรักสัตว์อย่าเพิ่งตระหนกตกใจ เหตุแต่ละโพสต์ล้วนใช้ชื่อเฟซอวตารกันทั้งนั้น อย่างไรก็ตามมูลนิธิขอให้ประชาชนตระหนักและใช้วิจารณญาณ ในการที่จะบูชาสิ่งใดๆ ตามความเชื่อไม่ให้ผิดกฎหมายทารุณกรรมสัตว์ ประชาชนท่านใด มีเบาะแสหรือพยานหลักฐานและพยานบุคคลที่ตรวจสอบได้ รบกวนติดต่ออินบ็อกซ์ ของมูลนิธิ เราจะดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้ไปด้วยกันนะครับ

ความเชื่อ – บรรยากาศบริเวณที่ตั้งรูปปั้นครูกายแก้ว หน้าโรงแรมเดอะบาซาร์ รัชดาภิเษก กทม. มี ผู้ศรัทธาเดินทางมาไหว้บูชาจำนวนหนึ่ง ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ถึงกระแสความเชื่อถือศรัทธา เมื่อวันที่ 16 ส.ค.

นักวิชาการชี้จุดเชื่อม
ขณะที่ ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ นักวิชาการชื่อดัง ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ และอดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ เฟซบุ๊กให้ความเห็นว่า ที่กราบไหว้กันอยู่นี้ มองในทางศิลปะก็สอบไม่ผ่านแน่ จะว่าเป็นมนุษย์ก็เห็นจะไม่ใช่ จะเป็นสัตว์ก็ไม่เชิง ผมยังนึกไม่ออกว่าการไปบูชารูปปั้นอย่างนี้จะเป็นสวัสดิมงคลได้อย่างไร แถมเกรงว่าจะเกิดผลตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำ สำหรับประเพณีบ้านเมือง สถานการณ์อย่างนี้คล้ายกับที่คนแต่โบราณท่านพูดว่า ผีป่าก็จะวิ่งมาสิงเมือง

ด้าน ดร.วิราวรรณ นฤปิติ คณะมนุษย ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย ทักษิณ ผู้แปล “เทวา มนตรา คาถา เกจิ : ไสยศาสตร์สมัยใหม่” เผยถึงพลังศรัทธา “ครูกายแก้ว” ว่า น่าจะเป็นเรื่อง “ป๊อปคัลเจอร์” มากกว่า วงเล็บย่อยอีกว่า “เกี่ยวกับศาสนาและความเชื่อ” ที่นำเรื่องบูชา สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาเชื่อมโยงจินตนาการกับเรื่องเล่า ผูกโยงให้เป็นเรื่องเทพเทวดาที่บันดาลความมั่งคั่ง ความโชคดีให้กับคนที่กราบไหว้

ดร.วิราวรรณกล่าวว่า กระแสป๊อปคัลเจอร์ช่วงนี้นิยมบูชาเครื่องรางของขลัง เพื่อความร่ำรวย โชคลาภ ทรัพย์สินเงินทอง อาชีพ คู่ครอง กำลังเป็นที่นิยม จึงคล้ายกับมาผสม ผูกโยงกับเรื่องเล่า สามารถเป็นไปได้ทั้งหมด จินตนาการออกมาเป็นรูปร่างหน้าตาแบบนี้ เป็นผู้ชายตัวใหญ่ มีปีก มีเขี้ยว ฉะนั้น กรณีที่เล่าต่อๆ กันว่า พระธุดงค์รูปหนึ่งไปทำสมาธิที่ปราสาทนครวัดนครธม ประเทศกัมพูชา ต่อมาได้มอบ “ครูกายแก้ว” ให้กับลูกศิษย์ กระทั่งมีการวาดภาพและหล่อขึ้นมาเป็นรูปร่างดังปัจจุบัน มองว่าคนที่เชื่อเรื่องนี้อาจนำมาเชื่อมโยงกันเอง เพราะยุคพระนคร คนนับถือศาสนาพุทธมหายาน และไม่ค่อยมี ร่องรอยเรื่องแบบนี้เท่าไหร่

“ส่วนตัวมองว่าไม่เสียหายหากมีการสร้างความเชื่อ หรือเทพเทวดาองค์ใหม่ เป็นเรื่องปกติ เหมือน “ครูกายแก้ว” เพิ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น คล้ายกับในอดีตที่เราเคารพ นิยมบูชา “จตุคามรามเทพ” เป็นไปตามยุคสมัยที่อาจลืมเลือนไปเมื่อเกิดจินตนาการใหม่ หรือเหมาะสมกับยุคสมัยมากกว่า ในอนาคตอาจเกิดขึ้น อาจมีครูกายอื่นๆ มาแทน คิดว่าไม่แปลกใจและไม่ใช่เรื่องเสียหาย ถ้ามองในเชิงวัฒนธรรมก็เป็นความนิยมในช่วงเวลานั้นๆ” ดร.วิราวรรณกล่าว

เชื่ออิทธิฤทธิ์กว่าเรื่องจริง
ส่วนผศ.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ มองลึกกว่าประเด็นที่ว่าใช่หรือไม่ใช่ จริงหรือไม่จริง ว่า หากแต่วิเคราะห์ถึงมุมมองของสังคมไทยที่มัก ‘ข้ามข้อเท็จจริง’ เมื่อสิ่งนั้นถูกเรียกว่า ‘ความเชื่อ’ นำไปสู่คำถามสำคัญว่าทำไมอยู่ๆ จึงเกิดปรากฏการณ์ในทำนองนี้ในช่วงเวลานี้ ถึงครูกายแก้วไม่ได้เป็นเทพไม่ใช่ครูของพระเจ้า ชัยวรมันที่ 7 ไม่ได้สลักสมัยพระเจ้าสูรยวรมัน (สุริยวรมัน) ที่ 2 ถ้าอ้างอิงว่ามาจากภาพสลักที่นครวัด แท้จริงมีสถานะเป็นท้าวพาณอสูรเท่านั้นก็ตาม

แต่สังคมไทยที่ผ่านมาเห็นได้ว่า เมื่อเป็นเรื่องความเชื่อแล้วมักข้ามข้อเท็จจริงไป เพราะบางอย่างถ้าคลุมเครือจะช่วยให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์มากกว่าด้วยมีความลึกลับที่ซ่อนอยู่ แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็จำเป็นต้องมีเรื่องเล่า (narrative) ที่ช่วยทำให้อำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นสูงเด่นขึ้น ดังนั้น จึงต้องผูกโยงเรื่องราวเข้ากับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ บุคคลที่ยิ่งใหญ่ หรือกระทั่งเล่าถึงอำนาจพิเศษเหนือมนุษย์ เป็นต้น ดังนั้น ในหมู่คนที่เชื่อ ข้อเท็จจริงอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญมาก เมื่อเทียบกับความศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้น ต่อให้ประวัติของครูกายแก้วมีจริง ก็อาจไม่สำคัญเท่ากับความศักดิ์สิทธิ์อย่างตำนาน

“ไม่ว่าครูกายแก้วจะศักดิ์สิทธิ์อย่างไร จะต้องถวายด้วยน้ำแดงหรือไม่ คำถามสำคัญในเวลานี้ก็คือ ทำไมอยู่ๆ จึงมีกลุ่มคนที่ศรัทธาและนับถือกันในระดับหนึ่ง เหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้หลายคนคงจำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อนนั้นเคยเกิดปรากฏการณ์ร่างทรง เคยเกิดปรากฏการณ์จตุคามรามเทพ ปรากฏการณ์ความเชื่อพวกนี้มักเกิดในช่วงที่เกิดปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ หรือในช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านที่คนในสังคมรู้สึกขาดหลักประกันความมั่นคง สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ครูกายแก้วจึงกลายเป็น กระแสในสังคมได้ในช่วงนี้” ผศ.พิพัฒน์ระบุ

เร่งงาน – คนงานเร่งปรับพื้นที่และตกแต่งบริเวณศาลาที่ตั้งรูปปั้นครูกายแก้ว หน้าโรงแรมเดอะบาซาร์ รัชดาภิเษก กทม. ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงกระแสความเชื่อถือศรัทธาเรื่องครูกายแก้วที่กำลังร้อนแรงในสังคม เมื่อวันที่ 16 ส.ค.

เปิดต้นตอบูชายัญสัตว์
รายงานข่าวแจ้งว่า กรณีกระแสการใช้ลูกสุนัขลูกแมวบูชายัญครูกายแก้ว มาจากเพจ เฟซบุ๊กชื่อ “ลูกศิษย์ครูกายแก้ว บรมครูผู้เรืองเวทย์” อ้างว่า การบูชาครูกายแก้ว ต้องบูชายัญด้วยลูกแมว 19 ตัว โดยใช้วิธีกรอกน้ำยา ล้างห้องน้ำและฝังดินทั้งเป็น ตามข้อมูลใน เฟซบุ๊กของเพจดังกล่าว ก่อนหน้านี้ใช้ชื่อว่า “เด็กหาดวัดใต้ อุบล แก็งค์” เริ่มสร้างกลุ่มเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2565 และเพิ่งเปลี่ยนชื่อเป็น “ลูกศิษย์ครูกายแก้ว บรมครูผู้เรืองเวทย์”เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ที่ผ่านมา หลังเหตุการณ์รูปปั้นครูกายแก้วติดสะพานลอยได้เพียงวันเดียวเท่านั้น

ความเคลื่อนไหวในเพจดังกล่าวมีผู้เข้าไปโพสต์รูปสุนัขและแมว พร้อมข้อความระบุเตรียมนำไปบูชายัญ บางส่วนยังประกาศรับซื้อสุนัข – แมวเพื่อนำไปทำพิธีด้วย จนเกิดวิวาทะกับบรรดาผู้รักสัตว์ที่เข้าไปเขียนคอมเมนต์

วันเดียวกันที่เทวาลัยพระพิฆเนศบางใหญ่ ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี สถานที่ตั้งรูปปั้นครูกายแก้วขนาดเท่าคนจริงให้ผู้คนที่มีความเชื่อเดินทางมาสักการะได้ 24 ชั่วโมง มานานกว่า 4 ปี นายณัฐวุฒิ รัตนสุข อายุ 42 ปี ผู้ก่อตั้งเทวาลัยพระพิฆเนศบางใหญ่ เผยว่า ก่อตั้งเทวาลัยพระพิฆเนศบางใหญ่ ขึ้นเมื่อวันที่ 20 ส.ค.62 วัตถุประสงค์หลัก เพื่อสืบต่อเจตนารมณ์บรมครูอาจารย์สุชาติ รัตนสุข ผู้ก่อตั้งเทวาลัยพระพิฆเนศ ห้วยขวาง พระตรีมูรติที่แยกราชประสงค์ เศรษฐีชุมพรที่ธนาคารกสิกรไทยสำนักงานใหญ่ ในฐานะที่เป็นหลานของอาจารย์สุชาติได้ร่ำเรียนสืบทอดวิชาต่อมาจากอาจารย์สุชาติ ไม่ต้องการให้วิชาเหล่านี้สูญหายไป

ต้นตำรับชี้ครูไม่ชอบของสด
“ผมในฐานะหลานของ อ.สุชาติ ศึกษาเรียนรู้หลักต่างๆ มาจาก อ.สุชาติ ซึ่งเป็นต้นสายของการบูชาครูกายแก้ว ท่านกำชับเตือนเอาไว้ว่า ห้ามเด็ดขาด อย่านำของสดไปไหว้บูชาครูกายแก้ว ให้นำแต่ผลไม้ ดอกไม้ ขนมหวาน หรือทองคำไปไหว้สักการะเท่านั้นพอ ไม่มีของสดหรือของมึนเมาใดๆ ท่านสั่งห้ามไว้เด็ดขาด ที่ผ่านมาจะเป็นที่ทราบกันดีในกลุ่มผู้นับถือครูกายแก้วที่มีอยู่ประมาณ 300-400 คนว่า ครูกายแก้วไม่ชอบของสด การตั้งโต๊ะทำพิธีจึงใช้วิธีจำลองขนมหรือถั่วต่างๆ ให้เป็นรูปของสดต่างๆ แทน ทั้งหัวหมู ไก่ เป็ด กุ้ง เป็นต้น จนกระทั่งเมื่อเริ่มมีกลุ่ม ผู้ศรัทธาเพิ่มขึ้น อ.สุชาติจึงตัดสินใจนำรูปปั้นครูกายแก้วออกไปตั้งให้ผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาได้กราบไหว้ที่แรกคือที่เทวาลัยพระพิฆเนศห้วยขวางและที่อาเขต” ผู้ก่อตั้งเทวาลัยพระพิฆเนศบางใหญ่ กล่าว

นายณัฐวุฒิกล่าวอีกว่า ประเด็นที่มีผู้คนในโซเชี่ยลไปแนะนำว่าให้นำสุนัขหรือแมวไปบูชายัญครูกายแก้วนั้น เป็นความเชื่อที่ผิดเพราะจากที่ศึกษากับอ.สุชาติมา ไม่เคยทำพิธีบูชาด้วยของสดแม้แต่อย่างเดียว การจะบูชาครูกายแก้วไม่จำเป็นต้องไปเบียดเบียนชีวิตใครก็สามารถขอพรได้แล้ว แต่นี้แค่เริ่มต้นก็ไปทำกรรมแล้วไม่เป็นมงคล แล้วจะไปรับสิ่งที่เป็นมงคลได้อย่างไร ขอฝากไปถึงคนที่คิดวิธีดังกล่าวด้วย การบูชาครูกายแก้วต้องบูชาให้ถูกต้อง กราบไหว้ท่านด้วยความศรัทธา

ติงอย่าทำพิเรนทร์
“ท่านไม่ใช่เทพและไม่ใช่อสูร เพราะชื่อของท่านก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นครู และยังเป็นครูที่ อ.สุชาติท่านนับถือเป็นครูของท่านอีกองค์ ซึ่งในแต่ละปี อ.สุชาติเองก็จะปั้นรูปบูชาครูต่างๆ ของท่านออกมาปีละองค์ ดังนั้นเมื่อต้นสายยังไม่ไหว้ของสดเลย ก็อย่าไปพิเรนทร์คิดอะไรเองขึ้นมา ให้ทำตามแบบที่เขาปฏิบัติกันมาเท่านั้น ครูกายแก้วไม่ได้ต้องการอะไรจากเรา นอกจากสัจจะเท่านั้นที่เป็นเรื่องสำคัญตาม อ.สุชาติบอกไว้ ส่วนกระแสวัตถุมงคลของครูกายแก้วที่กำลังมีราคาสูงขึ้นไปมากนั้น ตนเชื่อว่าวัตถุมงคลของครูกายแก้วจะรุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่ก็ล้วนแต่มีความศักดิ์สิทธิ์เท่ากัน และยืนยันว่าทางต้นสายนี้ไม่มีการปั่นราคาวัตถุมงคลให้ขึ้นราคาไม่ใช่วิธีการของสายนี้” นายณัฐวุฒิกล่าว

ส่วนกรณีกระแสโจมตีครูกายแก้วที่บ้างบอกว่าไม่มีในประวัติศาสตร์หรือเป็นตัวเวตาล นายณัฐวุฒิกล่าวว่า เรื่องบางสิ่งบางอย่างต้องลองเปิดใจดูก่อน บางเรื่องเป็นปัจจัตตังที่รู้ได้เฉพาะตน ไม่ขอไปก้าวล่วงครูบาอาจารย์ของใคร เพราะเชื่อว่าทุกคนก็ย่อมมีครูบาอาจารย์ที่เคารพนับถือกันทุกคนอยู่แล้ว อย่างองค์พระพิฆเนศเองหรือพระพรหมก็ดี ถามว่าเคยมีใครเห็นตัวเป็นๆ ของท่านไหม ทุกอย่างอยู่ที่ความศรัทธาและความเชื่อของบุคคล แค่ความเชื่อและความศรัทธานั้นไม่ได้ไปเบียดเบียนชีวิตใคร เรามีสิทธิศรัทธาในความเชื่อของเราเอง ยืนยันตรงนี้ว่าครูกายแก้วคือครูบาอาจารย์ เวตาลคือเวตาล ครูกายแก้วคือครูกายแก้ว อย่าเอาไปเหมารวมกัน

พระพยอมเชื่อไม่เกิน 1 ปี
วันเดียวกัน พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ประเทศไทย ตอนนี้ยอมรับว่าความมั่นคง ความแน่วแน่ในพระรัตนตรัยเริ่มแกว่ง เห็นอะไรจะกราบไหว้ สมัยจตุคามรามเทพ ไอ้ไข่ ส้มฉุน จนล่าสุดมีครูกายแก้วโผล่ขึ้นมาอีกแล้ว ถ้าครูกายแก้วมีความศักดิ์สิทธิ์จริง ก็ขอทำให้คนรวยทุกคน แต่นี่เป็นเพียงส่วนน้อยจากกลุ่มคนที่ไปหลงเชื่อกราบไหว้ขอโชคลาภ ความเชื่อนี้ไม่เกิน 6 เดือน ถึง 1 ปี จะหายไปเหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้

“อาตมาไม่รู้สึกแปลกใจที่คาถาบูชาครูกายแก้ว ที่หยิบเอาไปจากพระพุทธศาสนา ไปอ้างว่าเป็นคาถาบูชานั้น ถ้าเขาไม่อิงพระพุทธศาสนาก็จะไม่มีความน่าเชื่อถือ เลยต้องนำคาถาเหล่านี้ไปเป็นข้ออ้าง อาตมาอยากจะฝากเตือนชาวพุทธทั้งหลายว่าต้องหนักแน่น อย่าไปหลงเชื่อในเรื่องงมงาย และไม่เป็นความจริง หวังพึ่งโชคลาภจากการขอสิ่งที่เขาทำขึ้นมาแม้แต่ครูกายแก้ว อาตมาว่า อตฺหิ อตฺโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” พระพยอมกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน